ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๘๐ การศึกไม่หน่ายอุบาย (re-edition)

            ณ เนินเขาสูงแห่งหนึ่งตั้งอยู่ชายขอบป่าบรรพกาลรอบเขามหากัสสปะ ที่แห่งนี้อยู่ห่างจากเมืองนพรัตน์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือราวห้าโยชน์

            กองทหารกว่าสามพันนายซ่อนตัวอย่างสงบเงียบ .. 'หงส์คำรน' หน่วยรบพิเศษกองกำลังส่วนตัวของเจ้านพเทพราชันแคว้นมัธยะปุรา พวกมันกำลังรอสัญญาณให้เริ่มปฏิบัติการอย่างจดจ่อ

            สี่บุรุษยืนอยู่บนเนินเขาสูงลูกนั้น ลมภูเขากระโชกรุนแรงจนเสื้อผ้าของพวกมันพัดกระพือ ทั้งหมดหันหน้ามองไปยังทิวเขาฝั่งด้านเมืองนพรัตน์

            แสงจันทร์ส่องเห็นบุรุษที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด อายุราวสี่สิบเศษมีรูปร่างสูงโปร่งใบหน้าเกลี้ยงเกลา ดวงตาทั้งสองเฉียบคมดังสุนัขป่า บุรุษผู้นี้คือ 'เจ้านพฤทธิ์' .. หรือ 'เจ้านพเทพมหาจักราที่สิบแปด' ราชาแคว้นมัธยะปุราองค์ปัจจุบัน ..

            เจ้านพฤทธิ์แต่งกายด้วยชุดศึกเต็มยศมองดูดังเทพสงครามอันเกรียงไกร .. บนศีรษะประดับด้วยมงกุฎมีอัญมณีวิบวับ ทั้งตัวและแขนขาสวมเกราะอ่อนทำด้วยเกล็ดมังกรสีทองส่งแสงระยับ ยังคลุมด้วยชุดคลุมสีแดงเข้มที่กำลังถูกลมภูเขาสะบัดพลิ้ว

            ที่ด้านหลังยืนไว้ด้วยบุรุษอีกสามคน รูปร่างสูงใหญ่ท่าทางอาจหาญแต่งกายดังแม่ทัพผู้บัญชาการ หนึ่งคือ 'ขุนอิทรพิชิต' รั้งตำแหน่งสมุหกลาโหมแห่งแคว้นมัธยะปุรา

            อีกหนึ่งคือ 'หลวงพิชะยุทธ์' ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษ 'หงส์คำรน' มันผู้นี้อายุสามสิบหกปีรูปกายสูงใหญ่ ดวงตากลมโตไว้หนวดเครารกครึ้มร่างกายแผ่พลังปราณอันลึกล้ำ

            และคนสุดท้ายคือ 'หลวงพิทักษ์ราชา' ผู้บัญชาการหน่วยราชองครักษ์ 'หงส์ทอง' องครักษ์ประจำองค์เจ้านพฤทธิ์ มันผู้นี้อายุเพียงสามสิบ มีรูปร่างสูงปราดเปรียว ไว้หนวดเคราหล่อมแหล่มดวงตาแน่นิ่งมั่นคงท่าร่างสงบนิ่ง

            เจ้านพฤทธิ์หวนนึกถึงช่วงเวลาอันอดสูที่ต้องหลบหนีออกจากนครหลวงเมื่อหลายปีก่อน มันกล่าวด้วยแววตาแข็งกร้าวว่า ".. ใกล้ถึงเวลาทวงคืนเมืองนพรัตน์แล้ว ฮึ ฮึ"

            ขุนอินทร์กล่าวด้วยท่าทางอันนอบน้อม "องค์เจ้าหลวงมิควรเสด็จไปด้วยองค์เอง .. ให้เป็นหน้าที่ของเหล่าบริวารเถิด .."

            เจ้านพฤทธิ์ยังยืนมองไปยังเบื้องหน้า กล่าวว่า "ท่านขุนพลมิต้องเกลี้ยกล่อมข้าแล้ว .."

            ขุนอินทร์ยังไม่ละความพยายาม มันกล่าว "แต่ .. การศึกครั้งนี้อันตรายสุ่มเสี่ยงเกินไป .. ข้าพเจ้า ..." มันหยุดกล่าวโดยกะทันหัน

            เนื่องเพราะเจ้านพฤทธิ์หันกลับมาแสดงท่าทางให้มันหยุดวาจา แล้วกล่าวว่า "ข้าตั้งใจเป็นแน่วแน่ .. ว่าต้องนำสองบาทานี้กลับไปเหยียบบนผืนแผ่นดินของข้า .."

