จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 139 สี่คุณชายนครหลวง

                ไป๋หยุนเฟยก็ถูกดึงดูดความสนใจด้วยเช่นกันหลังจากได้ยินคำว่า‘นครหลวง’ “เทียนหมิง” มันเอ่ยขึ้น “หรือว่า‘สี่คุณชายนครหลวง’ก็เป็นบุตรชายของสี่ตระกูลใหญ่เช่นกัน?เจ้าพอจะเล่าเรื่องของพวกมันได้หรือไม่?”

                “เหลือเชื่อ!พวกท่านกลับไม่เคยได้ยินชื่อของสี่คุณชาย? เหล่าผู้เยาว์เช่นเราล้วนยึดถือพวกเขาเป็นแบบอย่างทั้งสิ้น!” เทียนหมิงกล้าวด้วยความเทิดทูน คล้ายกับว่ามันให้การยกย่องแก่‘สี่คุณชายนครหลวง’ไว้อย่างสูง

                “สี่คุณชายนครหลวง สุรา นารี โลภะและโทสะ!”

                เทียนหมิงกล่าวคำทั้งแปดด้วยความภาคภูมิหากไม่รู้จักกันดีพอคงต้องคิดว่าเทียนหมิงเองเป็นหนึ่งในคุณชายทั้งสี่แล้ว

                “คำเรียกขานเหล่านี้หมายถึงถึงวีรบุรุษอายุเยาว์ทั้งสี่จากสี่ตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงตระกูลเจิ้ง ตระกูลเฉิน ตระกูลจินและตระกูลหวง ในทั้งสี่ตระกูลนั้นตระกูลเจิ้งนับว่าโดดเด่นที่สุดเนื่องเพราะเป็นที่รู้จักว่าเป็นหนึ่งใน‘ห้าตระกูลใหญ่’ ที่เหลืออีกสามตระกูลแม้ไม่ได้เป็นหนึ่งใน‘ห้าตระกูลใหญ่’แต่ก็นับได้ว่ามีบารมีอันยิ่งใหญ่ทั้งยังมากด้วยอิทธิพล”

                ไป๋หยุนเฟยเลิกคิ้วขึ้นยามได้ยินคำกล่าวถึงตระกูลเจิ้งแต่แทนที่จะขัดจังหวะเทียนหมิง ไป๋หยุนเฟยกลับปล่อยให้อีกฝ่ายกล่าวต่อ

                “เฉินเชียนถาน ‘คุณชายสุรา’ แห่งบ้านตระกูลเฉิน ตามตำนานกล่าวว่ายามที่เขาถือกำเนิดก็ถูกแช่ในบ่อสุรานับพันขวดเขารักสุรายิ่งกว่าชีวิตและไม่เคยหยุดกรอกสุราเข้าปากเขาดื่มจนกระทั่งเมามายอยู่ตลอดเวลา วิชาลับของตระกูลเฉิน‘วิชาหมัดเมา’เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นเคล็ดวิญญาณที่‘ไร้เทียมทาน’ในด้านหมัดมวย”

                “ตระกูลเจิ้ง ‘คุณชายนารี’ เจิ้งไค ในตระกูลเจิ้งเขาเป็นบุตรชายคนรองและบางครั้งเป็นที่รู้จักกันในนาม‘คุณชายรองเจิ้ง’ เขากล่าวว่าตนเองเป็นดั่ง‘ต้นไม้หยกต้านลม งามเหนือพานอัน’ทั้งยังคู่ควรให้‘ดอกลี่ฮัวโน้มหาไห่ถัง’ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเขาเรียกตนเองว่าเป็น‘หัตถ์วิเศษปลิดบุปผา’ แม้จะฉายา‘คุณชายนารี’แต่กลับไม่ได้มีความหมายในทางเหยียดหยามแม้จะเป็นที่รู้จักว่าชอบเด็ดดมบุปผา แต่ก็ไม่เคยบังคับจิตใจสตรี พวกนางล้วนติดตามเขาด้วยความยินยอมกล่าวได้ว่าเป้าหมายสูงสุดในชีวิตเขาก็คือ‘เชยชมสาวงามทั่วหล้าโดยไม่เหลือให้ผู้อื่นได้เชยชม’ ด้วยเหตุนี้จึงสมควรให้บุรุษทุกคนตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขาแต่ในขณะเดียวกันทุกคนก็ล้วนอิจฉาเลื่อมใสในตัวคุณชายรองเจิ้ง”

