Legendary Combination การผสมผสานของตำนาน

    ตอนที่ 87 วิชาทวนวิหคคืนรัง

            ตอนที่87 วิชาทวนวิหคคืนรัง

             

            พรึ่บบบบบ

             

            จิ๊บๆๆๆๆ

             

            เสียงนกกระพรือปีกบินขึ้นไปบนท้องฟ้าพร้อมทั้งส่งเสียงร้องคล้ายกับกำลังบอกว่าพายุกำลังจะมา เพราะตอนนี้บรรยกาศรอบๆ เริ่มมีกลิ่นอายของความชื้นที่มาพร้อมกับท้องฟ้าอันมืดมิดแต่ทว่าบุคคลหลายคนที่กำลังยืนอยู่หน้าบ้านไม้หลังหนึ่งกลับไม่ได้ให้ความสนใจท้องฟ้าและนกที่กำลังโผบินกลับรังเลยแม้แต่น้อยยกเว้นก็แต่เพียงคนคนหนึ่ง

             

            บังทองเงยหน้ามองฝูงนกและท้องฟ้าอันมืดมิดพร้อมกับพึมพำเบาๆ

             

            “ลางร้ายมาเยือน ดูท่าต้องรีบจัดการเคาทูกับซิหลงเดี๋ยวนี้แล้ว”

             

            แต่ไม่ว่าบังทองจะพูดเบาสักเพียงไหนจ้าวไห่เฉิงและเล่าปี่ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กับบังทองล้วนได้ยินด้วยกันทั้งหมดจ้าวไห่เฉิงหันไปสบตากับเล่าปี่ ทางด้านเล่าปี่เองก็พยักหน้าให้ทันทีโดยไม่คิดเสียดายเลยสักนิดเดียวการแสดงออกของเล่าปี่นี้ย่อมสื่อได้ว่าตัวเขานั้นไม่มีใจจะชักจูงเคาทูให้เข้าร่วมกับกิลพิชิตนภาตั้งแต่แรกแล้วจริงๆ

             

            “ตีวงโอบล้อม ให้กองทัพที่ 1 รั้งคนของซิหลงเอาไว้ส่วนกองทัพที่ 2 ให้พยายามส่งคนลอบเข้าไปในบ้านของเคาทูเพื่อจับผู้หญิงและเด็กจำไว้อย่าได้ทำอันตรายกับเด็ก” เล่าปี่ เอ่ยแนะนำจ้าวไห่เฉิง

             

            จ้าวไห่เฉิงรู้สึกรับไม่ได้อยู่บ้างเพราะที่ผ่านมาเล่าปี่ล้วนทำตัวเอ้อระเหยลอยไปลอยมาไม่ค่อยแสดงออกถึงความจริงจังสักเท่าไหร่เขาทำเพียงใช้งานขุนพลที่ติดตามมาเท่านั้น แต่ครั้งนี้เล่าปี่กลับออกคำสั่งอย่างฉะฉานทำให้จ้าวไห่เฉิงคล้ายกับงุนงงแล้ว ว่าเล่าปี่นั้นจริงๆ เป็นคนเช่นไรกันแน่แต่ความงุนงงก็ส่วนความงุนงงจ้าวไห่เฉิงตั้งสติพร้อมกับหันไปออกคำสั่งให้ลูกน้องคนหนึ่งตามที่เล่าปี่แนะนำทันใดนั้นเอง

             

            “โผล่หางจนได้สินะ ผู้แซ่เล่ายังคงเชี่ยวชาญการแสดงเช่นเคย” เคาทูที่เห็นการเคลื่อนไหวแปลกๆ ของกิลพิชิตนภาเอ่ยขึ้น

             

            “ฮ่าๆๆๆ เล่าปี่เอ๋ย...ไม่ว่าจะชาติไหนก็ยังคงเป็นเล่าปี่คนเดิมจริงๆดูท่าคงคิดจับเด็กเป็นตัวประกันสินะ” ซิหลงเองที่เห็นการเคลื่อนไหวเช่นกันเอ่ยสำทับ

             

            “ท่านแม่ทัพซิหลง อย่าได้เอ่ยวาจามากความ หากท่านคิดจะขวางก็จงแสดงฝีมือออกมา”จูล่ง ที่ยืนอยู่ด้านหน้าเอ่ยขึ้น

             

