วันนี้ย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่สองแล้วในฐานะ‘ที่ปรึกษาพิเศษ’ แห่งกรมตำรวจลอนดอน หากจะพูดถึงผลประกอบการนับั้แ่คดีพินัยกรรมเืของลอร์ดฮอว์ธอร์นที่คฤหาสน์หรูนั่นจบลงชีวิตของผมก็ดูจะห่างไกลจากคำว่า ‘ตื่นเต้น’ ไปโข
ปริศนาที่ผ่านมือผมใน่นี้ถ้าไม่ใช่น่าเบื่อก็ชวนให้ถอนหายใจ...อย่างคดีตามหาชายผู้หายสาบสูญที่สุดท้ายก็พบว่าเขาแค่หาทางหนีจากภรรยาจอมบงการไปหลบดื่มเหล้าในบ้านเพื่อนหรือคดีตามหาแมวหายที่ทำเอาเกียร์หัวเสียไปครึ่งวันเพราะสุดท้ายเ้าแมวนั่นก็แค่หนีออกไปตามหารักแท้ตามสัญชาตญาณสัตว์โลก
แต่ก็นั่นแหละ...ในแง่หนึ่งมันก็เป็เื่ดี ความเรียบง่ายเหล่านี้ทำให้ผมมีเวลาว่างเหลือเฟือในการออกสำรวจรอยแยกของ‘ประตูที่หายใจได้’ ในมหานครหมอกแห่งนี้
ทว่ารายงานล่าสุดจากเกียร์ที่บินว่อนไปทั่วท้องฟ้าลอนดอนกลับทำให้ผมต้องขมวดคิ้ว
“นายท่าน...เงียบ... เงียบเกินไปแล้ว” เกียร์ร่อนลงมาเกาะที่ไหล่ของผมน้ำเสียงที่เคยร่าเริงดูแห้งผาก “เสียงลมแปลกๆ ที่ข้าเคยได้ยิน...มันจางหายไปหมดเลย เหมือนประตูมิติพวกนั้นกำลังหายไป”
ผมหยุดมือที่กำลังขัดเงากลไกนาฬิกาความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ... ผมไม่ได้กลัวความเงียบแต่ผมกลัวว่าถ้าประตูมิติเหล่านี้เลือนหายไปตลอดกาลนั่นหมายความว่าเส้นทางเดียวที่จะพาผมกลับสู่โลกมนตราแห่งเอเลน่าจะถูกตัดขาดลงชั่วนิรันดร์
หรือว่าลอนดอนแห่งปี1890 นี้ กำลังจะกลายเป็ ‘กรงขัง’ ที่ไร้ทางออก
ตอนบ่ายที่อากาศขมุกขมัวผมเอนหลังพิงเก้าอี้ในห้องทำงานส่วนตัว ห้องที่เหล่าตำรวจในสถานีแห่งนี้ต่างกระซิบกระซาบกันว่าเป็‘ห้องผีสิง’ ผมนั่งมองเกียร์ที่เกาะอยู่ริมหน้าต่างมันกำลังยืดคอสูดกลิ่นอาหารจากร้านฝั่งตรงข้ามอย่างเอาเป็เอาตายพลางวิจารณ์รสชาติอย่างออกรสทั้งที่มันไม่เคยลิ้มรสััหรือมีกระเพาะอาหารเลยสักครั้ง
“นายท่าน... มีคนกำลังเดินมา” เกียร์หยุดวิจารณ์ซุปเนื้อก้อนแล้วหันมาบอกผมเลนส์ั์ตาของมันหดขยายเพื่อโฟกัสเสียง “ฟังจากจังหวะฝีเท้า...น่าจะเป็ผู้หญิงครับ”
ไม่กี่อึดใจประตูห้องทำงานของผมก็ถูกเปิดออกหญิงสาวในชุดกระโปรงยาวตัดเย็บประณีตสมฐานะก้าวเข้ามาในห้องเธอหยุดชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเกียร์บินโฉบไปใกล้พร้อมเอ่ยคำทักทาย“ยินดีต้อนรับครับคุณผู้หญิง!”
