เช้าวันต่อมาความมืดมิดได้ถูกขับไล่ออกไป และเข้าแทนที่ด้วยแสงสว่างแห่งรุ่งอรุณ
ณมหาวิทยาลัยซูโจว ห้องแล็บสาขาวิทยาศาสตร์และชีววิทยา
เวลานี้ถึงจะยังไม่มีนักศึกษาแต่ภายในห้องไม่ได้ไร้ผู้คนแต่อย่างใด
ปรากฏชายหนุ่มสวมแว่นคนหนึ่งที่กําลังทําการค้นคว้าและวิจัยอย่างจริงจังสีหน้าของเขาเผยให้เห็นถึงความเคร่งเครียดในทุกวินาที
และเขาคนนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก...ต้วนหยาง!
หลังจากที่ได้รับตัวอย่างการทดลองและสูตรการสร้างโพชั่น CP-ZERO มา ต้วนหยางก็ได้มาที่นี่และทําการค้นคว้าเกี่ยวกับมันมาตลอดทั้งคืน
โดยตอนนี้แม้จะยังไม่ได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจมากนักแต่ความคืบหน้าในการวิจัยก็ดําเนินการไปได้อย่างราบรื่น เกรงว่าหากเขามีคนช่วยทุกอย่างมันก็คงจะเร็วได้มากกว่านี้
แต่ต้วนหยางก็รู้ดีว่าการวิจัยเกี่ยวกับโพชั่น CP-ZERO นี้ เป็นเรื่องลับระดับสุดยอดหากแพร่งพรายออกไป ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความฉิบหายมากมายจะมาเยือนเขาและเพื่อนของเขา
ดังนั้นไม่ว่าจะเหนื่อยมากแค่ไหนเขาก็จะพยายามให้สุดความสามารถ
หลายนาทีผ่านไป
เฮ้อ…
ต้วนหยางหยุดการวิจัยและถอนหายใจยาวออกมา
“ในที่สุดก็ได้โครงสร้างคร่าวๆของมันสักที…’’มองไปยังข้อมูลที่ถูกใส่ไว้อย่างละเอียดบนเอกสารตรงหน้าต้วนหยางก็พยักหน้าขึ้นอย่างพึงพอใจ ดูทรงแล้วเขาคงต้องใช้เวลาอีกสักวันสองวันถึงจะได้ตรงตามความต้องการ
“ดังนั้นแล้วตอนนี้ฉันควรรีบเก็บกวาดทุกอย่างนี้และรีบกลับไปพักผ่อนเพื่อเตรียมพร้อมสําหรับในตอนกลางคืน’’ต้วนหยางมองดูเวลาปัจจุบัน และตัดสินใจเก็บกวาดทุกอย่าง
ไม่ช้าทั่วทั้งห้องแล็บก็ปราศจากร่องรอยการค้นคว้า
ต้วนหยางจึงออกจากมหาวิทยาลัยและตรงดิ่งกลับบ้านในทันที
…
เวลาเดียวกัน
บ้าน
วันนี้จางเจิ้นได้ตื่นนอนเร็วเป็นพิเศษเขามีความต้องการไปรับชมการทดสอบรอบสุดท้ายของพี่สาวฉี
วินาทีต่อมา
“เจ้าดํา’’ จางเจิ้นทักทายเจ้าดําที่กระโดดเข้ามาในสวนหลังบ้าน
เมี๊ยว!
เจ้าดําขานตอบแล้วกวักมือของมันอย่างน่ารัก
จางเจิ้นยิ้มให้กับมันและหยิบโทรศัพท์ของเขาขึ้นมาดูเวลาแน่นอนว่าเขาเองก็ไม่ลืมเช็คข้อความที่ปัญญาประดิษฐ์ A.R.O.N ส่งมาทิ้งไว้เช่นกัน
“หึๆนายหงุดหงิดอย่างนี้ไปก่อนเถอะ’’ จางเจิ้นหัวเราะหึๆอย่างชั่วร้าย ข้อความมากมายที่ส่งมาล้วนเป็นข้อความแห่งความโกรธและไม่สบอารมณ์ กระทั่งด่าเขาก็ยังมี
แล้วแบบนี้เขาควรตอบอย่างนั้นเหรอ?
แน่นอนว่าไม่!
สําหรับชายหนุ่มแล้วถึงเขาจะโกรธแค้นเด็กชายตัวน้อยมากมายแต่เขาก็รู้ตัวดีว่าตัวเองไม่สามารถทําอะไรอีกฝ่ายได้อย่างแน่นอน ดังนั้นการไม่ตอบข้อความของคนที่กําลังโกรธจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเอาคืน อย่างน้อยด้วยวิธีนี้ก็มั่นใจได้เลยว่าไม่ว่าจะเป็นใคร
ทุกคนจะต้องอารมณ์เสีย!
