เดือน มกราคม 2020....
ฉันชื่อ ริสา สถานะโสด แต่อดีตเคยมีแฟนแล้วเลิกกันเพราะแฟนแอบไปมีกิ๊ก ฉันชื่นชอบการใช้อินเตอร์เน็ต มีความรู้ด้านการใช้คอมพิวเตอร์ และภาษาอังกฤษ ส่วนภาษาอื่นๆสามารถเข้าใจได้บ้างนิดหน่อยเป็บางคำ แต่ฉันเป็คนเรียนรู้เื่ทฤษฎียากๆได้รวดเร็วกว่าคนอื่น แต่บางครั้งเื่ง่ายๆบางเื่ที่คนส่วนใหญ่ทำได้ฉันกลับทำไม่ได้ซะงั้น เช่นจดจำเส้นทางฉันกลับจำเส้นทางไม่ได้ ถึงแม้จะเคยผ่านเส้นทางนั้นหลายครั้งแล้วก็ตาม รวมถึงการหลงทิศอยู่บ่อยๆ
แม้ฉันจะมีความสามารถแต่การมีอายุมากก็เป็ปัจจัยสำคัญที่ตกงานแล้วหางานใหม่ทำไม่ได้ เพราะถูกปฏิเสธงาน จนเกิดความเครียดมีความคิดชั่ววูบอยากตัดช่องน้อยแต่พอตัว จึงเดินทางไปที่ศาลากลางจังหวัดใกล้บ้านใน่เวลาบ่ายแดดร้อนไม่มีคน เพื่อทำในสิ่งที่คนคิดน้อยอย่างฉันคิดว่าไม่มีทางออกอื่นที่ดีกว่า ศาลากลางจังหวัดแห่งนี้ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำเ้าพระยา ฉันจึงไปนั่งที่ริมเขื่อนมองดูแม่น้ำที่กำลังไหลเชี่ยวเพราะน้ำกำลังขึ้น และมีความคิดว่าถ้าะโลงไปในแม่น้ำอีกกี่วันจะมีคนมาพบศพ "ลาก่อนชีวิตบัดซบ!"
ฉันสบถด่าขึ้นในใจแล้วถอนหายใจเสียงดัง เฮ่อ!... อยากฆ่าตัวตายแต่ใจไม่กล้า... จึงคิดว่าพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่เวลาว่างกูมีเยอะ! เดี๋ยวกลับบ้านไปนอนเรียกความกล้าก่อนสักคืน งั้นวันนี้ถ่ายเซลฟี่คูลๆบอกชาวโซเชียลว่ากำลังนั่งโง่ๆอยู่ริมแม่น้ำ แชะ! แชะ! แชะ! ขณะกำลังใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพหันซ้ายหันขวาหามุมสวย โทรศัพท์มือถือราคาแพงก็เกิดหลุดมือ ฉันรีบคว้าโทรศัพท์พลาดไปพลาดมาจนฉันและโทรศัพท์ตกลงไปในแม่น้ำพร้อมกัน
ฉันพยายามตะเกียกตะกายขึ้นจากน้ำแต่เพราะน้ำในแม่น้ำไหลเชี่ยวจึงพัดพาฉันออกไปไกลจากฝั่ง ฉันพยายามร้องเรียกให้คนช่วยแต่ไม่มีใครเห็นและไม่มีใครได้ยิน จนอ่อนแรงและสำลักน้ำ ร่างกายเริ่มจมดิ่งลงในแม่น้ำทุกอย่างดำมืดและหายใจไม่ออก ทรมานเหลือเกิน....จนสติฉันดับวูบไป
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่ฉันรู้สึกหนาว และเจ็บที่ใบหน้า เหมือนตัวฉันกำลังถูกลากและถูกดึงขึ้นจากน้ำ หูก็ได้ยินเสียงผู้ชายกับผู้หญิงพูดคุยกันด้วยภาษาแปลกๆที่ฟังแล้วไม่เข้าใจ แม้จะพยายามลืมตามองแต่ก็ลืมตาไม่ขึ้น แต่รู้สึกว่ามีคนอุ้มฉันขึ้นจากน้ำแล้วอุ้มไปที่ไหนสักแห่ง จากนั้นสติของฉันก็ดับวูบไปอีกครั้ง
ฉันหมดสติไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่รู้สึกตัวตื่นเพราะรู้สึกเจ็บหลังและปวดตัวที่ต้องนอนบนพื้นแข็งๆที่มีเสื่อปูรองเป็เวลานาน เมื่อลืมตาได้จึงมองไปรอบๆเห็นตัวเองกำลังนอนอยู่ในกระท่อมหลังหนึ่งมีสภาพเก่าทรุดโทรม ผ้าห่มที่ห่มคลุมตัวก็มีสภาพเก่าใกล้ขาด "นี่ฉันยังไม่ตายหรือนี่ และที่นี่คือที่ไหนกัน"? ฉันคิดในใจ แล้วค่อยๆลุกขึ้นนั่งก้มมองตัวเอง เสื้อผ้าฉันถูกเปลี่ยนเป็เสื้อผ้าสไตล์แปลกๆเป็ชุดกระโปรงสีเก่าๆมอๆ คงถูกเปลี่ยนเพราะเสื้อผ้าเปียกน้ำ พลางเอามือลูบคลำบนใบหน้าเบาๆเพราะรู้สึกเจ็บที่หัวคิ้วจึงได้รู้ว่าฉันได้รับาเ็ที่หัวคิ้วคงกระแทกกับหินตอนจมน้ำ โชคดีที่ไม่โดนตาไม่งั้นคงตาบอดแน่ๆ
