เช้าวันนี้โจวสือชวินและท่านลุงฝูเจาเรียกให้โจวหยวนเฉิงและโจวหลี่เฉียงมาพบ เขาสั่งให้เด็กทั้งคู่คุกเข่าโดยที่ไม่ได้พูดอะไรอยู่เป็นเวลานาน จนโจวหยวนเฉิงและโจวหลี่เฉียงเริ่มมีสีหน้าไม่สู้ดี ตอนนี้เข่าของพวกเขาเจ็บร้าวไปหมดแล้ว
“พ่อบอกพวกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่ให้เจ้าไปก่อเรื่องที่ไหนอีก ตอนนี้เจ้าทำให้เจียวชิงโกรธขนาดนั้น เจ้าไม่กลัวว่าเขาจะมาหาเรื่องพวกเจ้าอีกหรือ” กว่าโจวสือชวินจะรู้ข่าวว่าโจวหยวนเฉิงกับโจวหลี่เฉียงไปท้าพนันกับบุตรชายของเจียวชิง ทั้งยังไปทวงเงินพวกเขาถึงหน้าสำนักคุ้มภัยสกุลเจียวที่เมืองฝั่งเหนือด้วยตัวเองอีก เวลาก็ล่วงเลยมาหลายวันแล้ว เขาจึงได้แต่เรียกลูกชายมาคุกเข่าเพื่อลงโทษ
ก่อนที่เจียวชิงจะย้ายไปอยู่ที่เมืองฝั่งเหนือ ชาวเมืองฝั่งใต้ต่างก็รู้กันดีว่าเจียวชิงมีนิสัยรักเงินมากเพียงใด ตอนนั้นเพียงเพราะอยากได้สมบัติทั้งหมดในบ้าน เจียวชิงถึงขนาดกับกล้าตัดสัมพันธ์กับพี่ชายทั้งที่ตัวเองเป็นเพียงบุตรชายคนรอง ซ้ำยังเกิดจากอนุเท่านั้น เมื่อตัดสัมพันธ์กับเจียวตงที่เป็นทายาทสายตรงเรียบร้อย เขาก็ขนเอาทรัพย์สินและยังพาลูกน้องฝีมือดีเกือบทั้งหมดติดตามไปอีก โดยที่เขาไม่สนใจคำครหาของชาวบ้านหรือแม้แต่ไม่ได้สนใจว่าครอบครัวของพี่ชายจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรเมื่อพวกเขาขนทรัพย์สมบัติไปเกือบหมด
“ก็เพราะข้ารู้ว่าเขาเป็นคนโลภและหวงแหนเงินทองมากกว่าสิ่งใดยังไงล่ะขอรับ ข้าถึงต้องใช้วิธีนี้เตือนเขาว่าอย่าให้เขากับคนในครอบครัวของเขามายุ่งกับเรา ตอนนี้การค้าของเรากำลังไปได้ดี เรายังต้องใช้บริการของท่านอาเจียวตงสำหรับการส่งสินค้า หากเราไม่แสดงท่าทีใดเลย ท่านอาเจียวก็จะถูกหาเรื่องไม่หยุด สุดท้ายมันก็จะมากระทบกับการค้าของเรา ข้าแค่หาทางป้องกันไว้เท่านั้นขอรับ ท่านพ่อวางใจเถอะขอรับ หากเขาไม่มาวุ่นวายกับเราก่อน ข้าก็จะไม่ลงมือทำอะไรพวกเขาทั้งนั้น” โจวหยวนเฉิงอธิบาย
“พวกเจ้าโตแล้ว ต่างก็มีความคิดของตัวเอง พ่อจะไม่พูดอะไรมาก แค่ขอให้พวกเจ้าระลึกไว้เสมอว่าจะทำการสิ่งใดก็ต้องคิดให้รอบคอบและพวกเจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดี อย่าเอาชีวิตไปเสี่ยงอันตราย” โจวสือชวินเตือนบุตรทั้งสองคนอีกครั้ง
“ขอรับท่านพ่อ ข้าจะไม่ทำให้ท่านพ่อเป็นกังวลขอรับ” โจวหยวนเฉิงรับคำ
