ช่วงเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงที่พวกทหารพยายามยื้อกองทัพสัตว์อสูรไว้ แต่เพียงแค่นั้นก็เสียทรัพยากรและกำลังคนไปมากเกินควรแล้ว แถมกำลังรบอีกส่วนก็ติดอยู่ในดันเจี้ยนซึ่งไม่รู้ว่าจะออกมาเมื่อไร
“ส่งจดหมายขอความช่วยเหลือไปหรือยัง?” เจ้าเมืองเอ่ยถามหัวหน้าทหาร ท่าทางลนลานจนอยู่ไม่สุขแถมยังชอบถลึงตามองข้ารับใช้และทหารชั้นผู้น้อยที่เข้ามารายงาน
“ขอรับ ข้าส่งจดหมายขอกำลังเสริมจากสำนักข้างเคียงทั้งหมดแล้ว ถ้าพวกเขาไม่ได้โดนโจมตีเหมือนกันก็น่าจะมาช่วยได้”
“เวรเอ๊ย ! ทำไมพวกสัตว์อสูรถึงมารวมตัวกันมากขนาดนี้ ปกติพวกมันจะกระจายกันอยู่ทั่วอาณาจักรแท้ ๆ” เจ้าเมืองกำมือแน่นบีบแก้วน้ำแตกแต่หัวหน้าทหารก็ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ
“จากการวิเคราะห์ดูเหมือนทุกฝูงจะมีจ่าฝูงอยู่ นั่นก็คือสัตว์อสูรประเภทวานรซึ่งมีความเฉลียวฉลาดมากกว่าประเภทอื่น แต่ก็ยังไม่ทราบว่าทำไมถึงมีจำนวนมหาศาลเช่นนี้” หัวหน้าทหารยังคงยืนรายงานตามปกติแต่ทันใดนั้นก็มีทหารอีกนายพรวดพราดเข้ามา
“ท่านเจ้าเมือง ! ตอนนี้มีพลเรือนหลายคนเข้ามาช่วยเหลือขอรับ พวกเขาน่าจะเป็นคนของสำนักที่ไม่ได้เข้าดันเจี้ยน”
“ดี ๆ อย่างน้อยก็จะได้ถ่วงเวลารอทัพเสริม เอาไว้เรื่องสงบค่อยตกรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้แล้วกัน”
“เอ่อ...ท่านเจ้าเมือง” นายทหารกล่าวด้วยความลังเล
“มีเรื่องอันใดอีก?”
“คือว่า...สัตว์อสูรทางประตูเหนือสามารถควบคุมได้แล้วครับ” เขากล่าวด้วยถ้อยคำสั่นเกรงกลัวจะทำให้เจ้าเมืองไม่ถูกใจ
“ก็ดีแล้วนี่ทำไมต้องมือสั่นแบบนั้นด้วยเล่า?”
“คนที่จัดการคือพลเรือนขอรับ ส่วนพวกทหารก็ย้ายไปสมทบกับประตูตะวันออก”
“อะไรนะ ! เป็นแค่พลเรือนแต่กลับทำหน้าที่เกินหน้าเกินตา ใครรู้ใครเห็นเดี๋ยวก็พากันนินทาเมืองนี้หรอก”
“แล้วเราต้องทำอย่างไรต่อขอรับ?”
