แสงอาทิตย์ยามเช้าทอแสงอ่อนโยนเมื่อชิงเหลียน เฉินฟูฟู่ และเซียวหูหลี่เดินทางเข้าสู่เขตแดนแคว้นฉีหนี บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเงียบสงบที่แฝงด้วยความตึงเครียด พื้นดินที่พวกเขาเหยียบย่ำเหมือนจะสะท้อนถึงความเปราะบางของสถานการณ์
เฉินฟูฟู่หันไปมองราชสีห์ขนทองและค้างคาวน้ำแข็งที่ยืนอยู่นิ่งๆ ริมชายแดนแคว้นกงเหว่ย ดวงตาของสัตว์ยุทธภพทั้งสองเปล่งประกายแห่งความจงรักภักดี
"จำไว้ พวกเ้าต้องเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของแม่ทัพหลินฟู่ ถ้ามีสิ่งใดผิดปกติ ส่งสัญญาณมาหาข้าโดยทันที"
ราชสีห์ขนทองคำรามเบาๆ เป็การตอบรับ ส่วนค้างคาวน้ำแข็งก็ขยับปีกเล็กน้อยก่อนบินขึ้นไปเกาะบนกิ่งไม้สูงเพื่อเฝ้ามองทิศทางที่กำลังจะเกิดเหตุการณ์
"ท่านแน่ใจหรือว่าเราควรแยกกันเช่นนี้?" ชิงเหลียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่กังวลเล็กน้อย "หากเกิดอะไรขึ้นที่ชายแดน เราอาจไม่สามารถกลับไปได้ทันเวลา"เฉินฟูฟู่พยักหน้า
"เรามีเป้าหมายที่ต้องทำตาม หากกำลังของแม่ทัพหลินฟู่เคลื่อนพล พวกมันจะรายงานเราทันที นี่เป็ทางเดียวที่จะทำให้เราก้าวหน้าโดยไม่เสียเวลา"เซียวหูหลี่ส่งเสียงเบาๆ ราวกับเห็นด้วยกับเขา ก่อนจะเดินนำหน้าพวกเขาไปตามเส้นทางที่ลึกเข้าไปในแคว้นฉีหนี
ชิงเหลียนมองจิ้งจอกสาวแล้วถอนหายใจ
"เช่นนั้น ข้าหวังว่าเ้าคิดถูก"
ภายในตัวเมืองแคว้นฉีหนี ชิงเหลียน เฉินฟูฟู่ และเซียวหูหลี่เดินเข้าไปในโรงเตี้ยมแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้ตลาดกลางเมือง โรงเตี้ยมเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและบรรยากาศคึกคักจากผู้คนในเมืองที่ดูเหมือนจะไม่รับรู้ถึงความตึงเครียดของาที่กำลังจะปะทุ
"ช่างแปลกจริง" ชิงเหลียนกล่าวเบาๆ ขณะที่นางมองไปยังผู้คนที่พูดคุยและหัวเราะกันอย่างไร้กังวล "เมืองนี้เหมือนไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากสถานการณ์ภายนอกเลย"
"อาจเป็เพราะพวกเขาไม่รู้... หรืออาจเป็เพราะมีบางสิ่งที่ทำให้พวกเขาไม่สนใจ" เฉินฟูฟู่ตอบพร้อมมองสำรวจรอบๆ
เ้าของโรงเตี้ยมเดินเข้ามาต้อนรับพวกเขาด้วยรอยยิ้มกว้าง
"ยินดีต้อนรับนักเดินทางจากแดนไกล ท่านทั้งสาม้าอาหาร ที่พัก หรือข้อมูลกันเล่า?"
เฉินฟูฟู่สบตากับชิงเหลียนก่อนจะพยักหน้า "เรามาที่นี่เพื่อหาข้อมูล เราได้ยินมาว่ามีงานใหญ่เกิดขึ้นที่หอโคมแดงในคืนนี้ ท่านพอจะบอกอะไรเกี่ยวกับงานนี้ได้บ้าง?"
เ้าของโรงเตี้ยมหัวเราะเบาๆ "อ้อ งานนั้นหรือ? คืนนี้สาวงามจากทั่วแคว้นจะออกมาประชันโฉมกัน และที่สำคัญ พวกนางจะนำของล้ำค่ามาให้ผู้คนในงานได้ประมูล บางสิ่งที่ข้าได้ยินมานั้นประหลาดและดูเหมือนจะมีพลังพิเศษบางอย่าง"
"ของล้ำค่า?" เซียวหูหลี่ส่งเสียงเบาๆ ขณะที่นางเงยหน้าขึ้นจากพื้น
"ใช่แล้ว ของบางชิ้นเล่าลือว่ามีที่มาจากแดนไกล หรือบางชิ้นอาจเป็วัตถุที่เกี่ยวข้องกับตำนานโบราณ" เ้าของโรงเตี้ยมพูดพร้อมยิ้มเ้าเล่ห์
"แต่งานนี้ไม่ได้มีแค่ของล้ำค่า ยังเป็โอกาสที่เหล่าคนสำคัญจากทุกสารทิศจะมาเจอกันอีกด้วย"
เฉินฟูฟู่ครุ่นคิด "ถ้าของบางชิ้นเกี่ยวข้องกับตำนานโบราณ อาจจะเชื่อมโยงกับสิ่งที่เราตามหา... แม่นางชิงเหลียน ท่านคิดว่าอย่างไร?"
ชิงเหลียนพยักหน้า
"เราควรไปที่งานนี้ มันอาจจะเป็โอกาสเดียวที่เราจะได้เจอเบาะแสเพิ่มเติม"
เ้าของโรงเตี้ยมยิ้มกว้างกว่าเดิม
"ในเมื่อท่านสนใจงานนี้ ข้าขอแนะนำให้รีบไปหาตั๋วเข้างานเสียก่อน เพราะที่นั่งนั้นจำกัดและคน้าเข้าไปดูสาวงามกับของล้ำค่านั้นมีมากมาย"เฉินฟูฟู่ยิ้มบางๆ
"ขอบคุณสำหรับข้อมูล เราจะเตรียมตัวให้พร้อม"
แววตาของเฉินฟูฟู่และชิงเหลียนฉายแววเด็ดเดี่ยว ขณะที่พวกเขามองหน้ากัน ราวกับความคิดของทั้งสองประสานกันในทันที
"ถ้างานนี้เกี่ยวข้องกับของล้ำค่าจากตำนาน และคนสำคัญจากทั่วแคว้นจะมารวมตัวกัน ธิดาิหวังก็อาจจะอยู่ในนั้นด้วย" เฉินฟูฟู่กล่าวเสียงเรียบ แต่หนักแน่น
"หรืออย่างน้อย... เราอาจได้เบาะแสบางอย่างเกี่ยวกับที่อยู่ของนาง" ชิงเหลียนเสริมด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เซียวหูหลี่ส่งเสียงเบาๆ ราวกับยืนยันคำพูดของพวกเขา ขณะที่หางฟูฟ่องของนางขยับเล็กน้อยอย่างตื่นเต้น
"แต่อย่าลืมว่า งานนี้อาจไม่ได้มีเพียงผู้ที่มาเพื่อชื่นชมสาวงามหรือประมูลของล้ำค่า" เฉินฟูฟู่เตือน
"มันอาจเป็กับดักสำหรับคนที่ตามหานางเช่นกัน"
ชิงเหลียนพยักหน้า "ถ้าเช่นนั้น เราต้องระมัดระวังทุกย่างก้าว และหาทางเข้าสู่งานโดยไม่ดึงดูดความสนใจเกินไป"
เ้าของโรงเตี้ยมยืนฟังอยู่เงียบๆ ก่อนจะแอบยิ้มบางๆ
"ดูเหมือนท่านทั้งสามจะมีเป้าหมายใหญ่ในใจ แต่ข้าอยากเตือนว่า หอโคมแดงไม่ใช่สถานที่สำหรับผู้ที่ไม่มีความสามารถ หรือผู้ที่ไม่พร้อมจะรับมือกับอันตราย"
"เรารู้ดี" เฉินฟูฟู่ตอบ "และเราพร้อม"
เสียงฝีเท้าของทหารดังสนั่นไปทั่วทางเดินหน้าร้านโรงเตี้ยม ขบวนทหารแคว้นฉีหนีที่นำโดยแม่ทัพผู้เกรียงไกรเดินผ่านมาอย่างแข็งกร้าว ชาวบ้านต่างพากันหลบหลีกด้วยความหวาดกลัว บางคนถึงกับล้มลงกองกับพื้น ขณะที่บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด
ทันใดนั้น เกี้ยวสีแดงอันงดงามประดับด้วยลวดลายทองคำก็มาปรากฏตรงกลางขบวน สร้างความตกตะลึงให้กับเหล่าทหารที่หยุดชะงัก บนเกี้ยวนั้นเป็ของ แม่นางซิ่นหนี่ บุตรีคนงามแห่งตระกูลซิ่น ตระกูลผู้ทรงอิทธิพลของแคว้นฉีหนี
“หยุดได้แล้ว!” น้ำเสียงของแม่นางซิ่นหนี่แสดงถึงความเด็ดเดี่ยว ขณะที่เกี้ยวของนางหยุดอยู่ตรงหน้าแม่ทัพและกองทหาร นางไม่ได้ลงมาจากเกี้ยว แต่เพียงเปิดม่านบางๆ ให้มองเห็นแววตาเฉียบคมที่จับจ้องไปยังแม่ทัพ
“แม่นางซิ่นหนี่!” แม่ทัพกล่าวด้วยน้ำเสียงกึ่งใ “นี่เป็การปฏิบัติหน้าที่—”
“การปฏิบัติหน้าที่ของท่านคือการคุกคามชาวบ้านเช่นนี้หรือ?” แม่นางซิ่นหนี่แทรกเสียงหนักแน่น “ชาวบ้านเหล่านี้เป็คนของแคว้นฉีหนี ท่านไม่มีสิทธิ์ทำร้ายพวกเขา เพียงเพราะท่านมีอาวุธอยู่ในมือ”
ทหารหลายคนที่อยู่ด้านหลังแม่ทัพเริ่มลังเล สายตาของพวกเขาสะท้อนถึงความไม่แน่ใจ ขณะที่ชาวบ้านบางส่วนเงยหน้าขึ้นมองแม่นางซิ่นหนี่ด้วยความหวัง
เฉินฟูฟู่ ยืนอยู่บนชั้นสองของโรงเตี้ยม มองลงมาผ่านหน้าต่าง บรรยากาศในยามนั้นเงียบงันลงชั่วขณะ ก่อนที่สายตาของแม่นางซิ่นหนี่จะสบกับดวงตาของเฉินฟูฟู่ นางมองเขาด้วยแววตาที่แฝงไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น คล้ายกับััได้ถึงอะไรบางอย่าง
เฉินฟูฟู่ไม่ได้พูดอะไร แต่เพียงพยักหน้าเล็กน้อยให้กับแม่นางซิ่นหนี่ ราวกับตอบรับในสิ่งที่นางกำลังทำ
“หากท่านยังฝืนจะเดินหน้าต่อ ข้าจะถือว่าท่านท้าทายอำนาจของตระกูลซิ่น” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “และข้ารับรองว่าตระกูลซิ่นจะไม่ยอมอยู่เฉย”
แม่ทัพกัดฟันแน่น แต่สุดท้ายก็โบกมือสั่งให้ทหารถอนขบวน เสียงถอนหายใจโล่งอกของชาวบ้านดังขึ้น แม่นางซิ่นหนี่ดึงม่านเกี้ยวกลับปิด และเกี้ยวของนางเคลื่อนตัวจากไปอย่างเงียบงัน
สายตาของเฉินฟูฟู่จับจ้องเกี้ยวสีแดงที่ค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไป พร้อมกับความคิดที่เริ่มทวีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ แม่นางซิ่นหนี่... นางไม่ใช่เพียงบุตรีของตระกูลทรงอิทธิพล แต่บางอย่างในท่าทีและสายตาของนางทำให้เขารู้สึกว่านางอาจมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขากำลังตามหา
“ฟูฟู่” ชิงเหลียนพูดเบาๆ ข้างกายเขา “เ้าคิดว่าหญิงสาวผู้นั้นเป็ใครกันแน่?”
