เซียนกวีท่องโลกวรรณกรรม (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 51 :เฉินห้าวหลานที่ตกตะลึง

    ตอนที่ 51 :เฉินห้าวหลานที่ตกตะลึง

     

    “.....”

     

    หลินอี้ค่อนข้างงุนงง

     

    ในก่อนหน้านี้

     

    หลี่เหวินโป๋เคยกล่าวเอาไว้มากกว่าหนึ่งครั้งเขาจะเป็นเด็กรับใช้เพียงหนึ่งปีเท่านั้นและเขาจะมิทำเรื่องที่ทำลายศักดิ์ศรีของตนเอง

     

    แต่ตอนนี้...

     

    หลินอี้ไม่ทราบว่าหลี่เหวินโป๋ไปเผชิญเรื่องอันใดมาคาดไม่ถึงว่าเขาจะเปลี่ยนท่าทีต่างไปจากเดิม เขากล่าวยิ้ม ๆ “มิต้องกล่าวออกมาให้มากความลุกขึ้นมาเสีย”

     

    หลี่เหวินโป๋กล่าวเสียงแข็งว่า “หากเจ้าไม่รับคำข้าก็จะมิลุก”

     

    อีกด้านหนึ่ง

     

    ม่านตาของเฉินห้าวหลานหดลง และจ้องเขม็งไปทางหลี่เหวินโป๋“หลี่เหวินโป๋ ความภาคภูมิใจของเจ้าเล่า เจ้าจะยินยอมเป็นเด็กรับใช้ไปชั่วชีวิตให้กับผู้มีที่คุณสมบัติธรรมดาเช่นนี่น่ะหรือ สมองเจ้ากระทบกระเทือนหรือไม่”

     

    นี่คือบุตรแห่งสวรรค์ลำดับที่สามของสำนักศึกษาผิงโจวใช่หรือไม่?

     

    “ข้ามิได้เป็นบ้า”

     

    หลี่เหวินโป๋กล่าวด้วยท่าทีจริงจัง“ความภาคภูมิใจของข้ายามอยู่ต่อหน้าหลินอี้นั้น มิมีค่าแม้แต่อีแปะเดียว”

     

    เฉินห้าวหลานเลิกคิ้วขึ้นรู้สึกสะท้านภายในใจ

     

    เขามิสามารถทนรับภาพเยี่ยงนี้ได้

     

    สุดท้ายอย่างไร หลี่เหวินโป๋ไม่คุกเข่าให้เขาที่เป็นอันดับหนึ่งของสำนักศึกษาแต่กลับสาบานว่าจะขอติดตามหลินอี้ไปชั่วกาลนาน และขอเป็นเด็กรับใช้เขาชั่วชีวิตนี้

     

    กล่าวได้ว่า...เขาไม่อาจทัดเทียมหลินอี้ได้อย่างนั้นหรือ

     

    “เหอะ”

     

    เฉินห้าวหลานแค่นเสียงหัวเราะจ้องมองไปทางหลี่เหวินโป๋ และกล่าวอย่างเยาะเย้ยว่า “พวกสอพลอชั้นต่ำ”

     

    “พูดถึงผู้ใดกัน”

     

    หลี่เหวินโป๋หันหน้าไปถลึงตามองเฉินห้าวหลานแต่ก็คลายอารมณ์อย่างรวดเร็ว และกล่าวอย่างเย้ยหยันว่า “ใช่แล้วศิษย์พี่เฉินคุ้นชินกับการใช้ชีวิตอยู่ดีกินดีภายในเรือนศิษย์สายตรงนี้ มิได้ให้ความสนใจกับเรื่องภายนอกเท่าไหร่จึงไม่ทราบว่าการมีกวีที่ได้สลักจารึกในสำนักศึกษาของเราย่อมเป็นเรื่องปกติ”

     

    “เจ้ากล่าวว่าอะไร”

     

    ฉึบ

     

    เฉินห้าวหลานหันกลับมาโดยพลันจ้องมองไปทางหลี่เหวินโป๋ด้วยอารามตกตะลึง

     

    สำนักศึกษาผิงโจวมีกวีที่ได้สลักจารึกแล้วหรือแล้วจึงได้กลายเป็นสำนักศึกษาหลักแล้วหรือ

     

    ทำไมเขาถึงไม่ทราบกัน

     

    เขามิเคยได้ยินเสียงกระดิ่งวรรณกรรมดังขึ้นมาก่อนเลย

     

    “ข้าบอกว่าในสำนักศึกษาได้มีบทกวีที่ได้สลักจารึกแล้วทั้งยังมิใช่เพียงหนึ่งบท”

     