            เจ้านพฤทธิ์กล่าวต่อ ".. ต้องประกาศศักดิ์ดาอานุภาพแห่งเรา .." แววตาของมันฉายประกาย ".. เจ้าพวกการีย์ .. คราวนี้ต้องมากราบแทบบาทาข้า .. ฮา ฮา"

            ทันใดนั้น .. ที่หลังขุนเขาเบื้องหน้ามีการเปลี่ยนแปลง .. บังเกิดแสงสว่างเคลื่อนไหวอยู่ไกลลิบ .. ที่ภูเขาห่างไปกว่าสามโยชน์มีสัญญาณโคมไฟหลายดวงถูกจุดขึ้นคล้ายสัญญาณสื่อสารบางอย่าง ..

            หลวงพิชะยุทธ์ตาเป็นประกายประสานสองมือกล่าวรายงาน ".. ทัพจากเมืองบริวารทั้งสี่ .. กระชับวงล้อมเข้าหากำแพงเมืองนครนพรัตน์แล้ว .. พระเจ้าค่า .."

            เจ้านพฤทธิ์หัวเราะอย่าสะใจ "ฮา ฮา ฮ่า .. ดี .. ดีมาก .." มันยกมือขวากำเป็นหมัดแน่น ".. รอเพียงสิ่งนั้นเกิดขึ้น .. เราจะเคลื่อนทัพในบัดดล .. ฮ่า ฮ่า .."

            หลวงพิทักษ์ราชากล่าว "องค์เจ้าหลวง .. พระบารมียิ่งใหญ่ไพศาล .. เจ้าพวกการีย์ต้องพินาทเป็นแน่นอน .. พระเจ้าค่า .."

            เจ้านพฤทธิ์ถูกขุนศึกคู่ใจชะเลียร์จนตัวลอย มันหัวเราะอย่างเบิกบาน ".. ดี .. ดีมาก .. ฮา ฮา ฮ่า"

            ฮ่า ฮ่า ฮ่า .. เสียงหัวเราะของเจ้านพฤทธิ์ลอยไปตามสายลม หลวงพิชะยุทธ์และหลวงพิทักษ์ราชาก็กระหยิ่มหัวเราะตาม แต่ขุนอินทร์กลับเงียบขรึมสีหน้าแสดงถึงความกังวล

            เจ้านพฤทธิ์สังเกตเห็นอาการของขุนอินทร์จึงกล่าวขึ้นว่า "ท่านขุนพล .. ดูเหมือนท่านมีความในใจ .." หลวงพิชะยุทธ์และหลวงพิทักษ์ราชาก็หันมามองอย่างสนใจ

            ขุนอินทร์กล่าวด้วยเสียงอันหนักอึ้ง "ผลการศึกในครานี้ .. ขึ้นอยู่กับปฏิบัติการที่ปราสาทหงส์ทะยาน .."

            หลวงพิชะยุทธ์กล่าว "ท่านขุนพลกังวลเกินไปหรือไม่ .. ถึงแม้ปฏิบัติการที่ปราสาทหงส์ทะยานไม่ประสพผล .. เพียงแค่ทัพเราล้อมเมืองไว้ ในไม่ช้าเราต้องชิงเมืองคืนมาได้ .."

            หลวงพิทักษ์ราชากล่าวเสริม "ถูกต้อง .. ด้วยทัพเรือนแสนของเรา .. และทัพห้าหมื่นจากอโยธยา .. ภายในครึ่งเดือนต้องตีคืนเมืองราชธานีกลับมาได้เป็นแน่นอน .."

            ขุนอินทร์ทำท่าครุ่นคิดกล่าวต่อ "หากไม่มีสัญญาณจากปราสาทหงส์ทะยาน .. ให้ถอยทัพกลับในทันใด .." มันประสานมือก้มลงอย่างนอบน้อม ".. หรืออย่างน้อยให้องค์เจ้าหลวงบัญชาการจากแนวหลัง .. ขอทรงพิจารณาด้วย .. พระเจ้าคะ .."

            หลวงพิชะยุทธ์และหลวงพิทักษ์ราชาแสดงท่าทางไม่เห็นด้วยกับขุนอินทร์ .. แต่มันยังไม่กล้าโต้แย้งกับสมุหกลาโหมผู้นี้

            เจ้านพฤทธิ์ยังไม่ตอบคำกลับแหงนหน้ามองท้องฟ้าทางฝั่งทิศเหนือ มันจ้องมองดวงดาวที่อยู่เคียงข้างดาวเหนือดวงหนึ่ง ดวงดาวนั้นกำลังส่งแสงระยิบระยับ ปากกล่าวว่า "ดวงดาวประจำมัธยาเริ่มส่งแสงประกายอีกครั้งแล้ว ท่านเห็นหรือไม่ .."