            “จูล่งแห่งเสียงสานได้ยินชื่อเสียงมานานแล้วครานี้ไม่ลองบุกฝ่ามาอุ้มเด็กอีกครั้งหรือ ข้าอยากจะรู้นักว่าใครมันไปปั้นแต่งเรื่องราวจนใหญ่โตว่าแม่ทัพคนหนึ่งสามารถฝ่ากองทัพนับหมื่นได้ด้วยตัวคนเดียว”ซิหลง ใช้คำพูดดูถูกจูล่งที่อาศัยวรรณกรรมทำให้ชื่อเสียงโด่งดัง

             

            ความจริงตามบันทึกประวัติศาสตร์เหตุการณ์ ‘จูล่งฝ่าทัพรับอาเต้า’ นั้นมีอยู่จริงตามบันทึกเพียงแต่ในเหตุการณ์ไม่ได้ระบุว่าอาเต้าอยู่ท่ามกลางกองทัพนับหมื่นสิ่งเหล่านั้นล้วนถูกส่งเสริมเติมแต่งให้วรรณกรรมสนุกมากขึ้นเท่านั้นความจริงคือจูล่งเพียงขี่ม้าย้อนกลับไปยังฝั่งที่ทัพโจโฉอยู่เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของเล่าปี่ที่หายไประหว่างหนีทัพของโจโฉและเหตุการณ์นี้ยังมีระบุอีกว่ามีคนบอกกับเล่าปี่ว่าจูล่งนั้นขี่ม้ากลับไปยอมสวามิภักดิ์กับโจโฉแต่เล่าปี่ไม่เชื่อและเล่าปี่ก็คิดถูกเพราะผ่านไปไม่นานจูล่งก็กลับมาพร้อมกับอาเต้าและกำฮูหยินและสิ่งนี้เองที่กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของจูล่งที่คนอ่านสามก๊กล้วนจดจำได้และวีรกรรมนี้ยังทำให้จูล่งถูกยกย่องให้เป็นตัวแทนของแม่ทัพที่มีความกล้าหาญ

             

            จูล่งที่ถูกวาจาค่อนแคะกลับไม่คิดต่อปากต่อคำเขาทำเพียงก้าวเท้าไปข้างหน้าพร้อมกับปล่อยยพลังลมปราณที่น่าหวาดกลัวออกมาทำให้ซิหลงถึงกับรู้สึกกดดันเขากำขวานศึกในมือแน่นเตรียมรับมือจูล่งอย่างระมัดระวัง

             

            เคาทูที่เห็นว่าทั้งสองกำลังจะต่อสู้กันก็ไม่คิดยุ่งเกี่ยวเขาทำเพียงยืนขวางประตูบ้านของตัวเองเอาไว้เพื่อปกป้องลูกเมียของเขาเท่านั้น

             

            เจ้าไห่เฉิงที่เห็นว่าจูล่งนั้นต้องรับมือกับซิหลงนั่นก็หมายความว่าตัวเขาจะต้องต่อสู้กับเคาทูจ้าวไห่เฉิงที่คิดๆ ดูก็รู้สึกเหนื่อยใจอยู่บ้าง แต่หากจะบอกว่าเขากลัวหรือไม่คำตอบคงเป็นคำว่า ‘ไม่!’

             

            จ้าวไห่เฉิงไม่รู้สึกกลัวเคาทูเลยสักนิดเพราะตอนนี้ตัวเขาคือผู้เล่นอันดับหนึ่งของทวีปตะวันออกและชื่อของเขายังถูกพูดบ่อยๆ โดยเอาไปเทียบกับ 1 ใน 4 ตำนานของเกมอย่าง ‘ซีโร่’แล้วแบบนี้เขาจำเป็นต้องกลัวแม่ทัพที่ไม่มีแม้แต่ชุดเกราะและอาวุธดีๆอยู่ในมือแบบเคาทูตอนนี้ด้วยหรือ

             

            “แม่ทัพเคาทู ดูเหมือนว่าข้าจะต้องเป็นคู่มือให้ท่านเสียแล้ว” จ้าวไห่เฉิงเดินออกมาพร้อมกับดึงกระบี่ออกจากฝัก

             

            เคาทูหรี่ตามองท่วงท่าของเจ้าไห่เฉิงตั้งแต่ท่าก้าวจนกระทั่งดึงกระบี่ออกมาถือ

             