เธอเบิกตากว้างมองเ้าอีกาเหล็กด้วยสายตาประหลาดใจกึ่งสับสนก่อนจะพยายามดึงสติกลับมาแล้วหันมามองผมที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน
“สวัสดีค่ะ... คุณดัสก์บอร์น” เธอกล่าวพร้อมพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็ปกติ“สารวัตรเฮย์สเป็คนแนะนำฉันมาค่ะ เขาบอกว่าหากมีเื่... ‘เหนือธรรมชาติ’ที่หาคำอธิบายไม่ได้ ฉันควรมาปรึกษาคุณ”
เธอยกกระดาษในมือขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ“ขออภัยที่เสียมารยาทนะคะ ฉันลืมแนะนำตัว... ฉันคือ คลอเดีย วินเทอร์สเป็ภัณฑารักษ์ผู้ดูแลการจัดงานนิทรรศการศิลปะกระจกที่กำลังจะเปิดตัวในอีกสามวันข้างหน้าณ ใจกลางกรุงลอนดอนค่ะ”
สายตาของผมเลื่อนไปจับจ้องที่กระดาษในมือของเธอราวกับรู้ว่านั่นคือกุญแจสำคัญ คลอเดียดูจะเพิ่งนึกขึ้นได้เธอรีบวางมันลงบนโต๊ะทำงานของผมอย่างแ่เบาแต่เต็มไปด้วยน้ำหนักของความกังวล
“เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีใครบางคนแอบเอาประกาศนี้ไปติดไว้ทั่วบริเวณงานค่ะ”
ผมก้มลงพิจารณาเศษกระดาษแผ่นนั้นเนื้อหาถูกสร้างขึ้นจากการตัดแปะตัวอักษรที่ตัดออกมาจากหนังสือพิมพ์หลายฉบับดูบิดเบี้ยวและไม่เป็ระเบียบทว่าข้อความกลับเรียบง่ายจนน่าขนลุก: ‘ศาลากระจก...มีิญญาสิงสู่’
“ศาลากระจกในประกาศนี้ก็คือศาลากระจกแปดเหลี่ยมที่เป็ผลงานชิ้นเอกในงานนิทรรศการครั้งนี้ค่ะ”คลอเดียอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด“ตอนแรกเราพยายามมองข้ามมันไปเพราะคิดว่าเป็แค่ฝีมือของพวกก่อกวน แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้...ช่างติดตั้งสถานที่หลายคนยืนยันเป็เสียงเดียวกันว่าพวกเขาเห็น ‘เงา’ ในกระจกมันขยับเอง”
เธอเว้น่หายใจพลางมองหน้าผม“ตอนนี้ข่าวเริ่มแพร่กระจายจนคนเริ่มกลัวที่จะมางานและนั่นมันจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการลงทุนของเหล่านายทุนในอนาคตฉันจึงอยากเชิญคุณดัสก์บอร์น...ในฐานะที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญเื่ที่หาคำอธิบายไม่ได้ ไปตรวจสอบสถานที่จริงเพื่อยืนยันกับคนพวกนั้นว่ามันไม่ใช่เื่ของผีสางเทวดา”
คลอเดียจ้องมองผมด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและความอับจนหนทางในเวลาเดียวกัน
ผมหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาพิจารณาใกล้ๆกลิ่นหมึกหนังสือพิมพ์และกาวราคาถูกลอยเข้าจมูก... ในโลกที่ผมจากมาผีในกระจกอาจเป็เื่ปกติ แต่ในลอนดอนที่ไร้มานาแห่งนี้ การที่ใครบางคนเห็น‘บางอย่าง’ ในกระจก มักจะมีคำอธิบายที่ร้ายกาจกว่าเื่เล่าผีสิงเสมอ
ผีสิงในกระจกงั้นหรือ...ผมคิดในใจพลางลูบคางอย่างใช้ความคิด หากสิ่งที่คนงานเห็นเป็ิญญาจริงๆมันคงเป็ข่าวดีที่สุดในรอบสัปดาห์เพราะสำหรับผู้ใช้เวทมนตร์ที่ติดอยู่ในโลกไร้มานาอย่างผม ิญญาเร่ร่อนเปรียบเสมือน'ก้อนพลังงานบริสุทธิ์' ที่ผมสามารถเปลี่ยนเป็มานามาเติมพลังให้ตัวเองและเกียร์ได้
“ผี! กระจก! ผี! กระจก!”เกียร์โพล่งขึ้นมาเสียงดังลั่นห้องจนคุณคลอเดียสะดุ้งสุดตัวเธอหันไปมองเ้านกเหล็กด้วยสายตาที่ยังไม่คุ้นชินกับความช่างพูดของมัน
“ตกลงครับ ผมรับงานนี้” ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพลางขยับเสื้อนอกให้เข้าที่“้าให้ผมเดินทางไปตรวจสอบตอนนี้เลยใช่ไหมครับ?”
