บทที่ 76
“ชายแปลกหน้าที่แต่งตัวแปลกๆนั่น จะเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนเวทย์มนต์เชียวหรือ?” ภามที่ปกติจะเงียบฟังเฉยๆกลับถามขึ้นมาก่อน“ก็ไม่ใช่จอมเวทย์ทุกคนจะแต่งตัวประหลาดหรอกขอรับ ข้าเคยได้ยินว่าจอมเวทย์ชั้นสูงจะมีชุดพิธีการที่ไม่เหมือนกับคนทั่วไป แต่ก็จะใส่เฉพาะในช่วงมีงานสำคัญๆเท่านั้นขอรับ แต่ข้าก็ไม่แน่ใจว่าชายคนนั้น จะเป็นอาจารย์ใหญ่ที่ว่าจริงรึเปล่า” อลันตอบไปเท่าที่เขาจะรู้“แต่ยังไงข้าก็ยังไม่ไว้ใจคนแปลกหน้าหรอกนะเจ้าคะ ท่านภาม ทุกวันนี้ครอบครัวเราก็มีความสุขมากที่ได้ทำงานอยู่ที่ฟาร์ม ข้าไม่หวังให้ลูกไปเสี่ยงกับความไม่แน่นอนหรอกเจ้าค่ะ” เมมี่กล่าวออกมาอย่างจริงจังด้วยความเป็นห่วงลูก“ข้าคิดว่าถ้าแอนเน่กับอามินได้เรียนหนังสือก็เป็นเรื่องที่ดีนะ ไว้ข้าจะหาข้อมูลเรื่องโรงเรียนมาก็แล้วกัน แต่ตอนนี้เรากลับไปที่เกวียนก่อนเถอะ” ภามกล่าวจบก็เดินนำสี่พ่อแม่ลูกไปที่สมาคมการค้า บริเวณสมาคมการค้าเวลานี้ก็ยังคงมีผู้คนพลุกพล่าน เหมือนกับว่าช่วงนี้คนในเมืองมีการจับจ่ายใช้สอยมากเป็นพิเศษ กลุ่มของภามเดินเบียดเสียดเหล่าพ่อค้ามาจนถึงใกล้กับเกวียนของเขา ชายหนุ่มที่นัดไว้ก่อนล่วงหน้าก็วิ่งเข้ามาหา“มาแล้วขอรับ น้าอลัน ท่านภาม เอ้ะ! นั่นน้าเมมี่ กับเด็กๆนี่เองไม่ได้เจอกันตั้งนานนะขอรับ” แม๊กซ์วิ่งเข้ามาด้วยความตื่นเต้นดีใจ“แม็กซ์เหรอ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ดูเจ้าผอมลงไปเยอะนะ” เมมี่กล่าวทักทายชายหนุ่ม“พี่แม็กซ์จริงๆด้วย มาทำอะไรที่นี่หรือขอรับ” อามินถาม“น้าอลันไม่ได้บอกเจ้าเหรอ ว่าข้าจะไปทำงานที่ฟาร์มของท่านภามกับพวกเจ้าไงล่ะ” แม็กซ์ตอบ“ใช่ๆ ข้าก็ลืมบอกพวกเจ้าไปว่าเมื่อตะกี้ตอนที่พวกเราจะไปหาทาส บังเอิญได้เจอกับแม็กซ์พอดี มันไม่มีงานทำ ไม่มีข้าวกินมาหลายวัน ท่านภามสงสารก็เลยรับมาทำงานกับพวกเราน่ะ ไม่ต้องไปซื้อทาสแล้ว” อลันบอกกับครอบครัวของเขา หลังจากทักทายกันพอเป็นพิธีทั้งหมดก็ขึ้นเกวียนเพื่อเดินทางกลับฟาร์ม ปกติจะมีเสียงเด็กๆอย่างอามิน และแอนเน่คุยเล่นกันแค่สองคนแปบๆก็หลับไป แต่เมื่อมีแม็กซ์เข้าร่วมขบวนด้วยพวกเขาก็คุยกันเฮฮาสนุกสนานไปตลอดทาง จนไปถึงช่วงตีนเขาภามก็สลับไปขับเกวียนแทนอลัน “ว่าไงนะ! แอนเน่มีคนมาชวนให้ไปเรียนที่โรงเรียนเวทย์มนต์งั้นเหรอ สุดยอดไปเลย! เจ้าต้องเป็นถึง 3 ใน 10 