            “ยอดเยี่ยม!เจ้าเป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจ...เพียงแต่ข้าเองก็มีลูกเมียที่ต้องปกป้อง...เพราะฉะนั้นข้าจะไม่ออมมือให้หรอกนะ”เคาทู ขยับขึ้นมาสองก้าวพร้อมกับเกร็งลมปราณขึ้นเช่นกัน

             

            เวลานี้การต่อสู้ในป่าลึกที่จะกลายเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าผู้เล่นสามารถต่อกรกับแม่ทัพได้หรือไม่ก็เกิดขึ้นอีกครั้งเพียงแต่ครั้งนี้ไม่มีการถ่ายทอดสดมีเพียงคนของกิลพิชิตนภาที่กำลังล้อมบ้านของเคาทูเอาไว้และคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลจากบ้านไม้

             

            กิลแอดมิเรชั่นที่นำโดยดาร์คตอนนี้กำลังแอบซุ่มดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอยู่

             

            “หน็อย...เล่าปี่นั่นอำมหิตเหมือนกันนะคิดจับเด็กเป็นตัวประกันด้วยดูหน้าไม่รู้ใจจริงๆ” อลาโน่ บ่นอย่างหัวเสีย

             

            “แปลกตรงไหน นี่ยังดีที่เขาแค่คิดจับเด็กเป็นตัวประกันอีกหน่อยพวกเจ้าต้องเจอกับการฆ่าล้างเมืองจะทนได้งั้นหรือ สงครามน่ะน่ากลัวเกินกว่าที่คนในยุคสมัยใหม่แบบพวกเจ้าจะจินตนาการได้มากนัก”องค์หญิงผิงหยาง พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยราวกับเหตุการณ์ที่เห็นอยู่นี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย

             

            อึก!

             

            เสียงกลืนน้ำลายดังขึ้นพร้อมๆกันจาก อลาโน่ โคล่า และโอโรกะ มีเพียงดาร์คคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้ตกใจไปกับสิ่งที่องค์หญิงผิงหยางได้บอกออกมา

             

            ดาร์คที่เป็นคนจากตระกูลโบราณและยังเป็นตระกูลใหญ่เขาย่อมเคยอ่านประวัติศาสตร์และได้เรียนรู้เรื่องราวจากบันทึกในตระกูลซึ่งสิ่งที่บันทึกเอาไว้ล้วนแต่เป็นความจริงที่เคยเกิดขึ้น ดาร์คที่อ่านสิ่งเหล่านั้นตั้งแต่เด็กย่อมรู้สึกชินชาอยู่บ้างหรืออย่างน้อยๆ ดาร์คก็มีเวลาในการทำใจมานานกว่าคนอื่นๆเมื่อรวมกับบุคลิกที่สุขุมของเขาแล้วการที่มาได้ยินสิ่งที่องค์หญิงผิงหยางพูดย่อมไม่อาจทำให้ตัวเขาตกใจได้

             

            “ท่านไม่ตกใจหรือแปลกใจเหมือนกับคนอื่นๆ สักหน่อยหรือ” องค์หญิงผิงหยาง ถาม

             

            “ไม่ล่ะข้าพอจะรู้อยู่บ้าง...อีกอย่างข้าคิดว่าหากพวกเราเป็นฝ่ายชนะสงคราม...เหตุการณ์เหล่านั้นก็จะไม่เกิดขึ้น”ดาร์ค ตอบ

             

            องค์หญิงผิงหยางที่ได้ยินคำตอบของดาร์คก็ยิ้มขึ้นอย่างถูกใจ

             

            “ถูกต้อง! ถ้าพวกเราชนะสงครามแน่นอนว่าเรื่องแบบนั้นจะไม่เกิดขึ้นพวกเจ้าก็รู้ว่าหัวหน้าของพวกเรานั้นใจดีกับประชาชนมากแค่ไหน” องค์หญิงผิงหยางพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

             

            “ดีล่ะ! งั้นไปกันเลย…เห้ย!” อลาโน่ที่นั่งฟังรู้สึกฮึกเหิมจนลุกขึ้นเตรียมจะออกจากที่ซ่อนไปต่อสู้แต่กลับถูกดาร์คกระชากกลับลงมาซะก่อน

             

            “นายจะไปไหน! ใจเย็นๆ ก่อนรอให้ได้จังหวะดีกว่านี้ก่อน” ดาร์คเตือนสติอลาโน่พร้อมกับตั้งอกตั้งใจมองสถานการณ์ต่อไป

             

            ......

