เหยียนจื่อม่อในชาติก่อนรู้จักแต่เก็บกลั้นความขุ่นข้องหมองใจ ไหนเลยจะเคยโพล่งเรื่องราวออกมาทั้งหมดเช่นนี้ นางขี้ขลาดและไร้กำลังมาโดยตลอด มิเช่นนั้นคนเหล่านี้จะหยิ่งผยองได้ถึงเพียงนี้หรือ
“เจ้า...”
เหยียนจื่อม่อเห็นจางซื่อหวังพลิกลิ้นกลับคำข้างๆ คูๆ พลันกล่าวเสียงดังขึ้นอีกหน่อย “ข้าขอถาม หากข้าเป็นลูกสาวแท้ๆ ของท่าน ท่านจะทำเช่นนี้หรือไม่”
“ข้า...”
จางซื่ออยากแก้ต่างให้ตนเอง แต่เหยียนจื่อม่อจะให้โอกาสนางได้อย่างไร “ตั้งแต่ยามนั้นจนถึงบัดนี้ท่านรู้อยู่แล้วว่าข้าไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ของท่าน ดังนั้นจะอย่างไรท่านก็ไม่รู้สึกปวดใจอะไร”
คำพูดของเหยียนจื่อม่อทำให้สายตาของผู้คนโดยรอบแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ตระกูลเหยียนประกาศต่อคนภายนอกว่าพวกนางเป็นบุตรสาวฝาแฝด และเหยียนจื่อม่อถูกเลี้ยงดูในชนบทห่างไกลตั้งแต่เด็ก แม้ทุกคนในจวนต่างรู้ดีว่าเด็กคนนี้ถูกอุ้มไปผิด ทว่าเรื่องแอบสับเปลี่ยนทารกก็มีเพียงญาติพี่น้องสายตรงของตระกูลเหยียนไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้
“ข้าเข้าใจความรักของมารดาที่หวังให้ลูกสาวมีความสุขของท่านได้ แต่ท่านไม่ควรสาดทุกสิ่งลงบนตัวข้า ข้าเองก็มีพ่อมีแม่หาใช่แทรกตัวออกจากซอกหินไม่”
ตระกูลเหยียนต้องการปกป้องชื่อเสียงของเหยียนจื่อหลิงจึงไม่อยากให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่โต ทว่านางย่อมไม่ยอมให้พวกเขาได้สมดังหวัง เหยียนจื่อม่อต้องการให้ทุกคนเห็นว่าทุกสิ่งที่เหยียนจื่อหลิงมีในวันนี้ก็แค่ถูกสตรีที่กำลังตีโพยตีพายอยู่บนพื้นขโมยมาให้เท่านั้น
“เจ้าพูดจาเหลวไหล ตอนแรกแค่บังเอิญอุ้มผิดไป...”
จางซื่อเป็นคนฉลาดและร้ายกาจ ย่อมรู้ว่าการแอบเปลี่ยนตัวเด็กจะนำมาซึ่งชื่อเสียงเช่นไรต่อเหยียนจื่อหลิง นางจึงยืนกรานว่ายามนั้นบังเอิญอุ้มเด็กผิดคนโดยไม่ตั้งใจ หาใช่ตนเองจงใจทำจริงๆ
“มาถึงตอนนี้ท่านยังคิดจะปิดบังความจริงอยู่อีกหรือ ท่านยินดีให้จางซิ่วแต่งกับตาเฒ่าไม้ใกล้ฝั่งหรือไม่ เดิมทีข้าไม่อยากทำเรื่องนี้ให้ใหญ่โต แต่วันนี้ท่านมาสร้างความวุ่นวายถึงที่นี่ หรือคิดว่าข้ายังเป็นเด็กสาวตัวน้อยที่ยอมให้ท่านบีบเล่นตามใจชอบได้อยู่อีกจริงๆ”
ขณะเหยียนจื่อม่อพูด น้ำตาที่กลั้นไว้ก็หยดลงมา แม้ดูเหมือนซึมลงบนพื้นดิน แต่จะไม่กระทบใจผู้คนบ้างเลยได้อย่างไร
ในตอนที่โถงใหญ่เงียบสงัดและทั่วทั้งเรือนไร้ซึ่งเสียงใด เหยียนจื่อหลิงที่ยืนอยู่ตรงประตูอย่างสง่างามก็เหลือบมองจางซื่อเล็กน้อย จากนั้นเบนสายตาออกอย่างรวดเร็ว “ท่านแม่ วันนี้ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าเลย!”