“ข้าจะดูแลและปกป้องทุกคนในครอบครัวของเราให้สุดความสามารถขอรับท่านพ่อบุญธรรม” โจวหลี่เฉียงบอก
“เดือนหน้าก็จะถึงวันเกิดของพวกเจ้าแล้ว ดีที่พวกเจ้าเกิดในเดือนเดียวกัน ถ้าเช่นนั้นลุงจะพาพวกเจ้าไปขอพรที่วัด จะได้ขอยันต์คุ้มภัยให้พวกเจ้าเอาไว้พกติดตัวตอนไปสอบที่อำเภอด้วยก็แล้วกัน” ลุงฝูเจาพูดขึ้น
โจวหยวนเฉิงนิ่งคิด เขาข้ามมิติมาอยู่ที่นี่ช่วงกลางปีที่แล้ว ตอนนั้นเขาเป็นเพียงเด็กชายอายุสิบสี่ปี เขาได้เปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ของครอบครัวให้มีสภาพที่ดีขึ้น และการค้าของครอบครัวก็ได้รับความนิยม รวมทั้งเขายังมีพี่ชายและเพื่อนสนิทอีกหลายคนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เขาปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตของคนในยุคนี้ได้ดีมาก
“เจ้ารอง เจ้ารอง” โจวหลี่เฉียงเขย่าเรียกน้องชาย “เจ้าเป็นอะไร ทำไมถึงนั่งเหม่ออย่างนี้”
“ข้าแค่รู้สึกว่าข้าช่างโชคดีที่มีท่านพ่อ ท่านลุง และพี่ใหญ่ที่รักและห่วงใยข้าน่ะขอรับ” โจวหยวนเฉิงตอบ
“ปีนี้เจ้าก็จะมีอายุครบสิบห้าปี เจ้าใหญ่ก็จะมีอายุครบสิบเจ็ดปี อีกไม่กี่ปีพวกเจ้าก็จะมีครอบครัวของตัวเองแล้ว เวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆ” โจวสือชวินพูดยิ้ม
“เมื่อก่อนข้าไม่คิดเลยว่าหลี่เฉียงและหยวนเฉิงจะเติบโตมาเป็นคนมีความสามารถขนาดนี้” ลุงฝูเจาพูดเสริม
“ต้องขอบคุณเจ้ารองขอรับ ถ้าเจ้ารองไม่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่ดินแดนแห่งนั้น เขาก็คงจะไม่นำพาความสำเร็จมาให้กับครอบครัวเราได้อย่างทุกวันนี้ เจ้ารอง พี่ขอบใจเจ้ามากที่ทำให้ครอบครัวเรามีวันดีๆ อย่างนี้ได้” โจวหลี่เฉียงพูดจริงจัง
“ครอบครัวเดียวกัน ทำไมพวกท่านต้องทำเหมือนข้าเป็นผู้มีพระคุณอย่างนั้นด้วยล่ะขอรับ” โจวหยวนเฉิงพูดอย่างอายๆ เขาไม่ชินจริงๆ กับการที่จะมีใครมาชมเขาต่อหน้าอย่างนี้ ถึงแม้ชาติที่แล้วคุณพ่อโจวกับคุณแม่โจวจะชมเขาอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่ถึงขนาดกับว่าต้องมายกย่องเขาอย่างผู้มีพระคุณใหญ่หลวงอย่างที่คนทั้งสามกำลังทำกับเขาอยู่ตอนนี้
“ในเมื่อวันนี้อาจารย์มู่ไม่ได้มาสอนหนังสือ พวกเจ้าก็ให้ลุงฝูพาพวกเจ้าไปไหว้พระที่วัดก็แล้วกัน แต่พ่อจะไปตรวจความคืบหน้าของโกดังที่ท่าเรือสักหน่อย คงไปกับพวกเจ้าไม่ได้ พวกเจ้าก็อย่าไปก่อเรื่องอะไรขึ้นมาอีกล่ะ เข้าใจไหม”