“ถ้าเป็ตอนนี้เลยจะดีมากค่ะ!” เธอตอบกลับทันทีเหมือนยกูเาออกจากอกเธอคงอยากจะจัดการเื่นี้ให้จบก่อนที่เหล่านายทุนจะเริ่มถอนตัว
ผมหยิบสมุดบันทึกเล่มคู่ใจใส่กระเป๋าเสื้อแล้วหันไปพยักหน้าให้คู่หูตัวจิ๋ว “เกียร์... ได้เวลาทำงานแล้ว”
เกียร์สะบัดปีกเสียงดังแกร็กๆ ก่อนจะบินไปเกาะที่ไหล่ของผมอย่างคล่องแคล่ว “ ขอให้เป็คดีใหญ่!ขอให้เป็ผีตัวอ้วนๆ!”
คุณคลอเดียมองดูพวกเราสองคนอีกครั้งด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดาเธอคงกำลังสงสัยว่าสารวัตรเฮย์สส่งนักสืบหรือส่ง ‘คนพิลึก’ มาช่วยงานเธอกันแน่แต่นั่นไม่ใช่เื่ที่ผมต้องใส่ใจ เพราะสิ่งที่ผมสนใจมีเพียงอย่างเดียว...อะไรที่ซ่อนอยู่ในกระจกแปดเหลี่ยมบานนั้น
เสียงล้อรถม้ากระทบกับพื้นหินกรวดของถนนในลอนดอนเป็จังหวะสม่ำเสมอผมนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับคุณคลอเดีย โดยมีเกียร์เกาะอยู่ที่ขอบหน้าต่างรถม้ามันคอยเอาจะงอยปากเหล็กเคาะกระจกเบาๆ อย่างตื่นเต้นกับทัศนียภาพภายนอก
ตลอดทางคุณคลอเดียพยายามอธิบายรายละเอียดของนิทรรศการเพื่อไม่ให้บรรยากาศในรถเงียบจนเกินไป
“นอกจากศาลากระจกแปดเหลี่ยมที่เป็หัวใจสำคัญแล้วเรายังมีนวัตกรรมอีกหลายอย่างค่ะ ทั้งระบบฉายแสงแบบใหม่และเครื่องพ่นควันไอน้ำที่จะสร้างบรรยากาศเหมือนเดินอยู่บนก้อนเมฆเราพยายามผสมผสานศิลปะเข้ากับวิศวกรรมที่ล้ำสมัยที่สุดในยุคนี้...”
เธอยังเล่าไปถึงการจัดวางแสงไฟแก๊สที่จะสะท้อนกับพื้นผิวกระจกมหาศาลเพื่อให้เกิดมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นผมนั่งฟังเงียบๆ พลางนึกภาพตาม
เครื่องพ่นควัน...แสงสะท้อน... กระจกที่วางซ้อนกันเป็มุม... ผมคิดในใจพลางลอบยิ้มนี่มันไม่ใช่แค่นิทรรศการศิลปะแล้ว แต่มันคือ ‘สวนสนุก’ที่สร้างขึ้นจากกลไกลวงตาชัดๆ ในโลกเดิมของผม เราใช้คาถาพรางตา แต่ที่นี่พวกเขาใช้ฟิสิกส์และแรงดันน้ำเพื่อสร้างปาฏิหาริย์ปลอมๆ ขึ้นมา
“นายท่าน... ข้าได้กลิ่นโลหะร้อนกับน้ำมันลอยมาตามลมแล้ว”เกียร์กระซิบรายงาน
“ท่าทางจะไม่ใช่แค่สวนสนุกธรรมดาเสียแล้วล่ะเกียร์” ผมตอบเบาๆ
รถม้าหยุดกะทัดลงหน้าอาคารที่ส่องประกายราวกับคริสตัลั์กลางกรุงลอนดอนทันทีที่ก้าวเท้าลงมาความร้อนจากท่อไอน้ำและเสียงอื้ออึงของคนงานก็พุ่งเข้าประทะโสตประสาท คุณคลอเดียนำผมฝ่ากลุ่มคนงานที่กำลังวุ่นวายเพื่อไปแนะนำให้รู้จักกับเหล่า"คนสำคัญ" ในโครงการนี้