“นั่นคือคำถามที่ข้าเองก็กำลังสงสัย” เฉินฟูฟู่ตอบ น้ำเสียงแฝงความครุ่นคิด
“นางดูเหมือนจะรู้จักตระกูลซิ่นดีเกินไปสำหรับการเป็เพียงบุตรีที่ถูกปกป้อง นางยังสามารถสั่งการทหารและทำให้แม่ทัพฉีหนีหยุดมือได้ นั่นไม่ธรรมดา”
เซียวหูหลี่ขยับตัวเข้ามาใกล้ ส่งเสียงเบาๆ ราวกับอยากเตือนบางอย่าง เฉินฟูฟู่ลูบหัวจิ้งจอกสาวเบาๆ ขณะที่ความคิดของเขายังคงวนเวียนอยู่กับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
“ข้าเชื่อว่าเราควรเริ่มจากการสืบเกี่ยวกับตระกูลซิ่น” ชิงเหลียนเสนอ
“ไม่ใช่เพียงเพื่อความสงสัย แต่บางที... ความลับของธิดาิหวังอาจเกี่ยวข้องกับพวกเขาในทางใดทางหนึ่ง”
เฉินฟูฟู่พยักหน้า “ข้าคิดเช่นเดียวกัน ตระกูลซิ่นอาจเป็กุญแจสำคัญในปริศนานี้ แต่เราต้องระวัง อย่าให้การกระทำของเราดึงดูดความสนใจมากเกินไป”
เขามองไปยังเส้นทางที่เกี้ยวสีแดงของแม่นางซิ่นหนี่หายลับไป พร้อมกับความมุ่งมั่นที่เพิ่มมากขึ้นในหัวใจ
“ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับธิดาิหวังหรือไม่ ข้าจะต้องรู้ให้ได้ว่านางเป็ใคร และมีบทบาทอะไรในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในยุทธภพนี้”
แม่นางซิ่นหนี่นั่งอยู่ในเกี้ยวที่เคลื่อนผ่านถนนสายหลักของเมืองฉีหนี ใบหน้าของนางดูสงบเสงี่ยม แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและความลับที่นางต้องแบกรับ นางรู้ดีว่าธิดาิหวังเกี่ยวพันกับชะตากรรมของยุทธภพ และความลับที่ซ่อนอยู่ในตระกูลซิ่นของนางอาจเป็จุดเริ่มต้นของเงื่อนปมทั้งหมด
"ข้าจะทำอย่างไรดี..." ซิ่นหนี่พึมพำเบาๆ ราวกับถามตัวเองในความเงียบงันของเกี้ยว นางมีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับที่ซ่อนตัวของธิดาิหวัง และความจริงบางอย่างที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่ทำให้ยุทธภพตกอยู่ในความวุ่นวาย แต่การเผยความลับนั้นกลับหมายถึงการหักหลังตระกูลของตน นางมองออกไปนอกเกี้ยว สายตาของนางจับจ้องไปยังโรงเตี้ยมที่เฉินฟูฟู่และพรรคพวกอยู่เมื่อครู่ นางจดจำดวงตาที่มุ่งมั่นของชายหนุ่มผู้ที่นางสบตาด้วยได้อย่างชัดเจน
"บางที... เขาอาจช่วยข้าได้"
ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจของนาง ซิ่นหนี่รู้ดีว่าตัวนางไม่สามารถแก้ปัญหานี้เพียงลำพังได้ หากแต่ว่าจะวางใจใครได้ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยอันตรายและกลอุบาย?
ในคืนเดียวกันนั้น ขณะที่เฉินฟูฟู่ ชิงเหลียน และเซียวหูหลี่เตรียมตัวไปยังหอโคมแดง เสียงเคาะเบาๆ ดังขึ้นที่ประตูห้องพักของพวกเขา เฉินฟูฟู่ลุกขึ้นเปิดประตู และพบกับสาวใช้ในชุดเรียบง่ายผู้หนึ่ง นางส่งจดหมายฉบับเล็กให้เขาก่อนจะจากไปอย่างรวดเร็ว
"ถ้าท่าน้าคำตอบเื่ธิดาิหวัง มาพบข้าที่สวนดอกไม้หลังหอโคมแดงในยามจันทร์เต็มดวง ข้ามีบางสิ่งที่ต้องบอก แต่้าการปกปิดอย่างถึงที่สุด... ซิ่นหนี่"
เฉินฟูฟู่มองข้อความนั้นอย่างครุ่นคิด “ดูเหมือนเราจะได้คำตอบจากแหล่งที่คาดไม่ถึง” เขากล่าวกับชิงเหลียนและเซียวหูหลี่
ชิงเหลียนพยักหน้า
“แต่มันอาจเป็กับดักก็ได้ เราต้องระวังตัวทุกฝีก้าว”
“ไม่ว่ากับดักหรือไม่” เฉินฟูฟู่กล่าว “ถ้าความลับที่แม่นางซิ่นหนี่เก็บงำไว้เกี่ยวข้องกับธิดาิหวังจริง เราก็ไม่มีทางเลือกนอกจากไปพบกับนาง”
คืนจันทร์เต็มดวงมาถึง แสงสว่างสีเงินของดวงจันทร์กระจายไปทั่วตัวเมืองฉีหนี เฉินฟูฟู่ ชิงเหลียน และเซียวหูหลี่มุ่งหน้าไปยังสวนดอกไม้หลังหอโคมแดงตามข้อความในจดหมาย บรรยากาศเงียบงัน มีเพียงเสียงลมพัดเบาๆ ผ่านแมกไม้
สวนดอกไม้เป็พื้นที่ลับตาผู้คน ต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา และกลิ่นหอมของดอกไม้ในยามค่ำคืนสร้างบรรยากาศลึกลับ เมื่อพวกเขามาถึง พวกเขาเห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่กลางสวน ซิ่นหนี่ในชุดผ้าคลุมสีเข้มหม่นเพื่อซ่อนตัว
"ท่านมาคนเดียวหรือไม่?" เฉินฟูฟู่เอ่ยถาม น้ำเสียงของเขาแฝงความระแวดระวัง
"ใช่ ข้ามาคนเดียว" นางตอบเสียงเบา
"ข้าขอโทษที่ต้องเรียกท่านมาพบในสถานที่เช่นนี้ แต่ข้าไม่มีทางเลือก"ชิงเหลียนก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย
"ถ้าท่านมีสิ่งที่เกี่ยวข้องกับธิดาิหวัง จงพูดมาเสีย แต่จงจำไว้ว่าหากนี่เป็กับดัก ท่านจะต้องเสียใจ"ซิ่นหนี่เงยหน้าขึ้น ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความกังวล
"ข้าไม่มีเจตนาร้าย ข้าเพียง้าความช่วยเหลือ" นางหายใจลึกก่อนจะพูดต่อ
"ข้ารู้ว่าธิดาิหวังยังมีชีวิตอยู่ และข้ารู้ว่าตอนนี้นางอยู่ที่ใด แต่ข้าไม่สามารถไปหานางได้ด้วยตัวข้าเอง"คำพูดนั้นทำให้ทั้งสามคนใ เฉินฟูฟู่จ้องมองซิ่นหนี่ด้วยสายตาคม
"ทำไมหรือ? ทำไมท่านถึงบอกข้าทั้งที่เื่นี้อาจทำให้ชีวิตท่านตกอยู่ในอันตราย?"