เจ้าเมืองนั่งครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะได้คำตอบ “พลเรือนคนอื่นหลบซ่อนอยู่สินะ ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่มีคนรู้เห็นเหตุการณ์ ดังนั้นให้ส่งทหารไปประกบพวกเขาไว้ให้ดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพแทน”
“ขอรับ” เมื่อได้รับคำสั่งนายทหารจึงกลับออกไปหาหน่วยส่งข่าว
ที่ประตูตะวันตกซึ่งได้คานะไปช่วยควบคุมสถานการณ์ ถ้าช้าไปเพียงแค่สิบนาทีประตูเมืองก็คงโดนตีแตกไปแล้ว
“ฉันขอใช้หลุมพวกนั้นต่อก็แล้วกัน” คานะขึ้นไปยืนอยู่บนกำแพงเพื่อมองภาพรวมของสนามรบ
ลักษณะการกระจายตัวเป็นรูปสามเหลี่ยมที่พยายามทะลวงประตูเข้ามา พวกมันเป็นสัตว์อสูรที่ไม่มีสติปัญญาทำให้เคลื่อนไหวด้วยสัญชาตญาณมากกว่าและรูปแบบเหล่านี้ต้องมีคนควบคุม
เธอใช้กล้องส่องทางไกลมองหาจ่าฝูงจนไปเห็นวานรที่ยืนสองขาอยู่ด้านหลังสุด
อยู่ค่อนข้างไกลเลยแฮะ น่าจะประมาณหนึ่งกิโลเมตรกับอีกสักสี่ร้อยเมตร คานะง้างธนูขึ้นทำมุมสี่สิบห้าองศาจากนั้นจึงเตรียมมานาสำหรับร่ายเวทมนตร์
“พวกเจ้าดูนั่นสิ” กลุ่มทหารที่กำลังเตรียมโต้กลับหันมาเห็นมานาที่เปลี่ยนรูปทรงเป็นศรได้อย่างประณีตจนรู้สึกได้ถึงความรุนแรงได้ด้วยการมองตาเปล่า
“ข้าพึ่งเคยเห็นผู้ใช้ธนูที่มีมานาเยอะขนาดนั้นครั้งแรกเลย”
ขณะที่เหล่าทหารกำลังนินทา เชยชมและสงสัยก็มีเสียงร้องคำรามจากสัตว์อสูรยักษ์
รัศมีหวังผลและประสิทธิภาพในการกำจัดค่อนข้างโอเคแล้ว ถ้ากำจัดจ่าฝูงได้สัตว์อสูรก็อาจจะคลั่งหรือไม่ก็เสียรูปขบวนไปเลย
ศรเวทมนตร์ยิงขึ้นเหนือฟ้าและพุ่งไปไกลมากเสียจนมองไม่เห็น หลังจากนั้นก็มีสายฟ้าฟาดดังสนั่นหวั่นไหวสะเทือนมาถึงประตูเมือง
ยังไม่พอหรอก คานะยิงศรเวทมนตร์สร้างคลื่นวารีเพื่อกวาดเหล่าสัตว์อสูรลงไปในหลุมที่ทหารขุดไว้ เมื่อสบโอกาสเธอจึงยิงสายฟ้าฟาดลงไปอีกครั้งซึ่งจำเป็นต้องใช้มานาจำนวนมากเพื่อเพิ่มประสิทธิผลกับจำนวนสัตว์อสูรเหล่านั้น
“สุดยอดไปเลยพี่สาว !” เสียงตะโกนเฮลั่นเมื่อเห็นสัตว์อสูรตายเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังมีเหลืออีกมากถึงหนึ่งหมื่นตัวโดยที่พวกมันกระจายตัวมั่วซั่วไปหมด
“อย่าพึ่งลดการป้องกันและทำหน้าที่ตัวเองต่อไป” เท่านี้ก็น่าจะช่วยให้ควบคุมสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น ทีนี้ก็เหลือทิศใต้สินะ
ประตูทิศใต้ที่ไม่มีคนสนับสนุนเหมือนฝั่งอื่นทำให้เหล่าทหารเหนื่อยล้ากันเป็นอย่างมาก มานาก็ค่อย ๆ ร่อยหรอจนมานาสำรองหมดเกลี้ยงเช่นกัน
“ด้านขวามันกำลังจะทะลักเข้ามาแล้ว !”
“รับทราบขอรับ !”
เมื่อมานาเหลือน้อยพวกเขาก็ต้องใช้พลังกายเข้าสู้แทน อาวุธและวิชาการต่อสู้หลายแขนงที่ไม่ได้ชำนาญนักทำให้มีผู้เสียชีวิตพุ่งสูงถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ เมื่อกำลังพลยิ่งน้อยก็ยิ่งต้านการตีประตูได้ยากขึ้นจนสุดท้ายมันก็ทะลักเข้ามาในเขตเมืองเสียแล้ว
“ส่งสัญญาณเตือนเร็ว !” เสียงตีระฆังดังเป็นจังหวะและค่อย ๆ ดังต่อกันไปเป็นทอด ๆ จนทั่วทั้งเมืองรับรู้หายนะที่กำลังมาเยือนได้
มอนสเตอร์บุกโจมตีทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นตึกรามบ้านช่องหรือโรงฝึกที่มีคนหลบภัยอยู่ หลังจากการบุกไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็มีผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้นสูงกว่าหนึ่งพันคนและยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
“เวรแล้ว !”
