Pioneer Era

    ตอนที่ 75 เด็กหลงทาง (2)

    “คุณเปอร์ไซด์!? ทำไมถึงมาอยู่ในป่าแบบนี้ได้ละครับ! ”

    คนที่ปรากฏตัวอย่างไม่ให้ทันตั้งตัวนั้น คือสาวสองพันปีเผ่ามนุษย์นก [เปอร์ไซด์]

    เห็นหน้าตายังสาวแรกรุ่นคล้ายคนอายุ 15-20 แบบนี้ ความจริงคือมีอายุระดับป้าที่เหยียบ 39 ปี จะย่างเข้าปีที่ 40 แล้ว...

    “แบบว่า~♬ พอจบวันงานคอนเสิร์ตในวันที่ 7 มาได้ประมาณสองวัน ก็เกิดนึกครึ้มอยากเดินป่าเล่น~ แต่ไม่รู้ทำไม เดินไปเดินมากลับเจอแต่ต้นไม้~♪ เลยยังหาทางกลับเมืองไม่ได้ละนะ แฮะ แฮะ แฮะ (◕‿◕❀)

    ”

    พูด [แฮะ แฮะ แฮะ] แล้วตามด้วย (◕‿◕❀) มันคืออะไรกันครับ?

    ไม่ต้องมาทำเป็นแอบแบ้วเลยครับคุณป้า…

    “เอซ… แอบด่าพี่สาวสุดน่ารักคนนี้อยู่ในใจใช่หรือเปล่า~? ”

    “...เปล่าครับ”



    [เปอร์ไซด์] คือไอดอลรุ่นคุณป้าที่โด่งดังมากจากยุคของพ่อแม่ราว 19 ปีที่แล้ว

    เธอเป็นเผ่ามนุษย์นกที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์ ผมสีแดงสดตัดสั้นหวีเข้าทรง มีเส้นผมเรด้าชวนดูขบขัน และมีขนปีกสีแดงสลับขาวเรียงตัวสวย

    ตัวเล็ก บอบบาง ดูน่ารักน่าทนุถนอมชวนให้รู้สึกอยากปกป้องเหมือนกับลูกนกลูกแมว

    เคยมีช่วงหนึ่งที่เธอหายตัวไปไม่ออกงาน จนคนนึกว่าเธอเลิกร้องเพลงไปแล้ว จนกระทั้งกลับมารับงานเชื่อมสัมพันธ์ในวันที่ 7 ของเดือนนี้ที่ผ่านมา

    หลายคนจึงคิดว่านี่เป็นการหวนคืนวงการของเธอ

    แต่ผมรู้ความจริงของสาเหตุที่เธอหายตัวไป

    เพราะว่าเป็นเพื่อนบ้านเรือนเคียงที่สนิทกับคุณแม่มาก

    ความจริงคือเธอเป็นพวกหลงทิศจนน่าตกใจตากหาก...

    ที่เคยหายตัวไปไม่ออกงานหลายสิบปีนะ ไม่ใช่เพราะขี้เกียจทำงานหรืออยากเก็บตัวอะไรหรอกนะ

    เธอก็แค่หลงทิศไปเป็นปีเท่านั้นเอง

    “ความจริงก็ลองบินสูงเพื่อหาทางกลับแล้วน้า~ แต่ว่าพอบินสูงกว่า 15 เมตร ก็โดนหอคอยยิงแสงปิ้ว ๆ ใส่อีก ถึงจะบินหลบได้ แต่มันก็น่ารำคาญ แต่พอบินต่ำ วิสัยทัศน์ก็แย่อีก สุดท้ายเลยยิ่งหลงทิศหนักกว่าเดิมนะ~♪”

    “ครับ… งั้น… ขอให้โชคดี ส่วนผมขอก่อนนะครับคุณเปอร์ไซด์”

    “อืม~ โชคดีน้า~ ขอให้สนุกกับการออกเดทน้า~”

    “...ไม่ได้เดทครับ”

    ว่าแล้วก็รีบชิ่งหนีออกมาก่อนเลยดีกว่า

    “เอะ? เออ? ไม่เป็นไรหรือ!? ทิ้งเอาไว้แบบนี้จะดีหรือ? เดียวสิ! รอฉันก่อนสิ! ”

    กรีดรีบวิ่งไล่ตามหลังผมมาด้วยใบหน้าที่งุนงง

    ในตอนนั้นเอง---

    “ลืมไป! เดียวสิ! เจ้าหนูเอซอย่าทิ้งกันไปแบบนี้สิ! ฉันไม่อยากหลงทิศเป็นปีเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วนะ! เจ้าหนูออกไซด์ที่เป็นมังกรเลี้ยงของฉันมันมาที่ทวีปนี้ด้วย มันไม่มีคนคอยป้อนอาหารให้ ป่านนี้คงหิวโซแย่แน่! ไม่รู้ว่าต้องลำบากออกไปล่าเอง หรือว่ากำลังทนหิวรอฉันกลับไปอยู่ก็เป็นได้นะ! ”---



