เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 65 พั่วจวิน

            คลื่นสัตว์อสูรหายไปอย่างรวดเร็ว ที่เชิงเขาเฮยเฟิงเหลือสัตว์อสูรระดับต่ำแค่บางส่วนและบริเวณนี้ก็ยังเต็มไปด้วยซากศพ

            แน่นอนว่าไม่ได้มีเพียงแค่ซากศพของสัตว์อสูรปีศาจเท่านั้นแต่ยังมีซากศพของมนุษย์อีกด้วย เลือดที่ไหลเจิ่งนองอยู่ในสมรภูมิรบแห่งนี้แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของคลื่นสัตว์อสูร

            นี่เป็นเพียงคลื่นสัตว์อสูรขนาดเล็กถ้าหากเป็นคลื่นสัตว์อสูรขนาดใหญ่ล่ะก็ ไม่รู้ว่าสถานการณ์จะจบลงเช่นไร?

            ที่ชายขอบของหุบเขาเฮยเฟิงยังคงมีศิษย์จากนิกายหยุนไห่อีกเป็นจำนวนมากซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นศิษย์สายนอก ที่เข้าต่อสู้กับสัตว์อสูรปีศาจทั่วไปพวกเขาพยายามที่จะสังหารพวกมันเพื่อขัดเกลาฝีมือของตัวเอง และในขณะเดียวกันก็เก็บรวบรวมแกนอสูร

            “ฮ่าๆๆ นั่นมันสัตว์อสูรระดับจิตวิญญาณนี่ พั่วจวิน พยายามขวางมันไว้ ข้าจะไปฆ่ามัน”

            ทันใดนั้นเสียงหัวเราะสดใสร่าเริงก็ดังขึ้น

            บางส่วนในสมรภูมิแห่งนี้ มีศิษย์สายนอกของนิกายหยุนไห่อยู่ 2 คนกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับจิตวิญญาณตัวหนึ่ง ซึ่งก็คือแรดคลั่ง

            ตรงกลางระหว่างพวกเขากับแรดคลั่งเต็มไปด้วยซากศพของสัตว์อสูรกลิ่นโลหิตลอยฟุ้งไปในอากาศ แต่ดูเหมือนทั้ง 2 คนจะไม่สนใจมัน

            “แรดคลั่งตัวนี้มีพลังป้องกันที่แข็งแกร่งมากบางทีเจ้าอาจจะสังหารมันไม่ได้” ชายหนุ่มร่างผอมบางเจ้าของนาม‘พั่วจวิน’กล่าวออกมาด้วยท่าทางสุขุมและสงบนิ่ง เขาจ้องมองไปยังแรดคลั่งด้วยสายตาเย็นชา

            “วางใจได้เลยน่า พั่วจวิน หรือเจ้าไม่เชื่อใจข้า?”

            ชายร่างผอมยกยิ้มที่มุมปากเล็กๆ ด้วยท่าทางมั่นใจ

            “ข้าเชื่อมั่นแค่ตัวเองเท่านั้น” พั่วจวินกล่าวอย่างเฉยเมยทันใดนั้นเถาวัลย์ 2 เส้นก็พุ่งออกมาจากร่างของเขาอย่างรวดเร็วเพื่อรัดร่างของแรดคลั่งให้อยู่กับที่

            “โฮก…” แรดคลั่งเกรี้ยวกราดมากขึ้นมันสะบัดร่างอย่างลนลานเพื่อให้หลุดจากพันธนาการ ทำให้ร่างของพั่วจวินส่ายไปมาแต่ดวงตาของเขาก็ยังคงฉายแววเยือกเย็นเหมือนเดิม เถาวัลย์อีกเส้นได้งอกออกมาเพื่อจับร่างของมันให้ผูกติดกับหินยักษ์ยิ่งแรดคลั่งดิ้นมากเท่าไรเถาวัลย์ก็ยิ่งรัดแน่นมากขึ้นเท่านั้น

            “ตอนนี้แหละ เอาเลย!” พั่วจวินตะโกน โดยไม่ต้องรอนานร่างกำยำของชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ ก็เคลื่อนไหวทันที

            แรดคลั่งกระทืบเท้าลงบนพื้นอย่างรุนแรง จนฝุ่นควันลอยโขมงขึ้นมาราวกับเกิดแผ่นดินไหว