            ขุนศึกทั้งสามแหงนหน้ามองตาม เจ้านพฤทธิ์กล่าวต่อ "มัธยะปุราต้องกลับมาเจิดจำรัสอีกครั้ง .."

            เจ้านพฤทธิ์หันกลับมากล่าวกับขุนอินทร์ว่า "ข้าเข้าใจท่าน .. แต่โอกาสที่ปิดล้อมเมืองนพรัตน์ได้เช่นนี้ .. มิใช่เกิดขึ้นโดยง่าย .. การศึกครั้งนี้ต้องนำความรุ่งเรืองกลับมาสู่เรา .."

            เจ้านพฤทธิ์เดินเข้ามาพร้อมจ้องมองดวงตาของขุนอินทร์ แล้วกล่าวตอบ ".. ถึงจะสูญเสียไปบ้าง .. แต่ก็คุ้มค่า .. มิใช่หรือ .."

            ดวงดาวนั้นลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าส่งแสงวิบวับค่อยๆ ทวีความสุกใส แต่ประกายแสงที่ส่งออกมองเห็นสีแดงระเรื่อมองดูคล้าย .. สีของโลหิต ..

             

            .. ที่ปราสาทหงส์ทะยาน

            ซากภูตทมิฬนอนเกลื่อนเต็มพื้น ส่วนที่ยังเหลืออยู่ต่างตั้งท่าคุมเชิงไม่ยอมจู่โจมเข้ามา .. โทสะของอุทัยระอุคั่งแค้นทำพลังปราณพลุ่งพล่านระเบิดเป็นระลอก .. เปลี่ยนสลับบัดเดี๋ยวเป็นสีทอง .. บัดเดี๋ยวเป็นสีดำทะมึน

            พันสุธากระอักโลหิตสมองครุ่นคิดไม่รู้เด็กหนุ่มเบื้องหน้าเป็นตัวอันใด มันละล่ำละลักกล่าวว่า "ตราหยกนั้นมิได้มีไว้เปิดเส้นทางลับใต้เมืองราชวัง .." เสียงของมันสั่นเครือกล่าวต่อ ".. ตะ ตะ แต่ใช้เปิดเวทมนตร์ .. หะ .. หะ .. หงส์สวรรค์ชำระบาป' .."

            "หงส์สวรรค์ชำระบาป .." อุทัยแยกเขี้ยวทวนคำด้วยความฉงน .. สิ่งที่พันสุธากล่าวคือสิ่งใดกัน

            พันสุธากล่าวต่อ "คะ .. คือ .. เวทมนตร์โบราณ .. กล่าวว่าหากถูกเปิดออกผู้คนภายในเมืองนี้จะถูกสังหารจนหมดสิ้น .. เจ้าก็ต้องตายเช่นกัน .. อั๊กกก" แล้วจึงพ่นโลหิตคำโตออกมา ดูท่ามันคงได้รับบาดเจ็บอยู่ไม่น้อย

            อุทัยหันไปมองพันวายุที่นิ่งเงียบราวยอมรับเรื่องราว .. ดูเหมือนทั้งสองมิได้โป้ปดอุทัย ..

            ฮ่า ฮ่า ฮ่า .. อุทัยหัวเราะปากเบ้ราวคนวิกลจริต "นอกจากสังหารบิดามารดาข้าแล้ว .. ยังหลอกข้ามาตาย ฮา ฮา ฮา" เสียงของมันดังก้องไปทั่วทั้งวิหาร

            อุทัยสบถด่า "เจ้าพวกบัดซบ .. เอ๊ยยย ..” มันสำนึกอดสูในความโง่เง่าของตนเองที่ถูกทั้งสองหลอกซ้ำซาก พลังปราณปะทุออกจากร่างกายอย่างรุนแรงโลหิตเข้มข้นไหลย้อยออกจากจมูก

            อ๊ากกกก !!! เสียงร้องด้วยความอัดอั้นของอุทัย .. จุดชีพจรและเส้นชีพจรเกลียวปราณ 'อรุณโรจน์' และปราณ 'อสูรบรรพกาล' ยืดขยายออกทำอุทัยรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง

            .. แต่แล้ว .. เปรี๊ยงงงง !!!