“ฉันไปล่ะ’’ครู่ต่อมา จางเจิ้นยิ้มให้กับเจ้าดําและออกจากบ้านทันที
…
สามสิบนาทีผ่านไป
ณบริษัท JC
“ฉีซีนี่คุณยังกล้ามาที่นี่อีกเหรอ?’’บนทางเดิน เหวินลิ่วสังเกตเห็นหญิงสาวที่เข้ามาจึงอดหัวเราะเยาะไม่ได้เขาไม่เข้าใจว่าเธอไปเอาแรงใจมาจากไหน ถึงได้กล้ามาที่นี่ในวันนี้อีก?
“นังผู้หญิงไม่เจียมตัว!วันนี้แกอยู่บ้านเฉยๆก็ดีแล้ว ดันทุรังมาที่นี่ก็มีแต่จะทําให้ตัวเองขายหน้าเปล่าๆ!’’เสวี่ยอิ้งที่ยืนข้างๆมีสีหน้าดูถูก คนที่ไม่มีเพลงจะเอาอะไรมาเข้าทดสอบ?
น่าสมเพชจริงๆ!
เหวินลิ่วและเสวี่ยอิ้งมองหน้ากันในใจอดคิดผิดหวังไม่ได้ที่ประเมินหญิงสาวตรงหน้าไว้สูงเกินไป
กลับกันทางด้านของฉีซีเพียงนิ่งเงียบไม่ตอบคํา เธอคร้านเกินที่จะอธิบายให้กับสองคนนี้ฟังอีกอย่างเมื่อคืนเธอก็ฝึกซ้อมกับเพลงชั่วนิจนิรันดร์มาเกือบทั้งคืนเธอจึงได้นอนเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นจึงเป็นเหตุผลที่เธอไม่อยากเสียแรงโดยเปล่าประโยชน์ไปกับสองคนนี้
โดยไม่รอช้าหญิงสาวเลือกที่จะเมินเฉยและเดินผ่านคนทั้งสองไป
“นังผู้หญิงนี่…’’เหวินลิ่วกับเสวี่ยอิ้งแทบไม่อยากเชื่อสายตาทั้งสองไม่เคยคิดเลยว่าเธอคนนี้จะกล้าเมินพวกเขาแบบนี้
กล้าดียังไง!
อย่างไรก็ตามคนทั้งสองทําได้เพียงกัดฟันกรอดเก็บงําความโกรธเอาไว้และเดินตามหญิงสาวไปอย่างรวดเร็ว
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่...
การทดสอบรอบสุดท้ายของการออดิชันก็ได้มาถึง!
ห้องโถงใหญ่
เวลานี้ได้เต็มไปด้วยผู้คนมากมายส่วนใหญ่แล้วล้วนมารับชมว่าใครจะเป็นผู้ชนะ
ซึ่งนอกจากพวกเขาแล้วก็ยังมีห้ากรรมการผู้ตัดสินที่ถูกรับเชิญมาเป็นพิเศษอีกด้วยพวกเขานั่งอยู่ตรงที่นั่ง VIP โดยมีแม่เฒ่าคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงใจกลางของพวกเขา
และเธอคนนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก...แม่เฒ่าผิง!
หนึ่งในอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญแห่งบริษัทDDY !
วินาทีต่อมา
“พวกคุณเองก็ถูกเชิญมาเหมือนกันอย่างนั้นเหรอ?’’ชายวัยกลางคนๆหนึ่งได้เดินเข้ามาที่ข้างๆและทักทายพวกเขา
“โอ้อาจารย์โหลว!’’ กรรมการผู้ตัดสินทั้งห้าอ้าปากกว้างอย่างประหลาดใจพวกเขาไม่คิดมาก่อนว่าหนึ่งในอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเช่นอีกฝ่าย จะได้มาที่นี่เหมือนกัน
หนึ่งในนั้นจึงถามขึ้นมา
“แม่เฒ่าผิงนี่คุณเชิญเขามาด้วยอย่างนั้นเหรอ?’’