เสียงกรีดร้องของเด็ก ๆ และผู้คนยิ่งทำให้สัตว์อสูรรู้ที่ซ่อนของชาวเมือง พวกมันพยายามเจาะทะลวงโรงฝึกเข้าไปจนเกิดรูบนกำแพงกว้างพอให้สัตว์อสูรเข้ามาได้ทีละตัว
“ใครที่สู้ได้ออกมาข้างหน้าเร็ว !” ชายวัยกลางคนที่พกดาบไว้ข้างกายวิ่งไปอยู่หน้าสุดเพื่อต้านพวกสัตว์อสูรไว้
ทั้งนักผจญภัยและศิษย์ระดับล่าง ๆ ของสำนักที่ไม่มีสิทธิ์เข้าดันเจี้ยนมารวมตัวกันเพื่อต่อสู้กับสัตว์อสูร อย่างน้อยพวกมันก็ยังเข้ามาได้ทีละหนึ่งตัวซึ่งไม่ยากที่กำจัด
“ใจเย็นไว้ทุกคน ! จากนี้เราต้องผลัดเวรเพื่อให้ฟื้นฟูมานาได้ตลอด”
ขณะที่ทุกอย่างกำลังอยู่ในการควบคุมจู่ ๆ กำแพงก็พังทลายทั้งแถบเผยให้เห็นร่างสัตว์อสูรยักษ์หลายสิบตัว
จากนั้นความอลหม่านจึงเริ่มขึ้นทำให้เหล่าผู้มีวิชาต้องแบ่งกำลังคนไปช่วยจัดการทางอื่น ซ้ำร้ายประชาชนที่สติแตกเอาแต่กรีดร้องกลายเป็นการเรียกพวกมันมาเพิ่มเสียอย่างนั้น
“บัดซบเอ๊ย !” เมื่อมานาหมดพวกเขาก็ต้องใช้อาวุธธรรมดาแต่ก็ไม่อาจทนความเหนื่อยล้าจากจำนวนมหาศาลที่เข้ามาไม่หยุดได้ และแล้วเสียงกรีดร้องก็เงียบหายไปเหลือทิ้งไว้แต่คราบเลือดและเศษซากความสยดสยอง
“รายงานด่วนขอรับ ตอนนี้ประตูทางใต้โดนตีแตกไปแล้วและพวกมันก็ได้กระจายไปทั่วเมืองแล้วขอรับ”
“บ้าเอ๊ย ! ให้ตาแก่นั่นจัดการได้เลย คนของมันมีพวกฝีมือดีหลายคนดังนั้นก็น่าจะถ่วงเวลาได้” เจ้าเมืองกัดฟันกล่าวด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์จนเส้นเลือดปูด
“รับทราบขอรับ” นายทหารวิ่งหน้าตั้งออกไปทันทีที่ได้รับคำสั่ง
“ให้ข้าออกไปช่วยอีกแรงดีหรือไม่ขอรับ?” หัวหน้าทหารเดินเอามือไขว้หลังมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นกลุ่มควันและความวุ่นวายเต็มไปหมด
“ยังไม่จำเป็นหรอก ถ้าเจ้าไปแล้วข้าจะทำอย่างไรเล่า?”
หัวหน้าทหารพยักหน้าถอนหายใจ “ตามนั้นขอรับ”
ขณะเดียวกันภายในดันเจี้ยนก็ยังคงดำเนินการท้าชิงต่อไปราวกับไม่มีที่สิ้นสุด แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่ผู้ท้าชิงทั้งแปดคนก็ยังสู้ได้ไม่มีแรงตกเพราะมีการผลัดเวรให้พักผ่อน แต่เมื่อมองขึ้นไปด้านบนที่นั่งที่เต็มไปด้วยเลือดและของเสียทำให้หลายคนทนไม่ไหวหมดสติไปกลางคัน
[เริ่มการท้าชิงรอบที่สิบหก]
ประตูบานยักษ์เปิดอีกครั้งเผยให้เห็นมนุษย์เพศชายวัยประมาณสี่สิบสวมชุดเกราะและถือดาบสองคมเดินดุ่ม ๆ มาทางผู้ท้าชิง
“คราวนี้เป็นเผ่ามนุษย์เลยสินะ” มิโกะและเจ้าสำนักดาบเทพเป็นเวรในครั้งนี้ พวกเขาเตรียมอาวุธของตนเองพร้อมออกลวดลายแต่ทันใดนั้นชายสวมชุดเกราะก็ขว้างดาบเล็งไปที่หัวของมิโกะ ถ้าเธอหลบไม่ทันก็คงไม่รอดเป็นแน่แท้
“ถ้าไม่มีดาบ...มนุษย์อย่างแกก็ไม่มีน้ำยาหรอก” มิโกะไม่รอให้เสียเวลาและเข้าปะทะกับชาวสวมชุดเกราะทันที เธอชกหมัดมานาเล็งไปที่บริเวณหัวแต่เขาก็เบี่ยงตัวหลบได้พอดี