เจี่ยนซื่อมองเหยียนจื่อม่อแวบหนึ่ง ครั้นเห็นว่าใบหน้าของนางปราศจากความเศร้าโศกจึงพยักหน้าให้เหยียนจื่อหลิงเบาๆ ส่วนเจ้าตัวเมื่อเห็นการเคลื่อนไหวของมารดาพลันยกมุมปากเล็กน้อยด้วยอารมณ์กระอักกระอ่วน
“หลิงเอ๋อร์เพิ่งกลับจากเรือนท่านย่า นางอยากพบท่านป้าตระกูลจางสักหน่อยเจ้าค่ะ”
เหยียนจื่อหลิงรู้สถานะของคนตรงหน้าจากคำพูดของผู้คนแล้ว หากนางยังแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรคงจะดูไม่สมเหตุสมผลนัก
จางซื่อได้ยินเหยียนจื่อหลิงเอ่ยคำว่า ‘ท่านป้า’ ในที่สุดก็รู้สึกผ่อนคลายลงได้บ้าง เดิมทีนางกังวลว่าเหยียนจื่อหลิงจะปฏิบัติต่อตนอย่างมึนตึงและอาจถึงขั้นไม่ยอมมองนางแม้แต่สายตาเดียว แต่มาตอนนี้ดูเหมือนนางจะคิดมากเกินไป
เจี่ยนซื่อขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเหลือบมองเหยียนจื่อหลิงด้วยสีหน้าไม่พอใจแวบหนึ่ง ทว่าเมื่อเห็นรอยยิ้มอันขมขื่นบนใบหน้าของอีกฝ่ายก็หยุดความคิดที่จะตำหนิไป อย่างไรตนก็เป็นคนเลี้ยงดูนางจนเติบใหญ่ เรื่องที่ถูกสลับตัวตอนนั้นนางก็ไม่รู้เช่นกัน
“ในเมื่อท่านย่าเจ้าต้องการพบคน เช่นนั้นข้าก็ไม่คิดจะรั้งคนไว้ มาพานางไปเถิด!”
ล้วนกล่าวกันว่าคนเลวย่อมถูกจัดการโดยคนเลวกว่า สตรีนิสัยเหลือรับเช่นนี้ปล่อยให้แม่สามีจัดการแล้วกัน! ต่อให้อีกฝ่ายรักหลิงเอ๋อร์เพียงใดก็ไม่มีทางยอมแลกชื่อเสียงอันดีงามตลอดร้อยปีของจวนผิงซีโหวแน่ จึงไม่มีอะไรต้องกังวลนัก
“เจ้าค่ะ”
แววตาของเหยียนจื่อหลิงดูนุ่มนวลเปราะบาง แต่เหยียนจื่อม่อรู้ว่าภายใต้ท่าทีอ่อนแอของสตรีนางนี้ซ่อนไว้ซึ่งดวงใจแห่งอสุรา มิเช่นนั้นคงไม่ลงมืออย่างโหดเหี้ยมยามตระกูลเหยียนกำลังระส่ำระสาย
จวบจนเหยียนจื่อหลิงพาจางซื่อเดินไปยังโถงหรงหย่าง โถงหน้าของตระกูลเหยียนจึงเริ่มคลายความตึงเครียดลง ไม่ว่าจะเป็นเจ้านายที่มาชมความสนุกหรือเหล่าสาวใช้ ต่างก็ฉวยโอกาสพากันทยอยแยกย้ายจากไป