เล่มที่ 3 บทที่ 20
เล้งซุนกล่าวออกมาเสียงดังฟังชัดก่อนจะเดินเข้ามาหาหยางอี้ มองสำรวจชายหนุ่มอีกครั้งแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “เป็นเกียรติมากที่ได้ประลองฝีมือกับนักสู้เช่นเจ้า”เล้งซุนกล่าวออกมาอย่างภาคภูมิ ก่อนจะหันหน้าไปกล่าวกับผู้อาวุโสหัวล้านที่ดูแลการประลอง“ผู้อาวุโส ข้าขอใช้สิทธิ์ทดสอบของอันดับที่หนึ่งในตอนนี้เพื่อเข้าทดสอบ ส่วนตำแหน่งอันดับหนึ่งก็ให้เจ้าหนูนี่ไปแล้วกัน”ผู้อาวุโสพยักหน้าตกลงรับคำ เล้งซุนนั้นหันมามองหยางอี้อีกครั้งก่อนจะหมุนตัวจากไป ทว่าเสียงแหลมใสกลับดังขึ้นมาก่อน“นี่ท่าน ใช้กำลังรังแกกันถึงเพียงนี้ไม่ละอายบ้างหรือไง”อี้เสวียชิงไม่พอใจเป็นอย่างมาก ที่เล้งซุนใช้กำเต็มที่ทำให้หยางอี้บาดเจ็บ เล้งซุนเองก็คิ้วกระตุกเล็กน้อย เขาเองก็ละอายอยู่บ้างทั้งที่กล่าวไว้ว่าจะจำกัดพลังอยู่ในระดับที่ 2 เท่ากับหยางอี้แต่การปะทะครั้งสุดท้ายกลับถูกบรรยากาศในการต่อสู้ดึงเข้าไปจนลืมตัวเผลอใช้พลังจนถึงขีดสุด โชคดีที่ใช้เพียงกายาทมิฬขั้นที่ 2 หากใช้ไปถึงขั้นที่ 3 ตอนนี้ก็ไม่รู้แล้วว่าหยางอี้จะเป็นเช่นไร แต่หากคิดกลับกันนี่ขนาดใช้ออกด้วยกำลังเช่นนี้แม้หยางอี้จะบาดเจ็บแต่เขาเองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน หากเขาจำกัดพลังไว้แล้วละก็ตอนนี้ฝ่ายที่นอนกระอักเลือดอยู่บนพื้นคงจะเปลี่ยนเป็นเขามิใช่เจ้าหนูนั่นเล้งซุนกล่าวออกมาโดยมิหันกลับมา หากมีใครอยู่ด้านหน้าคงจะเห็นว่าใบหน้าซีดเหลืองนั่นเรื่มจะมีสีแดงจางๆออกมา“เฮอะ แม่สาวน้อยเช่นเจ้าจะเข้าใจอะไร แค่กๆ ใช่แล้วมันคือการต่อสู้ของลูกผู้ชาย ข้าไม่อาจยั้งมือไว้ได้ มันคือการไม่ให้เกียรติเจ้าหนูนั่น!”กล่าวจบเขาก็เดินจากไป ให้เกียรติกับผีสิ อี้เสวี่ยชิงได้แต่ทำหน้ามุ่ย ใครฟังดูก็รู้ว่าแถออกมาชัดๆ นั่นไม่ใช่เพราะเจ้าลืมตัวจนเผลอใช้พลังออกมาเต็มที่เรอะ!หยางอี้เพียงยิ้มออกมามิได้กล่าวอะไร ก่อนที่อี้เสวี่ยชิงจะนำยาลมปราณออกมาให้กินเม็ดหนึ่งเพื่อฟื้นฟูแล้วจึงประคองชายหนุ่มกลับเรือนไปเพื่อพักฟื้น เมื่อหมดเรื่องก็ต้องรอถึงช่วงเย็นจึงจะสามารถเปลี่ยนเรือนตามที่ชิงอันดับมาได้ แน่นอนว่าเรือนแต่ละหลังจะมีหินลมปราณอยู่จำนวนไม่เท่ากัน ยิ่งอันดับสูงก็ยิ่งมีจำนวนมาก ความหนาแน่นของลมปราณภายในเรือนนั้นเทียบไม่ได้กับด้านนอกเลยแม้แต่น้อย เช่นเดียวกับตอนที่เล้งซุนเปิดประตูออกมาแล้วมีพลังปราณหนาแน่นทะลักออกมานั่นคือพลังปราณที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากหินลมปราณที่ทางสำนักใช้เพื่อฟูมฟักเหล่าศิษย์เมื่อหมดเรื่องต่างคนต่างแยกย้าย หยางอี้นั่งฟื้นฟูลมปราณภายในเรือนไม้อย่างช้าๆ ตอนนี้ไม่สะดวกนักที่จะเข้าไปภายในมิติ ผ่านไป 2 ชั่วยามกำลังของชายหนุ่มจึงกลับมาครบสมบูรณ์เช่นดังเดิม“เฮ้ เจ้าหนูรีบเข้ามาเร็ว”ภายในห้วงความคิดของหยางอี้ เสียงแหลมเล็กของเสี่ยวเฮยดังขึ้น จึงทำให้หยางอี้ออกจากสมาธิ แม้จะแปลกใจแต่ชายหนุ่มก็รีบเข้าไปในทันทีมองไปที่เตาหลอมโบราณ หยางอี้พบว่าเสี่ยวเฮยกำลังจ้องมองมันด้วยดวงตาเป็นประกาย“เจ้าหนู ครั้งนี้เจ้าได้ของดีเข้าแล้ว ฮ่าๆ ข้าเองยังคิดไม่ถึงเลยว่ามันจะคือสิ่งนั้น”“สิ่งนั้น?”