“ลู่เซิ่ง...ทำไมนายผอมลงไปเยอะเลย”
ในห้องเปลี่ยนชุด ลู่เซิ่งและหลิวฉี่ิกำลังเปลี่ยนเป็ชุดวอร์มสำหรับวิชาการต่อสู้สนามจริง
เมื่อถอดเสื้อคลุมและกางเกงขายาวออก ลู่เซิ่งก็เผยให้เห็นรูปร่างที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อเรียงตัวสวยงามราวกับเสือดาว
เพียงแต่ดูผอมลงไปบ้างเล็กน้อย นั่นเป็เพราะค่าพลังชีวิตเพิ่มขึ้นเร็วเกินไป จนร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
“ต้องตัดผมแล้วสินะ…”
ลู่เซิ่งมองหน้าตาที่คุ้นเคยแต่ก็ดูแปลกตาในกระจก
ใบหน้าซูบผอม ดวงตาคมกริบคู่ดำขลับเป็ประกายราวกับใบมีด
แม้ยืนอยู่เฉยๆ เขาก็ยังแผ่รังสีอำนาจที่น่าสะพรึงกลัวออกมาอย่างน่าประหลาด
มันทำให้ผู้คนรู้สึกขนลุก เหมือนกับคนธรรมดาที่เผชิญหน้ากับเสือหรือสิงโตในป่า
นี่คือผลลัพธ์ของการเพิ่มขึ้นของค่าพลังชีวิตและการดูดซับความทรงจำจากความฝันจำนวนมหาศาล ก่อนหน้านี้ลู่เซิ่งเองก็ไม่ทันสังเกต
“ยังสูงขึ้นอีกด้วย…”
ลู่เซิ่งเปลี่ยนเป็ชุดชุดวอร์ม มองแขนเสื้อและขากางเกงที่สั้นลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วคิดในใจเงียบๆ
ความสูงเดิมของเขาคือหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเิเ แต่ใน่เวลาที่ฝึกฝน พลังชีวิตกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกือบจะสูงถึงหนึ่งร้อยแปดสิบเิเแล้ว ทำให้ชุดชุดวอร์มที่เคยพอดีตัว กลายเป็ดูเล็กไปทันที
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ลู่เซิ่งและหลิวฉี่ิก็เดินเข้าไปในโรงศิลปะการต่อสู้ด้วยกัน
โรงฝึกศิลปะต่อสู้มีขนาดใหญ่มาก ภายในถูกแบ่งออกเป็พื้นที่ย่อยๆ ปูด้วยเบาะรองพื้น แต่ละพื้นที่ก็เหมือนกับห้องเรียนวิชาการต่อสู้สนามจริง
เห็นได้ชัดว่ามีมากกว่าหนึ่งชั้นเรียนที่กำลังเรียนใน่เวลานี้ ลู่เซิ่งและหลิวฉี่ิจึงรีบเดินไปยังพื้นที่ของชั้นเรียนตนเอง
ทุกคนนั่งล้อมรอบขอบสนาม ชายวัยกลางคนร่างกำยำ กล้ามเนื้อแข็งแรงจนชุดวอร์มต่อสู้ที่หลวมโพรกดูตึงเล็กน้อย ยืนอยู่ตรงกลาง
“วิชาการต่อสู้สนามจริงในวันนี้ จะเป็การทวนเนื้อหาของศิลปะการต่อสู้พื้นฐานที่สอนทุกคนไปคราวก่อน…”
คุณครูสอนวิชาการต่อสู้สนามจริงชื่อจงเจิ้นกั๋ว เป็นักสู้ระดับสองอย่างเป็ทางการ ว่ากันว่าเคยลงสนามรบและเคยเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดมาแล้ว
รอยแผลเป็ขนาดใหญ่บนแขนขวาที่จงเจิ้นกั๋วตั้งใจเปิดเผย คือหลักฐานที่ดีที่สุด
นี่คือสิ่งที่เขามั่นใจมากที่สุด เคยคุยโวโอ้อวดกับนักเรียนในชั้นเรียนหลายครั้ง
จากนั้นจงเจิ้นกั๋วก็เริ่มอธิบายอย่างเป็ทางการเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ทักษะการต่อสู้ต่างๆ และยังเรียกนักเรียนชายคนหนึ่งขึ้นมาเป็คู่ฝึกสาธิตให้เขาด้วย
ในสายตาของลู่เซิ่ง ทักษะการต่อสู้ที่จงเจิ้นกั๋วสอนนั้นธรรมดาและตื้นเขิน เขาสามารถดูดซับทักษะขั้นสูงกว่านี้ได้มากมายจากความทรงจำในความฝัน
“เรียกหยางอี้เฟยทุกที ให้โอกาสคนธรรมดาบ้างไม่ได้เหรอ? ให้ตายสิ!”
