จินหวังเฟย

    เล่ม 3 - ตอนที่ 7 หยวนฟาง บุรุษผู้ชอบคิดค้น

    จินเสวียนอี้ได้รับข่าวตั้งแต่วันที่จางหานเฟิ่งถูกเรียกเข้าสู่ตำหนักหงส์เหิน แทนที่นางจะเร่งรุดมาถอนพิษให้ตั้งแต่วันนั้น นางกับโอวหยางไป๋กลับเดินทางกลับสู่ตำหนักพยัคฆ์หมอกเสียเช่นนั้น คราแรกก็รู้สึกเกรี้ยวกราด เพราะอยากที่จะหายจากอาการทรมานนี้เร็วๆ ร่างกายราวกับเป็นผลไม้ที่ข้างในค่อยๆ เน่าเปื่อย ผอมแห้ง ทรุดโทรม หายใจก็ยังลำบาก เขายังไม่อยากตายไปเช่นนี้ เขาอยากกลับไปเป็นองค์ชายรองผู้งามสง่าน่าเกรงขามเช่นเดิม“นางกล้าขัดคำพระบัญชาของเสด็จพ่อเชียวหรือ ไยนางไม่มาถอนพิษให้ข้าสักที!” จินเสวียนอี้อุตส่าห์ทนรอข้ามวัน วันนี้ยามโหย่วแล้วก็ยังไม่เห็นเงาของนาง“จะให้กระหม่อมไปตามที่ตำหนักพยัคฆ์หมอกหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ข้างกายถามด้วยความร้อนรนใจเช่นกัน นายเหนือหัวที่มีอนาคตอาจจะเป็นถึงองค์ฮ่องเต้มีสภาพไม่ดีนัก“ไป!” จินเสวียนอี้พยายามลุกขึ้นจากเตียงมาเป็นนั่ง แต่แล้วก็เปลี่ยนใจพูดห้ามเอาไว้เสียงเข้มลอดไรฟัน “ไม่ต้องไปแล้ว!” “องค์ชายรอง! ไยถึงไม่ให้กระหม่อมไป” องครักษ์ข้างกายหันกลับมาถามด้วยความไม่เข้าใจ“นางกำลังรอเยาะเย้ยข้าอยู่เป็นแน่” จินเสวียนอี้มีสีหน้าเกรี้ยวกราดบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บใจที่ไปพลาดท่าให้แก่ฉีฉินในวาระสุดท้าย“ถึงอย่างไรนางก็ต้องมาถอนพิษให้องค์ชายรองตามคำพระราชบัญชาของฝ่าบาท.. ถ้านางไม่มา.. นางจะก็ต้องได้รับโทษ กระหม่อมจะลงมือสังหารนางเอง!” “เจ้าจะสังหารนางได้อย่างไร นางได้รับป้ายอาญาสิทธิ์ละเว้นโทษตายจากเสด็จพ่อไปแล้ว นางไม่ใช่คนโง่..” จินเสวียนอี้หัวเราะเยาะเย้ยที่ทำอะไรจางหานเฟิ่งไม่ได้ กลับพลาดท่าเสียทีเสียอย่างนั้น“ให้กระหม่อมไปตำหนักพยัคฆ์หมอกด้วยเถิด” ผู้พูดพลันประสานหมัดและก้มหน้าอย่างแข็งขัน ทันใดนั้นก็มีสตรีนางหนึ่งก้าวเข้ามาพร้อมบ่าวรับใช้คนสนิท นางหยุดยืนห่างจากเตียงไม่กี่ฉื่อแล้วเอ่ยขึ้น“หม่อมฉันส่งคนไปยังตำหนักพยัคฆ์หมอกแล้วเพคะ” “นี่เจ้า!” จินเสวียนอี้ไม่อยากขอความเมตตาจากจางหานเฟิ่ง สตรีของเสด็จอาทำให้เขารู้สึกว่ามีความสามารถด้อยกว่านาง จึงโกรธชายาเอกของตัวเอง“ได้คำตอบแล้วเพคะ เหตุใดนางถึงยังไม่มา..” เฉินซุนเหมยกล่าวต่อหน้าตาเฉย นางไม่ทุกข์ร้อนต่ออารมณ์ราวกับอัสนีบาตใหญ่ของอีกฝ่าย“เหตุใดนางถึงไม่มา!?” จินเสวียนอี้อยากรู้ มิใช่ไม่อยากรู้ เพราะถึงอย่างไรก็ยังไม่อยากที่จะไปสู่ปรโลกยามนี้“นางเตรียมยาถอนพิษอยู่เพคะ การถอนพิษนั่นไม่ง่าย ต้องกินยาถอนพิษควบคู่กับการฝังเข็ม” เฉินซุนเหมยกล่าวตามที่ได้รับข่าวจากข้ารับใช้“เรื่องนั้นข้ารู้อยู่แล้ว!” จินเสวียนอี้ได้รับรายงานรายละเอียดต่างๆ จากคนของพระมารดาตั้งแต่เมื่อวานแล้วเช่นกัน แต่นางก็ควรที่จะเร่งรุดมาไม่ใช่หรือไร“นางเตรียมยาถอนพิษอยู่เพคะ มะรืนนี้ถึงจะมาถอนพิษให้” เฉินซุนเหมยเอ่ยย้ำ“มะรืนนี้หรือ.. มะรืนนี้อย่างนั้นหรือ..” จินเสวียนอี้พึมพำครุ่นคิดกัดฟัน เขารอได้หรือไม่.. ต้องรอได้ เพราะให้คนไปหาหมอทั่วทุกสารทิศมาทำการถอนพิษให้ และหมอเหล่านั้นที่ถอนพิษให้ไม่ได้ ต่างจบชีวิตด้วยความเกรี้ยวกราดของจินเสวียนอี้ไปหมดแล้ว“เพคะ” เฉินซุนเหมยยืนยันสีหน้าไม่สะทกสะท้าน“ขอบใจเจ้ามาก” จินเสวียนอี้มีท่าทางสงบลงและเอนตัวลงนอน ข้างกายมีขันทีผู้หนึ่งเข้ามาช่วยพยุงร่างที่อ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรง“พวกเจ้าดูแลองค์ชายรองให้ดี!” ชายาเอกของจินเสวียนอี้สั่งนางกำนัลและขันทีที่ต้องคอยอยู่รับใช้ปรนนิบัติองค์ชายรอง นางมองขอบตาลึกคล้ำของสามีที่ให้ตายไม่ได้ เพราะถ้าจินเสวียนอี้ตาย นางนั่นเองก็จะหมดอำนาจวาสนาเช่นกัน“เพคะ/พ่ะย่ะค่ะ” รถม้าที่จะนำจางหานเฟิ่งไปสู่ตำหนักอินทรีย์โผนขององค์ชายรองมารอนางอยู่ที่หน้าตำหนัก เมื่อจางหานเฟิ่งก้าวออกมาพร้อมกับผู้ติดตาม ตันตันถือตะกร้าใส่ยาถอนพิษชุดแรกและเข็มชุดหนึ่งที่จะใช้ฝังอยู่ทางด้านหลัง ทุกคนเห็นโอวหยางไป๋ขี่อาชาฝ่าความหนาวเย็นเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้ม“ข้าไปเป็นเพื่อน” “ดี” นางพยักหน้า มีพี่ชายบุญธรรมไปด้วย อุ่นใจอยู่ไม่น้อย จะได้แผลงฤทธิ์ได้อย่างสะดวกสบายโอวหยางไป๋โรยตัวลงจากอาน เพราะจะเข้าไปนั่งในรถม้าด้วย เนื่องจากมีเรื่องสำคัญที่จะพูดด้วย เป็นเรื่องปืนสั้นที่ให้โอรสสวรรค์ทอดพระเนตรไปแล้วเมื่อวานภายในรถม้าอันอบอุ่น จางหานเฟิ่งนั่งอยู่ตรงข้ามโอวหยางไป๋ ข้างกายของนางมีตันตัน“ฝ่าบาททอดพระเนตรปืนสั้นของเจ้าแล้ว และข้าก็ได้เล่าเรื่องที่เจ้าทดลองใช้ปืนสั้นนั้นให้ฝ่าบาทฟัง” “ฝ่าบาทตรัสเช่นไรบ้าง” นางอยากรู้ และจ้องไปที่ใบหน้าของโอวหยางไป๋ตาเขม็ง เนื่องจากไม่เห็นถือของของนางกลับมาคืน“ฝ่าบาทอยากให้สร้างขึ้นมาสักร้อยกระบอก ทว่าข้าบอกราคาไปเท่านั้น จึงต้องระงับความคิดนี้เอาไว้ก่อน เพราะต้องใช้เงินไปกับการเตรียมตัวรับสงครามที่ใกล้จะเกิดขึ้น ทรงไม่ต้องการให้ประชาชนเดือดร้อน” “อืม..” “แสนตำลึงทอง.. ช่างแพงเสียเหลือเกิน