    ***ในเวลาเดียวกันนั้น

    ณ บ้านพักของผู้อำนวยการแผนกวิทยาศาสตร์ [ยะมะโตะ]

    “กิ้ว! ”

    “เป็นหวัดหรือออกไซด์? ”

    “กรรร? ”

    “ไม่ดีเลยนะ มาผมให้ดูแลตามใจชอบ แล้วยังมาจามใส่เครื่องเรือนจนสกปรกแบบนี้ รักษาสุขภาพหน่อยสิเจ้านะ อ๊ะ! รีบมากินเนื้อเบฮีมอธระดับพรีเมี่ยมแสนแพงของโปรดของเจ้าเร็ว! ”

    “กรู! ~”

    ดูท่าว่ามังกรเกล็ดสีน้ำตาล [ออกไซด์] ที่เป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักของเปอร์ไซด์ จะอยู่ดีกินดีกว่าที่เคยเสียด้วยซ้ำ…

    ***



    ---“เพราะงั้นฉันถึงต้องรีบกลับไป ฝากช่วยทีนะเจ้าหนูเอซ! ”

    “ขอปฏิเสธครับ…”

    “ทำไมละ! ”

    คุณป้าเปอร์ไซด์ว่าเช่นนั้นแล้วบุกเข้ามาเขย่าตัวทั้งน้ำตา

    เมื่อเสื้อยืดกับมินิสเกิร์ตสีแดงน่ารักที่สวมใส่ดูสกปรกเปรอะเปื้อน ผนวกกับสายตาที่ช้อนมองขึ้นมาด้วยความวิงวอน จึงทำให้รู้สึกชวนน่าสงสาร--- ซะทีไหนละ

    คิดว่าจะหลอกผมได้หรือครับคุณป้าเปอร์ไซด์?

    “ไม่ก็คือไม่ครับ ตอนนี้กำลังออกตามหาดิวซ์อยู่นะครับ”

    “หนูดิวซ์? ทำไมต้องตามหา? เกิดอะไรขึ้นหรือหนูเอซ? ”

    ด้วยเหตุนี้ เลยทำให้ต้องมาเสียเวลาย้อนเล่าเรื่องราวอีกรอบให้คุณป้าเปอร์ไซด์ฟัง…



    “--- ประมาณนี้ครับ”

    “อืม~ เข้าใจละ คุณหนูน่ารักที่เป็นแฟนของหนูเอซตรงนั้นมีชื่อว่า [กรีด] กำลังตามหาคนที่ชื่อ [ซุนไกท์] ส่วนหนูเอซเองก็กำลังตามหาน้องสาวที่หลงป่าไป งั้นเดียวพี่สาวคนนี้จะช่วยให้เอง! ”

    “เอ๊!? น่ารัก!? แฟนของเอซ!?! ”

    ยัยหุ่นกระป๋องเริ่มหน้าแดงพร้อมกับปิดตัวไปมาอย่างเขินอาย

    เป็นหุ่นยนต์นี่อายเป็นด้วยเรอะ?

    “ไม่ใช่แฟนครับ…”

    เพราะงั้นเลยต้องรีบพูดปฏิเสธออกไปก่อน

    “นี่เสียเวลามากแล้ว รีบ---”

    “---ว่ายังไงนะคะคุณ [วิญญาณ] ? ให้ไปที่ภูเขาลูกนั้นน่าจะช่วยแก้ปัญหาได้? งั้นไปตรงนั้นกันเร็วหนูเอซ! ”

    ในตอนนั้นเองที่คุณป้าเปอร์ไซด์ใช้ปีกข้างหนึ่งชี้ไปที่ภูเขาไฟที่อยู่ไกลสุดลูกตาตรงหน้า

    วิญญาณ อีกแล้ว…

    นี่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แปลกประหลาดของคุณป้าเปอร์ไซด์

    ตั้งแต่จำความได้ มันจะมีบางครั้งที่คุณป้าเปอร์ไซด์พูดกับตัวเองแบบนี้ แล้วบอกว่ากำลังคุยกับคุณวิญญาณอยู่

    แถมคุณป้ายังเป็นคนที่เชื่อเรื่องเล่าอย่างจริงจังของตำนาน [เผ่าที่หก] ที่เป็นเผ่าลึกลับแยกออกมาจากเผ่าทั้งห้าของทวีปคริสตัล

    เห็นบอกว่า [วิญญาณ] ที่คุยด้วยนั้น คือเผ่าที่หกที่ว่านี่ละ

    เป็นคนที่เพี้ยนจริง ๆ …



    “รีบไปเร็ว! ”