ลู่เซิ่งได้ยินหลิวฉี่ิบ่นเสียงดังด้วยความอิจฉาอยู่ข้างๆ
เขาจึงสังเกตว่า นักเรียนชายที่ถูกจงเจิ้นกั๋วเรียกขึ้นมาเพื่อสาธิตศิลปะการต่อสู้ด้วยกันนั้น
ชื่อของชายคนนั้นคือหยางอี้เฟย ครอบครัวของเขามีฐานะดี ผลการเรียนศิลปะการต่อสู้อยู่ในอันดับต้นๆ ของรุ่น แถมยังมีรูปร่างหน้าตาดี ทำให้เขามีชื่อเสียงในโรงเรียนพอสมควร
ตอนนี้ หยางอี้เฟยสวมชุดชุดวอร์มสีขาว กำลังต่อสู้กับจงเจิ้นกั๋วอย่างคล่องแคล่ว ทำให้เหล่าเด็กผู้หญิงที่อยู่ด้านล่างต่างพากันตาเป็ประกาย
“ถึงให้นายมีโอกาส นายก็คว้ามันไว้ไม่ได้หรอก ต่อให้ผ่อนแรงแล้ว หมัดของครูจงก็ไม่ใช่ใครจะรับได้ง่ายๆ”
ลู่เซิ่งเหลือบมองหลิวฉี่ิแล้วพูดอย่างเฉยเมย
หลิวฉี่ิหน้าแดงก่ำ พึมพำว่า “ก็ใครใช้ให้หยางอี้เฟยมีฐานะดี กินยาบำรุงเป็อาหาร ได้ยินว่าค่าพลังชีวิตใกล้จะ 1.2 แล้ว…”
ท่าทางไม่พอใจของหลิวฉี่ิ ราวกับว่าถ้าเขาได้รับการเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมเดียวกันกับหยางอี้เฟย เขาจะทำได้ดีกว่าหยางอี้เฟยอย่างแน่นอน
ลู่เซิ่งไม่ได้พูดอะไรกับเขาอีก เพียงแต่มองดูการสาธิตของจงเจิ้นกั๋วและหยางอี้เฟยอย่างใจเย็น
ภายนอกดูเหมือนกำลังตั้งใจฟัง แต่ในความเป็จริง ลู่เซิ่งกำลังครุ่นคิดถึงเื่ทุนการศึกษาอยู่ในหัว
ควรบอกเื่นี้กับครูเมื่อไร และวิธีไหนดี...
“เอาละ สาธิตกันพอสมควรแล้ว ต่อไปจะเรียกนักเรียนสองคนขึ้นมาสู้กัน ครูจะให้คำแนะนำเป็รายบุคคล”
จงเจิ้นกั๋วจบการสาธิต แล้วโบกมือเรียกหยางอี้เฟยที่อยู่ข้างๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก “หยางอี้เฟย ไม่ต้องลงไปแล้ว หาใครมาซ้อมด้วยกันอีกคน”
“ครับ”
สีหน้าของหยางอี้เฟยเป็ปกติ ราวกับว่าเขาคุ้นเคยกับสิทธิพิเศษเช่นนี้เป็อย่างดี
“มีนักเรียนคนไหนอยากจะขึ้นมาสู้กับหยางอี้เฟยบ้างไหม?”
จงเจิ้นกั๋วถามเสียงดัง สายตาของเขากวาดไปทั่ว เมื่อสายตาของเขาเคลื่อนผ่านไป นักเรียนที่อยู่ด้านล่างต่างก็หลบสายตา
“ไม่มีใครเลยเหรอ?”
จงเจิ้นกั๋วขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจ
ทุกครั้งที่พูดถึงการฝึกต่อสู้สนามจริง นักเรียนเหล่านี้ก็จะขี้ขลาดตาขาว เหมือนนกกระจอกเทศ อยากจะเอาหัวมุดดิน เขาจะสอนได้อย่างไรกัน
หลายคนพูดลับหลังว่าเขาลำเอียงต่อนักเรียนหัวกะทิ
คนเหล่านี้ไม่เคยคิดเลยว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ นอกจากนักเรียนหัวกะทิอย่างหยางอี้เฟยแล้ว จะมีใครกล้าออกมาขอรับคำแนะนำจากเขากันบ้าง?
หลายคนชอบบ่นว่าไม่มีโอกาส แต่ไม่เข้าใจว่า โอกาสนั้นได้หลุดลอยไปอย่างเงียบๆ ในการถดถอยครั้งแล้วครั้งเล่าของพวกเขา
สายตาของจงเจิ้นกั๋วกวาดมองนักเรียนทีละคนด้วยความผิดหวัง
ในขณะที่เขากำลังจะสุ่มเรียกใครสักคนขึ้นมา เขาก็สบเข้ากับดวงตาคู่ดำขลับ
“หืม?!”
ดวงตาของจงเจิ้นกั๋วเป็ประกาย เขาเหลือบมองนักเรียนที่ผอมบางและมีแววตาที่สงบนิ่งคนหนึ่ง
ในกลุ่มคนที่กำลังหลบสายตาของเขา กลับมีคนที่กล้าสบตาเขาอย่างตรงไปตรงมา โดดเด่นและแปลกแยกอย่างยิ่ง
“ดี นักเรียนคนนั้น นั่นแหละ ขึ้นมาสู้กับหยางอี้เฟย…”
จงเจิ้นกั๋วชี้ไปที่นักเรียนที่ไม่เหมือนใครคนนั้น แล้วพูดเสียงดัง
“ลู่เซิ่ง ครูจงเรียกนายน่ะ…”
“หืม?!” ลู่เซิ่งดึงสติกลับมาจากความคิด เมื่อรู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจงเจิ้นกั๋วเลือกให้ขึ้นไปสู้กับหยางอี้เฟยเสียแล้ว