             

            วิชาทวนวิหคคืนรังทวนย้อนแทง!

             

            เคร้ง!

             

            จูล่งควงทวนในมือวกกลับหลังแล้วแทงเข้าใส่ซิหลงอย่างรุนแรงแต่ซิหลงเองก็ใช้ขวานศึกรับการโจมตีเอาไว้ได้อย่างไม่ยากเย็นนักจูล่งที่เห็นว่าอีกฝ่ายป้องกันได้อีกครั้งก็ไม่ลังเลเขาก้าวขาฉีกออกด้านข้างก่อนจะสะบัดทวนเข้าโจมตีอีกครั้ง

             

            ซิหลงที่ถูกจูล่งระดมโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่ากลับทำได้เพียงตั้งรับไปทีละกระบวนท่าคนที่มองอยู่ภายนอกอาจจะมองว่าซิหลงนั้นอ่อนข้อให้จูล่งโดยการเอาแต่ตั้งรับแต่ความเป็นจริงซิหลงทำได้เพียงตั้งรับจริงๆเขาที่ใช้ขวานศึกและโดดเด่นในพลังโจมตีกลับไม่อาจใช้จุดเด่นนี้ได้เพราะจูล่งโจมตีได้คล่องแคล่วว่องไวเกินไป ทำให้ตัวเขาทำได้เพียงตั้งรับอย่างเดียว

             

            ‘หากอยู่บนหลังม้าข้าอาจไม่ลำบากถึงเพียงนี้!’

             

            นี่คือสิ่งที่ซิหลงกำลังคิดเพราะเขามองว่าหากต่อสู้บนหลังม้าที่สามารถกระตุ้นม้าเพื่อถอยฉากออกมาตั้งหลักตัวเขาที่มีพละกำลังมากกว่าย่อมได้เปรียบเพราะการต่อสู้บนพื้นในลักษณะแบบนี้คนที่มีความว่องไวหรือวิชาตัวเบาที่ดีกว่าย่อมได้เปรียบเพราะคนคนนั้นสามารถพลิกแพลงกระบวนท่าต่างๆได้มากมายเฉกเช่นจูล่งที่กำลังโจมตีเข้าใส่ซิหลงอย่างไม่หยุดหย่อนแบบนี้

             

            “ฝีมือของท่านมีเพียงเท่านี้หรือ” จูล่ง เยาะเย้ยตัวเขานั้นไม่ชอบซิหลงเป็นทุนเดิม เพราะซิหลงนั้นต่อว่าเล่าปี่ต่อหน้าเขา เมื่อมีโอกาสจึงอดไม่ได้ที่จะพูดสักคำสองคำ

             

            “ไหนว่าจูล่งคือสุภาพบุรุษแห่งเสียงสาน เหตุใดจึงปากมากแบบนี้”

             

            “หากข้าปากมากงั้นปากของท่านคงกินวัวได้ทั้งตัวแล้ว” จุล่งพูดจบก็ใช้กระบวนท่าของวิชาทวนวิหคคืนรังออกมาอีกครั้ง

             

            วิชาทวนวิหคคืนรังกระบวนท่าอัสนีสะท้านฟ้า!

             

            เปรี๊ยง!

             

            อั๊ก!

             

            ซิหลงที่ใช้ขวานศึกขวานคมทวนของจูล่งเอาไว้ได้ทันพอดิบพอดีแต่การโจมตีกลับรุนแรงคล้ายกับมีพลังปราณพุ่งเข้าใส่ข้อมือทำให้ข้อมือของซิหลงตกอยู่ในอาการชาหรือจะบอกว่าซิหลงนั้นพลาดท่าถูกดีบัพจากจูล่งเข้าเสียแล้ว

             

            แต่ซิหลงเองก็เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ของวุยก๊กย่อมไม่ยอมแพ้ง่ายๆแบบนี้

             

            “บุกโจมตีเต็มกำลัง จัดการทุกคนที่ขวางหน้า ยกเว้นเด็กให้จับเป็น!” ซิหลงตะโกนขึ้นเสียงดังออกคำสั่งทหารของเขาทันทีส่วนตัวเขาอาศัยจังหวะชุลมุนหลบออกจากจูล่งเพื่อรักษาระยะห่าง

             