    คุณป้าเปอร์ไซด์ทำท่าจะวิ่งเข้ามาใกล้พวกเราสองคน

    ชิบหายแล้วไง

    “รีบหนีเร็วกรีด! ”

    “เอ๊? ทำไม!? อะไร? เกิดอะไรขึ้น!? ทำไมเอซต้องทำหน้าซีดเป็นไข่ต้ม---”

    เพราะว่าคุณป้านะไร้เดียงสามากนะสิ

    ถ้าคิดจะทำอะไร ก็มักจะลากคนอื่นให้ทำตามอย่างบริสุทธิ์ใจจนรู้สึกปวดหัวไปตาม ๆ กัน

    อย่างเช่นที่กำลังจะเกิดขึ้น ณ ตอนนี้...

    มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก

    วินาทีแรก แขนของพวกเราสองคนถูกปีกที่อ่อนนุ่มของคุณป้าคว้าเอาไว้ก่อนที่จะได้ทันหนีออกมา

    วินาทีที่สอง พวกเราถูกพละกำลังอันน่าเหลือเชื่อของคุณป้าวิ่งตัดผืนป่าไปที่ภูเขาไฟสีแดงฉาน

    ถูกวิ่งพาไปด้วยความเร็ว จนตัวของพวกเราสองคนลอยขึ้นมาจากพื้น เหมือนกับเป็นเพียงแค่เศษผ้าที่พริ้วไปตามแรงลมแบบนั้น…

    “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด! เร็วไปแล้วค่าาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!? ”

    เสียงของกรีดกำลังดังโหยหวนไปทั่วป่าและขุนเขา

    ส่วนผมนั้นกำลังทำใจหลับตายอมรับชะตากรรมอยู่…

    นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้เกี่ยวกับคุณป้าเปอร์ไซด์

    นั่นคือเธอมีพละกำลังกับความว่องไวเหนือเผ่ามนุษย์นกจนน่าตกใจ…



    “จะชนต้นไม้แล้ววววว! ”

    “ไม่ชนหรอก~ ฮึบ~”

    คุณป้าเปอร์ไซด์วิ่งลอดผ่านแมกไม้ที่ขวางทางได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยที่ความเร็วไม่ลดลง ราวกับมองเห็นอนาคตล่วงหน้าได้

    อีกเรื่องที่แปลกของคุณป้า… คือเธอสามารถรับรู้อันตรายล่วงหน้าได้เหนือเผ่ามนุษย์นกคนอื่น ๆ เลยละ

    อย่างเลเซอร์ที่ยิงมาจากหอคอยโนอาร์ใจกลางทวีปดรีมแลนด์แห่งนี้ คุณป้ายังสามารถบินหลับมันได้หน้าตาเฉยเลย

    ไอเลเซอร์นั่นนะ ขนาดระบบหลบหลีกรุ่นล่าสุดของยานรบยังหลบได้นานแค่ 5 วินาทีเองนะ

    แต่คุณป้ากลับสามารถหลบได้ทุกนัดตอนช่วยยัยลี่ในตอนที่เดินทางมาที่นี่…

    เห็นคุณป้าบอกว่าเผ่ามนุษย์นกนั้น มีสัญชาตญาณรับรู้อันตรายที่แหลมคมมาก

    ยิ่งถ้าฝึกฝนมันมาก ๆ จะยิ่งเฉียบคมจนถึงขนาดรับรู้อนาคตล่วงหน้าได้เลยละ

    แต่พูดตามตรงว่ายังไม่เคยเห็นมนุษย์นกคนไหนไปถึงขอบเขตนั้นได้ นอกจากคุณป้าเปอร์ไซด์

    อย่างไฮเจนที่เป็นเพื่อนของน้องดิวซ์ ยังทำได้แค่ระดับปกติทั่วไป คือแค่รับรู้สึกได้ว่า “เฮ้ย รู้สึกอันตราย! ” ล่วงหน้าราวสองสามวินาทีแค่นั้นเอง

    มันไม่เหมือนกับของคุณป้า ที่รับรู้ได้ราวกับมองเห็นว่าจะมีอะไรพุ่งเข้ามาตรงไหน เวลาไหนแบบนั้น



    ***ผ่านไปสิบนาที

    “รถด่วนเปอร์ไซด์ พามาส่งถึงที่แล้วค่ะ~! ”

    “ตา--- ตาลายไปหมดแล้วค่ะ…”

    “อยากอ้วก…”

    สุดท้ายก็ถูกพามาที่เขตภูเขาไฟของทวีปจนได้

    แต่อย่างน้อยก็พอจะทำให้รู้ ว่ากำลังอยู่ภาคเหนือของทวีปที่เป็นเขตภูเขาไฟอันร้อนระอุ