            .. พลังปราณสีชมพูกระจ่างใสระเบิดออกมาแทนที่ ลวดลายยันต์อักขระตามร่างกายแปรเปลี่ยนเป็นสีพลอยชมพูเรืองใสระยับ

            .. ปราณ 'เทวะจริงแท้' พลังเทวะบรรพกาลอันบริสุทธิ์ พลังปราณชุ่มชื่นสดใสแผ่กระจายไปทั่วร่างกาย .. จุดชีพจรและเส้นชีพจรเกลียวปราณ 'เทวะจริงแท้' ยืดขยายพองออกเช่นกัน

            .. พลังปราณที่เป็นต้นกำเนิดแห่งชีวิตได้ปรับสมดุลพลังทั้งสามชนิดให้แก่อุทัย .. มันรู้สึกสบายตัวขึ้น .. แต่โทสะและใบหน้าท่าทางดุร้ายดังมารอสูรนั่นยังอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

            เมื่อรั้งสติกลับมาได้ อุทัยหอบหนักๆ กล่าวถามว่า ".. แน่ใจหรือว่าเวทมนตร์โบราณนั้นยังใช้ได้จริง .."

            พันวายุกล่าวเสียงสั่น "นะ .. นั่นคือตำนาน .. ตั้งแต่ก่อตั้งแคว้นยังมีใครกล้าเปิดใช้มา .. กะ .. ก่อน" .. มิรู้เป็นคราวเคราะห์หรือวาสนาของแคว้นมัธยะปุรา .. ที่มันได้ชักนำบุคคลท่าทางดังมารอสูรผู้นี้มาร่วมปฏิบัติการ

            เป็นดังที่ 'ซิงซิง' สตรีปักษาวารีตั้งข้อสังเกต นางเคยกล่าวไว้ว่าการศึกครั้งนี้มิเห็นหนทางชนะของแคว้นมัธยะปุรา เพียงเป็นการนำผู้คนมาตายมากมายเพียงเท่านั้น

            แต่นั่นยังไม่นับรวมเวทมนตร์ 'หงส์สวรรค์ชำระบาป' .. ตามตำนานกล่าวว่าเวทมนตร์นี้ที่ถูกสร้างพร้อมกับเมืองราชวังเมื่อหลายพันปีก่อน ผู้ก่อตั้งราชวงศ์นพเทพได้บรรจุไว้ในปราสาทหงส์ทะยานตรงกึ่งกลางของเมืองพอดี เวทมนตร์มีอานุภาพแห่งพลัง 'หงส์นภา' สัตว์เทวะของเทพผู้สร้าง สามารถทำลายกายเนื้อของสิ่งมีชีวิตภายในเมืองนพรัตน์จนสูญสิ้น

            หากทัพมหาการีย์แสนนายต้องหายสาบสูญไปเพียงชั่วข้ามคืน สมดุลของทหารทั้งสองแคว้นต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ .. ทัพมหาการีย์จะสูญเสียอย่างรุนแรง ถึงแม้กองทัพยังคงเหลืออีกมหาศาลแต่ก็ไม่เพียงพอให้ยึดครองแคว้นอื่นอีกต่อไป .. นั้นต้องใช้เวลาเป็นสิบๆ ปีจึงจะฟื้นฟูได้ดังเดิม

            ส่วนทัพมัธยาจะไม่สูญเสียแม้แต่น้อย .. และยังได้เมืองนพรัตน์กลับคืนมาอย่างสะดวกดาย

            นั่นคืออุบายศึกของเจ้านพฤทธิ์และขุนอินทรพิทักษ์ .. ใช้ทหารเกือบทั้งหมดตีเมืองบริวารทำการล้อมเมืองนพรัตน์อย่างฉับพลัน .. ล่อลวงให้กำลังทหารของมหาการีย์กลับมามุ่งรักษาเมืองนพรัตน์เอาไว้ .. แล้วจึงกำจัดพวกมันด้วยเวทมนตร์ 'หงส์สวรรค์ชำระบาป' ในคราวเดียว

            แต่ทางมหาการีย์วางไส้ศึกเอาไว้ทำให้ล่วงรู้แผนการ จึงออกอุบายปล่อยให้ทัพมัธยะปุราล้อมเมืองนพรัตน์ได้โดยง่าย แล้วจะตลบหลังแสร้งให้ฝั่งมัธยาเข้าใจว่าเวทมนตร์นั้นเกิดผลสำเร็จ ขณะเดียวกันทัพมหาการีย์จะซ่อนร่องรอยราวถูกกำจัดไป เพื่อรอคอยต้อนรับทัพมัธยาเข้ามาในเมืองราชธานีโดยเส้นทางลับใต้ดิน

