ฟู่ถิงเย่และหวาชิงเสวี่ยก็ได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมนั้นเช่นกัน
ในฐานะที่เป็นเจ้าของจวนเมื่อเกิดเรื่องในจวนจะเมินเฉยไปได้อย่างไร เขารีบพาหวาชิงเสวี่ยไปยังลานด้านหลังทันที
เนื่องจากมีการจัดงานเลี้ยงชมบุปผาลานด้านหน้าไปจนถึงด้านหลังจึงมีไม้ดอกไม้ประดับราคาแพงมากมายวางอยู่ ตอนนี้ผู้คนต่างมุ่งหน้าไปยังที่เกิดเหตุต่างไม่มีจิตใจจะมาชมบุปผาอีกต่อไป
เมื่อฟู่ถิงเย่ไปถึงก็เห็นแขกเหรื่อมากมายกำลังล้อมสระน้ำ ชายคนหนึ่งในน้ำกำลังดันร่างสตรีที่ตกน้ำขึ้นฝั่งจากนั้นตนเองก็ขึ้นฝั่งตามมา
ยามนี้เป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงอุณหภูมิลดลงต่ำไปนานแล้ว ยิ่งขึ้นมาจากน้ำ คนทั้งสองก็ยิ่งหนาวสั่น ชายผู้นั้นยังดูดีกว่าเล็กน้อยแต่ก็มีใบหน้าซีดเผือดเช่นกัน
มีคนรอบข้างมองดู มีคนซุบซิบกัน
ซิ่วจือสาวใช้คนสนิทของเฉิงหว่านเมี่ยวรีบเข้าไป“คุณหนู! ท่านเป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ?! ...คุณหนู?”
สวีชิ่งเสวี่ยตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนหน้าซีดเดินเข้าไปถามว่า “...หว่านเมี่ยว เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?ข้า...เมื่อครู่ข้าอยากจะดึงเจ้าไว้ แต่ดึงไว้ไม่อยู่...โชคดีที่ท่านพี่อยู่ด้วยไม่เช่นนั้นข้า...ข้าจะทำอย่างไรดี...”
ร่างกายของเฉิงหว่านเมี่ยวสั่นเล็กน้อยนางหลับตาและไอไม่หยุด ผมยาวลู่เปียกติดตัว เสื้อผ้าเปื้อนโคลนและสาหร่าย สภาพตอนนี้ย่ำแย่มาก
ฟู่ถิงเย่กวาดสายตามองสาวใช้ที่ยืนงงอยู่ข้างๆด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ยังไม่รีบพาคุณหนูกลับห้องอีก! เด็กๆ ไปเรียกหมอมา!”
เมื่อเขาตะโกนออกไปเฉิงหว่านเมี่ยวก็สะดุ้งตกใจ รีบเงยหน้าขึ้นมอง
เมื่อนางมองเห็นฟู่ถิงเย่ก็แข็งทื่ออยู่ที่เดิม ราวกับถูกฟ้าผ่าจนขยับตัวไม่ได้!