    ภูเขาไฟที่ร้อนระอุจนแผ่นดินเป็นเปลวเพลิง ดินแดนที่มีชื่อของนรกอันนามว่า [มหาตาปนมหานรก]

    เป็นหนึ่งในดินแดนอันตราย ที่แม้แต่ชนเผ่าท้องถิ่นอย่างชนเผ่าสัตว์ยังไม่กล้ามาตั้งรกรากเป็นถิ่นฐานอยู่อาศัย

    มันเป็นภูเขาที่เต็มไปด้วยสีเหลืองของแร่กำมะถันบริสุทธิ์ กับสีแดงฉานของลาวา และเปลวไฟสีน้ำเงิน 600 องศาเซลเซียสที่ลุกไหม้ อันเนื่องจากก๊าซกำมะถันและก๊าซอื่น ๆ จำนวนมากที่ถูกแรงดันอัดจนเป็นของเหลวปะทุขึ้นมาสัมผัสกับอากาศของโลกภายนอก

    ตามผิวดินที่เว้นว่างจากลาวากับเปลวไฟสีเงิน คือต้นไม้ไฟที่มีผิวเปลือกสีน้ำตาล ใบสีแดงกับน้ำเลี้ยงที่เป็นสารไวไฟ ต้นหญ้าดาบที่มีใบแหลมคมเทียบเท่าคมดาบอันตราย กับต้นหญ้าด้ายดำที่เป็นเส้นบาง ๆ สีดำกระจายไปทั่วทุกพื้นที่



    นอกจากต้นไม้ท้องถิ่นที่คุ้นตาดีเหล่านี้ ยังมีต้นไม้ประเภทใหม่ที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนรวมอยู่ในนั้นด้วย

    มันเป็นพืชที่คล้ายกับใบหญ้าสีเขียวสูงหนึ่งเมตรครึ่ง

    แต่รูปร่างของมันนั้น กลับมีลักษณะคล้ายปากกระบอกของท่อเหล็ก

    ในตอนนั้นเองที่มีสัตว์รูปร่างคล้ายหมีไร้ขน แต่มีเกล็ดหุ้มตัวเหมือนงูเดินผ่านมา

    มันเดินเข้าไปใกล้ต้นหญ้าที่เป็นท่อกลม ๆ เหล่านั้น ก่อนจะเริ่มใช้กรงเล็บหยิบพวกมันมาเข้าปากเพื่อกิน

    ในพริบตานั้นเองที่ส่วนหัวของเจ้าหมีถูกอะไรบางอย่างทิ่มทะลุจนตายคาที่

    ท่อทรงกลมของต้นหญ้า ได้ยิงอะไรบางอย่างออกมาแทงทะลุใส่หัวของมัน

    บางทีคงเป็นเมล็ดพืช…

    เมล็ดพวกนั้นมีลักษณะตรงปลายแหลมคมเหมือนกับหอก และมีสีเหลืองน่ากลัว

    เมื่อแทงทะลุแล้ว เมล็ดทรงหอกก็แตกตัว ก่อนจะกลายเป็นเปลวเพลิงสีน้ำเงินลุกไหม้สุกสว่างแผดเผาหัวเจ้าหมีจนกลายเป็นเถ้าถ่านไป…

    กลิ่นฉุนของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ลุกไหม้ได้ลอยเข้ามาแตะจมูก เลยทำให้เดาได้ว่าสารเหลวที่แตกออกมาจากข้างในเมล็ดนั้น บางทีอาจจะเป็นสารจำพวกกำมะถัน

    มันคงถูกอัดแน่นอยู่ในเมล็ดนั่นละ แต่การที่ทำให้กำมะถันที่มีจุดหลอมเหลวที่ 115.21 องศาเซลเซียส กับมีจุดวาบไฟ 205 องศาเซลเซียส กลายเป็นของเหลวอยู่ในเมล็ดแล้วลุกไหม้เป็นไฟได้นี่….

    มันทำได้ยังไงกันนะ? เพราะเหนือผิวดินที่ต้นไม้ขึ้น มันไม่น่าจะร้อนถึงขนาดนั้นหรอก

    เอาเถอะ คิดไปก็ปวดหัวเปล่า...