            เจ้านพฤทธิ์และขุนอินทร์จะนำทัพเข้ามาด้วยตัวเอง .. เมื่อเวลานั้นมาถึงแคว้นมัธยปุราก็กลายเป็นมังกรที่ไร้หัว .. ไม่สามารถฟื้นคืนได้อีกแล้ว

            .. ดังคำว่า 'ทำการศึกไม่หน่ายอุบาย' ทั้งสองฝ่ายต่างวางเดิมพันทุ่มแทงกันหมดหน้าตัก หากไม่เป็นไปตามแผนการที่วางไว้ ผลที่เกิดจะทำแต่ละฝ่ายต้องพินาศอย่างใหญ่หลวง

            แต่ดูเหมือนทางฝั่งมหาการีย์มีสิ่งเร่งด่วนที่ต้องกระทำยิ่งกว่า นั่นคือสกัดมิให้เวทมนตร์ 'หงส์สวรรค์ชำระบาป' ถูกเปิดขึ้นมา .. ถึงแม้มิมีใครรับประกันว่าเวทมนตร์นั้นจะยังคงอยู่หรือมีอานุภาพปานใด แต่การช่วงชิงตราหยกอันนั้นจากอุทัยเป็นสิ่งที่ต้องเร่งกระทำโดยด่วน

            อุทัยถามพันสุธาต่อ "แล้วทางมหาการีย์จะลวงหลอกอย่างไรว่าเวทมนตร์ถูกเปิดใช้แล้ว .."

            พันสุธากล่าวว่า "มันมีกลอุบายของมัน .." เวทมนตร์โบราณยังมิมีใครเคยเห็นกับตา ทางทัพมหาการีย์จะหลอกลวงอย่างไรก็ได้ให้ดูสมจริง ..

            ทันใดนั้นคิ้วของอุทัยกระตุกวาบ .. มันรับรู้ด้วยตาข่ายปราณสัมผัส กองกำลังยอดยุทธ์และทหารนับหมื่นกำลังโอบล้อมปราสาทหงส์ทะยานอย่างเงียบกริบ

            ทางฝั่งมหาการีย์รับรู้แล้วว่าเกิดความผิดพลาดในแผนการ สั่งระดมกำลังบุกเข้าปราสาทหงส์ทะยานอย่างเร่งด่วน

            พลังชีวิตของพันวายุอ่อนโทรมลงเต็มที มันยังกล่าวต่อ "ข้าตัดใจสละชีวิตแล้ว .."

            อุทัยกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ ".. ท่านจะตายก็เรื่องของท่าน .. เหตุใดต้องลากข้ามาตายด้วย" ตลอดเวลาอุทัยไว้วางใจพันวายุมาโดยตลอด แต่เมื่อรู้ว่าถูกลวงหลอกเช่นนี้ทำมันรู้สึกผิดหวังอย่างมาก

            พันวายุกล่าวว่า "อุทัย .. เจ้าลองตรองดู .. ถึงแม้นเจ้านพฤทธิ์จะโฉดชั่ววางแผนสังหารบิดาของเจ้า .." มันสำลักโลหิตคราหนึ่งกล่าวต่อว่า "แต่หากมันต้องจบสิ้นในคืนนี้ .. แคว้นมัธยะปุราก็จะจบสิ้นไปด้วย .."

            ระหว่างนั้นพันสุธาค่อยๆ ถอยไปยังเสาวิหารต้นหนึ่ง มันเกร็งพลังปราณใช้ฝ่ามือตบลงตรงปุ่มหินทรงกลมบนเสาวิหารอย่างแรง

            .. แกร๊กกก .. ปุ่มหินทรงกลมยุบหายจนราบเรียบกับพื้นผิวของเสาต้นนั้น ..

            .. กลึบบบ ! กลึบบบ ! กลึบบบ ! กลึบบบ ! กลึบบบ ! .. ปรากฏแท่งหินยาวกว่าคืบโผล่ออกมาโดยรอบห้าแท่ง

            พันสุธาใช้มือข้างที่เหลือจับแท่งหินแท่งหนึ่ง ส่งพลังปราณทั้งหมดผ่านไหล่โหมทั้งร่างออกแรงหมุนเสาวิหารดัง .. คลืนนนนนนน !!!