ด้วยความที่มิโกะเข้าประชิดตัวไวเกินไปทำให้เจ้าสำนักดาบเทพตามไม่ทัน วินาทีนั้นชายสวมชุดเกราะที่หลบหมัดได้เขาก็ชกสวนกลับเข้าที่ท้อง แต่นั่นก็ยังช้าเกินไปสำหรับมิโกะเพราะเธอยื่นแขนออกมาป้องกันได้เสียก่อน
“หมอบลง !” เจ้าสำนักดาบเทพตะโกนลั่นทำให้มิโกะทิ้งตัวลงต่ำ
คมดาบเหวี่ยงในจังหวะเดียวกับที่มิโกะหลบฟันเป็นแนวนอนเข้าที่คอของชายสวมชุดเกราะแต่ก็ทำได้แค่ตัดเกราะพวกนั้นทิ้ง จากนั้นเพียงแค่เสี้ยววินาทีมิโกะก็เตะสกัดขาแล้วกดลงพื้นเพื่อจับล็อก
“ตอนนี้แหละ”
เจ้าสำนักดาบเทพใช้โอกาสที่มิโกะจับตัวไว้แทงเข้าที่คอโดยเลี่ยงชุดเกราะได้สำเร็จ
[เริ่มการท้าชิงรอบที่สิบเจ็ด]
“ตาพวกเจ้าแล้ว” มิโกะเดินสวนกับโยฮันเจ้าสำนักมนตร์ดำ แววตาเย่อหยิ่งเหลือบมองชายแก่ผู้นั้นอีกทั้งยังถอนหายใจสั้น ๆ เหมือนตอกย้ำความรู้สึกที่มี
“สถานการณ์เช่นนี้เธอยังจะทำตัวเป็นเด็กอีกนะ” โยฮันมองไปยังประตูยักษ์ที่กำลังเปิดออก
ทำไมเราต้องมาอยู่เจ้านี่ด้วยเนี่ย สเตล่าเดินตามหลังพยายามหลบสายตาของเขา
ไม่นานนักก็มีเผ่ามนุษย์อีกสองคนเดินออกมาพร้อมกับชุดเกราะและดาบสองคม
“เผ่ามนุษย์อีกแล้ว ถ้าการท้าชิงเป็นการไต่ระดับความยากไปเรื่อย ๆ ก็อาจจะได้เห็นมังกรก็ได้นะเนี่ย” ชายแก่ควักเข็มจากเสื้อคลุมออกมาสองเล่มและขว้างมันใส่มนุษย์สองคนนั้น
หลังจากนั้นโยฮันก็ยืนนิ่งมองดูชายสองคนถืออาวุธวิ่งใส่โดยไม่มีท่าทีตอบโต้ใด ๆ และเมื่อพวกเขาวิ่งมาได้สักพักก็ล้มลงไปเอง
“แหม ๆ ให้คนแก่ออกโรงแบบนี้ไม่ยุติธรรมเลย” โยฮันเดินเข้ามาหาชายสองคนและใช้มีดสั้นแทงคอตายอย่างง่ายดาย
เห็นกี่ครั้งก็ยังน่ากลัวไม่เปลี่ยนเลย ถ้าเป็นเราตอนนี้คงไม่มีทางเอาชนะเขาได้แน่ แล้วถ้าเป็นกิล่ะจะเอาชนะได้ไหม สเตล่าเหลือบมองหน้าซึฮากิที่กำลังวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของโยฮัน
[เริ่มการท้าชิงรอบที่สิบแปด]
เหล่าผู้ท้าชิงยังคงดำเนินตามเงื่อนไขของดันเจี้ยนต่อไปโดยไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง นอกจากพลังที่ถูกจำกัดชั่วคราวก็ยังมีเรื่องของความเหนื่อยล้าสะสมเพราะมันจะเริ่มการท้าชิงต่อทันทีโดยไม่มีเวลาพัก
บนอัฒจันทร์โคลอสเซียมมีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องฟรานตลอดการท้าชิง ชุดคลุมสีขาวดูหรูหราเหมือนพวกนักบวชของอาณาจักรเซียแต่ก็มีลวดลายประดับเหมือนแยกลำดับชั้นชัดเจน
อีกมุมหนึ่งก็มีชายวัยรุ่นแต่งตัวด้วยชุดขุนนางอังกฤษกำลังนั่งไขว้ข้างทำเป็นไม่สนใจศพและเศษซากของเสียพวกนั้น
ทำไมฉันต้องมานั่งดมกลิ่นของพวกนั้นด้วยเนี่ย ขุนนางชั้นสูงอย่างเราที่กำลังเต้นรำกับสาวสวยอย่างมีความสุข ทำไมกันนะ ทำไมถึงต้องเป็นเรา
ขณะที่กำลังครุ่นคิดกับตนเองก็มีชายหนุ่มซอมซ่อเอนตัวมาซบไหล่