"เพราะธิดาิหวังเกี่ยวข้องกับบางสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวข้า หรือแม้แต่แคว้นฉีหนีเอง" ซิ่นหนี่กล่าว น้ำเสียงของนางหนักแน่น
"พลังในตัวนางไม่ใช่สิ่งที่ใครควรจะ ไม่ว่าจะเป็ตระกูลข้า แคว้นใด หรือผู้ใดก็ตาม"
เซียวหูหลี่ส่งเสียงเบาๆ คล้ายกับเตือนภัย เฉินฟูฟู่พยักหน้าเล็กน้อยเพื่อแสดงให้รู้ว่าเขาตระหนักถึงความเสี่ยง
"ถ้าเช่นนั้น" เฉินฟูฟู่กล่าว
"จงบอกเราว่าธิดาิหวังอยู่ที่ใด และสิ่งใดที่ทำให้นางตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้"ซิ่นหนี่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดเบาๆ
"นางถูกคุมขังอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลซิ่น ข้าสงสัยว่าพวกเขาวางแผนบางอย่างเพื่อใช้พลังของนาง"คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศตึงเครียดขึ้นในทันที
"ตระกูลของท่านเอง..." ชิงเหลียนกล่าวด้วยความไม่เชื่อ
"นี่คือเหตุผลที่ท่านมาหาเราใช่หรือไม่?"
"ใช่" ซิ่นหนี่ตอบ
"ข้ารู้ว่าพวกท่านเป็คนเดียวที่สามารถช่วยนางได้ และข้าก็พร้อมจะเสี่ยงทุกอย่างเพื่อหยุดยั้งแผนการนี้"
เฉินฟูฟู่จ้องมองซิ่นหนี่ ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความแน่วแน่ “ถ้าท่านพูดจริง ข้าสัญญาว่าจะช่วยธิดาิหวัง และข้าจะทำทุกอย่างเพื่อหยุดยั้งแผนการของผู้ที่คิดใช้พลังของนางในทางที่ผิด”ชิงเหลียนพยักหน้า
“แต่เราต้องระวัง ตระกูลของท่านคงไม่ยอมปล่อยให้นางไปง่ายๆ การบุกเข้าไปในคฤหาสน์นั้นอันตรายอย่างมาก”ซิ่นหนี่ถอนหายใจยาว
“ข้ารู้ดี ข้าเคยพยายามช่วยนางมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ล้มเหลว ข้าจึงต้องมาขอความช่วยเหลือจากพวกท่าน”เซียวหูหลี่ะโขึ้นมายืนข้างเฉินฟูฟู่ นางส่งเสียงแหลมเล็กเหมือนแสดงความเห็นด้วย
“ถ้าอย่างนั้น เราจะวางแผนอย่างรอบคอบ” เฉินฟูฟู่พูด
“ท่านต้องบอกพวกเราทุกอย่างเกี่ยวกับคฤหาสน์นั้น เส้นทางเข้าออก การป้องกัน และจุดอ่อนของพวกมัน”ซิ่นหนี่พยักหน้า
“ข้าจะบอกทุกอย่าง แต่ข้าขอเตือน... นอกจากพลังที่พวกเขา้าใช้จากธิดาิหวัง ยังมีบางสิ่งที่หลับใหลอยู่ในคฤหาสน์นั้น พลังบางอย่างที่อันตรายเกินกว่าที่พวกเราจะคาดเดาได้”
บรรยากาศเงียบงันไปครู่หนึ่งก่อนที่เฉินฟูฟู่จะพูดขึ้น “พวกเรามีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือช่วยธิดาิหวังและทำลายแผนการชั่วร้ายนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับอะไร ข้าจะไม่มีวันถอย”
ซิ่นหนี่มองเฉินฟูฟู่ด้วยสายตาที่สะท้อนทั้งความหวังและความกลัว “หากท่านมั่นใจเช่นนั้น ข้าก็จะวางใจในตัวพวกท่าน” นางเอ่ยเสียงเบาแต่หนักแน่น
ชิงเหลียนยกมือแตะดาบของนางเล็กน้อย ราวกับเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น “ถ้าทางนี้นำเราไปสู่ธิดาิหวังจริง เราต้องทำทุกอย่างเพื่อช่วยนาง และต้องทำลายแผนการของพวกมันให้สิ้นซาก”
เซียวหูหลี่ส่งเสียงแหลมเบาๆ ก่อนจะหมอบลงใกล้เฉินฟูฟู่ แสดงถึงการพร้อมจะร่วมเดินทางซิ่นหนี่สูดลมหายใจลึกก่อนจะเริ่มเล่า “ข้ามีข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับคฤหาสน์แห่งนี้ มันถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันภัยภายนอก แต่มันกลับกลายเป็สถานที่กักขังและทดลอง... ข้าคิดว่าพวกมันกำลังใช้พลังของธิดาิหวังเพื่อจุดประสงค์ที่เลวร้าย แต่ข้าก็ยังไม่รู้ทั้งหมด”
เฉินฟูฟู่มองไปยังซิ่นหนี่ด้วยสายตาแน่วแน่ “ไม่ว่าแผนการนั้นจะเลวร้ายเพียงใด ข้าจะหยุดมัน”
ใต้แสงจันทร์ที่ทอดยาวเหนือทางเดินลับ เฉินฟูฟู่เดินนำไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่สั่นคลอน ชิงเหลียนและเซียวหูหลี่ติดตามอยู่ใกล้ๆ ส่วนซิ่นหนี่เดินปิดท้าย คอยจับตาดูเส้นทางด้วยความระมัดระวัง อากาศภายในอุโมงค์ลับเย็นเยือก กลิ่นอับของกำแพงหินที่ถูกทิ้งร้างมานานทำให้บรรยากาศยิ่งน่ากดดัน เสียงฝีเท้าของพวกเขาเบาแต่ชัดเจนในความเงียบงัน
"นี่คือทางลับที่ตระกูลข้าใช้หลบหนีในยามวิกฤต" ซิ่นหนี่กระซิบเบาๆ "แต่บัดนี้มันถูกพวกมันยึดครอง ข้าไม่แน่ใจว่าด้านหน้าจะมีอะไรอยู่"
"อย่ากังวล" เฉินฟูฟู่ตอบเสียงต่ำ "ตราบใดที่พวกเราร่วมมือกัน เราจะผ่านไปได้"
เมื่อพวกเขาเข้าใกล้จุดสิ้นสุดของอุโมงค์ แสงสลัวของคบไฟจากอีกฝั่งเริ่มปรากฏ ซิ่นหนี่หยุดและหันมามองทุกคน "ข้างหน้าคือห้องเก็บสมบัติเล็กๆ ที่เชื่อมต่อกับห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ เราต้องระวังตัว เพราะอาจมียามเฝ้าอยู่"
เฉินฟูฟู่ส่งสัญญาณมือให้ทุกคนหยุดนิ่ง พวกเขาหยุดหายใจชั่วขณะ ฟังเสียงฝีเท้าของยามที่ใกล้เข้ามา
ชิงเหลียนกระซิบเสียงเบา "ข้าเห็นเงาอยู่ตรงมุมทางเดินด้านซ้าย มีอย่างน้อยสองคน"
เซียวหูหลี่เอียงหูฟัง เสียงกรอบแกรบเบาๆ จากการลากหอกบนพื้นบ่งบอกถึงจำนวนอาวุธในมือของยาม "พวกเขามีหอก ข้าคิดว่าคงไม่ง่ายที่จะผ่านไปโดยไม่ถูกเห็น"ซิ่นหนี่มองไปยังทางเดิน
"ห้องเก็บสมบัติอยู่ถัดไปไม่ไกล แต่เราต้องหาวิธีหลีกเลี่ยงการปะทะ"เฉินฟูฟู่ครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนจะพูดเบาๆ
"เซียวหูหลี่ เ้าลองล่อความสนใจพวกมันไปทางขวา ข้ากับชิงเหลียนจะพยายามลอบเข้าไปในห้องเก็บสมบัติ ส่วนซิ่นหนี่ เ้าคอยดูว่าเราจะปลอดภัยหรือไม่"
เซียวหูหลี่ยิ้มบางๆ นางะโอย่างเงียบเชียบไปทางขวา ก่อนจะส่งเสียงร้องเบาๆ เสมือนเสียงสัตว์ป่า ยามทั้งสองหันไปตามเสียงอย่างรวดเร็ว "นั่นอะไร? ไปดูเร็ว!" หนึ่งในยามกล่าว
เมื่อพวกยามเดินออกจากทางเดินหลัก เฉินฟูฟู่และชิงเหลียนรีบลอบเร้นไปยังประตูห้องเก็บสมบัติ ซิ่นหนี่ติดตามอยู่ด้านหลัง พวกเขาผลักประตูแ่เบา เมื่อเข้ามาภายในก็พบห้องเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยหีบสมบัติและของโบราณ
"นี่คือที่ซ่อนสิ่งสำคัญหรือเปล่า?" ชิงเหลียนถาม
ซิ่นหนี่สอดส่ายสายตามองหา ก่อนจะหยุดที่หีบหนึ่งซึ่งมีตราสัญลักษณ์รูปดอกเหมยประดับอยู่
"นั่นล่ะ ข้าคิดว่ามันต้องอยู่ในนั้น"
เฉินฟูฟู่ก้าวเข้าไปใกล้หีบ เมื่อเปิดมันออก แสงสีฟ้าสว่างวาบก็เปล่งออกมา ในหีบนั้นเป็หยกโบราณที่สลักข้อความลึกลับ ซึ่งดูเหมือนจะเป็เบาะแสสำคัญเกี่ยวกับธิดาิหวัง
"เราเจอแล้ว" เฉินฟูฟู่กล่าว แต่ในขณะเดียวกัน เสียงก้าวเท้าของยามที่กลับมาเริ่มดังใกล้เข้ามาอีกครั้ง
เฉินฟูฟู่รีบปิดฝาหีบและส่งหยกโบราณให้ซิ่นหนี่ "เก็บไว้ก่อน พวกมันมาแล้ว!"
ชิงเหลียนกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องหาทางออก "ทางหน้าต่างนั่น!" นางชี้ไปที่บานหน้าต่างเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่หลังม่านเก่า
เซียวหูหลี่ะโกลับเข้ามาในห้อง
"ข้าล่อพวกมันได้ไม่นาน พวกมันกำลังจะมา!"ซิ่นหนี่รีบเก็บหยกโบราณในผ้าคลุมของนาง
"เราต้องไปเดี๋ยวนี้!"
เฉินฟูฟู่ช่วยเปิดหน้าต่างออก เสียงฝีเท้าของยามใกล้เข้ามา เขาหันกลับมามองทุกคน
"เร็วเข้า!"