            พันสุธาออกแรงจนเหนื่อยหอบ มันกล่าวว่า "นี่อย่างไร .. เส้นทางลับเปิดเช่นนี้ .. ท่านขุนอินทร์สั่งข้ามา .. ฮา ฮา" โลหิตยังไหลซิบออกจากปากของมัน

            อุทัยหันไปจ้องมองตาม ส่วนพันวายุกล่าวสบถเบาๆ "ไอ้สารเลว .."

            .. กึกก .. กึกก .. คลืนนนนนนน !!! เสียงภายใต้ฝ่าเท้าดังเลื่อนลั่น .. แท่งหินทั้งห้าหดกลับคืนเสาต้นนั้นกลับมาอยู่สภาพเดิม กลไกเส้นทางลับใต้ดินถูกเปิดออกแล้ว

            บันไดวนที่กึ่งกลางวิหารทำด้วยศิลาสีขาววนเป็นเกลียวขึ้นเชื่อมต่อทั้งสามชั้นของปราสาทหงส์ทะยาน ที่พื้นใต้บันไดขั้นแรกค่อยๆ ยุบตัวลงดัง .. คลืน .. คลืน .. เกิดช่องยุบเป็นขั้นบันไดวนลงไปยังชั้นใต้ดินอันมืดสนิท

            เส้นทางลับใต้ดินต้องเปิดจากภายในเมืองราชวัง .. เจ้านพเทพราชาแห่งแคว้นองค์ก่อนเคยใช้เป็นเส้นทางหลบหนีออกจากเมืองเมื่อครั้งเสียกรุง

            พลังชีวิตของพันวายุอ่อนโทรมลงเต็มที มันยังกล่าวต่อ "ชีวิตของข้า .. มิใช่เพื่อมัน .. แต่เพื่อแผ่นดินของเรา .." คำว่า 'มัน' ในวาจาของพันวายุคือเจ้านพฤทธิ์ ..

            พันวายุจ้องมองมาที่อุทัยอย่างลึกซึ้ง แล้วจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงบางเบา ".. หากแม้นหลวงอโณทัยอยู่ที่นี่ .. ท่านก็คงทำเช่นเดียวกับข้า .."

            คำกล่าวของพันวายุทำอุทัยแน่นิ่งพูดอันใดไม่ออก .. มันรับรู้อยู่แก่ใจ .. หากบิดาของมันอยู่ในสถานการณ์นี้ก็คงต้องยอมทิ้งชีวิตเพื่อแคว้นมัธยะปุราเช่นกัน

            หากพิจารณาตามสถานการณ์ .. เมื่อสูญสิ้น 'เจ้านพฤทธิ์' หรือ 'เจ้านพเทพมหาจักราที่สิบแปด' กษัตริย์องค์ใหม่ในคืนนี้ แคว้นมัธยะปุราจะต้องวุ่นวายและในไม่ช้าต้องถูกรุมทึ้งจากแคว้นใหญ่แคว้นน้อยโดยรอบ .. ดังกวางน้อยตกอยู่ในวงล้อมของสุนัขป่าอันดุร้ายหิวโหย .. หนทางแห่งความเสื่อมถอยอย่างไม่อาจหวนคืนรออยู่เบื้องหน้าแล้ว

            .. เป็นเวลาเที่ยงคืนพอดี

            ภายในวิหารเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง .. เกิดแสงสว่างสีเรืองนวลอยู่ลิบๆ ที่พื้นวิหารรอบบันไดเกิดแถบแสงสีเหลืองสว่างขึ้นเป็นวงรอบ ในวงรอบนั้นประกอบด้วยขีดโค้งจำนวนสิบห้าขีดเรียงต่อกัน

            พันวายุใช้พลังชีวิตเฮือกสุดท้ายกล่าวว่า ".. เที่ยงคืนแล้ว .. ต้องเปิดใช้เวทมนตร์ภายในสิบห้านาที .. หาไม่แล้วต้องรอให้ถึงคืนเดือนเพ็ญเช่นนี้ .. ในอีกร้อยปีข้างหน้า .. จะ จะ เจ้า .. อ๊ากกก" กล่าวยังไม่ทันจบโลหิตก็ทะลักออกทางปากจมูก

            .. อุทัยจ้องมองด้วยความอดสู พันวายุหมดพลังชีวิตสิ้นใจตายไปเสียแล้ว

            โครมมม ! โครมมม ! โครมมม ! เสียงดังสนั่น ประตูหน้าต่างปราสาทหงส์ทะยานกระเด็นปลิวเป็นเศษไม้กระจาย