            จูล่งที่ถูกทหารหลายคนกรูเข้ามาก็ฉีกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย

             

            “ห้าทหารเสือของวุยก๊กมีดีเพียงนี้เองหรือสู้ไม่ได้ก็ใช้พวกมากเข้ากลุ้มรุม”

             

            “หุบปากเจ้า! การศึกย่อมไม่หน่ายกลอุบาย เรื่องแค่นี้เจ้าไม่รู้หรือ” ซิหลงยกสำนวนขึ้นมาอ้าง แต่ทว่า

             

            “คำการศึกย่อมไม่หน่ายกลอุบายอันยอดเยี่ยม ดีๆๆ งั้นพวกเราก็โจมตีบ้างเถอะ”เล่าปี่ ที่ยืนมองการต่อสู้อยู่เฉยๆ กลับพูดขึ้นเสียงดังพร้อมกับหยิบกระบี่คู่ที่เป็นอาวุธคู่กายของเขาออกมาเข้าร่วมวงต่อสู้

             

            บังทองเองก็กางพัดพร้อมกับเริ่มร่ายเวทโจมตีใส่ทหารของซิหลงทำให้ตอนนี้ลานกว้างหน้าบ้านไม้ของเคาทูที่ตอนแรกเหมือนกับสนามประลองของจูล่งและซิหลงกลับกลายเป็นสนามรบไปทันที

             

            จูล่งพยายามฝ่าทหารหลายสิบคนเพื่อบุกเข้าไปจัดการกับซิหลงที่กำลังยืนฟื้นกำลังและรอให้ข้อมือหายชาแต่เขาก็ไม่อาจทำได้เพราะทหารของซิหลงเองก็มีฝีมือร้ายกาจกองทัพของกิลพิชิตนภาที่ยกมามากกว่ากลับไม่อาจรับมือกับกองทัพของซิหลงได้อาจเป็นเพราะกองทัพของกิลพิชิตนภานั้นเป็นเพียงผู้เล่นทั่วไปและทหารทั่วไป

             

            เมื่อการต่อสู้ดำเนินไปประมาณ5 นาที บังทองที่เห็นว่าสถานการณ์กลับไม่ดีขึ้นเลยทั้งๆที่เขามีพวกมากกว่าก็เริ่มกังวลขึ้นมาบ้าง

             

            ‘กลับไปคงต้องเร่งให้นายท่านจัดเตรียมกองกำลังเสียใหม่คนพวกนี้อ่อนแอเกินกว่าจะเป็นทหารกล้า’

             

            บังทองวิเคราะห์จากสิ่งที่เขาได้เห็นต้องบอกก่อนว่ากิลใหญ่ๆนั้นปกครองด้วยผู้เล่นและผู้เล่นก็เป็นคนสมัยใหม่ที่ไม่ได้เรียนรู้การทำสงครามในแบบโบราณย่อมไม่เข้าใจว่าในยุคโบราณนั้นการฝึกฝนทหารนั้นสำคัญมากกว่าการขยายอาณาเขตที่กิลใหญ่มักชอบทำ

             

            กิลใหญ่ๆหลายๆ กิลมักจะใช้จำนวนคนและการบริหารเมืองเพื่อรีดเอาทรัพยากรมาพัฒนากองทัพโดยทรัพยากรนั้นมักจะถูกใช้ไปกับการผลิตอาวุธชุดเกราะและค่าเบี้ยหวัดที่จ่ายให้กับทหารเพื่อให้ทหารอยู่ดีกินดีและไม่หนีทหารหรือจะเรียกในภาษาเกมก็คือการฟาร์มทรัพยากรเพื่อใช้เงินในการซื้ออุปกรณ์และซื้อกำลังทหาร

             

            แต่สำหรับเกม LC ที่มีความสมจริงนั้นการทำแบบนี้มีแต่จะได้จำนวนของกองทัพแต่กองทัพกลับไม่อาจทำสงครามได้จริงๆเพราะNPC ที่สมัครเข้ามาเป็นทหารล้วนแต่สมัครเพื่อเข้ามาอยู่สบายๆกินดีอยู่ดี โดยฝึกบ้างเล็กน้อยไม่จริงจังอาจจะมีเพียงไม่กี่คนที่จะฝึกทหารอย่างจริงจังอยู่บ้างแต่สำหรับกองทัพแล้วคนเพียงเท่านั้นย่อมไม่เพียงพอและตอนนี้บังทองที่มีโอกาสได้นำทัพและสังเกตอย่างใกล้ชิดเมื่อเปรียบเทียบกับทหารที่ซิหลงนำมาซึ่งเป็นทหารกล้าที่แท้จริงแล้วบังทองก็มองเห็นถึงจุดอ่อนทันที