ชิงเหลียนปีนออกไปก่อน ตามด้วยซิ่นหนี่ เซียวหูหลี่ะโพริ้วออกไปอย่างไร้เสียง เฉินฟูฟู่เป็คนสุดท้ายที่ออกไป ทันทีที่เขาะโลงพื้นด้านนอก เสียงของยามที่เข้ามาในห้องก็ดังขึ้น
"มีคนอยู่ที่นี่! รีบตามไป!"
เฉินฟูฟู่และพวกรีบซ่อนตัวในเงามืดของตรอกแคบๆ ใกล้ๆ ก่อนจะเคลื่อนตัวไปยังที่ปลอดภัย เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครตามมา พวกเขาหยุดพัก
"หยกนี่ต้องมีความสำคัญมาก" ซิ่นหนี่กล่าว ขณะที่หยิบหยกออกมาพิจารณาอีกครั้ง
"มันมีข้อความสลักอยู่ แต่เราต้องถอดรหัสมัน"
ชิงเหลียนถอนหายใจเบาๆ "ดูเหมือนพวกเราจะได้เผชิญหน้าอันตรายอีกครั้ง... แต่ถ้าข้อมูลนี้พาเราเข้าใกล้ธิดาิหวัง ข้าก็พร้อมจะเสี่ยง"
เฉินฟูฟู่พยักหน้า
"เราจะถอดรหัสมันและไขปริศนานี้ให้ได้ ไม่ว่าอะไรรอเราอยู่ข้างหน้า"แสงจันทร์ยังคงส่องสว่างนำทางพวกเขาในยามค่ำคืน และความลับของหยกโบราณนี้อาจเป็กุญแจสำคัญในการไขเงื่อนงำทั้งหมด...
ชิงเหลียนจับจ้องที่หยกโบราณในมือของซิ่นหนี่ "ข้อความที่สลักอยู่ดูเหมือนจะเป็อักษรโบราณ... ข้าคุ้นเคยเพียงบางส่วน แต่ไม่เพียงพอที่จะอ่านออก"
ซิ่นหนี่มองหยกนั้นอย่างครุ่นคิด "ตระกูลข้าถือหยกนี้มาหลายชั่วอายุคน มีเื่เล่าว่ามันเป็กุญแจที่เชื่อมโยงกับธิดาิหวัง ข้าไม่เคยเข้าใจความหมายของมันจนกระทั่งได้ยินข่าวลือในหอโคมแดงเกี่ยวกับตัวนาง"
เฉินฟูฟู่พิจารณาหยกนั้นอย่างละเอียด "หากเป็อักษรโบราณ อาจมีเพียงนักปราชญ์ยุทธภพในแคว้นฉีหนีที่สามารถถอดรหัสมันได้ แต่เราต้องระวังไม่ให้ความลับนี้รั่วไหล" เซียวหูหลี่เอียงคอมองหยกพลางส่งเสียงเบาๆ ราวกับพยายามสื่อบางอย่าง
"เ้ารู้อะไรบางอย่างใช่หรือไม่?" เฉินฟูฟู่ถามพลางลูบหัวจิ้งจอกสาว
เซียวหูหลี่หมุนตัววิ่งนำไปข้างหน้า ชิงเหลียนรีบลุกขึ้น "นางอาจนำทางเราไปยังคำตอบบางอย่าง!"
กลุ่มของพวกเขาติดตามเซียวหูหลี่เข้าไปในตรอกลับในเมือง ซึ่งเต็มไปด้วยซากปรักหักพังและกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ที่ลืมเลือน
ในที่สุด พวกเขาก็หยุดที่หน้าประตูหินที่ปกคลุมด้วยเถาวัลย์
"นี่คือที่ไหนกัน?" ชิงเหลียนถาม
ซิ่นหนี่มองด้วยความสงสัย "ข้าไม่เคยรู้ว่ามีที่แห่งนี้อยู่ในเมืองนี้"
เฉินฟูฟู่ก้าวไปข้างหน้า พลางจับด้ามดาบของเขา "ไม่ว่าจะเป็สถานที่ใด เราต้องหาคำตอบให้ได้ เข้าไปกันเถอะ"
พวกเขาผลักประตูหินนั้น และพบห้องโถงใต้ดินที่เต็มไปด้วยภาพเขียนและอักษรโบราณ ความลับที่ถูกปิดซ่อนไว้มานานอาจกำลังรอคอยพวกเขาอยู่...
แสงจากคบไฟในมือของซิ่นหนี่สะท้อนภาพวาดโบราณบนผนังห้องโถง ราวกับเื่ราวในอดีตที่กำลังจะฟื้นคืนมา อักษรโบราณที่สลักอยู่บนผนังดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับหยกในมือของนาง
ชิงเหลียนเดินสำรวจไปตามผนัง พลางไล้มือเบาๆ บนลวดลาย "นี่มัน... เื่ราวของธิดาิหวัง!" นางกล่าวด้วยความตื่นเต้น
เฉินฟูฟู่จ้องไปที่ภาพหนึ่ง ภาพนั้นแสดงหญิงสาวในชุดโบราณถือหยกเรืองแสงเหมือนหยกที่พวกเขาพบ
"ดูเหมือนหยกนี้ไม่ใช่เพียงแค่สัญลักษณ์ธรรมดา" เขากล่าว "มันอาจมีพลังบางอย่างที่สำคัญต่อเื่ราวนี้"
เซียวหูหลี่ะโขึ้นไปบนแท่นกลางห้อง ที่นั่นมีจารึกโบราณที่คล้ายกับคำสั่งบางอย่าง นางส่งเสียงเบาๆ ราวกับบอกให้พวกเขาเข้ามาใกล้
ซิ่นหนี่มองจารึกนั้นอย่างพินิจ เสียงฝีเท้าของแม่นางซิ่นหนี่ที่เดินนำทางพวกเขาก็หยุดลงอย่างฉับพลัน
“แม่นางซิ่นหนี่?” ชิงเหลียนเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงสงสัย นางหันไปมองรอบ ๆ แต่สิ่งที่พบกลับเป็ความว่างเปล่า ซิ่นหนี่ที่อยู่ข้างหน้าพวกเขาเมื่อครู่เหมือนจะเลือนหายไปในอากาศ
เซียวหูหลี่เงยหน้าสูดอากาศพลางพยายามจับกลิ่นหรือร่องรอยบางอย่าง แต่ทุกสิ่งกลับเงียบงันจนผิดปกติ
“นางหายตัวไปได้อย่างไร?” ชิงเหลียนเอ่ยขึ้นด้วยความวิตก นางรีบสำรวจพื้นที่โดยรอบ แต่ไม่มีร่องรอยใด ๆ ที่บ่งบอกว่านางจากไปทางใด
“นี่อาจเป็กับดัก” เซียวหูหลี่เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
“หรือบางที... นางอาจถูกพาตัวไป"เฉินฟูฟู่ทำท่าทางให้ทุกคนเงียบลงและคงไว้ซึ่งการสนทนาต่อไป
"อักษรเหล่านี้คล้ายกับบนหยก... หากเราถอดรหัสได้ อาจไขความลับทั้งหมด"
"แต่ต้องระวัง" ชิงเหลียนเตือน "สถานที่แห่งนี้ดูเหมือนจะถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องบางสิ่ง หากเราทำผิดพลาด อาจเกิดอันตรายได้"
เฉินฟูฟู่พยักหน้า "ไม่ว่าจะยากเพียงใด เราต้องรู้ความจริง"
พวกเขาเริ่มทำงานร่วมกัน ถอดรหัสคำสลักโบราณ และจับคู่กับข้อความบนหยก เส้นแสงสีทองค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนแท่น ราวกับตอบสนองต่อการกระทำของพวกเขาเสียงก้องสะท้อนจากกำแพง
"ผู้ที่ไขความลับของหยกนี้ จะได้พบกับความจริง... แต่จงเตรียมพร้อมสำหรับการเสียสละ"
บรรยากาศรอบตัวพวกเขาหนักอึ้งยิ่งขึ้น เฉินฟูฟู่กำดาบแน่น
"เราไม่มีทางถอยแล้ว ไม่ว่าสิ่งใดจะรออยู่ข้างหน้า"
ในขณะที่คำเตือนนั้นดังก้องในหูของพวกเขา บรรยากาศในห้องใต้ดินกลับเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างประหลาด แสงจากคบไฟสลัวลง และภาพเขียนบนผนังห้องเริ่มสั่นไหว ราวกับว่ามีบางสิ่งที่เริ่มเคลื่อนไหวในเงามืด
"มีอะไรบางอย่างกำลังเกิดขึ้น!" ชิงเหลียนกล่าวอย่างระมัดระวัง ขณะที่เธอมองไปยังทางเข้าของห้องที่เริ่มมืดลง
ทันใดนั้น เสียงสะท้อนของหินที่เคลื่อนตัวดังก้องขึ้นจากข้างหลัง พวกเขาหันไปพบว่าประตูทางเข้าเริ่มปิดตัวลงอย่างช้าๆ โดยไม่มีทางออก
"มันปิดทางเรา!" เซียวหูหลี่ส่งเสียงเตือนขณะที่หมอบตัวลง
"เร็ว!" เฉินฟูฟู่สั่งเสียงต่ำ "เราต้องหาทางออกจากที่นี่ก่อนที่มันจะสายเกินไป!"