“เฮ้ย ๆ ทำอะไรวะ !” ชายวัยรุ่นตกใจสะดุ้งลุกและพยายามถอยห่างแต่ก็ดันไปชนกับที่นั่งข้าง ๆ แล้วล้มลงนอนบนตักยายแก่คนหนึ่ง
“อย่าทำอะไรผมเลย ปล่อยผมไปเถอะ !” เขาหลับตาปี๋ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา
“พ่อหนุ่มก็หล่อเอาการเลยนะเนี่ย” หญิงสาวสูงวัยยิ้มอ่อนปล่อยให้พ่อหนุ่มวัยรุ่นนอนตักต่อไป
เมื่อกี้มันภาษาอะไรวะ คุ้น ๆ เหมือนเคยเรียนมาแต่ไม่ได้ใช้ก็เลยลืมไปแล้ว
นอกจากจะมีเรื่องของชาติพันธุ์ก็ยังมีกำแพงภาษาซึ่งเป็นอีกสาเหตุที่กลุ่มแรก ๆ ฆ่ากันตาย อย่างน้อยก็มีคนที่พูดได้หลายภาษาจึงระงับสถานการณ์ให้มานั่งดูการท้าชิงต่อไป
“คนที่ไหนเหรอครับ?”
“อ้อผมคนแอสต้าครับ”
แน่นอนว่ามีพวกที่เข้าหาคนเก่ง ๆ จึงพยายามเกาะกลุ่มคนที่คุยรู้เรื่องไว้เพื่อสร้างความน่าเกรงขามไม่ให้ใครมายุ่มย่ามได้
[เริ่มการท้าชิงรอบที่สามสิบ]
การท้าชิงของดันเจี้ยนยังคงดำเนินต่อไปโดยที่พระอาทิตย์ยังตั้งตรงไม่ขยับไปไหนเหมือนต้องการให้พวกเขารับแสงเต็ม ๆ ตลอดเวลา
ภายนอกดันเจี้ยนนั้นเริ่มมีกำลังเสริมจากสำนักข้างเคียงมาช่วยแต่กว่าจะมาถึงเมืองก็พังพินาศไปแล้วครึ่งเมือง ถ้าหากไม่ได้พวกเซนและพลเรือนที่สู้เป็นออกมาช่วยก็คงโดนถล่มทั้งเมืองไปแล้ว
“รีบอพยพคนไปประตูตะวันออกเร็ว เราตั้งค่ายป้องกันกันที่นั่นและรอพรรคพวกในดันเจี้ยนออกมาด้วย” หัวหน้าหน่วยทหารออกคำสั่งไปยังผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาทั้งหมด
“พวกเราเองก็รีบไปกันเถอะ...เจี๊ยก” ระหว่างที่คานะและเซนกำลังวุ่นวายกับสัตว์อสูรก็ได้มังกี้เป็นพี่เลี้ยงแทน
“ซ้ายมือสิบห้าตัว !” ขณะที่กำลังวิ่งตามหลังกลุ่มคนแมรี่ก็สัมผัสถึงสัตว์อสูรได้ในระยะใกล้ ๆ
เอกระโดดปีนขึ้นตามอาคารบ้านช่องเพื่อสำรวจพื้นที่โดยรอบ
“พวกมันกำลังตรงมา กล้องส่องทางไกล มีทั้งประเภทวัวแล้วก็กิ้งก่าซึ่งยากที่จะต่อกรด้วย ดังนั้นเปลี่ยนไปใช้รูปแบบหนี”
“โอ้ !” เพื่อน ๆ ของเขาส่งเสียงตอบรับหลังจากนั้นคิโนริก็แบกมังกี้ขึ้นหลัง
รูปแบบหนีที่พวกเขาใช้ก็คือการวิ่งต่อกันเป็นเส้นทางโดยให้แมรี่เป็นคนนำและเอเป็นคนรั้งท้าย แมรี่จะตรวจจับและหาเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดแล้วจึงนำทางเพื่อน ๆ ไปยังเส้นทางนั้น
“ค่ายป้องกันอยู่แถว ๆ ทางเข้าดันเจี้ยน แต่ถ้าตรงไปเลยก็จะไปเจอกลุ่มคนกำลังปะทะกับสัตว์อสูรอยู่”
แมรี่วิ่งนำขบวนอ้อมโรงฝึกขนาดใหญ่ที่มีซากศพมากมายแต่พวกสัตว์อสูรมันดันไปรวมกลุ่มกันตรงทางเข้าค่าย ยิ่งมีการปะทะกันมากเท่าไรพวกมันก็ยิ่งมารวมกันมากขึ้นเท่านั้น
“ตอนนี้กำลังเสริมจากสำนักกำลังไล่บีบพื้นที่พวกมันให้ อย่างน้อยก็ทำให้ง่ายต่อการควบคุมสถานการณ์” หัวหน้าทหารรายงานให้เจ้าเมืองที่ยังนั่งมองจากห้องทำงานสูงหลายชั้น
“แล้วตาแก่นั่นได้เรื่องอะไรบ้าง?”