ในขณะที่ฉันกำลังนั่งมึนงง รวบรวมสติและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีหญิงสูงวัยเดินเข้ามาในกระท่อมในมือถือถ้วยเล็กๆเดินตรงเข้ามาหาฉันแล้วพูดอะไรสักอย่างที่ฟังไม่เข้าใจ ป้าคนนั้นส่งถ้วยในมือให้แล้วยื่นเข้ามาใกล้ๆปากฉัน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนจะบอกว่าให้ฉันดื่มน้ำสีน้ำตาลในถ้วยกลิ่นมันคล้ายยาสมุนไพร ฉันจึงยกดื่มนิดหน่อยแต่ป้าช่วยจับถ้วยแล้วพูดคล้ายๆกับคะยั้นคะยอให้ฉันดื่มให้หมด ฉันจึงฝืนดื่มจนหมดถ้วย
จากนั้นป้าเดินออกไปแล้วยกถ้วยข้าวต้มเปล่าๆมาวางไว้ให้แล้วพูดคำว่า "มี่จื่อ" และพูดประโยคอื่นๆกับฉันอยู่บ่อยครั้งด้วยท่าทางเหมือนบอกให้ฉันกิน ฉันจึงพยักหน้าแล้วป้าแกก็เดินออกไป แต่ฉันกินอะไรไม่ลงจึงกินข้าวต้มเปล่าๆที่มีรสเค็มนิดหน่อยคงใส่เกลือ กินไปได้แค่ 2-3 คำเท่านั้นจึงล้มตัวลงนอนต่อ
สักพักใหญ่ๆป้าคนเดิมก็เดินกลับเข้ามาในบ้านพร้อมกับลุงคนหนึ่ง ป้าเห็นข้าวต้มเปล่าในถ้วยยังคงเหลือเต็มชามจึงเดินเข้ามาบ่นคะยั้นคะยอให้ฉันกินอีก และตักข้าวต้มป้อนฉันไปบ่นไปตามประสาคนแก่ ส่วนลุงที่นั่งมองก็พยักหน้าแล้วพูดอะไรสักอย่างเหมือนเห็นด้วยกับคำที่ป้าบ่น
จากนั้นลุงก็เดินเข้ามานั่งข้างๆป้าแล้วถามอะไรฉันสักอย่างที่ฉันฟังไม่เข้าใจ ฉันจึงพูดว่า "ไม่เข้าใจ" ทั้งลุงและป้าต่างทำหน้างุนงง และไม่เข้าใจภาษาที่ฉันพูดเหมือนกัน ทั้งสองมองหน้ากันแล้วทำมือลักษณะบอกให้ฉันนอนต่อ จากนั้นลุงกับป้าพูดคุยกันแล้วส่ายหัวเดินออกจากบ้านไป ฉันจึงนอนหลับต่อ แต่หูฉันยังคงได้ยินลุงกับป้าพูดคุยกันอยู่หน้าบ้านจนฉันเริ่มจะเคลิ้มกึ่งหลับกึ่งตื่นและหูก็เริ่มเข้าใจอยู่บ้างที่ลุงกับป้าพูดคุยกันอยู่หน้าบ้าน
ตกเย็นฉันรู้สึกตัวตื่นและเริ่มค่อยยังชั่วขึ้น ลุงกับป้ายกข้าวต้มเปล่ามาให้ฉันกินอีก ฉันไม่รู้ว่าพวกเขากินข้าวเปล่าๆกันแบบนี้เป็ปกติ หรือเพราะไม่มีหมู เห็ด เป็ด ไก่กินเป็กับข้าวกันแน่ แต่จากที่มองดูสภาพกระท่อมเก่าซอมซ่อ ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างเก่าแม้กระทั่งเสื่อกับผ้าห่มที่ฉันใช้ก็เก่ามากเกือบจะขาดอยู่แล้ว จึงตีความได้ว่าครอบครัวนี้ยากจนโดยแท้ และแปลกมากที่พอฉันตื่นขึ้นมาเริ่มจะเข้าใจภาษาที่ลุงกับป้าพูดคุยกันมากขึ้น
จึงถามป้าว่าที่นี่คือที่ไหน ลุงกับป้าหัวเราะแล้วตอบว่า ที่นี่เป็บ้านของพวกเขา ลุงกับป้าเห็นฉันนอนสลบอยูที่ริมแม่น้ำจึงช่วยกันดึงฉันขึ้นมาจากน้ำ และป้าก็เรียกฉันว่า มี่จื่อ พร้อมกับถามว่าเหตุใดฉันจึงไปนอนสลบที่ริมแม่น้ำ ทำให้ฉันรู้สึกงุนงง ที่ถูกป้าเรียกว่า มี่จื่อ
มี่จื่อ : มี่จื่อ?