พวกเขารุดไปที่แท่นที่มีจารึกโบราณ ขณะที่เสียงจากห้องข้างๆ แทบจะไม่สามารถได้ยินจากเสียงหินที่เคลื่อนตัว บางทีการไขปริศนาของหยกนี้อาจเป็คำตอบเดียวที่จะพาพวกเขาไปสู่เส้นทางออก
"ลองกดที่นี่!" ชิงเหลียนกล่าว ขณะกดจุดที่ดูเหมือนจะเป็สัญลักษณ์บนจารึก
ทันใดนั้น เสียงกังวานจากภายในห้องใต้ดินดังก้องขึ้น ขณะที่แท่นกลางห้องเริ่มเปิดเผยช่องทางลับที่พวกเขายังไม่เคยเห็นมาก่อน
"ไปเร็ว!" เฉินฟูฟู่ะโ ขณะที่เขาพุ่งตัวเข้าไปในช่องทางลับพร้อมกับผองเพื่อน
ช่องทางลับนั้นเป็อุโมงค์ที่ลึกและแคบ ผนังถูกสลักด้วยอักษรโบราณที่เปล่งแสงสีฟ้าจางๆ ราวกับนำทางพวกเขาไปสู่บางสิ่งที่สำคัญ
"อักษรเหล่านี้... ดูเหมือนจะเป็คาถาหรือคำเตือนบางอย่าง" ชิงเหลียนเอ่ยพลางมองไปรอบๆ
เซียวหูหลี่ะโลงมาใกล้พวกเขา นางใช้กรงเล็บขูดผนังเบาๆ ก่อนจะส่งเสียงขู่ต่ำๆ ราวกับว่ารับรู้ถึงอันตรายที่ซ่อนเร้น
"เราต้องระวัง" เฉินฟูฟู่กล่าว พลางกำดาบแน่น "บางทีนี่อาจไม่ใช่เพียงทางลับ แต่เป็กับดักที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องความลับของหยกนี้"
พวกเขาเดินหน้าต่อไปอย่างระมัดระวัง เสียงฝีเท้าก้องสะท้อนไปทั่วอุโมงค์ ทันใดนั้น พื้นใต้เท้าของพวกเขาก็เริ่มสั่นะเื และจากด้านหน้า แสงสีทองสว่างวาบขึ้น
"ดูเหมือนเราจะใกล้ถึงจุดสำคัญแล้ว" ชิงเหลียนกล่าว พลางจับกระบี่ของตน
เมื่อพวกเขาก้าวเข้าไปในห้องโถงใหญ่ ห้องนั้นสว่างไปด้วยแสงที่เปล่งจากแท่นหยกกลางห้อง หยกโบราณลอยอยู่กลางอากาศ หมุนช้าๆ พร้อมกับแสงสีทองที่หมุนวนรอบมัน
แต่พวกเขาไม่ใช่คนเดียวที่อยู่ที่นั่น... เงาร่างในชุดคลุมดำหลายคนยืนล้อมรอบแท่นหยก และในหมู่พวกนั้น มีชายผู้หนึ่งที่ดูเหมือนเป็ผู้นำ ดวงตาของเขาส่องประกายราวกับเปลวไฟ
"ข้ารู้อยู่แล้วว่าพวกเ้าจะมาที่นี่" ชายผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
"แต่เ้ามาสายไปหนึ่งก้าว ความลับนี้จะเป็ของข้า และไม่มีใครหยุดข้าได้!"
เฉินฟูฟู่จ้องมองสัญลักษณ์ที่ดาบของชายผู้เป็ผู้นำ รอยสลักของัดำกำลังโอบล้อมอักษรที่เป็ตราสัญลักษณ์ของแคว้นกงเหว่ย ความจริงที่ว่าชายคนนี้เกี่ยวข้องกับแม่ทัพหลินฟู่และอ๋องสามแห่งแคว้นกงเหว่ยทำให้เขายิ่งระแวง
"แคว้นกงเหว่ย…" เฉินฟูฟู่พึมพำ ก่อนจะหันไปพูดกับชิงเหลียนและเซียวหูหลี่ด้วยเสียงที่หนักแน่น "ดูเหมือนว่าสิ่งที่เราเผชิญหน้าในคืนนี้ จะเป็ส่วนหนึ่งของแผนการที่ใหญ่กว่าที่เราคาดไว้"
ชายผู้เป็ผู้นำหัวเราะเบาๆ ดวงตาของเขาเปล่งประกายเ็า "เ้าเป็เพียงหมากตัวหนึ่งในกระดานของข้า เฉินฟูฟู่ ความลับของหยกนี้จะทำให้แคว้นกงเหว่ยยิ่งใหญ่เหนือแคว้นใดๆ และเ้าจะไม่มีวันหยุดยั้งเราได้"
เฉินฟูฟู่กำดาบของเขาแน่น "ถ้าแคว้นกงเหว่ย้าใช้พลังของหยกนี้เพื่อสร้างความทุกข์ให้ผู้คน ข้าจะไม่ยอมให้พวกเ้าทำสำเร็จ!"
ชิงเหลียนหยิบกระบี่ของนางขึ้นมา เซียวหูหลี่ส่งเสียงคำรามต่ำ ร่างของจิ้งจอกสาวเปล่งประกายราวกับเตรียมต่อสู้
"ถ้าเช่นนั้น ข้าจะทำให้เ้าสิ้นหวังไปพร้อมกับความลับนี้!" ชายผู้นำะโ ก่อนที่เขาจะชักดาบขึ้นมา และส่งสัญญาณให้เหล่าผู้ติดตามของเขาโจมตี
เสียงดาบปะทะกันดังก้องไปทั่วห้องโถงใหญ่ เฉินฟูฟู่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ดาบของเขาสะท้อนแสงหยกที่เปล่งประกายอยู่กลางห้อง เสียงโลหะกระทบกันดังกังวาน ขณะที่เขาต่อสู้กับชายในชุดเกราะแห่งแคว้นกงเหว่ย
ชิงเหลียนใช้กระบี่ของนางฟาดฟันศัตรูอย่างคล่องแคล่ว นางแสดงให้เห็นถึงฝีมือและความแม่นยำอันเป็เอกลักษณ์ ขณะเดียวกัน เซียวหูหลี่พุ่งเข้าจู่โจมคู่ต่อสู้ด้วยพลังที่ดุดัน จิ้งจอกสาวมีความเร็วและไหวพริบราวกับสายลม
ผู้นำกงเหว่ยมองเฉินฟูฟู่ด้วยสายตาเ็า ก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีอย่างไร้ความปรานี ดาบของเขาแผ่ปราณอันแข็งแกร่งออกมา เฉินฟูฟู่ยกดาบขึ้นรับพลังที่พุ่งมาหาเขา ก่อนจะถอยหลังไปหนึ่งก้าว พลังของชายคนนี้ไม่ธรรมดา
"เ้าไม่รู้เลยหรือว่าหยกนี้มีพลังมากเพียงใด?" ชายผู้นำกล่าวพร้อมหัวเราะ
"มันไม่ได้เป็แค่สัญลักษณ์ของอำนาจ แต่มันคือกุญแจที่จะทำให้โลกทั้งใบต้องคุกเข่าต่อหน้าเรา!"
"เ้าจะไม่มีวันได้สิ่งนั้นไป!" เฉินฟูฟู่ะโ ก่อนจะพุ่งเข้าปะทะกับชายผู้นำอีกครั้ง
ในขณะที่การต่อสู้ยังดำเนินต่อไป แสงจากแท่นหยกเริ่มเข้มขึ้น ราวกับตอบสนองต่อพลังที่เกิดขึ้นในห้องโถง เสียงอักษรโบราณที่ลอยอยู่บนแท่นเริ่มขยับเคลื่อนไหว เปล่งประกายเป็ลำแสงที่ราวกับเขียนรหัสลับลงในอากาศ
ชิงเหลียนสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติในแสงหยก นางร้องบอกเฉินฟูฟู่ "ดูเหมือนหยกกำลังแสดงบางอย่าง... เราต้องหยุดพวกเขาก่อนที่มันจะปลดปล่อยพลังออกมา!"
เฉินฟูฟู่วาดยันต์ศักดิ์สิทธิ์ในอากาศด้วยมือเปล่า รอยเส้นทองคำปรากฏขึ้นกลางอากาศ เปล่งประกายราวกับมีชีวิตเอง พลังของยันต์ไม่เพียงแต่เสริมแรงให้เขา แต่ยังทำให้บรรยากาศรอบข้างสั่นไหว
“ขั้นรู้สรรพสิ่งสูงสุด... ช่างน่าประทับใจ” ชายในชุดคลุมสีดำพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ขณะที่เขายกมือขึ้น พลังมืดดำพวยพุ่งออกมา ดูดกลืนพลังในอากาศรอบข้าง ราวกับ้าลดทอนพลังของเฉินฟูฟู่
เฉินฟูฟู่ไม่หวั่นไหว เขายืนมั่นคงและเปล่งเสียง “พลังแห่งฟ้าดินย่อมอยู่เหนือความมืดมน ข้าจะไม่มีวันยอมให้เ้าทำลายสมดุลของยุทธภพ!”
ชายชุดดำหัวเราะเสียงเ็า
“พลังของข้าอยู่ในขั้นเสริมสร้าง เ้าจะต่อกรกับข้าได้หรือ? ข้าจะดูดกลืนพลังของเ้าจนหมดสิ้น!”
ในขณะที่ชายชุดดำพุ่งเข้ามา พลังมืดรอบตัวเขาแผ่กระจาย เฉินฟูฟู่เพ่งสมาธิไปยังยันต์ที่เขาวาดในอากาศ มันเริ่มหมุนวนและขยายตัวกลายเป็เกราะพลังที่เปล่งแสงจ้า
“อย่าคิดว่าเ้าจะดูดกลืนพลังข้าได้ง่ายๆ!” เฉินฟูฟู่กล่าว ก่อนจะะโเข้าปะทะ ชายในชุดคลุมดำใช้พลังดูดกลืนพุ่งใส่ แต่พลังแห่งยันต์กลับปะทะและผลักดันพลังมืดให้ถอยกลับ
ชายชุดดำชะงัก เขาจ้องมองยันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่ยังคงหมุนวนรอบตัวเฉินฟูฟู่ “พลังนี้... มันมากกว่าพลังของมนุษย์ทั่วไป!”