    นอกจากต้นไม้ที่ดูอันตรายพวกนั้นแล้ว ที่นี่ยังมีสัตว์ร้ายหลากชนิดอยู่อาศัยรวมอยู่ด้วย

    ซึ่งสัตว์ที่ปกครองภูเขานี้คือ [เนปเพรส เอจเนจ]

    เห็นพวกชนเผ่าท้องถิ่นบอกว่ามันเป็นอสรพิษที่มีสิบหัว พ่นไฟออกมาจากปากได้ และยังมีขนาดตัวสูงเฉลี่ยถึงสิบเมตร ยาวอีกห้าสิบเมตร และมีเกล็ดสีเหลืองหนาที่สามารถแผ่ไอร้อนได้ถึงหนึ่งร้อยองศา

    พวกมันมีนิสัยห่วงรัง ไม่ชอบให้มีสิ่งมีชีวิตอื่นมารุกราน และไม่ชอบออกจากเขตอยู่อาศัยของตัวเอง เลยทำให้ไม่พบสิ่งมีชีวิตตัวนี้ในเขตอื่นของทวีป

    พวกมันมีเป็นจำนวนน้อย แต่เพราะมีขนาดตัวที่ใหญ่น่ากลัวกับพละกำลังที่แข็งแกร่ง เลยทำให้พวกมันกลายเป็นจุดยอดสุดของระบบนิเวศในเขตภูเขาไฟ

    ข้อควรระวังอย่างหนึ่งสำหรับพวกมัน คือพวกมันมีความดุร้ายและขี้โมโหเป็นพิเศษมาก



    “และนี่คือข้อมูลทั้งหมดที่พอจะรู้จากตำราเรียนที่เคยอ่านมาครับ”

    “ฉลาดล้ำ! เอาสมองมาแบ่งให้ทางนี้บ้างสิ! ”

    “เก่งสุด ๆ ไปเลยน้า~ พี่สาวเปอร์ไซด์คนนี้รู้สึกภูมิใจแทนเอรีสจริง ๆ ~”

    สองสาวต่างกล่าวคำชมยกย่องให้

    คุณป้าเปอร์ไซด์นะไม่แปลกใจ แต่ยัยหุ่นกระป๋องกรีดนี่สิ ทำไมถึงไม่รู้เรื่องแบบนี้กัน?

    ตกลงในหัวของเจ้าหุ่นตัวนี้มันมีอะไรอยู่กันบ้างเนี่ย? หรือว่ามีแต่ความว่างเปล่าแบบนั้นหรือเปล่า?

    “แล้ว… น้องดิวซ์จะมาอยู่ที่นี่แน่หรือครับคุณเปอร์ไซด์? ”

    “คุณวิญญาณบอกมาแบบนั้นงะ~”

    ก็รู้อยู่แล้วอะนะว่าจะตอบแบบนี้… แต่มัน… อดที่จะตั้งความหวังถามไม่ได้อยู่ดี.. แต่ก็ยังได้คำตอบ… แบบนี้…

    สิ้นหวังแล้ว...

    “คุณวิญญาณบอกว่าให้มาทางนี้ มีคนที่น่าจะช่วยหนูเอซได้อยู่ ตามมาเลย~”

    “ครับ…”

    ตอนนี้คงได้แต่ยอมตามใจคุณป้าไปก่อน

    พวกเราสามคนเดินไต่เขาไปตามเส้นทางที่ไม่มีลาวา และเลี่ยงพวกพืชกับสัตว์อันตรายตามรายทางด้วยการนำทางของคุณป้า

    “มาทางนี้ดีกว่า~ รู้สึกว่าปลอดภัยกว่าเยอะเลย~”

    เธอเลือกเส้นทางที่ปลอดภัยด้วยสัญชาตญาณ จนทำให้รู้สึกราวกับกำลังเดินอยู่ทุ่งลาเวนเดอร์ที่แสนปลอดภัย

    … สงบสุขดีแฮะ

    ตอนที่เราออกเดินทางคนเดียว ต้องเจอกับการต่อสู้กับพวกสัตว์ป่าเพื่อเอาตัวรอดทุกวัน

    แต่พอมีคุณป้านำทาง กลับกลายเป้นเดินทางที่ราบรื่นจนน่าตกใจไปแทน

    มิน่ละ ถึงสามารถเอาตัวรอดในป่าได้เป็นวัน ๆ ทั้งที่มีนิสัยเรื่อยเปื่อยแบบนี้นะ



    “เห็นเมืองด้วยแฮะ”

    “ซุนไกท์อยู่ตรงนั้นสินะ ที่เมือง… ตรงไหน? ใจกลางทวีปหรือตรงริมหาดตรงนั้น? ”

    “เมืองตรงริมหาดนะ จะไปเลยไหมละ? ”

    “ไม่เอา เดียวหลงป่าอีกรอบแน่ ให้เอเลี่ยนอย่างนายนำทางให้ดีกว่า”

    “...”

    พวกเราเดินไต่ขึ้นเขาตรงไปที่ปากปล่องภูเขาไฟ จนถึงระดับที่สามารถเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกลไปทั่วทวีป

    วิวสวยแฮะ…

    ดินแดนที่เต็มไปด้วยหมู่เกาะลอยฟ้าตรงทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีป

    ใจกลางทวีปที่เป็นเมืองหลวงของชนเผ่าท้องถิ่นอันอุดมสมบูรณ์---

    เดียวก่อน ทำไมเมืองมันถึงพังไปครึ่งแถบแบบนั้นกันฟะ?