ไยปืนสั้นของเจ้าถึงได้แพงเช่นนั้น” “ท่านรู้หรือไม่ว่าผู้ใดเป็นผู้สร้างให้ข้า..” นางเผยรอยยิ้มที่มุมปาก“ผู้ใด?” โอวหยางไป๋ยังนึกไม่ออกว่าเป็นผู้ใด แต่แล้วดวงตาก็เบิกโตขึ้นเล็กน้อย เพราะจู่ๆ นึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมาได้ คนผู้นี้มีชื่อเสียงเรื่องชอบการประดิษฐ์คิดค้นกลไกต่างๆ ที่แปลกประหลาดขึ้นมา “หรือว่าเป็นคนผู้นั้น.. ไยเจ้าไม่บอกข้า” “ท่านคิดว่าเป็นคนผู้ใด..” นางยังไม่เปิดเผยชื่อ“หยวนฟาง! ” “ถูกต้องแล้ว หลงจู๊ใช้คนนำภาพร่างกลไกที่ข้าเขียนขึ้นมาไปมอบให้หยวนฟาง ทันทีที่คนผู้นั้นเห็นแบบกลไกของข้าเข้าเท่านั้น ก็ตกปากรับคำที่จะสร้างขึ้นมาให้ทันใด” “ถ้าเป็นหยวนฟาง ปืนสั้นสองกระบอกที่ข้าจะให้สร้างขึ้น จะสร้างให้ข้ากับฝ่าบาทเช่นนั้นหรือ คนผู้นี้มีนิสัยแปลกประหลาดยิ่ง ทางราชสำนักเคยเรียกตัวมาใช้งาน.. ให้เข้ารับตำแหน่งเป็นถึงเจ้ากรมโยธาธิการ แต่ก็ไม่ยอมมา” โอวหยางไป๋มีสีหน้าครุ่นคิดและเคร่งเครียดขึ้นมา เนื่องจากโอรสสวรรค์แสดงท่าทีที่จะยึดปืนสั้นของจางหานเฟิ่งเสียแล้ว“ปืนสั้นของข้า.. ให้ฝ่าบาททอดพระเนตรแล้ว ไยไม่นำกลับมาคืนข้า” นางถาม ดวงตาหงส์มองสีหน้าครุ่นคิดเป็นกังวลของพี่ชายบุญธรรม“คือว่า.. ฝ่าบาท..” โอวหยางไป๋อึกอัก“ข้าบอกกับท่านว่า.. ปืนสั้นนำไปให้ฝ่าบาททอดพระเนตรก่อนก็แล้วกันใช่หรือไม่..” “ถูกต้องแล้ว” มหาบุรุษฝ่ายบุ๋นไม่กล้าพูดจาชักแม่น้ำทั้งห้ากับน้องสาวบุญธรรม เพราะนางจะไม่มีวันหลงลมปากของเขาอย่างแน่นอน“ให้ทอดพระเนตร ไม่ใช่ให้ถวายแก่ฝ่าบาท” “เจ้าก็.. ฝ่าบาทเห็นแล้วพึงพอพระทัยยิ่งนัก จึงเกิดอาการอยากที่จะเก็บเอาไว้ชื่นชม” โอวหยางไป๋เถียงกลับมาเสียงอ้อมแอ้ม“หมายความว่า.. ข้าคงจะไม่ได้คืนแล้วใช่หรือไม่” “ก็คงจะเป็นเช่นนั้น” “ไปเอาคืนมาให้ข้า!” นางแยกเขี้ยว“เจ้ารอกระบอกใหม่ได้หรือไม่..” มหาบุรุษฝ่ายบุ๋นยิ้มประจบ อีกทั้งชูสองนิ้วขึ้นมาพลางกล่าว “ข้าให้เจ้าสองพันตำลึงทองเลย” “เฮ้อ.. เช่นนั้นท่านต้องไปต่อรองกับหยวนฟางให้สร้างขึ้นมา” “ข้าจะทำ.. ข้าจะทำ..” เสนาบดีฝ่ายซ้ายแห่งแคว้นจ้าวพยักหน้ารับติดๆ กันทันที“ท่านก็นำแบบกลไกกล้องส่องทางไกลไปต่อรองกับเขา เขาชอบเรื่องพวกนี้.. บางทีอาจจะสร้างให้ อีกอย่างหนึ่งอย่าลืมบอกคนของท่านไปด้วยว่า.. แบบกลไกนี้เป็นของข้า!” จางหานเฟิ่งแนะนำออกไปอย่างโกรธเคืองเล็กน้อย“ที่เจ้าพูดมานั่น.. เจ้ามีความมั่นใจสักเท่าไหร่” โอวหยางไป๋มองมาตาปริบๆ ราวกับลูกแมวตัวน้อยที่เผลอไปข่วนผู้เป็นนายเข้า“ข้าไม่มีความมั่นใจ ท่านต้องไปลองดู!” -----


    คล้ายกับเรื่องจินหวังเฟย ที่คุณอ่าน