“เพราะข้ามีศรัทธาในสิ่งที่ถูกต้อง” เฉินฟูฟู่ตอบ ดาบในมือของเขาเปล่งแสง พร้อมกับยันต์ที่เริ่มรวมตัวกลายเป็คลื่นพลังอันทรงพลัง
เฉินฟูฟู่ฟาดดาบใส่ชายชุดดำ พลังแสงปะทะกับพลังมืด ก่อเกิดเป็ระลอกคลื่นพลังที่สั่นะเืทั้งห้อง ชายชุดดำถูกพลังศักดิ์สิทธิ์ซัดกระเด็นออกไปเขาลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เืซึมจากมุมปาก แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความแค้น
“เ้าจะต้องเสียใจที่ต่อต้านข้า... ข้าจะกลับมา!” เขาหายตัวไปในเงามืด ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายพลังมารที่ยังคงหลงเหลือ เฉินฟูฟู่ลดดาบลง หายใจหอบ “นี่เป็เพียงจุดเริ่มต้น... พวกเราต้องเตรียมพร้อมสำหรับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่านี้”
เฉินฟูฟู่ยืนสงบอยู่ท่ามกลางแสงเรืองรองของหยกโบราณที่ค่อยๆ ส่องสว่างขึ้น เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่แฝงความประหลาดใจในตัวเอง
“พลังปราณของข้า... มันเปลี่ยนไปแล้ว” เขามองฝ่ามือของตัวเองที่ส่องแสงอ่อนๆ คล้ายมีประกายพลังโบราณวนเวียนอยู่รอบตัว “มันเข้าสู่ขั้นสุดยอด... หรืออาจจะเลยไปถึงขั้นไร้ทิศทางแล้วก็เป็ได้”
ชิงเหลียนขยับเข้ามาใกล้ด้วยความตกตะลึง “ขั้นไร้ทิศทาง? นั่นไม่ใช่ขั้นที่ว่ากันว่าแม้แต่ยอดปรมาจารย์ก็ยังไม่อาจเข้าถึงได้อย่างง่ายดายหรอกหรือ?”
เฉินฟูฟู่พยักหน้า แต่แววตาของเขายังคงสงบนิ่ง “ใช่ ข้าเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ แต่พลังนี้ไม่ใช่แค่ของข้าเพียงคนเดียว... ข้ารู้สึกได้ว่ามันเกี่ยวข้องกับหยกโบราณและภารกิจของพวกเรา”
เซียวหูหลี่จ้องมองเขา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “นั่นหมายความว่าความรับผิดชอบของเ้าก็ยิ่งใหญ่มากขึ้นด้วย พลังนี้อาจเป็กุญแจในการหยุดยั้งพลังมารของแม่ทัพหลินฟู่ แต่ถ้าเ้าควบคุมมันไม่ได้ มันอาจกลายเป็ภัยร้ายต่อทุกคน”
เฉินฟูฟู่สูดลมหายใจลึก เขากำหมัดแน่น “ข้าจะควบคุมมัน และใช้มันเพื่อปกป้องพวกเราทุกคน ข้าไม่มีทางเลือกที่จะล้มเหลว”
ชิงเหลียนพยักหน้าและกล่าวด้วยความเชื่อมั่น “ถ้าเช่นนั้น พวกเราต้องช่วยกัน หาคำตอบจากหยกโบราณและเดินหน้าต่อไป ข้าจะไม่ยอมให้เ้าต้องเผชิญสิ่งเหล่านี้เพียงลำพัง”
ชิงเหลียนเดินเข้ามาใกล้ พร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล “ฟูฟู่... เ้ามั่นใจหรือไม่ว่าพลังของเราจะเพียงพอ? ศัตรูครั้งนี้แข็งแกร่งอย่างที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน”
เฉินฟูฟู่พยักหน้าแม้จะรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล “ข้ามั่นใจว่าเราจะผ่านมันไปได้ แต่เราต้องไม่ประมาท และหาวิธีเพิ่มพูนพลังของเรา”
เซียวหูหลี่ที่เงียบฟังอยู่เอ่ยขึ้น “พลังของหยกโบราณนี้อาจเป็กุญแจสำคัญ แต่การใช้มันต้องอาศัยความระมัดระวัง หากใช้ไม่ถูกต้อง มันอาจทำลายพวกเราด้วยเช่นกัน”
เฉินฟูฟู่มองไปยังหยกโบราณที่ยังคงเปล่งแสงเรืองรอง มันดูเหมือนจะกระซิบบางอย่างในภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ “หยกนี้มีพลังที่ยิ่งใหญ่... แต่เราต้องหาวิธีทำให้มันทำงานเพื่อเรา ไม่ใช่ต่อต้านเรา”
ชิงเหลียนเสริม “บางทีคำตอบอาจอยู่ในจารึกที่เราพบก่อนหน้านี้ แต่เราต้องถอดรหัสมันก่อน”
เสียงกึกก้องเบาๆ ดังมาจากผนังด้านหนึ่ง ทำให้ทุกคนหยุดชะงัก พวกเขาหันไปมองและพบว่าแสงจากหยกโบราณกำลังสะท้อนเข้ากับสัญลักษณ์ลึกลับบนกำแพง
“ดูเหมือนว่าหยกจะชี้นำเราอีกครั้ง” เซียวหูหลี่กล่าว พลางมองไปยังแสงเรืองรองจากหยกโบราณที่ค่อยๆ เปลี่ยนทิศทางแสงไปยังมุมหนึ่งของห้องโถง
เฉินฟูฟู่หันตามสายตาของนาง สังเกตเห็นกำแพงที่ประดับด้วยสัญลักษณ์โบราณซึ่งเขาไม่เคยเห็นมาก่อน “นี่ต้องเป็ร่องรอยที่หยก้าให้เราตามไป” เขาพูดด้วยน้ำเสียงแน่วแน่
ชิงเหลียนขยับเข้าไปใกล้พลางใช้มือัักำแพง “อักษรเหล่านี้... มันไม่ใช่เพียงแค่สัญลักษณ์ธรรมดา ดูเหมือนจะเป็รหัสบางอย่าง อาจเป็ปริศนาอีกชิ้นหนึ่ง”
“ถ้าเป็เช่นนั้น เราต้องไขมันให้ได้” เซียวหูหลี่กล่าว พลางหันไปมองเฉินฟูฟู่ “พลังปราณของเ้าอาจช่วยถอดรหัสเหล่านี้ได้ ลองใช้พลังใหม่ของเ้าดูสิ”
เฉินฟูฟู่พยักหน้า สูดลมหายใจลึกก่อนจะหลับตา เขาใช้สมาธิเพ่งไปยังหยกโบราณที่ถืออยู่ในมือ แสงจากหยกเปล่งประกายแรงขึ้น และสัญลักษณ์บนกำแพงเริ่มเปล่งแสงตอบสนอง
“มันทำงานแล้ว!” ชิงเหลียนอุทาน ขณะที่สัญลักษณ์ค่อยๆ เปลี่ยนเป็ข้อความที่สามารถอ่านได้
ข้อความนั้นกล่าวว่า:"ผู้ที่ติดตามแสงแห่งหยก จะได้พบความจริง ณ ปลายทางของเส้นทางแห่งการเสียสละ หากหัวใจเ้ามั่นคงและจิติญญาเ้าใสสะอาด ความลับทั้งหมดจะเผยออกมา แต่หากไม่ใช่ เ้าจะต้องเผชิญกับความมืดมิดชั่วนิรันดร์"
“นี่อาจเป็คำเตือน หรืออาจเป็บททดสอบสุดท้าย” เซียวหูหลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“หอโคมแดง... นั่นหมายถึงอะไร?” ชิงเหลียนถามเสียงต่ำ ขณะที่สายตาของนางขมวดคิ้วแน่น
เฉินฟูฟู่ยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาพยายามประมวลความหมายของคำที่เขาเห็น ก่อนจะตอบว่า “หอโคมแดงคือสถานที่ที่เชื่อมโยงกับสิ่งที่เราได้ยินมาหลายครั้งใน่นี้ มันอาจเป็ศูนย์กลางของความลับทั้งหมดที่เราเคยสงสัย”
เซียวหูหลี่ขมวดคิ้ว “แล้วมันเกี่ยวข้องอย่างไรกับธิดาิหวังและหยกโบราณที่เรากำลังตามหากัน?”