                “ตระกูลจิน ‘คุณชายโลภะ’จินหม่านโหลวด้วยวัยเยาว์เพียงยี่สิบก็สามารถเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินทั้งตระกูลได้แล้ว ---ทั้งยังทำกำไรได้ดียิ่งกว่ารุ่นก่อนด้วยซ้ำทำให้ความมั่งคั่งของตระกูลเพิ่มพูนขึ้นอย่างมากมายจนเทียบได้กับทั้งอาณาจักรมิหนำซ้ำยังใช้จ่ายราวกับสายน้ำ ตราบใดที่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยเงินทอง ก็ไม่ถือเป็นปัญหาให้ต้องกังวลไม่เพียงเท่านั้น จินหม่านโหลวยังเป็นคนใจบุญสุนทานที่สุดในอาณาจักรอีกด้วยไม่ว่าจะไปทำการค้าที่ใด ที่นั่นก็จะปราศจากคนยากไร้”

                “และสุดท้าย ‘คุณชายโทสะ’ หวงปิน แห่งบ้านตระกูลหวง ด้วยความที่เป็นคนเที่ยงตรงถือคุณธรรม วีรกรรมของเขาจึงขจรขยายทะลุเมฆด้วยเป็นคนตรงไปตรงมาและยึดถือคุณธรรมโดยไม่ถือตัวว่าร่ำรวยคอยให้ความช่วยเหลือผู้ยากไร้ในคุณชายทั้งสี่เขาจึงได้รับความเคารพที่สุด มีสหายนับไม่ถ้วนและผู้มาพึ่งพิงอีกนับพัน--- หลายคนในนั้นยังเป็นผู้เข้มแข็งในเส้นทางของตน แต่ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าก็คือพรสวรรค์ของเขานั่นเป็นพรสวรรค์ที่ร้อยปีจะพบพานได้สักครั้ง!ด้วยอายุเพียงยี่สิบสี่ก็สามารถบรรลุถึงด่านบรรพวิญญาณได้แล้ว!”

                “ในเมืองหลวง ทั้งสี่คนล้วนโดดเด่นเหนือคนวัยเดียวกันดังนั้นคุณชายทั้งหลายในเมืองหลวงจึงใช้ทั้งสี่เป็นแบบอย่างจะยกเว้นก็แต่เหล่าองค์ชายเชื้อพระวงศ์ สุดท้ายแล้วองค์ชายทั้งหลายก็ไม่ใช่ผู้ที่จะ‘เอ่ยถึง’โดยพร่ำเพรื่อได้”

                เทียนหมิงกล่าวด้วยความมั่นใจขณะบอกเล่าถึงเรื่องของ‘สี่คุณชายแห่งเมืองหลวง’ให้แก่ไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงได้รับทราบดูไปคล้ายกับว่าการ‘บรรยาย’แก่พี่ชายทั้งสองเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างที่สุด

                “เจิ้งไค...”ไป๋หยุนเฟยก้มศีรษะลงเล็กน้อยด้วยท่าทีกังขามันไม่คาดคิดว่าจะได้ยินชื่อของอีกฝ่ายที่นี่ แต่ทว่า... “คุณชายนารี?หรือมันจะเป็นคุณชายเจ้าชู้กรุ้มกริ่มจริงๆ?”ไป๋หยุนเฟยไม่อาจหาจุดเชื่อมโยงระหว่างคุณชายลึกลับที่ช่วยเหลือตนเองจากสมรภูมิเดรัจฉานที่เมืองลั่วซีเมื่อครั้งกระโน้นกับ‘คุณชายนารี’ที่เทียนหมิงกล่าวถึงได้จริงๆ“อาจบางทีจะเป็นเรื่องบังเอิญที่ทั้งคู่มีนามเดียวกันก็ได้?”

                “เพ้ย! ‘สี่คุณชายนครหลวง’อะไรนั่นไฉนข้าจึงรู้สึกว่าขวางหูขวางตานัก? โดยเฉพาะ‘คุณชายนารี’อะไรนั่น! ไม่ทราบเพราะหตุใดข้าจึงอยากทุบตีมันนัก...”ระหว่างที่ไป๋หยุนเฟยกำลังพึมพำ จิ้งหมิงเฟิงก็โพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ“ช่างหัวพวกมันเถอะพวกมันก็แค่ผู้เยาว์ที่พึ่งพาอำนาจของตระกูลและบิดามารดาเท่านั้น! พี่น้องทั้งสอง หากข้าคิดจะโด่งดังป่านนี้ข้าคงเป็นที่รู้จักไปทั้งแผ่นดินแล้ว!ด้วยฉายาที่ยิ่งใหญ่ไม่ด้อยไปกว่าพวกมันด้วยซ้ำ!”

