บทที่ 48
เจ้าแห่งหมัด VS พยัคฆ์มรกต
“ไอ้เจ้าเด็กบ้านี่...จะกวนประสาทข้าไปถึงไหนกัน...มรกตเพลิง”
พิมพ์ลภัสพุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็วลูกไฟสีเขียวขนาดเล็ก พุ่งออกจากหมัดขวาเข้าหาปราณเด็กชายก็ไวพอที่จะฉากหลบให้พ้นวิถีหมัดเสียงผู้ชมฮือฮากับการหลบหมัดมรกตเพลิงจากพิมพ์ลภัสได้อย่างน่าทึ่ง
“หนอยแน่...เจ้าเด็กนี่...ดูซิจะเก่งได้อีกกี่น้ำ”พิมพ์ลภัสปล่อยมรกตเพลิงจากหมัดซ้าย-ขวาไม่ยั้ง ไม่มีการปราณีใดๆ ทั้งสิ้น
พลังลูกไฟสีเขียวเล็กๆประดังถาโถมเข้าหาร่างของปราณไม่ยั้ง จนกลายเป็นออร่าสีเขียวแผ่ไปทั่วบริเวณ
เมื่อเห็นไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบพิมพ์ลภัสก็หยุดยืนหอบหายใจ แล้วรอจนควันสีเขียวค่อยๆ จางลง
เจอเข้าแบบนั้นผู้ชมบางคนก็เอามือปิดตาบางคนก็ต่างคิดว่าปราณคงไม่รอดแน่ๆ
แต่สกุลโอฬารปฐพีและสกุลฤชากรต่างนั่งเฉยๆไม่สะทกสะท้านใดๆ
พิมพ์ลภัสยกมือขึ้นหนึ่งข้างราวกับว่าได้ประกาศชัยชนะแล้ว แต่ไม่มีเสียงเฮตามที่เธอพยายามทำเธองงว่าทำไมไม่มีเสียงเชียร์เธอ เพราะทุกครั้งที่เธอชนะคู่ต่อสู้เธอจะยกมือเป็นสัญญาณว่า การต่อสู้ได้จบลงแล้ว
แต่เมื่อควันค่อยๆจางหาย ร่างของปราณยังคงอยู่ที่เดิมในท่าประสานมือสองข้างขึ้นปิดบังใบหน้าและลำตัวเอาไว้โดยมีออร่าสีขาวห่อหุ้มร่างอีกทีหนึ่ง
เสียงปรบมือเกรียวเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยไม่เป็นอะไร
พิมพ์ลภัสเบิกตาโตไม่เชื่อว่าพลังที่เธอปล่อยไปขนาดนี้จะไม่สามารถทำอะไรปราณได้
‘ขนาดเพื่อนๆ ของข้าเจอแบบนี้ ยังไม่เคยมีใครรอดได้ เจ้ามันแน่มากต่อไปข้าจะไม่ออมมือก็แล้วกัน’
“พี่สาว!!! พลังของเจ้า ถ้าเปรียบเทียบกับปรมาจารย์เศก ยังห่างชั้นมากนัก”ปราณยิ้มมุมปาก
ในขณะที่พิมพ์ลภัสยืนหอบและเมื่อได้ยินชื่อของท่านลุง ก็ทำเอาเธอเลือดขึ้นหน้า
“แกไม่มีสิทธิ์เอาข้าไปเปรียบเทียบกับคนแบบนั้น”
เธอกำหมัดแน่นเร่งพลังพยัคฆ์มรกตให้หลั่งไหลออกมาได้ไวขึ้น มือสองข้างยกขึ้นระดับไหล่
“กรงเล็บคำราม”
พอเธอกำหมัดพลันก็ปรากฏกรงเล็บข้างละ3 ซี่ ที่ปลายหมัด แต่มีขนาดที่เล็กและไม่ได้น่ากลัวเท่าปรมาจารย์เศก
เธอพยายามตะปบร่างน้อยๆของปราณ ที่ตอนนี้ปราณเริ่มจับการเคลื่อนไหวของพิมพ์ลภัสได้แล้วแต่เขาต้องการดูว่าเธอจะใช้อะไรอีกบ้าง
‘ทำไมการเคลื่อนไหวของรุ่นพี่ช่างเชื่องช้าไม่แตกต่างกับตอนที่ข้าสู้กับวิทยาเลย...หรือว่านี่คือขีดจำกัดของระดับ 16’
ไม่ว่าจะตะปบลงไปกี่ครั้งปราณก็กระโดดหลบได้ทุกครั้ง เธอได้แต่ตะปบลม ใบหน้าสีขาวของเธอ เริ่มมีเลือดสูบฉีดจนกลายเป็นสีแดงด้วยความโกรธ แต่ก็ยังไม่สามารถทำอะไรเด็กน้อยได้ เหมือนการเล่นไล่จับ
“บะบะบะบ้าน่า...ลูกของข้าฝึกกรงเล็บคำรามมายาวนาน ไม่เคยพลาดเป้าแต่กลับตะปบเจ้าเด็กปราณไม่โดนเลย มันยังไงกันแน่?”