             

            ‘นี่คือสิ่งที่ท่านซุนวูพูดถึงในตอนนั้นงั้นหรือหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปทวีปตะวันออกคงไม่อาจรับมือกับทวีปตะวันตกจริงๆ’

             

            บังทองนึกถึงคำพูดของซุนวูที่เคยพูดกับพวกทีชเอาไว้ตอนเจอกันที่เมืองอู๋โจวผู้เล่นและกิลใหญ่ของทวีปตะวันออกนั้นส่วนมากทำสงครามกันเองมาตลอดย่อมไม่เคยพบกับกองทัพของทหารกล้าหรือทหารที่แท้จริงมาก่อนซึ่งไม่เหมือนกับผู้เล่นทางฝั่งทวีปตะวันตกที่ได้เจอกับทหารของคิงอาเธอร์ตั้งแต่ต้นและนี่คือสิ่งที่ซุนวูได้บอกเอาไว้อย่างมั่นใจว่าทวีปตะวันออกไม่อาจรับมือกับทวีปตะวันตกได้และที่ซุนวูเลือกที่จะอยู่กับกิลพิชิตนภานั้นย่อมไม่แปลกแล้วเพราะกิลพิชิตนภานั้นมีแม่ทัพของจ๊กก๊กที่ผ่านสงครามจริงๆมาแล้วอยู่หลายคนและกิลพิชิตนภาเองก็มีกองกำลังมากที่สุดในเวลานี้และคนส่วนมากยังเป็นคนจีนเหมือนๆกันด้วยทำให้สามารถปลูกฝังความสามัคคีได้ง่าย

             

            ‘ท่านซุนวูคงคิดจะใช้ กลอุบายและความสามัคคีเข้าต่อสู้กับทวีปตะวันตกแน่ๆแล้ว’ บังทอง ในตอนนี้เข้าใจความคิดและความต้องการของซุนวูแล้ว แต่ทว่า

             

            ‘แต่ข้ากลับไม่คิดเช่นเดียวกับท่านแน่ตอนนี้ยังมีหลังจากกลับไปเราจะแนะนำให้จ้าวไห่เฉิงใช้สงครามของโจโฉเป็นการฝึกฝนกองทัพกิลพิชิตนภา’

            …...

             

             

            บังทองยอดกุนซือของยุคสามก๊กอีกคนหนึ่งในที่สุดเขาก็เริ่มมองเห็นหนทางที่เขาจะเดินและสร้างชื่อเอาไว้อีกครั้งในชาตินี้แล้วทำให้เปลวไฟในใจของเขาเริ่มลุกโชนขึ้นอีกครั้งอย่างรุนแรงเหมือนกับคนทั่วไปที่เมื่อมีเป้าหมายในใจก็มักจะมุ่งมั่นและทำมันให้สำเร็จ

             

            กุนซือที่ถูกจัดอันดับให้อยู่บนจุดสูงสุดของยุคสามก๊กทั้ง5 คนซึ่งประกอบไปด้วย 1.ขงเบ้ง 2.สุมาอี้ 3.กุยแก 4.ลกซุน 5.บังทอง หากไม่นับขงเบ้งที่ยังไม่ปรากฏตัว ตอนนี้คนทั้ง 4 ต่างปรากฏตัวออกมาแล้วแต่ทว่ากลับมีเพียงกุยแกและบังทองเท่านั้นที่ดูเหมือนจะมีเป้าหมายที่ชัดเจนในใจเรียบร้อยแล้วและเมื่อยอดกุนซือเหล่านี้มีแรงผลักดันและเป้าหมายในใจเมื่อไหร่ความน่ากลัวของพวกเขาที่จะคิดและสร้างแผนการต่างๆเพื่อพิชิตแผ่นดินย่อมตามมาอย่างแน่นอนและเมื่อเวลานั้นมาถึงแผ่นดินก็จะถึงกลียุคอย่างแท้จริง

    คล้ายกับเรื่องLegendary Combination การผสมผสานของตำนาน ที่คุณอ่าน