                ไป๋หยุนเฟยไม่อาจห้ามตนเองไม่ให้เย้าแหย่มันได้“มิผิด ถูกต้องที่สุด ไม่มีใครจะเหนือกว่าเจ้าซึ่งใบหน้าหล่อเหลาเป็นที่สุดไปได้ไม่ใช่ว่าเจ้าเป็นโจรผู้ดีหรอกหรือ? ถ้าเช่นนั้นข้าคิดว่าฉายาเจ้าควรจะเปลี่ยนเป็น‘ขุนโจร*’แทน”

                อันที่จริงไป๋หยุนเฟยเพียงคิดจะหยอกล้อเรื่องที่จิ้งหมิงเฟิงมีนิสัยชอบเปลี่ยนโฉมหน้าบ่อยครั้งบ่อยจนกระทั่งแม้แต่ไป๋หยุนเฟยเองก็ไม่แน่ใจว่าใบหน้าไหนของจิ้งหมิงเฟิงถึงจะเป็นใบหน้าที่แท้จริงแต่คล้ายกับมันไม่ได้ยินคำพูดเป็นนัยของไป๋หยุนเฟยหรือบางทีอีกฝ่ายจะเพียงมุ่งความสนใจต่อคำพูดท้ายประโยคเกินไป

                “‘ขุนโจร’? บัดซบ เหล่าไป๋เจ้าช่างฉลาดล้ำเลิศจึงได้นึกฉายาอันยอดเยี่ยมเช่นนั้นออกมาได้!” จิ้งหมิงเฟิงใคร่ครวญอย่าง‘จริงจัง’อยู่ชั่วครู่ มิคาดว่ามันจะเอ่ยประกาศออกมาหน้าตาเฉย “ข้าตัดสินใจแล้ว! วันหน้าเมื่อนายน้อยของเจ้าเดินทางท่องโลก ข้าจะใช้ฉายานี้!”

                และดังนั้น ฉายา‘ขุนโจร’ที่สะเทือนทั้งแผ่นดินก็ถือกำเนิดขึ้นจากที่ไป๋หยุนเฟยโพล่งคำพูดล้อเล่นเปะปะเช่นนี้เอง...แน่นอนว่า หากจิ้งหมิงเฟิงต้องอธิบายฉายาของตน มันต้องกล่าวว่า ---“ที่จริงนี่เป็นเพียงงานอดิเรกของข้า...”

                เมื่อได้เห็นจิ้งหมิงเฟิงสีหน้าจริงจังไป๋หยุนเฟยก็หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้มันจึงได้แต่สั่นศีรษะอย่างอับจนปัญญาก่อนจะหันไปหาเทียนหมิง “อา เทียนหมิงเจ้าบอกว่า‘สี่คุณชายนครหลวง’อ้างอิงจาก‘สุรา นารี โลภะและโทสะ’ ถ้าเช่นนั้น‘สี่คุณชายเมืองเกายี่’เล่ามีฉายาว่าอะไร? ”

                “กิน ดื่ม เล่นและรื่นรมย์”

                ไป๋หยุนเฟยเหม่อมองอีกฝ่ายอย่างซึมเซามันนึกไม่ออกว่าจะเอ่ยปากอะไรดี ในขณะที่จิ้งหมิงเฟิงซึ่งกำลังเพ้อฝันว่าจะกลายเป็น‘ขุนโจร’ผู้โด่งดังทั่วแผ่นดิน ก็แทบจะสะดุดล้มใส่อ้อมอกของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่ง

                จิ้งหมิงเฟิงมองดูเทียนหมิงด้วยตาที่เบิกกว้าง“เจ้าว่าอะไร? บอกให้ข้าฟังอีกครั้ง... กิน ดื่ม เล่นและรื่นรมย์?”

                “มิผิด...”เทียนหมิงตอบด้วยความกระดาก “นั่น... ที่จริงก็ไม่ได้น่าฟังเท่า‘สุรา นารี โลภะและโทสะ’แต่พวกเราก็เพียงแค่นึกสนุกตั้งขึ้นเท่านั้น...”