วัดกงซานเป็นวัดเก่าแก่เพียงแห่งเดียวของเมืองหยิน ผู้คนต่างมาไหว้พระขอพรที่วัดแห่งนี้มากมาย ผู้ใดที่ต้องการทำนายดวงชะตา ก็สามารถมาเสี่ยงเซียมซีที่วัดแห่งนี้ได้ หากใครโชคดีก็อาจจะเจอเจ้าอาวาสมาอ่านคำทำนายให้อีกด้วย
“พวกเจ้าเดินเร็วๆ สิ” ลุงฝูเร่งเด็กหนุ่มทั้งสอง
“ท่านพ่อจะรีบไปไหนหรือขอรับ ไม่พักเหนื่อยก่อนหรือ” โจวหลี่เฉียงถามบิดา
“พวกเรามาถึงวัดแล้วนะขอรับท่านลุง ท่านไม่ต้องรีบเดินก็ได้ ข้าจะเดินตามท่านลุงไม่ทันแล้ว” โจวหยวนเฉิงบอกเสียงเหนื่อย
“พวกเจ้าไม่รู้อะไร ตอนอยู่ที่เชิงเขา มีคนบอกว่าวันนี้ท่านเจ้าอาวาสมาอ่านคำทำนายด้วยตัวเองเชียวนะ พวกเจ้ารีบเดินเร็วเข้า ประเดี๋ยวจะไปไม่ทันท่านเจ้าอาวาส” ลุงฝูเร่งเด็กหนุ่มอีกครั้ง
โจวหยวนเฉิงและโจวหลี่เฉียงเดินตามผู้อาวุโสอย่างอ่อนใจ ทำนายดวงชะตาอะไรนั้น พวกเขาไม่ได้สนใจเลย ที่พวกเขายอมตามลุงฝูมาที่วัดเพราะไม่อยากขัดใจผู้อาวุโสอีกก็เท่านั้น ถ้าไม่ใช่เพราะก่อนหน้านั้นพวกเขาไปก่อเรื่องกับสำนักคุ้มภัยสกุลเจียวไว้ วันนี้พวกเขาคงไม่ตามลุงฝูมาง่ายๆ หรอก
“พวกเจ้ารีบเข้าไปต่อแถวเสี่ยงเซียมซีเร็วเข้าสิ”
“ขอรับ/ขอรับ” สองพี่น้องโจวรีบตอบรับ
เมื่อสองหนุ่มเขย่าเซียมซีจนได้หมายเลขของตัวเองแล้ว ลุงฝูจึงพาพวกเขาเดินไปรับใบคำทำนาย แต่เจ้าอาวาสไม่ได้นั่งอยู่ที่บริเวณนั้นแล้ว
“ข้าบอกพวกเจ้าแล้วก็ไม่เชื่อ มัวแต่เดินอืดอาดอยู่นั่น เป็นอย่างไร ท่านเจ้าอาวาสไม่อยู่แล้ว” ลุงฝูดุเด็กหนุ่ม
“แต่พวกเราก็ได้หมายเลขเซียมซีมาแล้วอย่างไรล่ะท่านพ่อ เท่านี้เราก็ไปรับคำทำนายได้แล้วไม่ใช่หรือขอรับ” โจวหลี่เฉียงพูดอย่างจนใจกับบิดาตัวเอง
“มันจะเหมือนกันได้อย่างไร เจ้านี่มันไม่เข้าใจอะไรเอาเสียเลย ช่างเถอะ...ในเมื่อไม่ทันพวกเจ้าก็รีบไปรับใบคำทำนายมา พ่อจะได้พาพวกเจ้าไปกราบพระที่โบสถ์”
สองหนุ่มได้แต่ส่ายหน้าให้กัน แต่ทั้งคู่ก็เดินตามลุงฝูไปอย่างเชื่อฟัง ในโบสถ์ไม่มีคนอยู่มากนัก เพราะพวกเขามาถึงวัดก็เป็นเวลาบ่ายแล้ว ในขณะที่ลุงฝู โจวหยวนเฉิง และโจวหลี่เฉียงกำลังจุดธูปไหว้พระอยู่นั้น
“มาแล้วหรือพ่อหนุ่ม นานเลยนะกว่าเจ้าจะมาที่นี่ได้”
ทั้งสามคำนับเจ้าอาวาสอย่างสำรวมเรียบร้อย
“ใบเซียมซีของพวกเจ้าอยู่ที่ใดรึ อยากให้ข้าอ่านให้หรือไม่”
“พวกเจ้ารีบเอาใบคำทำนายให้ท่านเจ้าอาวาสเร็วเข้าสิ” ลุงฝูพูดอย่างตื่นเต้น เพราะไม่ง่ายนักที่จะได้เจอเจ้าอาวาส