แต่ฟู่ถิงเย่ไม่ได้มองนางเลยสักนิดเดินตรงไปยังสวีชิ่งหรานแล้วพยุงเขาขึ้น “โชคดีที่คุณชายผู้นี้เข้าช่วยเหลือ มิเช่นนั้นคงเกิดเรื่องใหญ่”
สวีชิ่งหรานได้โอกาสแสดงตัวต่อหน้าฟู่ถิงเย่รีบคว้าโอกาสไว้ กล่าวว่า “ท่านแม่ทัพฟู่กล่าวเกินไปแล้ว คุณหนูเฉิงสนิทสนมกับน้องสาวข้ามาตลอดข้าจะเห็นความตายแล้วนิ่งดูดายไม่ช่วยเหลือได้อย่างไร”
ในแววตาของฟู่ถิงเย่ฉายแววสับสนเล็กน้อยเห็นได้ชัดว่ายังไม่เข้าใจสถานะของอีกฝ่าย
สวีชิ่งหรานกล่าวอีกว่า“ข้า สวีชิ่งหราน บุตรชายของสวีไจ้ ผู้ช่วยกรมพิธีการ ได้ยินชื่อเสียงของท่านแม่ทัพฟู่มานานวันนี้ได้พบหน้า สมคำร่ำลือจริงๆ”
“ที่แท้ก็คือคุณชายใหญ่ตระกูลสวี”ฟู่ถิงเย่พยักหน้าให้ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แล้วสั่งการบ่าวรับใช้ “พาคุณชายสวีไปพักที่ห้องพักผ่อนห้ามเสียมารยาทเด็ดขาด”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่และฮูหยินสวีก็มาถึงพอดีพบเข้ากับเฉิงหว่านเมี่ยวและสวีชิ่งหรานที่กำลังจะกลับไปพักผ่อน จึงเกิดความวุ่นวายขึ้นอีกคาดว่าอีกไม่นานเรื่องที่เฉิงหว่านเมี่ยวตกน้ำและสวีชิ่งหรานเข้าช่วยเหลือก็จะแพร่กระจายไปทั่วทั้งงานเลี้ยง
ฟู่ถิงเย่จ้องมองภาพความวุ่นวายนี้ด้วยสายตาเย็นชาสีหน้าไม่แสดงอาการ ในใจรู้สึกว่าคนใช้ในจวนช่างเกียจคร้านยิ่งนัก ทั้งที่คุณหนูตกน้ำสาวใช้และข้ารับใช้คนอื่นๆ กลับยืนอยู่บนฝั่ง ต้องให้บุรุษจากภายนอกเข้าไปช่วย ช่างเหลวไหลสิ้นดี
เดิมทีเขาอยากจะพาหวาชิงเสวี่ยมาพบปะกับญาติพี่น้องแต่เมื่อมาเจอเรื่องเช่นนี้ก็รู้สึกโชคไม่ดี
“ตอนนี้ท่านแม่ต้องไปดูแลญาติผู้น้องของข้าเราไปนั่งรอที่ด้านหน้าก่อนเถอะ” ฟู่ถิงเย่กล่าว
หวาชิงเสวี่ยเดินตามเขาไปแล้วกระซิบถามว่า “ท่านไม่ได้บอกว่าญาติผู้น้องของท่านเป็นเด็กเหรอ?”
ฟู่ถิงเย่กลืนน้ำลาย
ทุกครั้งที่ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่พูดถึงเฉิงหว่านเมี่ยวท่านจะใช้คำว่า ‘ดูแล’ ทำให้ตลอดมาเขาคิดว่าเฉิงหว่านเมี่ยวเป็นเด็กที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้บวกกับความทรงจำเกี่ยวกับเฉิงหว่านเมี่ยวที่จำได้คือเด็กอายุเจ็ดแปดขวบ ดังนั้น…ฟู่ถิงเย่จึงคิดว่าเฉิงหว่านเมี่ยวเป็นเด็กอยู่จริงๆ
เขาคิดในใจว่าช่วงนี้ท่านแม่น่าจะยิ่งหลงๆลืมๆ ดูจากท่าทางของเฉิงหว่านเมี่ยวก็รู้ว่านางโตเป็นผู้ใหญ่ พร้อมที่จะออกเรือนแล้วนางจะต้องการให้เขาดูแลไปทำไม?
หวาชิงเสวี่ยยังคงถามด้วยความสงสัย“ที่นี่ให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของสตรีมากใช่หรือไม่?ญาติผู้น้องของท่านถูกคุณชายสวีช่วยไว้ วันหน้าก็ต้องแต่งให้เขาใช่หรือไม่?”
นางสงสัยจริงๆ จำได้ว่าเมื่อก่อนเคยอ่านหนังสือมีเขียนไว้ว่า หญิงโบราณคนหนึ่งถูกคนร้ายจับแขน หลังจากกลับบ้านไปก็ต้องเอามีดตัดแขนข้างนั้นทิ้งต่อหน้าสามี
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้ว ตอบว่า“ไม่ง่ายขนาดนั้น”
หวาชิงเสวี่ยกะพริบตา“เพราะเหตุใด?”