            เงาร่างนับร้อยๆ เคลื่อนไหววูบวาบเข้ามาล้อมอุทัยอยู่ทั่วทุกทิศทุกทาง ยอดยุทธ์ทัพมหาการีย์บุกเข้ามาภายในพวกมันแผ่พลังปราณยุทธ์ระดับสูง .. บ้างแต่งกายด้วยชุดดำของหน่วยภูตทมิฬ .. บ้างแต่งกายด้วยชุดทหารออกศึกดูห้าวหาญ

            ที่ภายนอกวิหารยังถูกห้อมล้อมด้วยทหารทัพมหาการีย์นับหมื่น พวกมันตั้งขบวนเป็นชั้นๆ ทั้งหน่วยทหารทะลวงฟันถือดาบกระบี่ ทั้งหน่วยทหารอาวุธยาวถือหอกง้าว ยังมีพลธนูนับพันยืนรายล้อมอยู่บนที่สูงตามหลังคาสิ่งปลูกสร้างรอบๆ ปราสาทหงส์ทะยาน

            ฮา ฮา ฮา .. เสียงหัวเราะของพันสุธา "เจ้าตัวอุบาทว์ .. จะร้องขอชีวิตตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว .." มันรู้สึกลำพองเมื่อกำลังเสริมทัพการีย์บุกเข้ามา

            สายตาของยอดยุทธ์มหาการีย์นับร้อยๆ คู่จ้องมองมายังตัวประหลาดที่ยืดเด่นอยู่ภายในวิหาร พลังปราณสีชมพูใสห่อหุ้มร่างกาย ทั้งลวดลายยันต์อักขระเรืองแสงอันพิลึกที่ปรากฏอยู่ตามเรือนร่าง

            "อย่าประมาท .. สังหารมันโดยทันใด .." เสียงตวาดบัญชาการจากขุนศึกผู้นำขบวนผู้หนึ่ง มันรูปร่างสูงใหญ่แต่งกายด้วยชุดออกศึกระดับขุนพล

            เหล่ายอดยุทธ์กระโดดกรูเข้าหา พวกมันต่างกวัดแกว่งอาวุธประจำกายส่งพลังปราณเชือดเฉือนโดยไร้ความปรานี

            หึ หึ .. อุทัยหัวเราะในลำคอ ทันใดนั้นพลังปราณสีชมพูและลวดลายยันต์อักขระถูกดูดรั้งคืนสู่ภายใน ภายในวิหารกลับมามืดมิดโดยฉับพลัน ที่หลงเหลือมีเพียงประกายสีแดงฉานราวดวงตาของมารอสูรกระหายเลือดคู่หนึ่ง

            มือซ้ายของอุทัยกระชับถือตราหยกนพเทพ มือขวาฉวยหยิบดาบที่พกมากระหวัดแกว่ง มันก้าวเท้าสลับซ้ายขวาเตะซากภูตทมิฬสองร่างเข้าใส่เหล่ายอดยุทธ์ที่อยู่ด้านหน้า

            สองซากร่างพุ่งลอยเข้าปะทะ .. ฉั๊วะ ! ฉั๊วะ ! ฉั๊วะ ! ฉั๊วะ ! ฉั๊วะ ! เสียงพลังปราณเฉือนเนื้อหนัง ภูตทมิฬสองซากนั้นถูกยอดยุทธ์มหาการีย์ฟันขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนเลือดสาดกระเซ็น

            ในความมืดร่างของอุทัยพลิ้วไหวพุ่งติดตามมา เสียงกระหวัดดาบดัง .. ฝับบบ ! ฝับบบ ! ฝับบบ ! ฝับบบ !

            กระบวนท่า 'ภูษาศาสตรา' จาก 'สำนึกแห่งดาบ' ถูกใช้ออกในทันใด เพลงดาบถูกร่ายรำกระหวัดออกอย่างยอกย้อน เกิดปราณดาบสีทองปรับเปลี่ยนหมุนวนปกคลุมร่างกายเป็นทั้งกระบวนท่ารุกและรับในคราวเดียว

            .. เปรี๊ยงงง ! เปรี๊ยงงง ! เปรี๊ยงงง ! ยอดยุทธ์มหาการีย์ถูกฟันจนดาบกระบี่หักบิดเบี้ยว

            .. เปรี๊ยงงง ! เปรี๊ยงงง ! เปรี๊ยงงง ! ผู้ที่ที่ตั้งรับไม่ทันก็ถูกฟันจนอวัยวะแขนขาขาดกระเด็น