    หลี่เหวินโป๋มองไปทางเฉินห้าวหลานและกล่าวว่า “อาจเพราะศิษย์พี่เฉินนอนหลับลึกในช่วงกลางวันจึงมิได้ยินเสียงกระดิ่งวรรณกรรม หากจะไม่ทราบก็ถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้”

     

    “ขอบอกกับท่านตามความจริงบทกวีที่ได้สลักจารึกทั้งสองบทนี้ เป็นฝีมือของหลินอี้ทั้งสิ้น”

     

    น้ำเสียงของหลี่เหวินโป๋ดูภูมิใจอยู่ไม่น้อยและมองไปทางเฉินห้าวหลานด้วยท่าทีอวดดี

     

    “อะไรนะ”

     

    เฉินห้าวหลานตกตะลึงอีกคราวสีหน้าเปลี่ยนไปในพลัน “ไม่... ไม่ใช่เพียงหนึ่งบทเท่านั้นหรือ”

     

    กวีที่ได้สลักจารึกอย่างน้อยก็ต้องเป็นกวีระดับทะลวงแดนพรสวรรค์เช่นกัน

     

    โดยหามิได้แม้แต่บทเดียวจากทั่วทั้งจินโจว

     

    แล้วทำไมหลินอี้ถึงประพันธ์ออกมาได้ถึงสองบทกัน

     

    “มิมีทาง”

     

    เฉินห้าวหลานส่ายหน้าพัลวันและกล่าวด้วยท่าทีไร้สติ “มิมีทางเป็นไปได้ คนที่อยู่ในชั้นเบิกเนตรขั้นเก้าจะไปสามารถประพันธ์กวีระดับทะลวงแดนพรสวรรค์ถึงสองบทได้อย่างไรมันมิมีทางเป็นไปได้”

     

    “ในดินแดนจินโจวนี้รูปแบบวรรณกรรมมิได้เป็นที่นิยม มิมีทางกำเนิดบทกวีระดับนั้นขึ้นมาได้”

     

    หลี่เหวินโป๋กล่าวว่า “ไม่ไม่ไม่...มิใช่ทะลวงแดนพรสวรรค์สองบท แต่เป็นทะลวงแดนพรสวรรค์หนึ่งบทกับกู่ก้องแดนพรสวรรค์หนึ่งบท”

     

    กึก

     

    ตึก ตึก

     

    เฉินห้าวหลานทรงตัวไม่อยู่จนผงะถอยหลังไปหลายก้าว ภายในหัวของเขาเกิดความสับสน

     

    ดวงตาของเขาถลึงโต พร้อมกับพูดขึ้นว่า“มิมีทาง ข้ามิเคยได้ยินเสียงสวรรค์เส้นทางวรรณกรรม...กู่ก้องแดนพรสวรรค์จะต้องมีเสียงสวรรค์เส้นทางวรรณกรรม”

     

    เฉินห้าวหลานสะท้านไปทั้งใจ

     

    เสียงสวรรค์เส้นทางวรรณกรรมสามารถฟื้นฟูเหวินกงของเขาได้แต่เขามิเคยได้ยินมาก่อนเลย

     

    เมื่อเห็นท่าทีสิ้นสติของเฉินห้าวหลานหลี่เหวินโป๋ก็รู้สึกโล่งอกอย่างมาก และกล่าวว่า “ศิษย์พี่เฉินอ่านตำรายามค่ำคืนส่วนตอนเช้าก็หลับนอนโดยปิดสัมผัสรับรู้ทั้งหกไว้แล้วจะไปได้ยินเสียงสวรรค์เส้นทางวรรณกรรมได้เยี่ยงไร”

     

    “ข้า...”

     

    เฉินห้าวหลานถึงกับเงียบเสียงลงไปอีกคราวใบหน้าซีดเผือดไปชั่วขณะ

     

    มิผิด

     

    ในกลางวันเขากลัวจะถูกรบกวนจนตื่นจึงได้ปิดสัมผัสการรับรู้ทั้งหกไว้

     

    แต่คาดไม่ถึงว่า...เพราะด้วยเหตุนั้นถึงได้พลาดเสียงสวรรค์เส้นทางวรรณกรรมไป

     

    “เหวินโป๋”

     

    หลินอี้ยกมือขึ้นมาเพื่อบอกไม่ให้หลี่เหวินโป๋กล่าวต่อ

     

    บางสิ่งบางอย่างก็อาจไม่ตรงตามที่หวัง

     

    ไม่แน่ว่าเฉินห้าวหลานที่ทนรับไม่ได้จนเกิดความสะเทือนใจจนเกิดอาการคลั่งขึ้นมา มิต้องคิดถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาในภายหลังเลย

     