    หอคอยสีเทา… หนึ่ง… สอง… สาม… ทำไมถึงมีห้าเสาได้!? จำได้ว่าก่อนจะออกมาตามหาน้องดิวซ์ ยังพึ่งมีแค่สองหอคอยเองไม่ใช่เรอะ!?

    แล้วเมืองท่าของพวกเราที่ทิศตะวันออก--- ทำไมถึงมีหลุมอุกกาบาตปรากฏขึ้นที่นอกเมืองกันได้เนี่ย!?

    ระหว่างที่หายตัวไปเข้าป่าเพื่อตามหาน้องสาว มันเกิดบ้าอะไรขึ้นบนทวีปนี้กันบ้างเนี่ย!?



    จะว่าไป ทำไมเลเซอร์จากหอคอยถึงไม่ยิงโจมตีใส่พวกเรากันนะ?

    ระดับของพวกเราตอนนี้ น่าจะอยู่สูงจากระดับผิวดินด้านล่างมากกว่า 15 เมตร แต่กลับไม่มีเลเซอร์ยิงมาจากหอคอยใจกลางทวีปให้เห็น

    แถมถ้ามาคิดให้ดี พวกหมู่เกาะที่ลอยบนฟ้าในทิศตะวันตกเฉียงเหนือเองก็ไม่ถูกยิงร่วงลงมาเช่นกัน

    เป็นเพราะอะไร…

    จริงสิ ลองถามขำ ๆ จากยัยหุ่นกระป๋องเล่นดูดีกว่า

    “...กรีด เธอพอจะรู้หรือเปล่าว่าทำไมหอคอยโนอาร์ถึงไม่โจมตีพวกเราตอนนี้ กับหมู่เกาะที่ลอยฟ้าตรงนั้นนะ? ”

    แต่เธอคงไม่ตอบกลับมาหรอก เพราะขนาดโนอาร์ยังเก็บงำแล้วหลอกคนในเผ่าว่าเป็นเทพเจ้า---

    “ฉันเองก็ไม่รู้หรอก เพราะหน่วยความจำรับคำสั่งมันแยกจากกับของโนอาร์ แต่ถ้าให้เดา คงมีคนไปตั้งระบบคำสั่งเอาไว้แบบนั้น มันเลยล็อคเป้าเฉพาะ [สิ่งมีชีวิตที่ลอยเหนือผิวดินวัดขึ้นมา 15 เมตร] เพราะเอาจริง ๆ จะยิงลงน้ำ โจมตีลงบนพื้น ทำได้หมดแหละ ขอให้ระยะโจมตีไม่หลุดผิวโค้งของโลกก็พอ”

    ดันตอบมาจริง ๆ ซะอย่างงั้น...

    “ถ้ามีคนไปลงคำสั่งใหม่ เงื่อนไขการโจมตีก็จะเปลี่ยนไปได้เช่นกันด้วยนะ”

    “... ขอถามอะไรหน่อย เงื่อนไขการรับคำสั่งของพวกเธอนี่ สามารถแก้ไขได้เองหรือเปล่า? ”

    “ทำไม่ได้หรอก เพราะถูกลงคำสั่งเอาไว้แบบนั้น อย่างฉันเอง ยังไม่สามารถออกมาจากยานอย่างอิสระได้เลย ถ้าหากว่าไม่มีคำสั่งลงทะเบียนเจ้านายผู้รับใช้สั่งเอาไว้ ฉันก็เคลื่อนไหวตามใจชอบไม่ได้หรอกนะ”

    “ไม่ใช่เธอพึ่งบอก ว่ายังไม่ทันพบเจ้านายที่ชื่อซุนไกท์เลยหรอกหรือ? งั้นแปลว่าเขาก็ยังไม่ได้มอบคำสั่งให้เธอออกมาจริงไหม? งั้นตอนนี้ การที่เธอกำลังเดินและตัดสินใจตามหาเขาด้วยสำนึกของตัวเองอย่างมีอิสระมันแปลว่าอะไรกัน? ”

    “เรื่องนั้น--- เออ… จริงด้วยแฮะ”

    ยัยหุ่นกระป๋องเบิกตาโตด้วยความตกใจ

    ถึงจะยังไม่มีหลักฐานใด ๆ มายืนยัน แต่พอจะสรุปได้จากพฤติกรรมของยัยนี่แล้ว ว่าระบบอัจฉริยะโบราณของที่นี่ มีจิตสำนึกอิสระมากพอที่จะตัดสินใจลงมือแหกกฏเกณฑ์ที่ตั้งเอาไว้ได้ด้วยตัวเอง