                จิ้งหมิงเทียนมองดูเทียนหมิงด้วยแววตาชื่นชม“เหอะ เหอะ ข้าคิดว่าเจ้าและสหายช่างน่าสนใจนัก เล่ามาไม่ใช่ว่าเจ้าบอกว่าตนเองเป็น‘เจ้าแห่งการเล่น’ หนึ่งในสี่คุณชายหรอกหรือ?”

                “ถูกแล้ว ที่ผ่านมาข้าใช้เวลาทั้งวันเล่นสนุกทั้งยังทุ่มเทความสนใจต่อการละเล่นที่น่าสนุกทั้งหลายดังนั้นสุดท้ายข้าก็ได้รับฉายานี้มา” เทียนหมิงอธิบายอย่างประหม่า

                “’เจ้าแห่งการกิน’ หมายถึงเจ้าคนอ้วนจากตระกูลจ้าว จ้าวเหลียง คนผู้นี้มักจะกินอาหารรสเลิศแปลกใหม่ไม่ก็ราคาแพงทุกครั้งที่มีโอกาสคราหนึ่งมันรับประทานลูกหมูย่างหนักร่วมร้อยชั่งลงไปทั้งตัว...เหลาที่ใหญ่โตที่สุดในเมืองเกายี่“เหลาเลิศโอชา”ก็เป็นของมันเอง”

                “‘เจ้าแห่งการดื่ม’ คือคุณชายสามแห่งบ้านตระกูลหลิว หลิวซุน มันก็เป็นเช่นเดียวกับ‘คุณชายสุรา’แห่งเมืองหลวงมันมักจะดื่มและรักที่จะเมามาย ไม่ว่าจะสุราดีสุราเลวมันก็ดื่มทั้งสิ้นครั้งหนึ่งมันวิ่งเปลือยกายบนถนนแต่จากนั้นจึงถูกผู้คุ้มกันของมันคนหนึ่งหยุดไว้ได้...”

                “‘เจ้าแห่งความรื่นรมย์’ คือบุตรชายคนที่สองของเจ้าเมือง โจวฮุย เป็นคนหยาบช้ามากตัณหา มันเป็นลูกค้าประจำแห่ง‘หอวสันต์รื่นรมย์’ ตลอดทั้งวันมันคิดแต่หาหนทางเสพสุขกับสตรีด้วยวัยยี่สิบหกปีมันก็รับนางบำเรอไว้ถึงเจ็ดคนแล้ว”

                ไป๋หยุนเฟยนิ่งงันไร้คำพูดอีกครั้งเมื่อได้ยินเทียนหมิงแนะนำคนทั้งสาม--- พวกมันเป็นตัวอะไรกันแน่?

                มันลอบยินดีที่เทียนหมิงเป็นเพียงตัวแทนของ‘การเล่น’ในสี่คน หากทั้งสี่คนมีฉายา ‘กิน ดื่ม คณิกาและพนัน’ คงจะน่ารันทดแล้ว...

                จิ้งหมิงเฟิงเงียบงันไปชั่วขณะก่อนจะยกนิ้วให้เทียนหมิง“พวกเจ้านี่ช่างเหลวไหลไร้สาระจริงๆ”

    -------------------------------------------

    *ขุนโจรในภาษาจีนใช้ 盗帅  โดยที่ 帅 แปลได้สองความหมายคือหล่อเหลาและหัวหน้า มีที่มาจากฉายาของชอลิ้วเฮียงตัวละครในนิยายชื่อดังของโก้วเล้ง

    หมายเหตุ –ฉายาของสี่คุณชายเมืองหลวงคือ “สุรา นารี โลภะและโทสะ”เป็นสำนวนหมายถึงความชั่วร้ายทั้งสี่ประการ ส่วนฉายาของคุณชายเมืองเกายี่มาจากสำนวน“กิน ดื่มและรื่นรมย์” หมายถึงลืมเลือนทุกสิ่งแล้วใช้ชีวิตอย่างสุขสมและที่ไป๋หยุนเฟยนึกถึงว่าโชคดีที่พวกมันไม่ได้ฉายา “กิน ดื่ม คณิกาและพนัน”ก็มาจากสำนวนที่หมายถึงการใช้ชีวิตเหลวแหลก

     

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน