กำเนิดจักรพรรดิสงคราม

    บทที่ 47  ขี่กระบี่ 

            บทที่ 47 

            ขี่กระบี่ 

             กล่าวถึงวิชาขี่กระบี่มันเป็นทักษะวรยุทธที่พื้นฐานเป็นอย่างมากสำหรับสำนักหุบเขากระบี่แห่งนี้การขี่กระบี่เป็นการใช้พลังจิตของตนเองควบคู่กับพลังวิญญาณทำให้วัตถุนั้นลอยขึ้น

            โดยวิชานี้ถือว่าเป็นทักษะพื้นฐานที่คนภายในสำนักนี้จำเป็นจะต้องร่ำเรียนเอาไว้เพราะว่ามันถือว่าเป็นวิชาที่มีประโยชน์เป็นอย่างมากแต่พวกลูกศิษย์ที่ได้รับการสั่งสอนพวกวิชานี้ก็ต้องอยู่ในระดับลูกศิษย์ขั้นกลางขึ้นไปแล้วทั้งนั้น

            พวกลูกศิษย์ใหม่ใหม่ที่เข้ามาจะถูกประเมินว่ายังไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะทำการร่ำเรียนวิชานี้

            วิชานี้ถือว่าเป็นวิชาเยี่ยมยอดถึงแม้ว่ามันจะมีระดับพื้นฐานที่ไม่ได้มีพลังการโจมตีรู้ว่าไม่ได้มีอะไรมากมายนักแต่ว่ากลับสามารถใช้ในการเคลื่อนที่ได้

            การเคลื่อนที่ในระยะใกล้ไกลมันจำเป็นจะต้องใช้พาหนะแน่นอนว่าพวกพาหนะมันเองก็มีการเคลื่อนที่ที่มีความเร็วที่มันจำกัดเป็นอย่างมาก

             แต่สำหรับการขี่กระบี่มันแตกต่างออกไปการขี่กระบี่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วยิ่งมีระดับพลังวิญญาณที่มากและก็มีพวกพลังจิตที่สูงมันยิ่งทำให้การขี่กระบี่หรือว่าตอนเคลื่อนที่โดยใช้กระบี่มันจะยิ่งรวดเร็วและก็สามารถใช้ได้นานขึ้น

            ผู้เป็นอาจารย์กำลังจะสอนเกี่ยวกับวิชาสำคัญของสำนัก

            บริเวณลานกว้างด้านหน้าที่พักหลี่ฉีหงยืนอยู่บริเวณด้านหน้าจ้องมองมาที่ลู่หมิง “ตัวของเจ้าที่อยู่ภายในสถานที่แห่งนี้คงจะรู้ดีอยู่แล้วสินะว่าวิชาขี่กระบี่ถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่พวกลูกศิษย์ภายในสำนักจะต้องร่ำเรียน”

            “ ขอรับ!!! แต่ว่าจากที่ตัวของข้าได้ยินมารู้สึกว่าคนที่จะสามารถเริ่มเรียนวิชานี้ได้จำเป็นจะต้องเป็นศิษย์ระดับกลางของสำนักเท่านั้น”

            “ นั่นก็ถูกต้องเพราะว่าคนที่จะสามารถเริ่มเรียนวิชานี้ได้จำเป็นจะต้องฝึกฝนจิตระดับนึงการขี่กระบี่พื้นฐานของมันมาจากสองอย่างนั่นคือพลังวิญญาณแล้วก็พลังจิต ” 

            “ ตัวของเจ้าคงจะรู้อยู่แล้วสำหรับผู้ฝึกฝนวรยุทธแล้วภายในร่างกายไม่ได้มีเพียงแค่พลังวิญญาณเป็นส่วนประกอบเท่านั้นพลังจิตเองก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่สามารถใช้ประโยชน์ได้”

            “ พลังจิตมันคือก้อนตกตะกอนแห่งความคิดที่หลอมรวมกับพลังวิญญาณก่อกำเนิดออกมากลายเป็นรูปร่างโดยทั่วไปแล้วสิ่งที่เรียกว่าความคิดมันจะบังเกิดขึ้นภายในจิตใจแต่ว่าไม่แสดงผลออกมาบนโลกแห่งความจริง”

            “ แต่ในทางกลับกันถ้ามีพลังวิญญาณมาผนวกเข้ากับก้อนความคิดที่ตกตะกอนออกมามันจะกรอกกำเนิดการเป็นพลังจิตแต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีความสามารถในการใช้พลังจิต”

            “ พวกลูกศิษย์ของสำนักพวกเรามันเองจำเป็นจะต้องมีคนที่มีความสามารถในการใช้พลังจิตถึงจะสามารถขี่กระบี่ได้” 