“คุณบันนานเองก็กำลังช่วยอพยพคนเหมือนกันขอรับ แต่ก็ไม่ได้ออกไปแนวหน้าเพื่อชิงประตูฝั่งใต้...คงเพราะเรายังไม่ได้ยืนยันจำนวนสัตว์อสูรให้แน่ชัด”
ทันใดนั้นก็มีทหารพรวดพราดเข้ามารายงานเหมือนภาพเดิม ๆ ก่อนหน้านี้ไม่มีผิด
“ตอนนี้เรายึดประตูฝั่งใต้คืนได้แล้วขอรับ”
เจ้าเมืองชิคารุหัวเราะเยาะชอบใจก่อนจะกล่าวต่อ “ต้องแบบนั้นสิ ทหารของเราก็ไม่ได้น้อยหน้าคนจากสำนักหรอก”
“เอ่อ...คนที่บุกยึดเป็นพลเรือนสองคนครับ ทั้งสองคนเป็นคนที่ไปช่วยประตูฝั่งเหนือและตะวันตก พอเราสอบถามข้อมูลก็เลยรู้ว่ามากับสำนักศาสตร์นักสู้ขอรับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเรียกศิษย์สำนักสินะหรือว่าเป็นอาจารย์กันแน่?”
“ในหน่วยข่าวกรองแจ้งว่าพวกเขามาในฐานะแขกของสำนักขอรับ”
“เหอะ ๆ อย่างน้อยก็ไม่ใช่พลเรือนธรรมดา ถ้าเป็นคนของสำนักอันดับต้น ๆ แบบนั้นก็คงไม่แปลกที่จะแข็งแกร่งขนาดนี้” ชิคารุฉีกยิ้มสบายใจและนั่งต่อไปเหมือนไม่กลัวว่าสัตว์อสูรจะบุกมาหรือไม่
อีกด้านหนึ่งที่ประตูทางใต้ สองหนุ่มสาวเดินนำหน้าเหล่าทหารออกไปนอกกำแพงเมืองที่มีกองทัพสัตว์อสูรเคลื่อนตัวเข้ามา รอยยิ้มของความบ้าบิ่นก้าวเดินไปข้างหน้าไม่มีความหวั่นเกรง แต่ทหารที่มองตามแผ่นหลังก็อดขำไม่ได้กับกางเกงตัวเดียวที่เหลืออยู่เพราะเสื้อผ้าโดนไฟตัวเองเผาไปด้วย
“ทำไมรู้สึกว่าพวกมันจะมีเพิ่มเรื่อย ๆ เลยแฮะ” เซนกระโดดเพื่อมองจากมุมสูง
“อย่างน้อยพวกมันก็ไม่ได้อยู่ในระดับใช้เวทมนตร์ได้นะ อย่างมากก็พอ ๆ กับมิโนทอร์ธรรมดาที่เอาแต่แรงเข้าสู้”
“แล้วพวกคิโนริจะปลอดภัยไหม?” เซนกวาดสายตามองไปรอบ ๆ สังเกตเห็นซากศพของพวกทหารทำให้เป็นห่วงพวกเด็ก ๆ ว่าจะลงเอยแบบนั้นหรือเปล่า
“ถ้าแค่สัตว์อสูรระดับนี้คงไม่เป็นอันตรายเท่าไร แถมยังมีมังกี้ที่กิช่วยฝึกให้จนเลเวลพุ่งตามมาติด ๆ ถ้าเป็นเธอตอนนี้น่าจะกวาดล้างพวกมันได้สบาย ๆ เลย” ระหว่างที่กล่าวเช่นนั้นคานะก็ง้างธนูเตรียมมานาไปด้วย
“อ้อเหรอ ฉันยังไม่ได้เห็นพลังหลังจากการฝึกของมังกี้เลย หรือเพราะเราไม่ค่อยอยู่บ้านหรือเปล่านะ?”