    หรือก็คือ ถ้าหากวันหนึ่งยัยหุ่นโนอาร์ที่เห็นไร้เดียงสาเกิดดันมองดิวซ์กับพวกเราเป็นภัยอันตราย ยัยนั่นก็จะสามารถสั่งโจมตีฆ่าพวกเราด้วยอาวุธโบราณของทวีปนี้ได้ในทันทีนั่นละ

    แย่ละสิ แบบนี้คงต้องหาทางรับมือในอนาคตเอาไว้หน่อยเสียแล้ว

    “ว่าแต่เธอนี่ใจดีจังนะ นึกว่าเรื่องพวกนี้จะเป็นความลับที่บอกไม่ได้เสียอีก เพราะไม่เห็นโนอาร์คนนั้นบอกอะไรสักอย่างเลย”

    “ก็มันเป็นความลับของผู้สร้างพวกเรา ที่ไม่ควรให้พวกเอเลี่ยนรู้---...รู้...รู้ไปแล้ว…”



    พอรู้ตัวว่าหลุดพูดอะไรออกมา ยัยหุ่นกระป๋องก็ทำตาปรือราวกับกำลังจะร้องไห้

    “ฮึก… อีกแล้ว…เรื่องสำคัญแบบนี้… แต่กลับหลุดพูดออกไป... ฉันมัน... ชอบเป็นแบบนี้ทุกที… ไร้ประโยชน์… ทำได้แต่ถูกล้อเล่นใส่… แค่ควบคุมประชากรเต่าในสวนสนุกก็ยังทำไม่ได้… เป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว...”

    “อ่าว ๆ เอซทำเด็กผู้หญิงร้องไห้หรือคะ? ”

    “เปล่าครับ…”

    เรายืนมองใบหน้าของเด็กสาวเมดผมเงินด้วยความรู้สึกเวทนา

    ผมเรด้าของเธอทิ้งตัวลงอย่างหมดแรงจนชวนดูน่าสงสาร

    ช่วยไม่ได้วุ้ย

    “ไม่เป็นไร เรานะไม่เอาไปบอกใครหรอก”

    “...ไม่เชื่อ”

    “เชื่อเถอะ เพราะเราเองก็ยังไม่อยากตายนะ”

    อันนี้พูดจริง

    ความลับของสิ่งที่หลับใหลในทวีปนี้ ความลับที่ยัยหุ่นโนอาร์ไม่ยอมปริปากพูดแม้แต่กับเจ้าสิงโตคนนั้น คิดว่าถ้ามีคนเอาไปแฉจะเกิดอะไรขึ้นกันละ?

    ถึงจะไม่รู้ว่าโนอาร์คนนั้นมีนิสัยยังไง แต่ในอดีตมันมีสาเหตุที่ทำให้อารยธรรมล้ำยุคล่มสลายอยู่ โดยมีแค่ระบบหุ่นยนต์อย่างพวกเธอที่รอดมาได้

    แถมพวกเธอยังเลือกที่จะปกปิดมันให้เป็นความลับจากเผ่าตัวเองอีกด้วย

    จะบอกว่ามีอันตรายบางอย่างซ่อนอยู่ในประวัติศาสตร์อย่างงั้นหรือ?

    แน่นอนว่าตอนนี้ยังไม่รู้

    ถ้ายังไม่แน่นอนถึงความปลอดภัยหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตกับทวีปนี้ แล้วจะให้พูดซี้ซั้วออกได้ยังไงกันจริงหรือเปล่า?



    พอพูดถึงเหตุการณ์ในอดีตแล้ว---

    “แล้วเธอพอจะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพวกเธอให้เราฟังได้หรือเปล่า? ”

    “นั่นไง ปากบอกจะไม่พูด แต่เล่นถามแบบนี้ใครจะเชื่อนายกันยะ? คราวนี้ไม่หลุดบอกให้เอเลี่ยนอย่างนายรู้หรอก”

    ก็นั่นสินะ… แม้แต่ยัยหุ่นกระป๋องยังไม่อยากบอก งั้นมันคงมีความลับอันตรายจริง ๆ อย่างที่คิดนั่นละ

    แต่เพราะแหย่มากไปหน่อย ตอนนี้ยัยนี่เลยทำท่าจะร้องไห้ออกมาให้เห็น

    ช่วยไม่ได้ คงต้องใช้วิธีนี้ปรับอารมณ์เธอแล้ว...

    “ขอบคุณนะ”

    “ขะ--- ขอบคุณอะไรของแกไอเอเลี่ยนจอมเจ้าเล่ห์! ”

    “ขอบคุณที่ใจดีไม่ฆ่าปิดปากไง”

    “!?! ”

    ว่าแล้วเธอก็หน้าแดงแปรดเป็นลูกตำลึง…

    หุ่นยนต์หน้าแดงได้ด้วย?