“บางที... ข้ามีความคิด” เฉินฟูฟู่กล่าว “หอโคมแดงอาจไม่ใช่แค่สถานที่บันเทิง แต่มีบางสิ่งซ่อนอยู่ในนั้น ที่ซ่อนความลับเกี่ยวกับธิดาิหวังและแผนการทั้งหมดนี้”
“ถ้าเช่นนั้น เราต้องไปหามันให้ได้” ชิงเหลียนพูดอย่างมุ่งมั่น
“หอโคมแดง... ที่ซึ่งเส้นทางแห่งความลับถูกซ่อนอยู่ในความมืด” เฉินฟูฟู่กล่าวเสียงหนักแน่น
“ข้าเชื่อว่าในที่แห่งนั้น เราจะได้พบกับคำตอบทุกอย่างเกี่ยวกับธิดาิหวัง และแผนการชั่วร้ายที่กำลังดำเนินอยู่”
“แต่เราต้องระวัง...” ชิงเหลียนเตือน “หอโคมแดงไม่ใช่สถานที่ที่เราเคยเจอมา มันอาจเต็มไปด้วยกับดักและการหลอกลวง”
เซียวหูหลี่มองไปยังพวกเขาแล้วพูดเสริม “การไปที่นั่นอาจเสี่ยง แต่เราคงไม่มีทางเลือกอื่น ถ้าเรา้าไขความลับทั้งหมดที่เก็บซ่อนไว้”
“ไม่ว่าอย่างไร ข้าจะไป” เฉินฟูฟู่ตอบด้วยความมั่นใจ “เราได้ทำการเดินทางไกลมาจนถึงจุดนี้ และเราจะไม่ยอมแพ้จนกว่าจะหาคำตอบได้”
ทุกคนพยักหน้ารับและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ในหอโคมแดง ซึ่งอาจเป็ทั้งคำตอบและอันตรายที่รอคอยอยู่ในความมืด
หอโคมแดงเต็มไปด้วยความเรืองรองจากแสงเทียนที่ส่องสะท้อนบนผนังสีแดงเข้มและทองคำ แสงไฟจากโคมไฟที่แขวนอยู่ตามเพดานทำให้บรรยากาศในห้องโถงใหญ่เปล่งประกายแปลกตา ทุกมุมของสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความหรูหราและลึกลับ กลิ่นหอมหวานของดอกไม้และเครื่องหอมลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ บรรยากาศในห้องร้อนอบอ้าวแต่ก็อบอุ่นท่ามกลางความเย็นของฤดูหนาวที่แผ่ซ่านออกไปจากภายนอก
เสียงดนตรีหวานไพเราะจากเครื่องดนตรีโบราณบรรเลงไปทั่วห้อง ราวกับท่วงทำนองที่เชื้อเชิญให้ผู้มาเยือนลืมโลกภายนอกไปชั่วขณะ สาวๆ ในหอโคมแดงออกมาต้อนรับด้วยท่าทางอ่อนหวานและรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหมาย แต่ในแววตาของพวกนางกลับซ่อนความลึกลับไว้เื้ั ทุกคนที่เดินเข้ามารู้สึกถึงการต้อนรับที่อบอุ่น แต่ก็มีบางอย่างที่ทำให้พวกเขารู้สึกไม่อาจคาดเดาได้ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเย้ายวนและรอยยิ้มที่คล้ายจะบอกเล่าถึงความลับอันลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ในห้องแห่งนี้
สาวๆ แต่งตัวในชุดงามสง่าหลากหลายสีสัน ผมยาวสลวยถูกจัดแต่งให้ดูราวกับมวลหมู่ดอกไม้หลากหลายชนิดที่บานสะพรั่งในสวนหลังบ้าน พวกนางเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าที่ยั่วยวนและสง่างาม เสียงหัวเราะเบาๆ และเสียงหวานจากการพูดคุยค่อยๆ หลอมรวมกับเสียงดนตรีจากเครื่องดนตรีโบราณที่บรรเลงอยู่ในห้องโถงใหญ่ ทุกย่างก้าวที่สาวๆ เหล่านี้เดินไปนำพาความรู้สึกเหมือนกับการได้เดินในโลกที่แสนสวยงาม แต่มันก็ไม่ปราศจากความลึกลับที่แฝงไว้ในบางครั้ง พวกนางยิ้มให้กับพวกเขาอย่างมีความหมาย ราวกับรู้สิ่งที่พวกเขายังไม่เข้าใจ นางบางคนเดินไปใกล้และกระซิบบางอย่างที่พวกเขาไม่อาจได้ยิน แต่แววตาและท่าทางนั้นบอกชัดเจนว่า สาวๆ ในหอโคมแดงไม่ได้เป็แค่เพียงผู้ให้ความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังอาจมีบทบาทสำคัญในเื่ราวที่กำลังคลี่คลาย
ในขณะที่ทุกคนถูกต้อนรับอย่างอบอุ่น บรรยากาศในห้องก็กลับดูราวกับเป็การตั้งอยู่บนเส้นทางสองข้างที่เต็มไปด้วยการเลือกเสี่ยง และในความอ่อนหวานนั้นก็แฝงไปด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ...
ความสงสัยของพวกเขายังคงค้างอยู่ในใจ แม้บรรยากาศในหอโคมแดงจะเต็มไปด้วยความหรูหราและความลึกลับ แต่ช่องทางอุโมงค์ลับที่เชื่อมต่อมาที่นี่กลับเป็ปริศนา บางสิ่งบางอย่างในสถานที่แห่งนี้ทำให้รู้สึกเหมือนกับมีความลับที่รอคอยที่จะถูกเปิดเผย
"ทำไมถึงมีทางเชื่อมไปถึงที่นี่?" เฉินฟูฟู่พูดขึ้นในขณะที่เขาเดินไปตามทางที่สาวๆ นำพวกเขาไป
“หอโคมแดงไม่ใช่สถานที่ที่ควรจะเชื่อมโยงกับสิ่งที่เราค้นหา มันดูเหมือนจะเป็เพียงที่พักผ่อนหย่อนใจ แต่มันกลับมีบางอย่างที่ลึกกว่านั้น"
"อาจจะมีการใช้หอโคมแดงเป็สถานที่ปกปิดบางสิ่งบางอย่างไว้ก็ได้" ชิงเหลียนพูดด้วยน้ำเสียงที่ยังคงสงสัย "มันอาจจะเป็ทางลับที่เชื่อมต่อกับการกระทำที่ลับๆ ของบางคนที่เราไม่รู้จัก"
เซียวหูหลี่มองไปรอบๆ หอโคมแดง คิดตามคำพูดของพวกเขา “จริง... หอโคมแดงมีลักษณะที่สามารถซ่อนความลับได้ดี ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่บันเทิง มันอาจจะเป็ส่วนหนึ่งของแผนการบางอย่างที่ซ่อนอยู่”แต่ละคนยังคงรู้สึกถึงบางอย่างที่แปลกแยกจากปกติ ทั้งหมดยังไม่เข้าใจว่าทำไมอุโมงค์ลับนี้จึงนำพาพวกเขามาที่หอโคมแดง
สาวงามอันดับหนึ่งแห่งหอโคมแดงก้าวออกมาอย่างสง่างาม ใบหน้าเปล่งปลั่งราวกับดอกไม้ในยามราตรี เสียงฝีเท้าของเธอดังเบาๆ ราวกับเพลงที่ล่องลอยในอากาศ ทุกการเคลื่อนไหวของเธอนั้นเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ยากจะต้านทาน
"ท่านชาย... ยินดีต้อนรับสู่หอโคมแดงค่ะ" เสียงของเธอลื่นไหลเหมือนน้ำตกที่ไหลรินลงสู่ลำธาร สายตาของเธอส่งตรงไปยังเฉินฟูฟู่ สายตานั้นเต็มไปด้วยความอบอุ่นและมีเสน่ห์แปลกประหลาดจนเขาไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เฉินฟูฟู่รู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดบางอย่างจากสายตาของเธอ มันเหมือนกับมีมนต์สะกดบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกล้อมรอบด้วยออร่าอันลึกลับที่ไม่อาจหักห้ามได้
“ยินดีที่ได้พบกับท่าน...” เธอพูดในทำนองที่ทำให้หัวใจเขาเต้นแรงขึ้น แม้จะรู้ตัวว่าเป็การทดสอบทางจิตใจของหอโคมแดง เขายังคงรู้สึกถึงความน่าหลงใหลที่แฝงอยู่ในคำพูดและท่าทางของนาง
“ข้ามีธุระสำคัญที่ต้องทำที่นี่...” เฉินฟูฟู่กล่าวตอบ รู้สึกเหมือนหัวใจของเขากำลังสั่นคลอนจากการจ้องมองของเธอ แต่เขายังคงไม่ยอมให้ตัวเองหลุดจากภารกิจที่ต้องทำ
สาวงามผู้นั้นยิ้มบางๆ แล้วกล่าวอย่างอ่อนหวาน "ท่านชายคงมีสิ่งที่้าค้นหา แต่หอโคมแดงย่อมเต็มไปด้วยความลับ และถ้าเ้ามีคำถามที่้าคำตอบ ข้าก็พร้อมจะช่วยเหลือท่าน"
เสียงของเธออ่อนหวานแต่แฝงไปด้วยความท้าทายและลึกลับ มันเหมือนกับการเรียกหาความลับบางอย่างที่ยังคงหลบซ่อนอยู่ในมุมมืดของหอโคมแดงแต่ความจริงที่เฉินฟูฟู่รู้ ก็คือ เขาต้องระวังให้ดี เพราะทุกคำพูดและทุกการกระทำของเธอนั้นอาจจะนำพาเขาไปสู่คำตอบหรือกับดักที่เขายังไม่สามารถคาดเดาได้
สาวงามอันดับหนึ่งแห่งหอโคมแดงยิ้มอย่างมีเสน่ห์ และเดินนำเฉินฟูฟู่ไปยังห้องรับรองที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในหอโคมแดง แสงจากโคมไฟที่แขวนอยู่ตามผนังให้ความรู้สึกอบอุ่นและนุ่มนวล ในขณะที่เสียงดนตรีบรรเลงอยู่เบาๆ ท่ามกลางความเงียบสงบของบรรยากาศในห้องนั้น
“โปรดตามข้ามา…” เธอพูดพร้อมกับโค้งเล็กน้อยเป็การเชิญชวน ก่อนที่เธอจะเดินนำไปยังห้องที่มีการตกแต่งอย่างหรูหราพร้อมกับโซฟาผ้ากำมะหยี่และโต๊ะไม้เก่าแก่ตั้งอยู่กลางห้องเมื่อถึงห้องรับรอง เธอกล่าวอีกครั้งว่า
“ข้าจะจัดเครื่องดื่มให้ท่านพักผ่อน… ไม่ต้องรีบร้อน”