ของคนทั้งโลกที่สามารถใช้เวทย์มนต์ได้เชียวนะ พวกนักเวทย์แม้เป็นคนธรรมดาก็ได้รับความเคารพเทียบเท่ากับชนชั้นสูงเลยล่ะ ต่อไปถ้าได้ดีแล้วอย่าลืมข้าล่ะ น้องสาว” แม็กซ์กล่าวออกเสียงดังตื่นเต้นกับเรื่องนี้มาก“การเป็นนักเวทย์นี่ยิ่งใหญ่ถึงขนาดนั้นเลยเหรอเจ้าคะ” แอนเน่เห็นท่าทางจริงจังของแม็กซ์ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาด้วย“คนที่มาชวนกลับเป็นคนประหลาดเนี่ยสิ ดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ ข้าคงไม่ปล่อยให้ลูกไปกับคนแบบนั้นหรอก” เมมี่กล่าวขึ้น“เมมี่แต่ที่เจ้าเล่ามาว่าชายคนนั้นบอกให้เราไปสมัครที่โรงเรียนเวทย์มนต์เมื่อไรก็ได้ใช่รึไม่” อลันสอบถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ“เป็นอย่างนั้นก็จริง แต่โรงเรียนที่ว่านั่นคือที่ไหนข้าก็ยังไม่รู้ แล้วถ้าชายคนนั้นเป็นอาจารย์ใหญ่จริงก็ไม่เห็นจะต้องมาตามหาเด็กนักเรียนด้วยตัวเองเลย ใครๆก็คงอยากจะส่งลูกไปเรียนทั้งนั้น” เมมี่บอกในสิ่งที่เธอสงสัย“โธ่ๆๆน้าเมมี่ เมืองนี้ก็มีเพียงโรงเรียนเดียวนั่นแหละ สถาบันพัฒนาเวทย์มนต์ลูน่าซองค์ ยังไงเล่า ปราสาทเก่าแก่ที่อยู่บนเนินเขากลางทุ่งหญ้าที่อยู่ฝั่งตะวันออกนั่นแหละ” แม็กซ์บอกออกมาอย่างภาคภูมิใจในความรู้เรื่องชาวบ้านของตน“เป็นที่นั่นเองรึ ชาวบ้านก็เรียกว่าปราสาทลูน่ามาตลอด ข้านึกว่าเป็นปราสาทขุนนางที่ไหนซะอีก แล้วทำไมต้องตั้งชื่ออะไรยืดยาวจำยากจริง แม้แต่ชายประหลาดคนนั้นยังเรียกว่าโรงเรียนเวทย์มนต์เลยนี่ ฮ่าๆๆ” อลันกล่าวออกมาอย่างอารมณ์ดี“อลันท่านอารมณ์ดีเชียว อยากให้ลูกไปกับคนแปลกหน้านั่นรึไง ถึงจะเป็นโรงเรียนเวทย์มนต์จริงๆพวกชนชั้นสูงที่นั่นจะใจร้ายกับลูกเรารึเปล่าก็ไม่รู้” เมมี่กล่าวออกมาอย่างกังวลใจ“คนเราก็ต้องเจออุปสรรคในชีวิตกันทั้งนั้น ไม่สามารถเลี่ยงได้ตลอดไปหรอกนะ ถ้าลูกได้เป็นจอมเวทย์มีพลังมีสถานะเทียบเท่าชนชั้นสูง ในอนาคตตัวของลูกเองก็จะได้ไม่ลำบาก และพาให้ครอบครัวเราสุขสบายตามไปด้วย ไม่ต้องอดอยากเหมือนที่ผ่านๆมาไงล่ะ” อลันกล่าวความในใจออกมา“แล้วท่านแน่ใจได้ยังไงว่าแอนเน่มีพลังเวทย์มนต์อย่างที่ชายประหลาดนั่นว่าจริงๆ” เมมี่ถามสามี“เอ่อ...เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แม็กซ์เจ้าคิดยังไง”“แอนเน่ เคยมีเรื่องแปลกๆ หรือเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นกับเจ้าหรือไม่” แม็กซ์หันไปถามเด็กหญิงตัวน้อย“เรื่องแปลกๆหรือเจ้าคะ ข้านึกไม่ออกเลยเจ้าค่ะ พี่แม็กซ์” แอนเน่ผู้ใสซื่อหันไปตอบชายหนุ่ม“ว่าแต่พูดมาตั้งนาน ตัวเจ้าล่ะอยากเป็นจอมเวทย์รึเปล่าแอนเน่” แม็กซ์ถามเหมือนเพิ่งนึกได้“ถ้าข้าเป็นจอมเวทย์แล้วช่วยให้ครอบครัวมีความสุข ข้าก็จะเป็นจอมเวทย์ให้ได้เจ้าค่ะ!” เสียงสาวน้อยเปล่งประกายสดใส พร้อมกับสายตาที่มุ่งมั่นภามขับเกวียนขึ้นเขามาตามทางเรื่อยๆ จนใกล้ถึงชายป่าทางเข้าไปที่ฟาร์มของเขา ภามนั่งเงียบๆไม่ได้มีส่วนร่วมในบทสนทนาของครอบครัวท้ายเกวียน แต่เขาก็นั่งฟังเรื่องราวต่างๆ เพื่อรวบรวมข้อมูลไปด้วย ทำให้รู้ว่าชาวบ้านทั่วไปไม่ค่อยรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเวทย์มนต์มากนัก ในระหว่างขับเกวียนมาเรื่อยๆ ภามสังเกตว่าอามินแทบไม่พูดอะไรออกมาเลย มีบางครั้งที่เขาหันหลังกลับไปดู ก็เห็นเด็กชายนั่งเงียบคนเดียวเหม่อมองออกไปภายนอกเกวียนไม่ได้เข้าร่วมวงกับคนอื่น ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก ที่เด็กร่าเริงอย่างอามินกลายเป็นเงียบไปแบบนี้ เกวียนขับเข้ามาในป่าได้สักพัก บรรยากาศเริ่มวังเวงมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนก็ดูท่าทางปกติดีมีเพียงแค่แม็กซ์ผู้มาใหม่เท่านั้นที่เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะคิดออกว่าอะไรแปลกไป ก็มีเสียงสัตว์ร้ายคำรามก้องป่า“โฮก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”“นั่นๆ นั่นเสียงอะไรขอรับ” แม็กซ์เริ่มกลัวขึ้นมา“ก็เสียงสัตว์แถวนี้นั่นแหละ ไม่มีอะไรหรอก” อลันตอบแบบสบายๆ“แต่ๆๆเสียงเหมือนเป็นสัตว์กินเนื้อตัวใหญ่เลยนะขอรับ น้าอลัน แล้วนี่เราเข้ามาในป่าลึกมากขนาดนี้คงจะไม่ได้หลงทางหรอกนะ” ชายหนุ่มยังคงไม่แน่ใจ“ฮะๆ เรามาถูกทางแล้วล่ะ ตอนที่มาครั้งแรกข้าก็กลัวเหมือนเจ้านี่แหละ แต่มากับท่านภามเจ้าก็สบายใจได้แน่นอน ส่วนเสียงสัตว์ขู่คำรามเมื่อตะกี้มันไม่ใช่ตัวที่น่ากลัวที่สุดของป่านี้หรอกนะ” อลันบอกกับชายหนุ่ม“เอ๋!!!!!!!!!!!! เสียงน่ากลัวแบบนั้นยังไม่ได้น่ากลัวที่สุดอีกเหรอขอรับ” แม็กซ์เริ่มหน้าซีด“สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในป่าแห่งนี้ ไม่เคยส่งเสียงออกมาขู่ใครทั้งนั้นแหละ” อลันกล่าวจบก็หันไปมองแผ่นหลังเจ้านายของเขาที่กำลังขับเกวียนอยู่