“ฮี่ๆ นี่มันไม่ใช่เตาหลอมโอสถหรอก แม้จะสามารถกลั่นโอสถได้เช่นกันทว่าความจริงมันคือหม้อจิตวิญญาณ ในอดีตมีเอลฟ์ผู้หนึ่งที่หลงใหลในศาสตร์มืด เขาใช้วิธีการทดลองต่างๆนานาเพื่อให้บรรลุในศาสตร์แห่งวิญญาณ ภายหลังการกระทำของเขาไม่เป็นที่ยอมรับของเผ่าเอลฟ์เขาจึงถูกตราหน้าว่าเป็นพวกนอกรีต และถูกเนรเทศออกจากเผ่า ทว่าภายหลังด้วยความมุ่งมั่นเขาจึงค้นพบหนทางและได้สร้างหม้อจิตวิญญาณใบนี้ขึ้นมา ในตำนานกล่าวไว้ว่าหม้อใบนี้ได้หลอมรวมเอาวิญญาณของเผ่าเอลฟ์หลายหมื่นดวงเพื่อกลั่นตัวมันเองจนออกมาอยู่ในสภาพนี้ และผู้ที่สร้างหม้อใบนี้ขึ้นมาไม่คาดคิดมาก่อนว่าหม้อใบนี้สามารถกลั่นดวงวิญญาณของสิ่งมีชีวิตให้ออกมาอยู่ในรูปแบบผลึกพลังงานได้ ในโลกใบนี้ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือเผ่าพันธ์ุอื่นๆเมื่อสิ้นลมหายใจแล้ว ดวงวิญญาณจะหวนคืนสู่สังสารวัฏ นอกเสียจากจะเป็นพวกดวงวิญญาณร้ายหรือดวงวิญญาณที่ยังคงมีพันธะอยู่ แต่หากดวงวิญญาณเหล่านั้นถูกกลั่นด้วยหม้อจิตวิญญาณใบนี้... ดวงวิญญาณเหล่านั้นจะแตกสลายไปตลอดกาลและถูกหลอมหลวมให้กลายเป็นผลึกแหล่งพลังงาน ”หยางอี้ที่ฟังไปแล้วคิดตามก็คาดการณ์ได้ทันทีว่าหม้อใบนี้เป็นสิ่งชั่วร้ายแน่นอน ถึงแม้หยางอี้อาจเรียกตัวเองได้ว่าโหดเหี้ยมแต่ความโหดเหี้ยมนั้นแตกต่างกับคำว่าชั่วร้าย ชายหนุ่มแน่นอนว่าไม่คิดจะใช้หม้อใบนี้เสี่ยวเฮยอยู่กับหยางอี้มาหลายปีแน่นอนว่าย่อมรู้นิสัยใจคอชายหนุ่ม เพียงเห็นท่าทีของหยางอี้เขาก็หัวเราะออกมาก่อนจะกล่าวต่อ“แน่นอนว่าหม้อใบนี้นั้นเคยเป็นสิ่งชั่วร้าย ทว่าในอดีตนั้นหลังจากเผ่าพันธ์ุเอลฟ์เกือบจะสูญสิ้น ชายผู้นั้นกลับเสียใจอย่างมากเมื่อพบว่าตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้เผ่าพันธ์ุล้มตายกันเป็นจำนวนมาก และที่สำคัญดวงวิญญาณเหล่านั้นของเพื่อนพ้องญาติมิตรยังต้องดับสูญ ดังนั้นเขาจึงใช้ความรู้ทั้งหมดในการดัดแปลงแก้ไขและใช้ดวงวิญญาณของตัวเองสังเวยเพื่อผนึกหม้อจิตวิญญาณใบนี้เอาไว้”เสี่ยวเฮยหยุดพูดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ “ความสามารถของหม้อใบนี้ไม่มีใครรู้แน่ชัดหลังจากที่มันถูกดัดแปลงครั้งสุดท้าย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้ามั่นใจแน่นอนคือมันสามารถกลั่นดวงจิตสัตว์อสูรได้”หยางอี้ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที แน่นอนว่าดวงจิตสัตว์อสูรคือหนึ่งในสองสิ่งที่ชายหนุ่มต้องการเพื่อหลอมดาบขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แต่คำพูดต่อมาของเสี่ยวเฮยนั้นกลับทำให้ใบหน้าเขาหมองหม่นขึ้นมาทันที“แต่ว่าน่าเสียดายที่เจ้านั่นผนึกมันไว้ด้วยเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์เก้าชนิด และมันมิใช่เรื่องง่ายที่จะตามหาเปลวเพลิงพวกนี้”“เปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์?”“เอาเถอะ อย่าเพิ่งไปคิดเรื่องพวกนั้น ตอนนี้หลังจากที่ข้าตรวจสอบแล้ว หากเพียงแค่ใช้หลอมโอสถเจ้าสามารถทำได้ตามสบาย การที่มันมีอาการสั่นนั้นเพียงแค่ผลข้างเคียงจากการถูกผนึกเท่านั้น ต่อให้เจ้าอัดพลังจนหมดร่างมันก็ยังไม่มีแม้รอยขีดข่วนแน่นอน”หยางอี้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เดิมทีชายหนุ่มคิดว่าหม้อใบนี้จะไม่สามารถใช้งานได้เสียแล้ว 3000 แต้มที่เสียไปก็ยังนับว่าคุ้มค่า“เอาล่ะเจ้าหนู ข้าเหนื่อยมากในช่วงที่ผ่านมา ข้าจะพักสักเล็กน้อย 10 วันหลังจากนี้หากเจ้าสามารถควบคุมเปลวไฟตามที่ข้าให้ฝึกได้ถึง 7 ใน10 ส่วน ข้าจะพาเจ้าไปหาดวงจิตอสูรตามที่สัญญาไว้ แต่หากไม่....”เจ้างูน้อยหรี่ตาหันมามองหยางอี้วางท่าราวกับเป็นปรมาจารย์ ด้วยภาพนี้ทำให้หยางอี้ต้องพยายามกลั้นหัวเราะเต็มที่ก่อนจะกล่าวออกไปอย่างหนักแน่น“แน่นอน ข้าจะทำมันให้สำเร็จ เจ้าวางใจได้เลย”เสี่ยวเฮยตากระตุกคราหนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาแล้วหายลับไปยังส่วนลึกของมิติ ยิ่งอยู่นานหยางอี้ยิ่งหมดความเคารพที่มีต่อเขาเช่นเมื่อก่อน ทว่าจะโทษใครก็ไม่ได้ตัวเขาเองก็ไม่คิดเช่นกันว่าเมื่อออกมาจากห้วงมิติแล้วจะตัวหดกลายเป็นเพิ่งฟักออกจากไข่แบบนี้หยางอี้จัดเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างเรียบร้อยก็เริ่มฝึกทันที ก่อนจะออกไปครั้งก่อนเขาทำได้เพียง 4 ใน 10 ส่วน 1000 แผ่นสำเร็จเพียง 400 แผ่น ดังนั้นการจะเพิ่มอัตราความสำเร็จอีก 3 ส่วนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สุดท้ายชายหนุ่มก็ต้องชมกู่เทียนชางในใจอีกครั้ง อาจารย์ของเขานับว่าเป็นสุดยอดในด้านนี้โดยแท้ ทักษะซ่อนจันทร์ดับดารานั้นถือว่าครอบคลุมแทบจะทุกด้านของผู้ที่ต้องการเป็นปรมาจารย์โอสถจริงๆ ด้วยประโยชน์มากมายเช่นนี้ทำให้หยางอี้อดซาบซึ้งไม่ได้ที่กู่เทียนชางถ่ายทอดให้เขาตั้งแต่ครั้งแรกที่จากกันหยางอี้เลิกคิดเรื่องนี้เพื่อจะเริ่มฝึกฝน แต่ชั่วขณะเหมือนสิ่งที่ลืมไปกลับแว่บเข้ามา ดวงตาชายหนุ่มเผยแววอาฆาตเล็กน้อย ก่อนจะหายไปที่ผ่านมามีเพียงแมลงตัวจ้อยที่เข้ามารบกวนจึงทำให้หยางอี้หลงลืมไปบ้าง แต่ว่าหากปล่อยตัวแม่ไว้แมลงตัวน้อยเหล่านี้ก็จะเข้ามาไม่หยุดหย่อน“ครั้งหน้าคงได้เวลาจบเรื่องน่ารำคาญพวกนี้แล้ว เฉินซิ!”