กรงเล็บขนาดยักษ์พุ่งเข้ามาตรงหน้าแต่เซนก็ยังทำเป็นไม่ทุกข์ร้อน เพียงแค่อึดใจเดียวที่เซนยกดาบฟาดขึ้นด้านบน มันก็ผ่ามือของสัตว์อสูรเป็นสองซีกง่ายอย่างกับฟันเต้าหู้
“เลิกเล่นแล้วก็ไปจัดการสักทีเถอะ” คานะถลึงตามองทำเอาเซนขนลุก เขาวิ่งเข้าไปกลางฝูงสัตว์อสูรเพื่อทำตามที่คานะสั่ง
ลักษณะการเคลื่อนที่ของพวกมันมีรูปแบบ แสดงว่าพวกมันยังมีจ่าฝูงอยู่สินะ ตำแหน่งของจ่าฝูงมักจะอยู่ในจุดที่ห่างไกลเพื่อคอยสั่งการอย่างปลอดภัย แต่ถ้าเป็นจ่าฝูงอีกประเภทมักจะมาอยู่ในแนวหน้าเพื่อพาพรรคพวกบุก
คานะกวาดสายตามองขณะที่เซนเหวี่ยงดาบเป็นว่าเล่น
ไม่น่าใช่จ่าฝูงประเภทแนวหน้า สัตว์อสูรที่เห็นด้วยตาตอนนี้มีแต่พวกใช้สัญชาตญาณเข้าปะทะ
คานะกระโดดขึ้นกำแพงเมืองเพื่อใช้กล้องส่องทางไกลมองให้ทั่วถึง แต่ก็ไม่ว่าจะเพ่งสมาธิหาเท่าไรก็ไม่เห็นสัตว์อสูรตัวไหนที่เป็นจ่าฝูงเลยสักตัว
น่าปวดหัวจริง ๆ แต่ถ้ากำจัดพวกลิ่วล้อให้หมดเดี๋ยวก็เห็นเองแหละ ศรเวทมนตร์ยิงตรงไปยังกลุ่มสัตว์อสูร ไม่นานนักก็มีแอ่งน้ำจากจุดตกของศรแผ่ขยายออกไปราวกับน้ำไหลหลาก
“นี่เธอ ! จะลากฉันจมไปด้วยหรือยังไง” เซนเอาดาบปักลงพื้นเพื่อใช้เป็นเสาค้ำไม่ให้ตัวเองโดนคลื่นน้ำดูดไปด้วย
“ถ้าอ่อนแอขนาดนั้นก็กลับไปฝึกกับเด็ก ๆ ที่โรงเรียนไป” แววตาเฉยชากำลังมองลงมาเบื้องล่างเห็นเซนเกาะดาบแน่นด้วยสภาพเหมือนลูกหมาตกน้ำ
“โธ่ ! ถ้าฉันอ่อนแอเธอก็ไม่ต่างกันหรอก...” พูดไม่ทันขาดคำคานะก็ยิงศรมานาเฉียดหูไปคืบเดียวและศรมานานั้นก็พุ่งทะลวงสัตว์อสูรอีกตัวที่กำลังจะจู่โจมเซน
“ตอนนี้ฉันยังหาจ่าฝูงไม่เจอ ดังนั้นนายก็จัดการไม่ให้ผ่านเข้ามาก็แล้วกัน” หลังจากน้ำวนหายไปคานะก็ลงจากกำแพงวิ่งผ่านสัตว์อสูรทะลวงไปถึงแนวหลังเพื่อหาตัวจ่าฝูง
ไม่มีแววเลยสักตัว หรือพวกมันจะไม่มีจ่าฝูงแล้วเคลื่อนไหวกันเอง แต่ถ้าเป็นแบบนั้นพวกมันไม่มีทางกรูกันเข้าเมืองแน่นอนยกเว้นจะมีสิ่งล่อตาล่อใจ
คานะเดินมาถึงจุดที่มีดินกองขึ้นมา พอเดินดูรอบ ๆ จึงเห็นหลุมขนาดใหญ่พอให้คนตัวอ้วน ๆ มุดเข้าไปได้
หลุมเหรอ ทำไมถึงมีหลุมแปลก ๆ
“เวรแล้ว !” คานะเหมือนนึกอะไรได้จึงวิ่งกลับไปหาเซน
“นายจัดการตรงนี้ไปก่อน ฉันต้องไปหาคนที่มีเวทมนตร์ตรวจจับจะได้หาตำแหน่งพวกมัน”
คานะวิ่งวุ่นไปทั่วเมืองทางใต้ถามทั้งทหารและนักผจญภัยที่ยังเหลืออยู่ จนในที่สุดก็ได้ผู้มีเวทมนตร์ตรวจจับแต่ไม่ว่าจะตรวจหาเท่าไรก็ไม่เจอสิ่งผิดปกติเลย
“ขอโทษด้วยขอรับ ทั่วทั้งเมืองมีแต่ออร่ามานาฟุ้งเต็มไปหมด เวทมนตร์ตรวจจับของข้ายังอ่อนหัดเกินที่จะแยกแยะของพวกนั้นได้”
“ขอบคุณที่ช่วยค่ะ” คานะไม่รอช้าวิ่งวุ่นหาตัวจ่าฝูงต่อไป
ขณะเดียวกันที่ค่ายป้องกันตะวันออกก็มีแรงสั่นสะเทือนเหมือนแผ่นดินไหว ทหารนายหนึ่งเดินออกไปหาที่มาของแรงสั่นนั้นแต่เขาดันหายไปไม่กลับมาอีก
ทหารที่ได้รับหน้าที่สั่งการจ้องมองไปยังตรอกแคบ ๆ ของอาคารที่นายทหารหายไปก่อนจะสั่งให้ลูกน้องออกไปดู
“ให้หน่วยสองไปดู...”