เจ้าอาวาสรับใบคำทำนายของทั้งสองคนแล้วเริ่มอ่านของโจวหลี่เฉียงก่อน “คำทำนายของเจ้าอยู่ในเกณฑ์ดี ชีวิตจะมีแต่ความก้าวหน้า เพียงแต่ยังมีเรื่องที่เจ้าต้องระวังไว้คือเรื่องอารมณ์และสตรี”
“อารมณ์กับสตรีหรือขอรับ” โจวหลี่เฉียงยังไม่เข้าใจ
“ดูจากพื้นฐานของเจ้าแล้ว เจ้าคงเป็นคนใจร้อนคนหนึ่ง ดังนั้นเจ้าต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้ ทำสิ่งใดต้องมีสติยั้งคิดอยู่ตลอด ส่วนเรื่องสตรีนั้น เจ้าต้องรู้จักระวังและต้องรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของสตรี หากเจ้ายังไม่เข้าใจ ก็ให้น้องชายเจ้าคอยช่วย รายนั้นเขาผ่านเล่ห์เหลี่ยมเหล่านี้มามากแล้ว” เจ้าอาวาสพูดจบก็มองไปทางโจวหยวนเฉิง
“ข้าเพิ่งจะอายุย่างเข้าสิบห้า ข้าจะรู้จักเล่ห์เหลี่ยมของสตรีมากมายได้อย่างไรขอรับ” โจวหยวนเฉิงรีบแย้ง
“ในภพนี้เจ้าเป็นเพียงเด็กชายวัยสิบห้า แต่อีกที่หนึ่งนั้นกลับไม่ใช่ แต่ข้าขอเตือนเจ้าว่าอย่าเอาอคติที่มีกับสตรีเหล่านั้นมาตัดสินเนื้อคู่ของเจ้า อีกไม่นานเจ้าจะเจอกับเนื้อคู่ของเจ้าแล้ว”
“เอ่อ...ท่านก็รู้เรื่องของข้าเหมือนกันหรือขอรับ นอกจากเรื่องสตรีแล้ว โชคชะตาอย่างอื่นของข้าเล่าขอรับ” โจวหยวนเฉิงถามต่ออย่างสนใจ
“ผู้ให้กำเนิดอยู่สุขสบายบนวิมาน ไม่มีห่วงใดให้กังวล ทำหน้าที่ดูแลผู้อาวุโสในบ้านตอนนี้ให้ดีก็ถือเป็นการตอบแทนบุญคุณเช่นกัน การค้าเจริญรุ่งเรือง ชีวิตภายภาคหน้ามีแต่ความสุข”
โจวหยวนเฉิงเข้าใจในทันที ตอนนี้พ่อกับแม่ที่อยู่บนสวรรค์ต่างก็มีความสุขกันแล้ว เขาแค่ทำหน้าที่ตอบแทนให้กับบิดาในชาตินี้ แต่เรื่องเนื้อคู่นั้น เขาก็ยังมีข้อสงสัย
“ท่านเจ้าอาวาสขอรับ แล้วเรื่องเนื้อคู่ยังมีเรื่องใดต้องระวังอีกหรือไม่ขอรับ”
“เพียงแค่เจ้ายอมเปิดใจไม่เอาอคติในอดีตมาตัดสินปัจจุบันก็เพียงพอแล้ว แต่ข้าจะบอกความลับอีกอย่างหนึ่งให้ เจ้าอยากรู้หรือไม่” เจ้าอาวาสพูดยิ้ม
“อะไรหรือขอรับ” โจวหยวนเฉิงนั่งหลังตรง
“เนื้อคู่ของเจ้ารอคอยเจ้ามาแล้วถึงสองภพสองชาติ” เจ้าอาวาสยิ้มตอบ
“นางก็มาจากที่นั่นเหมือนกันหรือขอรับ!” โจวหยวนเฉิงถามอย่างตกใจ
“วิบากกรรมของพวกเจ้าในหลายชาติภพได้จบสิ้นแล้ว ในภพนี้พวกเจ้าจะได้ครองคู่กันอย่างมีความสุข ในเมื่อสวรรค์มอบความสุขให้กับพวกเจ้า พวกเจ้าก็ต้องตอบแทนสวรรค์ด้วยการทำความดีและช่วยเหลือผู้อื่นในแผ่นดินให้มาก”
“ขอรับ ข้าจะจำคำสอนของท่านให้ขึ้นใจขอรับ” โจวหยวนเฉิงรับคำ