ที่กึ่งกลางโถงเซอร์ฮาร์ทเวลล์ ชายวัยกลางคนในชุดสูทสั่งตัดสุดหรูยืนตระหง่านด้วยท่าทางภูมิฐานเคียงคู่กับ เลดี้ เอลีเนอร์ ภรรยาผู้สง่างามของเขาทั้งคู่ดูเหมือนเป็จุดศูนย์กลางของอำนาจและเงินทุนทั้งหมดที่นี่
ถัดมาคือกลุ่มคนทำงานที่ทำให้สวนสนุกกระจกแห่งนี้เกิดขึ้นได้จริง
บาร์เน็ตชายร่างผอมสูง ผู้คุมโปรเจกต์ที่ดูเคร่งเครียดสายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่มาตรวัดแรงดันตลอดเวลา
มิสเตอร์เวลนักมายากลหนุ่มผมดำขลับผู้มีรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์ เขากำลังโด่งดังอย่างมากในลอนดอนและดูเหมือนจะมาที่นี่เพื่อสร้าง "มนตรา" ให้กับเทคโนโลยีกระจก
ไซคส์หุ้นส่วนร่างตันที่ดูเหมือนนักธุรกิจผู้เขี้ยวลากดิน เขาไม่ได้ดูงานศิลปะแต่มันดูเหมือนเขากำลังคำนวณกำไรขาดทุนในหัว
ซามูเอลชายร่างกำยำผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัยเขายืนคุมเชิงอยู่ไม่ห่างพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง
จูเลียนสถาปนิกหนุ่มผมดำผู้อยู่เื้ัโครงสร้างอันวิจิตรพิสดารเหล่านี้
วิกเตอร์ช่างประดิษฐ์ผู้เงียบขรึม ที่มือยังคงเปื้อนคราบน้ำมันเครื่องจักร
"คุณดัสก์บอร์นคะ นี่คือทีมงานทั้งหมดของเราค่ะ"คลอเดียเอ่ยแนะนำพลางสังเกตปฏิกิริยาของผม"พวกเขาทุกคนต่างได้ยินข่าวลือเื่ 'ผี' กันมาบ้างแล้วและตอนนี้ความวิตกกังวลก็เริ่มส่งผลต่อความเร็วในการทำงานค่ะ"
"บรรยากาศวุ่นวายดีจริงๆ นะเกียร์" ผมพึมพำเบาๆพร้อมกับส่งสัญญาณมือที่รู้กันเพียงสองคน
เกียร์พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะสลัดปีกบินทะยานขึ้นสู่ขื่อหลังคาเหล็กเพื่อสำรวจมุมสูงรอบๆ พื้นที่จัดงานอันกว้างขวางนิทรรศการนี้ถูกแบ่งสัดส่วนอย่างแยบยลแขกผู้มาเยือนจะต้องเดินผ่านงานศิลปะและนวัตกรรมอื่นๆก่อนจะไปถึงจุดหมายปลายทางที่สำคัญที่สุด... ศาลากระจกแปดเหลี่ยมที่ตั้งสงบนิ่งอยู่ด้านในสุดของโถง
“คุณดัสก์บอร์นคะ บาร์เน็ตจะเป็คนนำทางคุณไปตรวจสอบศาลานะคะ”คลอเดียเอ่ยเสียงเบา ราวกับไม่้าให้ความกังวลของเธอรั่วไหลไปถึงหูคนงานคนอื่น
ผมเดินตามบาร์เน็ตชายร่างผอมสูงที่ดูเหมือนิญญาคนเป็ไปตามทางเดินที่คละคลุ้งด้วยกลิ่นสีและคราบน้ำมันเขาเดินไปพลางหันมองซ้ายขวาด้วยท่าทางขวัญเสีย “ลูกน้องของผมเพิ่งหวาดกลัวจนลาออกไปอีกคนเมื่อวานนี้เองครับท่านที่ปรึกษา...”เขาพึมพำ “พวกนั้นสาบานว่าตอนเข้าไปตรวจเช็คกระจก พวกเขาเห็นเงาของตัวเอง ‘ขยับ’ได้เอง ทั้งที่ตัวจริงยืนนิ่งสนิท!”