“หากทั้งสองฝ่ายต้องการให้เกิดเรื่องดีๆก็จะเตรียมการแต่งงาน หากไม่ต้องการ ก็ยังมีวิธีอื่นจัดการ”
แน่นอนว่าข่าวลือต่างๆนั้นยากที่จะหลีกเลี่ยง
หวาชิงเสวี่ยแสดงท่าทางผ่อนคลายแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “อย่างนั้นก็ดีแล้ว นึกว่าหากสตรีที่นี่ไม่ได้แต่งงานก็จะต้องฆ่าตัวตายเพื่อรักษาชื่อเสียงเสียอีก”อย่างนั้นก็น่ากลัวเกินไป
ฟู่ถิงเย่มองนาง เห็นรอยยิ้มที่ไร้เดียงสาจึงอดทนไว้ไม่พูด หากเฉิงหว่านเมี่ยวไม่ได้แต่งงานกับคุณชายสวี ต่อไปก็คงได้แต่แต่งงานออกไปอยู่ต่างเมืองเพราะเหล่าคุณชายน้อยใหญ่ในเมืองหลวง คงจะรังเกียจที่นางเคยถูกบุรุษคนอื่นโอบกอดมาก่อน
ยิ่งเป็นตระกูลสูงศักดิ์ก็ยิ่งถือเรื่องพวกนี้มาก ความต้องการที่มีต่อภรรยาและสะใภ้ก็จะยิ่งเข้มงวดมากขึ้นส่วนในครอบครัวสามัญชนทั่วไปก็อาจจะผ่อนคลายและสบายๆ มากกว่า
หวาชิงเสวี่ยรีบโยนเรื่องนี้ทิ้งไปแล้วตามฟู่ถิงเย่ไปชมบุปผาดื่มชาที่เรือนด้านหน้า บางครั้งก็เกร็งบ้าง แต่ก็สบายใจดี
...
ท่านหมอตรวจชีพจรให้เฉิงหว่านเมี่ยวแล้วบอกว่าความเย็นเข้าสู่ร่างกาย เกรงว่าเมื่อตกกลางคืนอาจจะมีไข้สูงได้
ท่านหมอจัดยาให้ พร้อมกับกำชับให้เฉิงหว่านเมี่ยวพักผ่อนแล้วก็ไปยังห้องพักผ่อนของสวีชิ่งหราน
สวีชิ่งเสวี่ยจับมือของเฉิงหว่านเมี่ยวร้องไห้“หว่านเมี่ยว เจ้ายังทรมานอยู่หรือไม่? เป็นเพราะข้าเองตอนนั้นเพราะข้าดึงเจ้าไว้ไม่ทัน”
เฉิงหว่านเมี่ยวเปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้าสะอาดแล้วนางนอนอยู่บนเตียงพร้อมกับยิ้มอ่อนแรง “เจ้านี่ช่างโง่จริง โชคดีที่เจ้าดึงไว้ไม่ทันไม่อย่างนั้นคงจะตกน้ำไปพร้อมกัน พี่ชายของเจ้าเก่งเพียงใด?เขาก็ช่วยคนสองคนพร้อมกันไม่ได้หรอก…”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่เตือนสวีชิ่งเสวี่ยว่า“เด็กดี พี่ชายของเจ้าก็โดนความเย็นเช่นกัน รีบไปดูแลเขาเถอะ ไว้หว่านเมี่ยวหายดีแล้วค่อยมาคุยกัน”
สวีชิ่งเสวี่ยก็เป็นห่วงพี่ชายของนางเช่นกันจึงพยักหน้าทั้งน้ำตา แล้วออกไปพร้อมกับสาวใช้
เมื่อสวีชิ่งเสวี่ยไปแล้วสีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเย็นชา…
นางหันไปมองเฉิงหว่านเมี่ยวด้วยสายตามืดครึ้ม
เมื่อเห็นว่าสีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ไม่ดีเฉิงหว่านเมี่ยวก็ฝืนยิ้ม “ท่านป้า…”
“เจ้าไม่อยากจะแต่งเข้าจวนโหวขนาดนั้นเลยหรือ?”ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ผิดหวังในตัวหลานสาวมาก
รอยยิ้มบนใบหน้าของเฉิงหว่านเมี่ยวแข็งทื่อ“ท่านป้า ไม่ใช่อย่างนั้น...”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่เหมือนไม่ได้ยินนางเดินไปนั่งข้างเตียงช้าๆ แล้วกล่าวว่า “ซิ่วจือคนสนิทของเจ้าว่ายน้ำเก่งที่สุด แต่วันนี้เจ้ากลับไม่ได้พานางมาด้วยแถมยังใส่ชุดที่บางเช่นนี้...กลัวว่าจะจมน้ำลงไปลึกหรืออย่างไร?”