    สร้างมาดีจริง ๆ

    “จะ--- ใจดีอะไรกัน! ... แต่ถ้าสำนึกในความใจดีนี้ ก็เก็บมันเป็นความลับลงหลุมไปด้วยซะละเจ้าเอเลี่ยนมนุษย์! แล้วฉันคนนี้จะใจดียอมละเว้นชีวิตให้ โฮ่ โฮ่ โฮ่! ”

    เธอว่าเช่นนั้น

    พอพูดเหมือนกับว่าเธออยู่สูงส่งกว่าหน่อย ก็ทำให้เธออารมณ์กลับมาดีตามเดิมได้ในทันทีเลยแฮะ

    ค่อยยังชั่วหน่อย

    เพราะเราไม่อยากเดินทางไปพร้อมกับบรรยากาศที่หมดหม่องหรอกนะ

    “รู้จักวิธีทำให้แฟนกลับมาอารมณ์ดีด้วยนะนี่~ ร้ายไม่เบาเลยนะหนูเอซ~”

    ก่อนจะโดนคุณป้าเปอร์ไซด์แซวปิดท้ายเช่นนั้น...

    “ก็บอกว่าไม่ใช่แฟนยังไงเล่า…”



    พวกเราใช้เวลาเดินปีนเขาอีกราวหนึ่งชั่วโมง จนในที่สุดก็มาถึงปากปล่องภูเขาไฟ

    “ถึงแล้ว! คุณวิญญาณบอกว่าให้สิ่งที่นอนอยู่ข้างในนี้ช่วยตามหาคนได้ละ~”

    “ข้างใน? ”

    เราลองก้มลงไปมองข้างในปากปล่องภูเขาไฟ

    ข้างในปากปล่องนั้น มีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่กำลังนอนอยู่ท่ามกลางซากโครงกระดูกของสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายกับงูที่มีสิบหัว

    เจ้าตัวที่นอนลงบนซากภูเขากระดูกนั้น มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ควรมีเฉพาะในทวีปคริสตัล ทวีปบ้านเกิดของผมเท่านั้น

    มันคือ [มังกร]

    แต่เจ้ามังกรตัวนี้ออกจะแตกต่างจากที่เคยเห็นอยู่

    มันมีเกล็ดสีดำอมแดงที่ส่องประกายราวกับเหล็กกล้าชั้นดี

    มีปีกที่กว้างถึงหนึ่งร้อยเมตร กับขนาดตัวที่ใหญ่ถึงห้าสิบเมตร

    เป็นตัวตนที่ดูพิเศษ และทรงอำนาจมากกว่ามังกรปกติที่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิต

    แล้วในตอนนั้นเอง ที่เรานึกถึงข่าวลือในรั้วโรงเรียนที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณเดือนที่แล้ว

    ที่มีคนโพสในกระทู้ ว่าพบเงาดำขนาดใหญ่บินออกไปจาก [ต้นไม้โลก] ของทวีปของคริสตัล

    หรือว่าจะหมายถึงเจ้าตัวนี้?

    เจ้าตัวที่ปรากฏอยู่ในตำนานของเผ่ายักษ์ อสูรแห่งการกลืนกินในตำนานของทวีป

    ตัวที่ถูกเรียกว่า---

    “สายพันธุ์พิเศษในตำนาน [มังกรทมิฬ] ? ”

    เรารีบหันไปมองหน้าคุณป้าเปอร์ไซด์

    แต่ทว่าคุณป้าในตอนนี้---

    “อุ้ย! นึกว่าคุณวิญญาณจะนำมาหาใคร ที่แท้ก็คุณที่นอนพุงกะทินี่เอง~♬ คิดถึงจัง~ คุณที่นอนค่ะ~ ช่วยพี่สาวคนนี้หน่อยตามหาคนหน่อยจิ~♪”

    ---กำลังลงไปคลุกพุงกะทิของมังกรสีดำอย่างสนิทชิดเชื้อแบบไม่กลัวตายอยู่

    เดียว เดียว เดียว!

    ถ้าเจ้านี่อาละวาดขึ้นมา มีหวังได้ตายยกทีมกันหมดเลยนะครับคุณป้า!

    เห็นเศษกระดูกตรงนั้นหรือเปล่าครับ! อยากเป็นอย่างพวกนั้นหรือครับคุณป้า!

    แต่ก่อนที่จะได้ทันหยุดความบ้าระห่ำอันไร้เดียงสาของคุณป้า เจ้ามังกรมันก็ลืมตาตื่นขึ้นมาก่อนเสียแล้ว…

    ขอโทษนะดิวซ์ ดูท่าชีวิตของพี่ชายคนนี้คงต้องมาจบลงตรงนี้ วันนี้แล้วละ