            สหายของพั่วจวินโจมตีไปที่แรดคลั่งด้วยสองฝ่ามือความแข็งแกร่งที่รุนแรงนี้ทำให้แรดคลั่งต้องแผดเสียงร้องโหยหวนออกมาก่อนจะขาดใจตายทันที

            “เป็นอย่างไรล่ะพั่วจวิน? ร่วมมือกับข้าก็ไม่เลวใช่ไหม?” ชายหนุ่มร่างกำยำถามขึ้น พั่วจวินเดินนำไปข้างหน้า และเริ่มลงมือชำแหละซากศพเพื่อนำแกนอสูรออก

             “ถึงขอบเขตแห่งจิตวิญญาณจะอยู่คนละขั้นแต่วิธีการใช้จิตวิญญาณแห่งนักรบก็คล้ายๆ กัน” เมื่อหลินเฟิงเห็นพั่วจวินใช้เถาวัลย์ก็รู้ได้เลยว่าจิตวิญญาณของเขากับม่อเสียเป็นประเภทเดียวกันเพียงแค่ความแข็งแกร่งของม่อเสียกับความแข็งแกร่งของพั่วจวินไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน

            “แต่ก็คิดไม่ถึงจริงๆ ว่า หมอนี่จะเลื่อนระดับได้เร็วขนาดนี้”

            หลินเฟิงเผยรอยยิ้มมีความสุขขึ้นมา ก่อนจะเดินไปหาชายหนุ่มทั้งสองคนที่กำลังเก็บแกนอสูรอยู่

            “ใครน่ะ?”

            ทันใดนั้นพั่วจวินก็รีบหมุนตัวกลับมา พร้อมระเบิดลมปราณที่แข็งแกร่งในขณะเดียวกันก็เรียกเถาวัลย์ทั้งสองเส้นให้พุ่งเข้าไปหาหลินเฟิง  

             “หืม???”

            หลินเฟิงคิ้วกระตุกเล็กน้อย เขาไม่คิดเลยว่าพั่วจวินจะระแวงขนาดนี้ และจะเริ่มโจมตีทุกคนที่เข้ามาใกล้

            หลินเฟิงก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง พลางปลดปล่อยคลื่นดาบอันแข็งแกร่งออกมาเพื่อบดขยี้ลมปราณของพั่วจวินและกดทับร่างของเขา จนทำให้พั่วจวินหายใจไม่ทั่วท้อง

            “พั่วจวินหยุดมือ!!!  เขาเป็นสหายของข้า!”

            ชายหนุ่มอีกคนที่เพิ่งหันหน้ามาก็รีบตะโกนบอก

            พั่วจวินเรียกเถาวัลย์กลับมา ขณะที่ลมปราณอันแข็งแกร่งที่กดทับร่างของเขาก็ค่อยๆสลายหายไป แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงตื่นกลัวอยู่ดีและก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างไม่รู้ตัว พลางจ้องเขม็งไปที่หลินเฟิง

            “ชายคนนี้... แข็งแกร่ง!!!” พั่วจวินคิด

            “ฮ่าๆ หลินเฟิงในที่สุดเจ้าก็กลับมา!!! ข้าออกตามหาเจ้าตั้ง10 ครั้ง แต่ก็ไม่พบ!!! จนข้ายังนึกว่า... เจ้าอาจจะไม่กลับมาที่นิกายอีกแล้ว”

            ที่แท้ชายหนุ่มร่างกำยำคนนี้ก็คือสหายของหลินเฟิง หานหมาน

            “ข้าเพิ่งจะกลับมาได้ไม่นาน” หลินเฟิงตอบ “หานหมาน ตอนนี้เจ้าสามารถสังหารสัตว์อสูรระดับจิตวิญญาณได้แล้วแสดงว่าความแข็งแกร่งของเจ้าคงพัฒนาขึ้นมากสินะ!”

            ตอนที่หลินเฟิงกลับไปยังเมืองหยางโจว ในตอนนั้นหานหมานยังอยู่แค่ขอบเขตนักรบลมปราณขั้นที่8 แต่ในเวลาสั้นๆ หานหมานก็สามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณได้เรื่องนี้ได้สร้างความประหลาดใจให้กับหลินเฟิงเป็นอย่างมากแน่นอนว่าเขารู้สึกมีความสุขกับความก้าวหน้าของหานหมาน

            “ฮ่าๆ ข้าเพียงแค่โชคดีเท่านั้น ที่ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณได้”หานหมานกล่าวขณะส่ายหัว “แล้วเจ้าล่ะหลินเฟิง? ข้าว่าเจ้าดูแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนมาก ตอนนี้เจ้าอยู่ขั้นที่เท่าไรแล้วล่ะ?”