ใบหน้าของเฉิงหว่านเมี่ยวซีดเผือด“ท่านป้า ไม่ใช่อย่างนั้นนะเจ้าคะ! ท่านเข้าใจข้าผิดแล้ว! เรื่องในวันนี้มันเป็นอุบัติเหตุจริงๆนะ!”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่มองนางอย่างผิดหวัง“เจ้าวางแผนมาแล้ว ยังไม่ยอมบอกความจริงกับข้าอีก? ถึงสวีชิ่งหรานจะมีความสามารถแต่คนแบบนี้ ทั่วทั้งเมืองหลวงมีน้อยเสียเมื่อไร? เจ้าถูกอะไรมาบังตาถึงได้ทำเช่นนี้?!หรือว่าจวนเว่ยหย่วนโหวของข้ายังด้อยกว่าตระกูลสวีเล็กๆ นั่น?!”
เฉิงหว่านเมี่ยวร้องไห้ออกมาเสียงดัง!
“ท่านป้า! ช่วยข้าด้วยเถอะ!ข้าไม่อยากแต่งเข้าตระกูลสวี! ข้าไม่ต้องการเจ้าค่ะ!”
นางรู้ความผิดแล้ว!นางสำนึกผิดแล้ว!
ตั้งแต่วันที่นางเห็นฟู่ถิงเย่ในครั้งแรกนางก็รู้ว่าตนเองผิดไปอย่างไม่น่าให้อภัย! ใครจะคาดคิดว่าเพียงไม่กี่เดือน เมื่อฟู่ถิงเย่เก็บความดุดันไว้กลับกลายเป็นชายเย็นชาหยิ่งผยอง สง่างามและองอาจ!
นางนึกถึงฟู่ถิงเย่ที่ยืนอยู่ต่อหน้านางด้วยท่าทีเย็นชาสวมเสื้อคลุมยาวสีครามเข้ม สุขุมเยือกเย็น ท่าทางการเคลื่อนไหวก็แสดงออกถึงความน่าเกรงขาม
ส่วนสวีชิ่งหรานที่ยืนอยู่ข้างๆกลับเหมือนเด็กไม่ประสีประสา ดูเล็กจ้อย! ดูต่ำต้อย! ถึงขนาดต้องรีบบอกชื่อเสียงเรียงนามเพื่อให้ฟู่ถิงเย่จดจำตนได้!
นี่หรือคือคนที่นางเลือกอย่างดีแล้ว?
เฉิงหว่านเมี่ยวเสียใจจนแทบขาดใจ!
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่จ้องมองเฉิงหว่านเมี่ยวอย่างตั้งใจเห็นว่าสีหน้าของนางที่ร้องไห้และเสียใจนั้นไม่ใช่การเสแสร้ง ในใจก็เริ่มหวั่นไหว หรือว่า…นางบริสุทธิ์จริง?
ฮูหยินผู้เฒ่าจงใจพูดเพื่อทดสอบนาง“หากเป็นยามปกติก็แล้วไป นี่กลับเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาญาติผู้พี่ของเจ้า แถมยังถูกชายอื่นช่วยขึ้นมามันจะปิดบังได้อย่างไร...”
เฉิงหว่านเมี่ยวร้องไห้จนตาแดงก่ำดูน่าสงสารมาก นางสะอื้นกล่าวว่า “ท่านป้า ช่วยข้าด้วย...ช่วยข้าด้วยเถอะ...”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ถามเสียงหนักแน่น“หว่านเมี่ยว ข้าจะถามเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าไม่อยากแต่งเข้าตระกูลสวีจริงๆ หรือ?”