เฉินฟูฟู่มองไปรอบๆ ห้องรับรองที่มีบรรยากาศเป็ส่วนตัวและเงียบสงบ แต่เขายังคงไม่ละทิ้งการระมัดระวัง แม้จะรู้สึกได้ถึงเสน่ห์ที่ล้อมรอบตัวเขาจากสาวงามผู้นี้ก็ตาม
“ข้าขอบคุณท่าน” เฉินฟูฟู่กล่าวอย่างสุภาพ แม้ในใจจะเต็มไปด้วยคำถามเกี่ยวกับเหตุผลที่เขาถูกเชิญเข้ามาในห้องนี้
สาวงามแห่งหอโคมแดงเดินไปยังโต๊ะไม้และจัดเตรียมเครื่องดื่ม ก่อนที่จะหันมาหาเฉินฟูฟู่อีกครั้ง พร้อมกับยิ้มหวาน
"เครื่องดื่มจะช่วยให้ท่านผ่อนคลายได้บ้างนะ ข้ารู้ว่าท่าน้าคำตอบเกี่ยวกับสิ่งที่ซ่อนอยู่ในหอโคมแดง แต่ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาและการเปิดเผยบางสิ่งที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ในทันที" เสียงของเธออ่อนโยนและนุ่มนวล แต่ภายในก็แฝงไปด้วยความลึกลับ
ในขณะที่พวกเขาคุยกัน ชิงเหลียนและจิ้งจอกสาวเซียวหูหลี่ยืนรออยู่ข้างนอก หันมามองกันด้วยความสงสัยและระมัดระวัง การที่เฉินฟูฟู่ถูกเชิญไปยังห้องรับรองเพียงลำพังยิ่งทำให้เกิดคำถามมากมายในใจพวกเขา
"พวกเราต้องคอยระวังให้ดี" ชิงเหลียนพูดกับเซียวหูหลี่เบาๆ แม้จะไม่มีคำพูดเพิ่มเติม แต่ทั้งสองต่างก็รู้ดีว่าพวกเขาต้องพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
สาวงามอันดับหนึ่งแห่งหอโคมแดงยิ้มบาง ๆ ก่อนจะปรบมือเบา ๆ เพียงสองครั้ง เสียงดังคล้ายดนตรีลึกลับดังก้องเล็กน้อยจากด้านหลังประตู ห้องรับรองที่หรูหราเริ่มเต็มไปด้วยกลิ่นหอมละมุนจากดอกไม้ และไม่นานนัก สาวงามอีกสามคนในชุดงามสง่าเดินเข้ามา พวกนางต่างมีท่วงท่าสง่างามและส่งยิ้มเย้ายวนขณะก้าวเข้ามาในห้อง
“พวกนางจะดูแลท่านอย่างดีที่สุด” สาวงามอันดับหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ขณะที่สาวงามทั้งสามโค้งคำนับเฉินฟูฟู่อย่างพร้อมเพรียง จากนั้นจึงเริ่มจัดเครื่องดื่มและของว่างลงบนโต๊ะอย่างประณีต
“ท่านสามารถพักผ่อนและถามไถ่สิ่งที่สงสัยได้ ข้าจะแจ้งเมื่อทุกอย่างพร้อม” เธอกล่าวพร้อมยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบงัน ทิ้งให้เฉินฟูฟู่อยู่กับสาวงามทั้งสามในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความลึกลับ
สาวงามคนหนึ่งยกแก้วชาขึ้นพร้อมกล่าวเสียงนุ่มว่า “ท่านพักผ่อนเสียก่อน การเดินทางมาถึงที่นี่คงทำให้ท่านเหนื่อยล้าไม่น้อย”
ขณะที่สาวงามคนหนึ่งรินชาใส่ถ้วยด้วยท่าทางอ่อนช้อย เฉินฟูฟู่จับจ้องการเคลื่อนไหวทุกอย่างอย่างระมัดระวัง กลิ่นหอมละมุนของชาลอยแตะจมูก แต่มันกลับไร้ร่องรอยสิ่งผิดปกติ เขารับถ้วยชาที่ถูกยื่นมา พร้อมรอยยิ้มหวานจากสาวงาม ทว่าสายตาของเขาเริ่มพร่าเลือนและหัวเริ่มหนักอึ้งทันทีหลังจากจิบไปเพียงเล็กน้อย
“ท่านดูเหนื่อยล้าจริง ๆ” สาวงามคนหนึ่งกล่าวพลางยื่นมือมาประคองเขาให้เอนตัวพิงพนัก เฉินฟูฟู่พยายามขยับตัว แต่แรงในร่างกายเริ่มอ่อนล้าลงทุกขณะ
“พิษ...” เขาพึมพำเสียงเบา สายตาเริ่มมืดลงขณะที่โลกหมุนคว้าง รอบตัวเขาเสียงหัวเราะเบา ๆ ของสาวงามทั้งสามดังก้อง รอยยิ้มหวานแปรเปลี่ยนเป็แววตาที่เ็า
“ท่านช่างรอบคอบยิ่งนัก แต่ก็ยังพลาดเหมือนคนอื่น ๆ ที่มาที่นี่” หนึ่งในสาวงามกล่าว ขณะที่ร่างของเฉินฟูฟู่เริ่มทรุดลงช้า ๆ
เมื่อร่างของเฉินฟูฟู่หมดแรง เขาถูกสาวงามทั้งสามช่วยกันมัดมือมัดเท้าด้วยเชือกไหมอันแข็งแรง ก่อนจะถูกลากไปยังห้องลับที่ซ่อนอยู่ด้านหลังม่านสีแดงเข้ม บรรยากาศในห้องนั้นเงียบสงัดและอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของสมุนไพรและกำยานที่ลอยคลุ้งกลางห้องมีอ่างน้ำหินอ่อนขนาดใหญ่ น้ำในอ่างเย็นจนแทบจะจับขั้วกระดูก ผิวของน้ำสะท้อนแสงจากโคมไฟให้บรรยากาศยิ่งลึกลับและน่ากลัว สาวงามวางร่างของเฉินฟูฟู่ลงในอ่างน้ำ พลังปราณในร่างกายของเขาถูกกดดันจากพลังแปลกประหลาดที่แฝงอยู่ในน้ำ
“รอผู้นำของพวกเรามาตัดสินชะตากรรมของเ้าเถิด” สาวงามอันดับหนึ่งกล่าวพลางยืนอยู่ริมอ่าง รอยยิ้มเย็นเยียบของนางประหนึ่งคำสั่งปะาเฉินฟูฟู่ที่ยังมีสติอยู่เพียงเล็กน้อยพยายามรวบรวมพลังปราณในร่างเพื่อต่อต้าน แต่พิษในชากลับทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกโซ่ตรวนล่องหนรัดร่างไว้แน่นยิ่งขึ้น
“หอโคมแดง...” เขาพึมพำเบา ๆ พลางจ้องมองเพดานที่ประดับด้วยภาพวาดโบราณ พลันรู้สึกได้ถึงบางสิ่งในห้องนี้ที่เกี่ยวโยงกับความลับของธิดาิหวังที่เขากำลังตามหา
เสียงฝีเท้าก้องในความเงียบสงัดของห้องลับ ขณะที่ร่างสูงสง่างามของผู้นำหอโคมแดงก้าวออกมาจากเงามืด นางแต่งกายในชุดสีแดงเพลิงปักลวดลายทองคำที่เปล่งประกายสะท้อนแสงไฟ ผ้าคลุมยาวลากพื้นเพิ่มความลึกลับให้กับนาง ใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากบางใสเผยเพียงดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยอำนาจและเล่ห์กลเฉินฟูฟู่ที่ยังคงอยู่ในอ่างน้ำพยายามฝืนลืมตาขึ้น แต่ภาพเบื้องหน้ากลับเลือนรางเหมือนฝันร้าย ดวงตาของเขาพร่ามัวและเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้งจากพิษที่ไหลเวียนในร่าง
“เ้าช่างกล้าเข้ามายุ่มย่ามในที่แห่งนี้” เสียงของนางดังขึ้น แฝงความเยือกเย็นและเยาะเย้ย
“เ้ารู้หรือไม่ว่าเ้าได้ก้าวข้ามเขตแดนที่ไม่ควรล่วงละเมิด?”
เฉินฟูฟู่พยายามตอบโต้แต่ไม่มีแรงพอที่จะเอ่ยคำใดออกมา ความมืดเริ่มคืบคลานเข้าสู่จิตใจของเขา ร่างของผู้นำหอโคมแดงคือภาพสุดท้ายที่เขาเห็นก่อนสติจะดับวูบไป
“พาตัวเขาไปขังไว้” นางสั่งเสียงเรียบ สาวงามที่ยืนอยู่ใกล้รีบปฏิบัติตามทันที “ข้าจะตัดสินชะตาของเขาเมื่อถึงเวลา”
บรรยากาศในห้องยิ่งมืดมนลง เสียงน้ำกระเพื่อมเบา ๆ เมื่อร่างของเฉินฟูฟู่ถูกยกออกจากอ่าง ทิ้งไว้เพียงแสงจากโคมแดงที่สะท้อนภาพของห้องซึ่งเต็มไปด้วยความลึกลับและอันตราย
เฉินฟูฟู่ฟื้นขึ้นมาอย่างช้า ๆ ท่ามกลางความมืดมิดของคุกใต้ดิน กลิ่นอับชื้นของหินผสมกับเสียงน้ำหยดที่ดังสะท้อนอยู่รอบ ๆ บอกให้เขารู้ว่าเขาถูกจับขังในสถานที่ที่ลึกลับและห่างไกลจากความช่วยเหลือใด ๆ
เมื่อพยายามขยับตัว เขาพบว่าแขนและขาถูกตรึงไว้ด้วยโซ่ตรวนหนักอึ้งที่ดูเหมือนจะสร้างจากโลหะพิเศษที่สะกดพลังปราณของเขา เสียงโซ่กระทบกันดังก้องเมื่อเขาพยายามดึงให้หลุด
“นี่มัน...” เฉินฟูฟู่พึมพำเบา ๆ สายตาของเขาสอดส่องไปรอบ ๆ ห้อง พบว่าเป็ห้องขังที่มีเพียงคบเพลิงดวงเล็ก ๆ บนผนังที่ให้แสงสลัว
ประตูเหล็กหนาที่มีลูกกรงเป็แนวตั้งขวางไว้ด้านหน้าดูเหมือนจะเป็ทางออกเดียว แต่ก็มีเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาจากทางเดินด้านนอก
“ฟื้นแล้วสินะ” เสียงเยือกเย็นดังขึ้นจากร่างชายผู้หนึ่งที่ยืนอยู่นอกประตูคุก ดวงตาของเขามองลงมาที่เฉินฟูฟู่ด้วยแววตาเย้ยหยัน
“เ้าไม่มีทางหนีไปได้ ข้าขอแนะนำให้เ้าพูดความจริงเกี่ยวกับหยกโบราณและเหตุผลที่เ้ามาเยือนหอโคมแดง... บางทีข้าอาจจะพิจารณาไว้ชีวิตเ้า”
เฉินฟูฟู่ยิ้มบาง ๆ แม้จะถูกตรึงไว้ แต่แววตาของเขายังเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
“ข้าจะไม่มีวันพูด... ถ้าคิดจะบังคับข้าด้วยวิธีสกปรก ก็เข้ามาเลย!”
ชายผู้นั้นหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป ทิ้งเฉินฟูฟู่ไว้ในความมืดที่มีเพียงเสียงโซ่ตรวนที่รัดตรึงจนแน่น
Ws-Mars