    เขาเคยอ่านเจอในตำราสภาวะอาการคลั่งของปัญญาชนหลังจากที่ฝึกวิชาอาคมแล้วไม่เพียงแต่จะเพิ่มระดับความแข็งแกร่งเท่านั้น

     

    แต่จิตสังหารต่างหากที่น่ากลัวที่สุด

     

    สัญชาตญาณที่อยากจะสังหารผู้คนที่อยู่รอบด้าน

     

    “ใช่”

     

    หลี่เหวินโป๋ที่ได้ยินหลินอี้เอ่ยนามของเขาขึ้นมาให้ความรู้สึกสนิทชิดเชื้อ รู้สึกตื่นเต้นจนใบหน้าแดงขึ้นมาและขณะเดียวกันก็ไม่พูดยั่วยุเฉินห้าวหลานอีก

     

    แต่สายตาที่เขามองไปทางเฉินห้าวหลานกลับเต็มไปด้วยความยั่วยุ

     

    ราวกับกำลังกล่าวว่า... อย่างไรล่ะการเป็นเด็กรับใช้ของข้ามีอะไรที่ไม่ดีกัน

     

    “อาจารย์หลิน”

     

    “อาจารย์หลิน”

     

    “อาจารย์หลิน”

     

    ทันใดนั้นก็มีเสียงของบัณฑิตทุกคนดังมาจากด้านนอกของเรือนศิษย์สายตรง บัณฑิตแต่ละคนต่างก็ตะโกนเรียกอาจารย์หลิน และเบียดกันเข้ามาในลานเล็ก

     

    เส้นผมของเฉินห้าวหลานตั้งเด่ขึ้นมาเล็กน้อยดวงตาถลึงโตขึ้นมาในพลัน มองออกไปทางด้านนอกประตูร่างกายสั่นเทาขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้

     

    “พวกเจ้า... ทำ...ทำอันใดกัน”

     

    เสียงเฉินห้าวหลานสั่นเทาเล็กน้อยมองบัณฑิตจากสำนักศึกษาเจ็ดแปดคนที่กำลังเดินเข้ามาด้วยอาการร่างชา

     

    อาจารย์หลินรึ

     

    ทำไมพวกเขาถึงเรียกหลินอี้ว่าอาจารย์หลินกัน

     

    ที่สำคัญหลินอี้ยังเด็กกว่าพวกเขาอีกด้วย

     

    โดยปกติแล้วในกรณีนี้นอกจากว่าพวกเขาจะสัมผัสถึงอะไรบางอย่างได้จากตัวของหลินอี้ถึงได้เรียกขานเยี่ยงนั้น

     

    “ศิษย์พี่เฉิน”

     

    “เป็นศิษย์พี่ห้าวหลานนี่เอง”

     

    บัณฑิตทั้งหมดต่างก็หันไปคำนับเฉินห้าวหลานจากนั้นก็มีบัณฑิตคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาว่า “ศิษย์พี่ห้าวหลานพวกเรามาเพื่อคำนับอาจารย์หลิน หากเป็นการรบกวน ก็โปรดอภัยให้กันด้วย”

     

    หลินอี้ในตอนนี้ค่อนข้างมึนงง

     

    อาจารย์หลินหรือ

     

    เป็นหลี่เหวินโป๋ที่คุกเข่าลงไปรับผิดเป็นคนแรกกล่าวว่ามิได้ปฏิบัติตามหน้าที่ที่เด็กรับใช้พึงกระทำ

     

    มันเพิ่งจะผ่านไปไม่ถึงหนึ่งอึดใจด้วยซ้ำ

     

    บัณฑิตสำนักศึกษาต่างก็วิ่งมาที่นี่ตะโกนเรียกอาจารย์หลิน แต่ละคนมีท่าทีตื่นเต้น นี่ต้องการมาทำอะไรกัน

     

    “ทุกท่าน...”

     

    หลินอี้ที่เพิ่งคิดว่าอยากจะเอ่ยเตือนทุกคนให้สงบลงและอย่าได้ยั่วยุเฉินห้าวหลานอีก

     

    แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้กล่าวจบ

     

    ตึก...