ป้า : ใช่! ข้าไม่รู้จักชื่อของเ้าข้าเลยเรียกเ้าว่า มี่จื่อ บอกข้าซิทำไมไปนอนสลบอยู่ที่ริมแม่น้ำ
มี่จื่อ : ตกน้ำ... ขอบคุณมากๆที่ช่วย
ลุง : ไม่เป็ไรหรอก ข้าเห็นคนกำลังจะตายจะไม่ช่วยก็ใจดำเกินไป
ป้า : บ้านเ้าอยู่ที่ไหนรึ?
มี่จื่อ : เอ่อ…สมุทร....
ป้า : สมุทรอะไร?! ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย เ้าเป็พวกชนเผ่ารึ?!
ลุง : นางน่าจะเป็พวกชนเผ่านั่นแหละ เพราะหน้าตาดูแปลกๆไม่เหมือนคนเมืองนี้ พูดสำเนียงและภาษาก็แปลกๆ
ป้า : นั่นสิ! เ้ากินข้าวเถอะจะได้นอนพักผ่อน บ้านเรายากจนจึงมีให้เ้ากินได้แค่นี้ แต่พรุ่งนี้ลุงจะออกไปหาปลา คงมีปลามาให้เรากิน
มี่จื่อ : ขอบคุณ
ฉันพูดคุยแบบถามคำตอบคำเพราะสมองยังมึนงงคิดช้า พอกินข้าวเสร็จจึงเข้านอน ส่วนลุงกับป้าก็นั่งคุยกันอยู่สักพักและเข้านอนกันแต่หัวค่ำ ฉันพักอาศัยอยู่กับลุงกับป้าได้ห้าวันแล้ว อาการาเ็ก็ดีขึ้นมากจนหายเกือบเป็ปกติ
แต่สิ่งที่ทำให้ฉันใมากสุดขีด คือฉันเห็นตัวเองในกระจกเป็เด็กสาวอายุ 18 ปี หน้าตาจิ้มลิ้ม ..."นี่ฉันตายแล้วเกิดใหม่รึนี่ เกิดใหม่ทั้งทีไหงได้มาเกิดในครอบครัวที่ยากจนหนักขนาดนี้กันล่ะเนี่ย ชีวิตลำบากหนักกว่าเดิมอีกกู!
คงจะจริงอย่างที่เขาพูดกันว่าการฆ่าตัวตายเป็บาปหนัก แต่เอ๊ะ!? กูไม่ได้ฆ่าตัวตาย มันเป็อุบัติเหตุ!" กูยังไม่ตายสักหน่อยเพราะยังจำเื่ของตัวเองได้อยู่เลย มันคงเกิดความผิดพลาดอะไรสักอย่างแน่ๆ!! ฉันคิดสบถในใจอยากจะร้องไห้ จึงนั่งลงปลงกับชีวิตตัวเองอยู่หลายวัน พยายามทำใจให้รับกับสภาพที่เป็อยู่ตอนนี้
วันนี้ฉันจึงเดินตามลุงกับป้าไปที่แม่น้ำเพื่อช่วยพวกเขาจับปลาและอยากมาดูสถานที่ที่พวกเขาเจอฉัน แม่น้ำสายนี้เป็แม่น้ำสายยาวไหลเอื่อยๆบริเวณโดยรอบเป็ป่าเขา ทำให้ฉันยิ่ง งง หนักขึ้นไปอีกว่าฉันลอยน้ำมาไกลขนาดนี้เชียวหรือนี่ แล้วจะกลับบ้านของตัวเองยังไง? กลับด้วยวิธีไหนล่ะ? เฮ่อ! ทำใจแล้วไปช่วยลุงกับป้าจับปลาก่อนดีกว่าค่อยมองหาลู่ทางกลับบ้านทีหลัง แต่ลุงกับป้าบอกให้ฉันนั่งเฝ้าปลาอยู่บนฝั่งเพราะหากฉันลงไปช่วยจับปลาจะทำให้ปลาหนีไปซะเปล่าๆ พอจับปลาเสร็จลุงก็แบ่งปลาไว้กินจำนวนหนึ่งและแบ่งปลาจำนวนหนึ่งไปขายในตลาด
ตกเย็นลุงจึงกลับบ้านพร้อมด้วยข้าวสารกลับมาด้วยห่อหนึ่ง วันต่อมาลุงกับป้าออกไปจับปลาอีกแต่ครั้งนี้พวกเขาบอกให้ฉันอยู่เฝ้าบ้าน จนกระทั่งลุงกับป้ากลับบ้านมาตอนเย็นพร้อมด้วยข้าวสารห่อใหญ่และของกินอีกหลายอย่าง ลุงกับป้าบอกว่าวันนี้ขายปลาได้ราคาดี และบอกให้ฉันกินอาหารเยอะๆเพราะร่างกายผอมเกินไป ทำเอาฉันทราบซึ้งในน้ำใจของลุงกับป้าเหลือเกิน