ในที่สุดเราก็มาหยุดอยู่หน้าศาลากระจกที่เป็ต้นตอของข่าวลือภายนอกมันคือโดมทรงแปดเหลี่ยมขนาดมหึมาที่ตกแต่งอย่างหรูหราอลังการโครงเหล็กดัดเป็ลวดลายวิจิตรบรรจงสะท้อนแสงไฟจนดูเหมือนวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่หลุดออกมาจากนิทานทว่าบรรยากาศรอบตัวมันกลับเย็นเยียบอย่างประหลาด
เมื่อผมก้าวเท้าเข้าไปภายในความรู้สึกแรกที่เข้าจู่โจมคือ ‘การถูกจ้องมอง’
มันเป็ห้องกระจกขนาดใหญ่ที่ติดตั้งกระจกบานั์เรียงต่อกันเป็แปดด้านอย่างสมบูรณ์แบบทำให้ผมเห็นภาพสะท้อนของตัวเองนับร้อยนับพันคนยืนเรียงรายอยู่รอบตัวทุกทิศทางใจกลางเพดานสูงลิ่วมีโคมไฟระย้าขนาดใหญ่ที่จุดเปลวไฟสว่างไสวส่งแสงวูบวาบสะท้อนไปมาไม่รู้จบรอยต่อระหว่างกระจกแต่ละบานถูกปิดทับด้วยเสาไม้สักขัดเงาสีเข้มที่ดูสูงค่าและแข็งแรง
ผมส่งสัญญาณให้เกียร์บินขึ้นไปวนรอบห้องอีกครั้งเ้านกเหล็กบินโฉบผ่านเงาสะท้อนนับไม่ถ้วนก่อนจะร่อนลงมาเกาะบนบ่าผม
“นายท่าน... ห้องนี้มันดูน่ากลัวแบบแปลกๆ นะ”เกียร์เอียงคอมองเงาตัวเองในกระจกบานข้างๆ “ข้ากำลังคิดว่าถ้าข้าร้องเพลงขึ้นมาตอนนี้ ภาพของข้าในกระจกพวกนั้นมันจะช่วยร้องประสานเสียงให้ข้าด้วยไหม?หรือมันจะแค่ยืนมองแล้วหัวเราะเยาะข้าแทน?”
ผมไม่ขำไปกับมุกของมันสายตาของผมจับจ้องไปยังรอยต่อระหว่างกระจกและเสาไม้สัก... ในโลกของผมหากวางกระจกทำมุมแบบนี้ มันคือการสร้าง ‘คุกมนตรา’ เพื่อกักขังิญญาแต่ในโลกที่ไร้มานาแห่งนี้ การที่เงาสะท้อนขยับได้มักจะหมายถึงกลไกที่ซับซ้อนกว่าที่ตาเห็น
แม้จะพยายามจ้องมองจนดวงตาแทบไม่กระพริบแต่ภาพสะท้อนของผมในกระจกแปดทิศนั้นกลับนิ่งสนิทและเคลื่อนไหวตามร่างกายของผมอย่างตรงไปตรงมาไม่มีความผิดปกติใดๆ ปรากฏให้เห็นตามข่าวลือ
มันดูปกติเกินไป...ผมคิดในใจ ก่อนจะตัดสินใจเดินออกจากศาลานั้นเพื่อหาคำตอบในแง่มุมอื่น
“บาร์เน็ต...” ผมหยุดฝีเท้าแล้วหันไปถามเขาตรงๆ “ที่นี่เคยมีคนตายจริงๆหรือเปล่า?”
บาร์เน็ตสะดุ้งเล็กน้อยเขารีบหันมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ๆเขาจึงลดเสียงลงจนแทบเป็กระซิบ “ไม่มีใครถูกฆ่าตายที่นี่หรอกครับท่านที่ปรึกษา...แต่กระจกชุดนี้เป็ฝีมือของช่างกระจกคนหนึ่งที่ทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำเพื่อให้ทันกำหนดการจนสุดท้ายเขาก็ล้มฟุบเสียชีวิตคาโรงงานในระหว่างที่กำลังเจียระไนกระจกบานสุดท้ายครับ”
ผมขมวดคิ้ว...ต้องเป็งานที่หนักและถูกกดดันขนาดไหนกันถึงขั้นทำให้คนคนหนึ่งสิ้นลมหายใจในระหว่างทำงานได้“แล้วเซอร์ฮาร์ทเวลล์ไม่รู้เื่นี้เลยหรือ?”