“ท่านป้า วันนี้เป็นอุบัติเหตุจริงๆนะเจ้าคะ! ข้าเห็นปลาลายดอกที่หายากในสระ เลยอยากจะชี้ให้ชิ่งเสวี่ยดู ไม่คิดว่าจะพลัดตกลงไป”
ความหมายก็คือ นางไม่อยากแต่งกับสวีชิ่งหราน
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่พยักหน้าเล็กน้อย“ดี ถ้าเช่นนั้น หากตระกูลสวีมาสู่ขอ ข้าจะปฏิเสธเสีย ต่อไปเจ้าก็อย่าได้ไปตระกูลสวีอีก”
เฉิงหว่านเมี่ยวสะอึกสะอื้นพยักหน้า“หว่านเมี่ยวจะเชื่อฟังท่านป้าเจ้าค่ะ”
หากได้แต่งกับฟู่ถิงเย่แม้ว่าสวีชิ่งหรานจะสอบได้จอหงวน แล้วจะนับเป็นอะไรได้?
นางช่างโง่เขลาเสียจริง!
เพราะครั้งก่อนที่ฟู่ถิงเย่บุกเข้าเมืองมาฆ่าคนนั้นดูโหดร้ายป่าเถื่อนเหลือเกินประกอบกับข่าวลือต่างๆ ในหมู่ชาวบ้าน ทำให้นางฝังใจกับภาพลักษณ์ที่น่ากลัวของเขา เฉิงหว่านเมี่ยวจึงคิดไปว่าฟู่ถิงเย่เป็นคนเถื่อนที่กินเลือดกินเนื้อ!
เฉิงหว่านเมี่ยวนึกถึงสภาพอันย่ำแย่ของตนเมื่ออยู่ต่อหน้าฟู่ถิงเย่ในวันนี้ก็ยิ่งรู้สึกเสียใจ!
ส่วนอีกด้าน สวีชิ่งหรานกำลังฝันหวานถึงเรื่องที่จะได้แต่งงานและได้เลื่อนตำแหน่ง
ท่านหมอได้ตรวจชีพจรให้เขาแล้วร่างกายของสวีชิ่งหรานไม่มีอะไรผิดปกติ แต่เพื่อป้องกันไว้ก่อน ท่านหมอจึงจัดยาขจัดความเย็นไว้ให้
ฮูหยินสวียกยาเข้ามาเองพร้อมกับบ่น “รีบกินยาเสียเถอะ เฮ้อ ในน้ำเย็นอย่างนั้น เจ้ากล้ากระโดดลงไปได้อย่างไรเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาจะทำอย่างไร? …”
“นางตกน้ำกะทันหัน ข้าเองก็ตกใจแต่ก็ถือว่าเป็นโอกาสอันดี” สวีชิ่งหรานดื่มยาไปอึกหนึ่งด้วยความฮึกเหิม “ช่วยชีวิตเฉิงหว่านเมี่ยวทั้งยังสร้างความดีความชอบกับจวนโหว ถือว่ามีความสัมพันธ์กันแล้ว หากเราไปสู่ขอ ถึงฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ไม่อยากตกลงก็คงไม่ได้นอกจากนางอยากจะให้เฉิงหว่านเมี่ยวโกนหัวบวชชี”
ฮูหยินสวีมีสีหน้าลังเล“ชิ่งหราน เรื่องนี้…เกรงว่าจะไม่เรียบง่ายอย่างที่เราคิด…”
สวีชิ่งหรานชะงักเล็กน้อยหันไปมองมารดาของตน “เพราะเหตุใด
? ท่านแม่ได้ยินอะไรมาหรือ?”ฮูหยินสวีพยักหน้า กล่าวว่า“เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าฟู่รู้ว่าฟู่ถิงเย่มาถึง ก็รีบส่งคนไปเรียกเฉิงหว่านเมี่ยว ท่าทางเหมือนว่า…เหมือนว่าอยาก…อยากจะเก็บเฉิงหว่านเมี่ยว…ไว้ให้ฟู่ถิงเย่”
สวีชิ่งหรานตกใจมากอุทานออกมาว่า “แต่อายุของฟู่ถิงเย่แทบจะเป็นบิดาของนางได้เลยนะ!”
ฟู่ถิงเย่อายุยี่สิบแปดปีส่วนเฉิงหว่านเมี่ยวอายุสิบหกปี ห่างกันหนึ่งรอบพอดี!
ฮูหยินสวีก็รู้เช่นกันนางถอนหายใจ กล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ผู้นี้ยังคงยึดติดกับบรรดาศักดิ์โหวนั่นอยู่…”