“ใช่ฉันคิดว่ายิ่งคนเยอะเท่าไหร่ การตัดสินใจของเราก็จะมีนํ้าหนักมากขึ้นไปอีกดังนั้นไม่ว่าใครก็ตามก็จะไม่สามารถหาข้ออ้างในการโจมตีบริษัทของเราได้’’แม่เฒ่าผิงพยักหน้าเบาๆ เธอดูเฉื่อยชาเป็นอย่างมาก
“งั้นผมนั่งตรงนี้แล้วกันนะ’’อาจารย์โหลวที่ได้ยินก็หัวเราะเบาๆและเลือกที่นั่งของตัวเอง
ระหว่างนี้เองห้ากรรมการผู้ตัดสินก็ได้ถามเกี่ยวกับความคิดเห็นของชายวัยกลางคนว่าใครจะได้รับชัยชนะ
แน่นอนว่าอาจารย์โหลวไม่ได้ปิดบังเขาบอกความจริงเรื่องที่ว่าเขาช่วยเหวินลิ่วในการเขียนเพลงออกไปแน่นอนว่าถึงจะไม่ยุติธรรม แต่ตราบใดที่เพลงนั้นไม่เคยโผล่ขึ้นมาบนโลกมาก่อนมันก็ไม่ผิดกติกา!
เหตุนี้เองห้ากรรมการผู้ตัดสินจึงเข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่าสถานการณ์เป็นเช่นไร
“แน่นอนว่าแม่เฒ่าผิงคงไม่สนใจคนที่จะชนะอยู่แล้ว’’อาจารย์โหลวหัวเราะขึ้นและส่งสายตาไปทางหญิงชรา
ห้ากรรมการผู้ตัดสินมองหญิงชราแล้วถอนหายใจเหมือนกันพวกเขารู้ดีว่าเธอมาที่นี่เพื่อหาผู้มีพรสวรรค์ ไม่ว่าคนๆนั้นจะชนะหรือแพ้หากไร้ซึ่งพรสวรรค์แล้ว ก็จะไม่ได้รับความสนใจจากเธอ
วินาทีต่อมา
เหวินเปาที่อยู่บนเวทีได้ประกาศรายชื่อของทั้งสองคนที่จะเข้ารับการออดิชันรอบสุดท้ายพร้อมทั้งอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับกฏกติกาการให้คะแนนออกไป
ทําให้ผู้คนจํานวนมากเข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่าการแข่งขันครั้งนี้จะมีห้ากรรมการผู้ตัดสินที่ถูกเชิญมาจากบริษัท DDYเป็นคนให้คะแนน พร้อมกับแม่เฒ่าผิงและอาจารย์โหลวผู้โด่งดัง
ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด
หนึ่งนาทีผ่านไป…
เสวี่ยอิ้งที่มีรายชื่อเป็นคนแรกได้ขึ้นไปบนเวทีเพื่อทําการทดสอบ
ซึ่งเมื่อเสียงดนตรีและเพลงสิ้นสุดลงเธอก็ได้เดินกลับมาพร้อมรอยยิ้มของผู้ชนะ โดยส่งสายตาให้กับฉีซีอย่างเป็นนัย
ดูเอาไว้ซะนังโง่!
ฉีซีไม่ได้สนใจแม้แต่น้อยเธอเตรียมตัวเองให้พร้อมเป็นครั้งสุดท้ายและส่งไฟล์เพลงชั่วนิจนิรันดร์ให้กับทีมงานเพื่อที่พวกเขาจะได้เลือกเสียงดนตรีของโน้ตเพลงได้ถูก ก่อนเดินขึ้นบนเวทีไปด้วยท่าทางสบายๆ
ทางด้านห้ากรรมการผู้ตัดสินและสองอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญรู้สึกแปลกใจกับท่าทางของเธอไม่น้อย
ในความคิดของพวกเขาคนที่ไร้การสนับสนุนและไม่มีคนเขียนเพลงให้ ไม่ควรที่จะมีเพลงได้
แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น!
เธอคนนี้มีเพลงได้ยังไง?
เหวินลิ่วและเสวี่ยอิ้งเองก็ผงะไปเหมือนกันทั้งสองไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็นเป็นอย่างมาก
กลับกันเหวินเปาเพียงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม ไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่
มีเพียงชายหนุ่มแซ่จางที่ยืนอยู่ในฝูงชนเท่านั้นที่หัวเราะออกมาเบาๆ
มันจะเริ่มขึ้นแล้วสินะ?
วินาทีต่อมา
เมื่อหญิงสาวแซ่ฉีได้ขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีและเสียงดนตรีได้เริ่มขึ้น ท่าทีของเธอก็ได้เปลี่ยนไป
พริบตาท่ามกลางสายตาจับจ้องนับไม่ถ้วนเธอได้ขับร้องนํ้าเสียงอันอ่อนโยนออกมา