“รู้สิครับ... รู้ดีเลยล่ะ” บาร์เน็ตทำสีหน้าปั้นยาก“ท่านเซอร์เป็คนออกคำสั่งบังคับและเร่งให้ช่างคนนั้นทำงานเองกับมือ ใครๆก็รู้ว่าท่านเซอร์ให้ความสำคัญกับ ‘เวลา’ มากกว่า ‘ชีวิตคน’”
“แล้วครอบครัวเขาล่ะ?” ผมถามต่อ“พวกเขาไม่แค้นเคืองหรือคิดจะมาล้างแค้นให้ช่างคนนั้นบ้างหรือยังไง?”
บาร์เน็ตส่ายหัวช้าๆ“ช่างกระจกคนนั้นไม่มีครอบครัวครับ เขาตัวคนเดียวในลอนดอน”
คำตอบนั้นทำให้ผมนิ่งไป...หากไม่มีครอบครัวข่าวลือเื่ผีสางหรือใบปลิวพวกนั้นก็ไม่น่าจะมาจากความแค้นของญาติพี่น้องแต่มันอาจจะเป็ ‘จิติญญา’ ที่ยังวนเวียนอยู่จริงๆ หรือไม่ก็...ใครบางคนที่รับรู้เื่ราวความอยุติธรรมนี้ และ้าใช้มันเป็เครื่องมือในการทำลายเซอร์ฮาร์ทเวลล์
ในขณะที่กำลังขบคิดสายตาของผมก็เหลือบไปเห็น ซามูเอล ชายร่างกำยำผู้ดูแลความปลอดภัยเขากำลังเดินตรวจตราไปรอบๆ โครงการด้วยท่าทางที่ดูเคร่งครัดเอาการ
“ซามูเอลคนนี้ขยันมากเลยครับ” บาร์เน็ตเอ่ยชมเมื่อเห็นผมมองไปทางนั้น“เขาเดินตรวจสอบความเรียบร้อยของโครงการทั้งหมดแทบจะทุกชั่วโมงไม่ให้มีใครหน้าไหนเข้ามาวุ่นวายได้เลย”
บาร์เน็ตนำผมเดินเลี่ยงออกจากศาลากระจกเพื่อไปดูส่วนอื่นๆของงาน ระหว่างทางเสียงะโเถียงกันอย่างรุนแรงทำให้ผมต้องชะงักเท้าเซอร์ฮาร์ทเวลล์ กำลังยืนเผชิญหน้ากับ ไซคส์ หุ้นส่วนร่างตันทั้งคู่กำลังโต้เถียงกันเื่ตัวเลขผลกำไรและการปันผลด้วยใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความโกรธ
บาร์เน็ตไม่รอช้าเขาเร่งฝีเท้าพาผมเดินผ่านจุดนั้นทันทีราวกับไม่อยากให้ผมเข้าไปพัวพัน“ที่จริงแล้ว... สองคนนั้นเป็คู่แข่งทางธุรกิจที่จ้องจะล้มกันอยู่ตลอดเวลาครับ”เขาพึมพำเสียงเบา “คุณไซคส์เสนอตัวเข้ามาเป็หุ้นส่วนเพียงเพราะ้าดูแผนการและเทคโนโลยีความลับของท่านเซอร์เพื่อจะเอาไปใช้กับกิจการของตัวเองในภายหลัง ใครๆก็ดูออกครับว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาเปราะบางยิ่งกว่ากระจกเสียอีก”
เราเดินต่อมาจนถึงโซนที่พักของคนงานซึ่งบรรยากาศดูสงบกว่าโถงกลางเล็กน้อย แต่สิ่งที่ผมเห็นกลับน่าสนใจไม่แพ้กัน เลดี้เอลีเนอร์ ภรรยาของท่านเซอร์ กำลังยืนสนทนาอยู่กับ มิสเตอร์เวล นักมายากลหนุ่มทั้งคู่ยืนอยู่ใกล้มุมอับสายตา ท่าทางดูสนิทสนมและจริงจังเกินกว่าจะเป็แค่ผู้ว่าจ้างกับศิลปิน
“สองคนนั้น...”บาร์เน็ตกระซิบพลางเบือนหน้าหนี “เคยเป็อดีตคนรักเก่ากันมาก่อนครับก่อนที่เลดี้จะแต่งงานกับท่านเซอร์เื่นี้เป็ความลับที่รู้กันในหมู่คนใกล้ชิดเท่านั้น”