            “ ทุกคนมีความสามารถในการเรียกพลังจิตออกมาใช้แตกต่างกันถ้าว่าพลังจิตไม่เพียงพอก็จะไม่สามารถบังคับได้แม้กระทั่งตะเกียบ”

            “ เจ้าเข้าใจหรือไม่พลังจิตที่จำเป็นจะต้องใช้ในการบังคับกระบี่มันมากมายขนาดไหน”

            “ บางคนลูกศิษย์ภายในสำนักถึงแม้ว่าจะเป็นศิษย์ระดับสูงพวกมันมีความสามารถในด้านกระบี่มากมายแต่ว่าตัวของพวกมันกลับมีพลังจิตเพียงน้อยนิดก็ไม่สามารถขี่กระบี่ได้”

            “ ข้าจะลองทดสอบให้ดู ” หลี่ฉีหง ที่กำลังยืนอธิบายอยู่ด้านหน้ายกมือของตนเองขึ้นมา

            ในขณะที่ยกมือขึ้นพลังวิญญาณสายหนึ่งพุ่งทะยานไปควบคุมพวกกิ่งไม้ที่ตกอยู่ตามพื้นพวกกิ่งไม้พวกนั้นมันค่อยๆค่อยๆลอยขึ้นอย่างช้าๆ

            หลังจากที่พวกกิ่งไม้เหล่านั้นมันลอยขึ้นมันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเจ้าพวกกิ่งไม้พวกนี้มันถูกควบคุมด้วยพลังบางอย่างจึงทำให้ตัวของพวกมันรออยู่กลางอากาศ

            พลังที่มองไม่เห็นทำให้วัตถุบนโลกแห่งความจริงสามารถขยับขยื่นได้สิ่งนั้นจะถูกเรียกว่าพลังจิตพลังจิตไม่ได้มีเพียงแค่การควบคุมสิ่งของ

            แน่นอนว่าพลังแห่งจิตใจสามารถทำได้แม้กระทั่งจิตคุกคามมันเองก็เป็นหนึ่งในพลังจิตด้วยเช่นเดียวกัน

            มองเห็นกิ่งไม้พวกนั้นรออยู่ภายในอากาศโดยไร้ซึ่งของยึดเหนี่ยวมันเป็นเรื่องที่น่าตกตะลึงสำหรับคนธรรมดา

            เจ้าสำนักที่กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าหมุนมือของตนเองไปมาในขณะที่หมุนมือของตนเองไปมากิ่งไม้ที่ลอยอยู่ภายในอากาศพวกนั้นก็หมุนเวียนไปบริเวณรอบรอบ

            ลู่หมิงมองดูยังไม่กระพริบตาพยายามมองหาแก่นสารของวิชาที่อยู่บริเวณด้านหน้า

            แต่ว่าหลังจากที่ใช้ดวงตาของตนเองจ้องมองยังไม่สามารถมองเห็นได้หรือว่าเจ้าสิ่งที่อยู่บริเวณด้านหน้าในตอนนี้มันมีแก่นสารอย่างไรบ้าง

            มันเป็นเหมือนกับก้อนพลังที่มองไม่เห็นไม่มีรูปร่างและตอนนี้ตัวของมันเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้มีพวกพลังพวกนี้ปรากฏออกมา

            “ อย่างแรกตัวของเจ้าต้องมีความคิดก่อนพลังจิตคือกรความคิดขนาดใหญ่ที่ถูกส่งออกมาพร้อมกับใช้พลังวิญญาณที่ตกตะกอนขับออกมากลายเป็นพลังจิต”

            “ อย่างแรกที่ตัวของเจ้าจำเป็นจะต้องทำก็คือการบังคับตะเกียบเล็กๆให้ได้ซักอันนึงก่อน”ผู้เป็นอาจารย์ที่อยู่บริเวณด้านหน้านำเอาตะเกียบไม้อันดึงออกมาจากแขนเสื้อก่อนที่จะโยนให้กับลู่หมิง

            ลู่หมิงทำการรับมันเอาไว้รับของชิ้นนั้นเอาไว้ภายในมือจ้องมองยังไม่กลับพริบตา

            ตะเกียบไม้ชิ้นนี้ลองทำการบังคับมันดวงตาทั้งสองข้างพับปิดลงลองส่งพลังออกมาจากฝ่ามือ

            “ จินตนาการเป็นรูปล่างสร้างออกมากลายเป็นพลังหลักการในการสร้างมันก็เป็นแบบนี้ ”

            “ จำเป็นจะต้องค่อยค่อยบังคับควบคุมจิตใจ ”ในตอนนี้ภายในจิตใจเริ่มค่อยค่อยถูกส่งออกมากลายเป็นรูปล่าง

            พลังวิญญาณมันปกคลุมตะเกียบที่อยู่ภายในมือหลังจากที่ทำสมาธิอยู่สักพักดวงตาทั้งสองข้างก็ค่อยค่อยเปิดขึ้นอย่างช้าๆ

            เมื่อดวงตาทั้งสองข้างเปิดขึ้นเพ่งสมาธิไปที่ตะเกียบภายในมือแน่นอนว่าตะเกียบภายในมือขยับมันขยับเล็กน้อยลอยขึ้นสูงจากฝ่ามือเพียงแค่หนึ่งคืบก่อนที่จะตกลงไปเช่นเดิม

            ตะเกียบที่ลอยสิ้นเสียงเล็กน้อยสูญเสียพลังความคิดเป็นจำนวนมากบนใบหน้าเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อลมหายใจหอบระรัว 

            ในตอนนี้ตัวของมันรู้แล้วว่าการควบคุมกระบี่เล่มนึงจำเป็นจะต้องใช้พลังจิตมากกว่านี้นับ10 นับ 100 เท่าถึงจะสามารถขยับขยื่นวัตถุขนาดใหญ่แบบนั้นได้

            แล้วจะเอาพวกที่สามารถขี่กระบี่ได้ไกลหลายๆลี้จำเป็นจะต้องมีพลังจิตมากขนาดไหนในตอนนี้ภายในหัวเต็มไปด้วยความคิด

            หลี่ฉีหงกล่าวขึ้น “ ขยับเขยื้อนได้เพียงแค่ทำครั้งแรกนี่เองก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะมากแล้วเจ้ารู้หรือว่าให้คนธรรมดาถ้าอยากจะทำการขยับขยื่นตะเกียบหนึ่งอย่างมันจำเป็นจะต้องใช้เวลาถึง10 วัน  ” 

            “ ขนาดศิษย์พี่ของเจ้าแต่ละคนทุกคนล้วนแล้วเป็นคนมีพรสวรรค์ตอนฝึกวิชาขี่กระบี่แต่ละคนยังต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวันกว่าที่จะขยับตะเกียบได้”

            “ แต่ตัวของเจ้าใช้เวลาเพียงแค่ครั้งเดียวเจ้าก็สามารถขยับตะเกียบได้แล้วอย่างไรเสียก็คงจะไม่พ้นเดือนนี้อย่างแน่นอนที่ตัของเจ้าจะสามารถใช้วิชาขี่กระบี่ได้เอาเป็นว่าพยายามเข้าก็แล้วกัน ”หลี่ฉีหงพูดจบก็เดินถอยออกไปจากจุดนี้ 

            หลังจากที่ผู้เป็นอาจารย์ของตนเองนั้นเดินทางออกไปจากสถานที่แห่งนี้ลู่หมิงที่เริ่มเรียนรู้วิชานี้จากแก่นสารก็เริ่มทำการศึกษามันอย่างจริงจัง

            ในตอนนี้ตัวของมันเริ่มทำการศึกษาวิชานี้เรื่อยเรื่อยทำการใช้พลังจิตภายในร่างกายของตนเองบังคับเริ่มจากตะเกียบลึกลึก

            หมดในวันแรกแน่นอนว่าวิชาควบคุมจิตใจแล้วก็ส่งออกมาเป็นพลังจิตสามารถเคลื่อนย้ายตะเกียบเล่มหนึ่งให้พุ่งสูงขึ้นจากมือได้หลาย10 เมตร 

            วันแรกมันเองก็ถือว่าประสบความสำเร็จมากแล้วแต่ว่าสำหรับตัวของลู่หมิงมองว่านี่ยังไม่พอ

            ลู่หมิงทุ่มเทฝึกฝนอย่างต่อเนื่องหลังจากนั้นอีกประมาณสองถึงสามวันเริ่มทำการขยายขอบเขตพลังจิตของตนเองควบคู่กับการฝึกฝนพลังวิญญาณ

            จนกระทั่งผ่านมาสามวันเต็มเต็มในตอนนี้เริ่มสามารถขยับวัตถุใหญ่ใหญ่ได้มากขึ้นเรื่อยเรื่อยอย่างเช่นวัตถุขนาดใหญ่ที่สามารถขยับได้ก็เช่นพวกก้อนหิน

            ผ่านไปห้าวันไหนที่สุดในตอนนี้ตัวของเค้าเองก็สามารถขยับกระบี่หนึ่งเล่มให้ลอยขึ้นจากพื้นได้แล้ว

            “ สำเร็จ!!  ” เสียงตะโกนออกมาด้วยความดีใจกระบี่มาลอยขึ้นจากพื้นหลังจากพยายามมาห้าวันเต็มๆ

            จบบท 

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดจักรพรรดิสงคราม ที่คุณอ่าน