     

    บัณฑิตทุกคนต่างก็ถลกชายเสื้อขึ้นมาจากนั้นก็ลงไปคำนับด้วยการคุกเข่าสามคราวและโขกศีรษะถึงเก้าครั้ง

     

    “อาจารย์หลิน บทกวีสลักป้ายโลหะที่ท่านประพันธ์ขึ้นมาทำให้ข้าได้ตระหนักรู้ถึงเหวินตั่น ท่านโปรดมาเป็นอาจารย์ของข้า”

     

    “อาจารย์หลินท่านโปรดเป็นอาจารย์ของข้า”

     

    “โปรดเป็นอาจารย์ของข้า”

     

    ท่าทางของบัณฑิตทุกคนต่างดูเคร่งขรึมและจริงจังภายในแววตานั้นไร้ความสั่นคลอน มิใช่การประจบหรือการเอาใจเช่นกันแต่เป็นแสดงความเคารพอย่างถึงที่สุด

     

    เดิมทีจิตใจของเฉินห้าวหลานก็ตกอยู่ในความสับสนตอนนี้เมื่อได้ยินบัณฑิตในสำนักศึกษาขานเรียกหลินอี้ว่าอาจารย์หลินเขาก็ชะงักนิ่ง...

     

    “ทำไมถึงได้...”

     

    เฉินห้าวหลานพึมพำเสียงเบาและกล่าวว่า“ทำไมถึงได้มีบทกวีที่ได้สลักป้ายโลหะกัน สมบัติวรรณกรรมขั้นพิภพ...จะต้องได้รับพรจากสมบัติวรรณกรรมขั้นพิภพ หรือว่าหรือว่าเจิ้งจือชิวมอบพู่กันหมาป่าน้ำเงินให้หลินอี้แล้วหรือ”

     

    “กู่ก้องแดนพรสวรรค์...อย่างน้อยบทกวีสลักป้ายโลหะก็ต้องเป็นบทกวีระดับกู่ก้องแดนพรสวรรค์ด้วย”

     

    เฉินห้าวหลานรู้สึกวิงเวียนศีรษะใกล้จะทรงตัวเอาไว้ไม่อยู่แล้ว

     

    เขาหันมองไปทางหลินอี้

     

    สองมือกำหมัดแน่นจนเล็บแทบจะจิกเข้าไปในเนื้อ ฟันขบเข้าหากันแน่น มิมีทางยอมรับเรื่องทั้งหมดนี้ได้

     

    ชายที่เขากล่าวว่ามีคุณสมบัติธรรมดาทั่วไปจะประพันธ์บทกวีเยี่ยงนั้นขึ้นมาได้อย่างไร

     

    การคาดเดาของเขา มิมีทางผิดพลาด

     

    มิมีทางเป็นไปได้

     

    ในขณะเดียวกัน

     

    “รีบลุกขึ้นมา”

     

    หลินอี้เอ่ยปากขึ้นมาอย่างร้อนรนสองมือเข้าประคอง และกล่าวด้วยคิ้วที่ขมวดนิ่ว “ทุกท่านโปรดลุกขึ้นมาโดยเร็ว มีเรื่องเข้าใจผิดอะไรกันใช่หรือไม่ข้ามิได้ประพันธ์บทกวีสลักป้ายโลหะขึ้นมาเสียหน่อย”

     

    ศิษย์ลำดับที่สี่ของสำนักหรือหวังฉุนเงยหน้าขึ้นมาและสบตามองหลินอี้ และกล่าวว่า “บทกวีที่ท่านประพันธ์ขึ้นด้วยพู่กันหมาป่าน้ำเงินถูกท่านคณบดีนำมาสร้างเป็นกวีสลักป้ายโลหะแล้วตอนนี้ได้ถูกแขวนไว้ที่โถงหลักของสำนักศึกษา... พวกข้าได้รับประโยชน์มามากมายตระหนักรู้ถึงเหวินตั่นของปัญญาชนทั้งหมดนี้ต้องขอบพระคุณท่าน ท่านได้โปรดเป็นอาจารย์ของข้าด้วย”

     

    “เป็นอาจารย์ของข้า”

     

    “เป็นอาจารย์ของข้าด้วย”

     

    บัณฑิตทุกคนต่างก็แสดงออกจากก้นบึ้งของหัวใจภายในสายตาของทุกคนเต็มไปด้วยน้ำตาเอ่อคลอ หลังจากสำเร็จการคุกเข่าสามคราว โขกคำนับเก้าครั้งถึงได้ลุกขึ้นมา

     

    ต่างก็โค้งคำนับให้หลินอี้เป็นครั้งสุดท้ายอย่างพร้อมเพรียง

     

    คล้ายกับเรื่องเซียนกวีท่องโลกวรรณกรรม (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน

    จอมยุทธ์ซุปตาร์

    จอมยุทธ์ซุปตาร์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    280K 462
    ย้อนเวลามาทำฟาร์ม

    ย้อนเวลามาทำฟาร์ม

    นิยาย แฟนตาซี
    103K 226
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    นิยาย แฟนตาซี
    312K 292
    ท้าทายดินแดนพระเจ้า

    ท้าทายดินแดนพระเจ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.45M 5206
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.18M 1115