ไม่ไกลจากจุดนั้นจูเลียน สถาปนิกหนุ่มกำลังกางแบบแปลนคุยกับ วิกเตอร์ ช่างประดิษฐ์ผู้เงียบขรึมพวกเขาดูเคร่งเครียดกับการไล่ตรวจเช็กส่วนประกอบที่เหลือของโครงการที่ยังไม่สมบูรณ์
ผมมองดูภาพเ่าั้พลางบันทึกลงในสมุดบันทึกในใจ...หุ้นส่วนที่จ้องจะหักหลัง, ภรรยาที่ยังเยื่อใยกับคนรักเก่า,สถาปนิกและช่างเครื่องที่ต้องแบกรับความกดดันและเ้าของงานที่เห็นชีวิตคนเป็เพียงเครื่องจักร
“นายท่าน...ข้าว่าคนพวกนี้ดูน่ากลัวกว่าผีในกระจกอีกนะ” เกียร์กระซิบข้างหูผม “แต่ละคนมี‘เงา’ ซ่อนอยู่หลังหน้ากากกันทั้งนั้น”
เข็มนาฬิกาพกของผมบอกเวลาเกือบเที่ยงคืนบรรยากาศรอบด้านเริ่มตกอยู่ในความสลัว มีเพียงเสียงครางเบาๆของท่อไอน้ำที่ยังทำงานอยู่ผมยังคงไม่พบสิ่งผิดปกติที่เป็รูปธรรมภายในศาลากระจกบานนั้น
“คืนนี้ดูเหมือนจะยังไม่มี ‘แขกไม่ได้รับเชิญ’ปรากฏตัวออกมาครับคุณคลอเดีย” ผมหันไปบอกภัณฑารักษ์สาวที่ยืนกอดอกด้วยความอ่อนล้า“ผมจะกลับไปพักผ่อนก่อนแล้วพรุ่งนี้เช้าผมจะกลับมาตรวจสอบโครงสร้างอย่างละเอียดอีกครั้ง”
คลอเดียพยักหน้าอย่างเห็นด้วยเธออาสาเดินมาส่งผมที่หน้าโครงการแสงไฟแก๊สด้านนอกริบหรี่ลงจนมองเห็นเงาของตึกรามบ้านช่องในลอนดอนดูบิดเบี้ยวราวกับสัตว์ประหลาดผมกำลังจะหันหลังกลับเพื่อก้าวขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่
“ผี! ผีจริงๆ ด้วย! มันมาเอาชีวิตคนไปแล้ว!”
เสียงะโที่เต็มไปด้วยความหวาดผวาของซามูเอล ดังแหวกความเงียบมาจากข้างในโถงใหญ่ ผมหมุนตัวกลับทันทีด้วยสัญชาตญาณนักสืบเห็นร่างกำยำของผู้ดูแลความปลอดภัยวิ่งหน้าตั้งออกมาจากเงามืดใบหน้าของเขาซีดเผือดราวกับกระดาษ
“คุณที่ปรึกษา! คุณคลอเดีย! ช่วยด้วย!” เขาหอบจนตัวโยนมือสั่นระริกขณะชี้ไปทางใจกลางอาคาร “ท่านเซอร์... เซอร์ฮาร์ทเวลล์ถูกมันฆ่าแล้ว!ในศาลากระจกแปดเหลี่ยม... เื... เืเต็มไปหมดเลย!”
ผมกับคลอเดียสบตากันเพียงเสี้ยววินาทีความเยือกเย็นสายหนึ่งแล่นผ่านกระดูกสันหลัง
“เกียร์! บินไปดูเดี๋ยวนี้!” ผมคำรามสั่ง
เ้านกเหล็กทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าทันทีพร้อมดวงตาเลนส์สีแดงที่ส่องสว่างท่ามกลางความมืดผมรีบวิ่งกลับเข้าไปในอาคาร ทิ้งความเงียบสงบไว้เื้ั
ผีในกระจกงั้นหรือ?ผมขบฟันแน่น ในที่สุด ‘เงา’ ที่ขยับได้...ก็เริ่มลงมือล่าเหยื่อจริงๆ เสียที!