            “ก็ธรรมดาๆ” หลินเฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์พลางหันไปมองพั่วจวินที่ยืนอยู่ข้างๆ หานหมาน คนคนนี้มีท่าทางที่สุขุมเย็นชาและปฏิกิริยาตอบสนองที่ว่องไว ทั้งยังให้ความรู้สึกเป็นตัวอันตรายที่ไม่ควรจะเข้าใกล้นอกจากนี้ยังเป็นคนที่คาดเดาได้ยากอีกด้วย หากเขาคิดวางอุบายล่ะก็หานหมานจะต้องลำบากแน่ๆ

            “โอ้ จริงสิ!!! ข้าลืมแนะนำพวกเจ้าทั้งสองคนให้รู้จักกันนี่หลินเฟิงนี่คือพั่วจวิน ความแข็งแกร่งของเขาไม่ธรรมดาเลยจริงๆ เป็นคนที่สุดยอดมากๆเพียงแต่ว่าเขาเป็นคนพูดน้อย นอกจากนี้เขายังแข็งแกร่งกว่าพวกศิษย์สายนอกที่ถูกจัดอันดับหลายๆคนอีกด้วย”

            หานหมานยิ้มขณะที่แนะนำพวกเขาให้รู้จักกัน

            “พั่วจวิน นี่คือหลินเฟิง เขาเปรียบเสมือนพี่น้องของข้าข้าหวังว่าเจ้าจะเป็นสหายที่ดีกับเขา”

            “ข้าจะเลือกแกนอสูรที่พวกเราหามา เป็นคนแรกนะ”

            พั่วจวินกล่าวอย่างไม่แยแส จากนั้นเขาก็หันหลังเดินกลับไปชำแหละศพแรดคลั่งต่อเพื่อนำแกนอสูรไปแลกของที่นิกาย

            “หลินเฟิง เจ้าไม่ต้องคิดมากไปนะ พั่วจวินก็เป็นคนเย็นชาแบบนี้แหละแต่เขาเป็นคนดี”

            หลินเฟิงยิ้มน้อยๆ อย่างไม่สนใจ เพราะถึงอย่างไรเขากับพั่วจวินก็ไม่คุ้นเคยกันดังนั้นการที่พั่วจวินจะมีท่าทางหรือทัศนคติเช่นไร มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา

            “หานหมาน ทุกคนหายไปไหนกันหมด?! แล้วทำไมถึงเหลือแค่พวกเจ้าที่ยังอยู่ที่นี่?”

            “พวกเขาพากันไปดูการทดสอบของศิษย์ในนิกายน่ะสิแต่พวกเรายังอยากเก็บแกนอสูรต่อก็เลยอยู่ที่นี่ ยิ่งคนน้อยก็ยิ่งรวบรวมแกนอสูรได้เยอะอีกอย่างนอกจากข้ากับพั่วจวินแล้ว คนที่เหลือก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตนักรบลมปราณซึ่งพวกเขาก็แยกย้ายกันไปรวบรวมแกนอสูรที่อื่น”

            “เจ้าไม่คิดที่จะเข้าร่วมการทดสอบเป็นศิษย์สายในเหรอ?”

            หลินเฟิงรู้สึกมึนงง ก่อนจะถามอย่างสงสัย

            “ข้าเข้าร่วมอยู่แล้วแต่คิดว่ายังพอมีเวลาเหลือเฟือสำหรับการเก็บเกี่ยวความมั่งคั่ง ฮ่าๆๆ” หานหมานหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ ทำให้หลินเฟิงพูดไม่ออก คนคนนี้ช่างคิดในแง่ดีจริงๆแน่นอนว่าคนแบบหานหมานมักจะมีความคิดที่เรียบง่ายและไม่ทรยศใคร นี่เป็นข้อดีของเขา

            “พั่วจวิน ข้าคิดว่าแถวนี้คงไม่มีอะไรแล้วล่ะ พวกเราไปที่การทดสอบของนิกายกันเถอะไม่อย่างนั้นพวกเราอาจจะพลาดการทดสอบไปก็ได้”

            หานหมานหันไปมองพั่วจวิน

             “เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”

            พั่วจวินพยักหน้า เขาหยิบแกนอสูรขึ้นมาเก็บใส่ถุง

            “หลินเฟิง เจ้าก็มากับพวกเราเถอะ” หานหมานดึงแขนของหลินเฟิงไว้แล้วก้มหน้ากระซิบถาม “หลินเฟิง ตอนนี้เจ้าแข็งแกร่งแค่ไหนแล้ว?”

            หลินเฟิงครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะส่ายหัว เขาไม่สามารถระบุความแข็งแกร่งของตัวเองอย่างชัดเจนบางทีเขาอาจจะต้องประลองกับคนที่บรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 ดู เพื่อที่จะได้รู้ขอบเขตความแข็งแกร่งของตัวเอง...

             “เจ้าชอบทำตัวลึกลับตลอดเลย เอาแบบนี้ ด้วยพลังของเจ้าทั้งหมด เจ้าสามารถรับมือกับแรดคลั่งด้วยตัวคนเดียวได้ไหม?” หานหมานถามอย่างกระตือรือร้น

            “รับมือกับแรดคลั่งด้วยตัวคนเดียว?” พั่วจวินที่เดินอยู่ข้างๆหานหมานลอบส่ายหน้าเบาๆ เมื่อได้ยินประโยคนี้ ความแข็งแกร่งของหลินเฟิงอยู่ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณเองนะเขาไม่สามารถทำมันได้หรอก ถึงแม้ว่าคลื่นดาบเมื่อครู่จะทรงพลังมาก จนทำให้เขารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องก็ตามแต่ถ้าประลองกันจริงๆ ล่ะก็ เขาเชื่อว่าตัวเองคงไม่แพ้อีกฝ่ายแน่ๆ แน่นอนว่าเหตุการณ์เมื่อกี้นี้เขายังไม่ได้ใช้ไพ่ตายออกมา

            ความจริงแล้วถึงแม้ว่าแรดคลั่งจะมีพลังป้องกันที่แข็งแกร่ง แต่ถ้าเจอคลื่นดาบของหลินเฟิงที่ปลดปล่อยออกมาก็มีสิทธิ์ตายคาที่โดยไม่ทันได้ร้องออกมาแม้เพียงครึ่งเสียง

            “ได้สิ ง่ายจะตายไป” หลินเฟิงกล่าวขณะใช้นิ้วถูจมูกของตัวเองจัดการกับแรดคลั่ง? แค่กระบวนท่าเดียวมันก็ตายแล้วไม่จำเป็นต้องงัดพลังออกมาทั้งหมดหรอก

             “ฮ่าๆ เจ้าก็บรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณแล้วนี่คราวนี้เราสามคนจะต้องผ่านการทดสอบและกลายเป็นศิษย์สายในแน่ๆ หลังจากนี้พวกเราก็มาต่อสู้ฟันฝ่าไปด้วยกันเถอะ”หานหมานหัวเราะอย่างพอใจ   

            “ต่อสู้ฟันฝ่าไปด้วยกัน? ใครเป็นคนตัดสิน?” พั่วจวินถามอย่างไม่เกรงใจ สำหรับเขาแล้วความคิดของหานหมานนั้นไร้เดียงสาเกินไป

            “ก็ต้องเป็นหลินเฟิงน่ะสิ พรสวรรค์ของเขาแข็งแกร่งกว่าข้ามากถึงตอนนี้อาจจะอ่อนแอกว่าข้านิดหน่อย แต่เขาจะต้องก้าวข้ามข้าได้อย่างแน่นอนนอกจากนี้หลินเฟิงยังเป็นคนที่มีคุณธรรม เขาเคยช่วยชีวิตข้าไว้ ไม่ว่าเขาพูดอะไรข้าก็เชื่ออย่างนั้น” หานหมานกล่าวด้วยความเชื่อมั่น

             “แล้วข้าล่ะ?” พั่วจวินถาม

            “ถึงแม้เจ้ากับข้าจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา แต่ข้าก็จะฟังหลินเฟิงมากกว่าเจ้าอยู่ดีและเจ้าก็ควรทำเช่นเดียวกัน” หานหมานกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนและไร้ซึ่งเหตุผลหลินเฟิงถึงกับพูดไม่ออก ชายคนนี้ช่างไร้เดียงสาเกินไปแล้วแต่ความคิดของพั่วจวินจะเรียบง่ายแบบเขาหรือ?

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.54M 3732
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    นิยาย แฟนตาซี
    787K 1107
    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    971K 2377
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    มหาพิภพ เทพมังกรสยบราชัน

    มหาพิภพ เทพมังกรสยบราชัน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.40M 2022