ทหารห้าคนเดินถืออาวุธค่อย ๆ เข้าไปในตรอกแต่ไม่ทันได้รู้อะไรก็มีหัวของหนึ่งในทหารกระเด็นออกมา
“ทุกหน่วยเตรียมตัว !” ผู้บังคับบัญชาตะโกนสั่งด้วยน้ำเสียงลนลานจนเหงื่อไหลพลั่ก
กองทัพสัตว์อสูรวิ่งออกมาจากตรอกนั้นโดยส่วนใหญ่เป็นประเภทขนาดเล็กพอ ๆ กับมนุษย์ผู้ชาย พวกมันกรูกันเข้าใส่ค่ายป้องกันโดยที่พวกเขายังโยกย้ายกำลังพลมาเสร็จ
“หนีไปอีกฝั่งหนึ่งเร็ว !”
ชาวเมืองที่กำลังนั่งพักหายใจกลับต้องวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น ความเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจค่อย ๆ กัดกินจนบางคนก็นั่งนิ่งยอมตายเสียดีกว่า
“คุณป้าไปเร็ว !” คิโนริดึงแขนหญิงวัยกลางคนที่นั่งสั่นขาไม่ขยับ
“มะมันขะขยับ” แค่พูดก็ยังไม่เป็นคำจนคิโนริต้องแบกเธอไปด้วย
“ล่วงหน้าไปก่อนเลย เดี๋ยวข้าจะถ่วงเวลาไว้ให้...เจี๊ยก” มังกี้วิ่งไปยังแนวหน้าพร้อมกับทหารคนอื่น ๆ
“เธอเองก็รีบหนีไปสิ” นายทหารตะคอกใส่มังกี้แต่เธอก็ยังวิ่งหน้าตั้งจนไปยืนอยู่หน้าสุดของแนวป้องกัน
พลังของเธอเหมาะกับการกวาดล้างพวกตัวเล็กตัวน้อยที่สเตตัสต่ำกว่า นั่นคือสิ่งที่กิบอกไว้
ร่างกายที่เหมือนเด็กประถมกระโดดขึ้นกลางอากาศปล่อยหมอกไอน้ำออกมาราวกับเครื่องจักร จากนั้นก็เผยให้เห็นเงาขนาดใหญ่ภายใต้กลุ่มควันเหล่านั้นจนกระทั่งกลุ่มควันลอยหายไป
“นะนั่นมันตัวอะไรวะ !” เด็กสาวตัวน้อยได้หายไปแต่กลับมีลิงขนาดใหญ่ปรากฏตัวขึ้นมาแทน พวกเขาเกือบจะโจมตีเพราะคิดว่าเป็นสัตว์อสูรแต่โชคดีที่ผู้บังคับบัญชาสั่งห้ามไว้ได้ทัน
“ลักษณะควันเมื่อกี้มันก็คือการกายร่าง เด็กที่เห็นเมื่อกี้ก็คือเจ้านั่นนั่นแหละ เพราะฉะนั้นจงใช้มันเป็นโล่และคอยสนับสนุนเสีย”
“ขอรับ !” เสียงทหารตอบรับไม่ค่อยพร้อมนักเพราะยังมีความลังเลใจแต่ก็ถืออาวุธของตนพร้อมต่อสู้