            .. เปรี๊ยงงง ! เปรี๊ยงงง ! เปรี๊ยงงง ! ผู้ที่ที่ฝีมืออ่อนด้อยก็ถูกฟันร่างกายจนแหวะหวะร่องแร่ง

            อุทัยก้าวไปถึงที่ใดปรากฏยอดยุทธ์มหาการีย์ถูกปราณดาบฟันจนกระเด็นกระดอนโลหิตสาดกระเซ็น

            .. เพียงชั่วครู่พวกมันถูกสังหารไปกว่าร้อยคน ดาบในมืออุทัยกลายเป็นบิ่นหงิกงอไม่เหลือสภาพเดิมอีก

            หวา ... พันสุธาร่างสั่นหนาวราวจับไข้ .. มันถอยไปหมอบซ่อนอยู่หลังเสาวิหาร สายตาสอดส่องไปยังประตูทางออก

            กึ๊กกกก .. เสียงดังมาจากบันไดวนของปราสาท แสงสว่างสีเหลืองบนพื้นหายไปหนึ่งแถบ ยังคงเหลือแถบแสงอีกสิบสี่แถบเป็นสัญลักษณ์แทนเวลาที่เหลืออีกสิบสี่นาที

            "ฉิบหายแล้ว .. ระดมกำลังเข้ามาอีก .." เสียงตะโกนอย่างตระหนกของผู้บัญชาการทหารทางฝั่งมหาการีย์ มันไม่คาดคิดว่ายอดยุทธ์ที่ทางมัธยาส่งมาจะมีระดับสูงส่งถึงเพียงนี้

            ตึง ! ตึง ! ตึง ! ตึง ! ตึง ! เสียงกลองศึกดังขึ้นจากนอกปราสาทหงส์ทะยาน .. ยอดยุทธ์อีกกว่าร้อยๆ กรูกันเข้ามาภายใน

            ผู้บัญชาการผู้นั้นก่นด่าอุทัย "บัดซบเอ้ยยย ดูซีว่ามึงจะสู้ทหารเรือนหมื่นได้หรือไม่" ห้องวิหารปราสาทหงส์ทะยานอันใหญ่โตกลายเป็นอึดอัดด้วยผู้คนกว่าห้าร้อยเบียดเสียดกันภายใน

            แสงจากตะเกียงคบเพลิงสิบๆ โคมสาดส่องไปทั่ววิหาร .. พบเห็นซากศพนอนกลาดเกลื่อน .. โลหิตอาบย้อมจนไม่เห็นพื้นหินสีขาวของพื้นวิหารอีก

            ยอดยุทธ์ทั้งหมดเกร็งพลังปราณเตรียมพร้อมล้อมกรอบกระชับวงล้อม .. มียอดยุทธ์สี่คนก้าวออกมาทั้งสี่ทิศทาง ..

            .. ขุนศึก 'จตุรยมทูต' แห่งทัพมหาการีย์ !!!

            ทั้งสี่คือขุนศึกประจำทัพหน้าอันเกรียงไกร .. รูปร่างกำยำสูงใหญ่กว่าสี่ศอกท่าทางน่าสะพรึงดังยมทูตโผล่มาทวงชีวิต พวกมันบดขยี้สังหารกองทัพศัตรูมานับครั้งไม่ถ้วน ชื่อเสียงความโหดเหี้ยมเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทวีป .. พลังปราณของระดับ ‘ปรมะปราณ’ ของพวกมันทั้งสี่กดทับอุทัยอย่างรุนแรง

            กึ๊กกกก .. เสียงเดิมดังมาจากบันไดวนของปราสาท แถบแสงสีเหลืองลดลงเหลือสิบสามแถบ .. ยังเหลือเวลาอีกสิบสามนาที !

            อุทัยในชุดสีดำยืนตระหง่านอยู่กลางวิหาร ดวงตาของมันแดงฉานยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้าย .. แห่กันมามากมายปานนี้ เห็นที่ต้องขึ้นไปเยี่ยมชมที่ชั้นสามของปราสาทแห่งนี้เสียหน่อย ฮี ฮี ..

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน

    กำเนิดใหม่ : ปรมาจารย์เทพโอสถ [จบ]

    กำเนิดใหม่ : ปรมาจารย์เทพโอสถ [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    6.78M 1459
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    อสูรข้ามฟ้า

    อสูรข้ามฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.46M 2294
    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 134
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    [New Life] อิสระของชีวิต

    [New Life] อิสระของชีวิต

    นิยาย แฟนตาซี
    140K 171
    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    377K 775
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577