อัครยุทธ์ดุสิตดูไปก็ลุ้นไปมือทั้งสองกำพนักวางแขนไว้แน่น บีบจนมันแทบจะแหลกคามือเพราะเขาเองไม่เคยเห็นความสามารถของใคร ที่จะหลบหลีกกรงเล็บคำรามของลูกสาวได้
รุ่นพี่สุดสวยเคลื่อนที่ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด พลังตะปบเริ่มอ่อนแรง ปราณกระโดดเข้าหา
ในจังหวะที่เธอตะปบลมไปหนึ่งข้างหน้าแข้งขวาของเด็กน้อย ซัดเข้าลำตัวของรุ่นพี่จนตาถลน กรงเล็บคำรามอันตรธานหายในทันที เธอร้องลั่นเมื่อโดนเตะสีข้างโดยไม่ทันระวัง
“ข้าจะบอกเจ้าอย่างหนึ่ง อย่าเผลอ”
ปราณตวัดขากลับมายืนมั่นคงห่างจากร่างพี่สาวสุดสวย ที่ใบหน้าบูดบึ้งเขาพูดพร้อมยกนิ้วชี้ซ้ายขึ้นเพื่อเป็นการเตือนพี่สาวที่กึ่งนั่งกึ่งนอนบนลานประลองมือข้างหนึ่งของเธอ ลูบที่สีข้างไปมา เพื่อคลายความเจ็บ
“แกกล้ามาก แล้วยังกล้ามาสอนข้าอีก”
“ก็ในเมื่อพี่สาวอยากแสดงความสามารถก็เอาออกมาข้าจะได้แสดงบ้างจะได้สมน้ำสมเนื้อกัน”
ปราณเริ่มมีการขยับตัวในขณะที่พิมพ์ลภัสค่อยๆ พยุงตัวเองให้ยืนขึ้น เสียงปรบมือเป็นกำลังใจพลางเรียกชื่อเธอลั่น และช่วงจังหวะนี้เอง ปราณก็ไม่รอช้า...
“หมัดอินทรีทะยาน”
แสงออร่าสีขาวสองสายพุ่งเป็นเกลียวออกจากหมัดขวาของปราณตรงเข้าท้องพิมพ์ลภัสอย่างจังเพราะเธอหันไปหาคนที่ส่งเสียงพอดี
“โอ้ยยยยย”
ร่างของเธอที่กำลังจะยืนมั่นคงก็พุ่งลงไปนอนตามเดิม คราวนี้เธอใช้มือกุมท้องที่โดนพลังหมัด
“ขี้โกง เจ้าขี้โกง เล่นตอนเผลอ”
คนที่เชียร์พิมพ์ลภัสเห็นแบบนั้นก็พูดกดดันตามๆ ไปบ้าง
ปราณเงยหน้ามองตามเสียงแล้วส่งยิ้มยะเยือก แค่เด็กน้อยแสดงรอยยิ้ม ก็ทำเอาคนที่พูดชะงักและเงียบในทันทีเพราะปราณยกนิ้วขึ้นจุ๊ปากแล้วพูดดังๆ
“ข้าเพิ่งเตือนพี่สาวเมื่อครู่เองว่าอย่าเผลอ...เขาไม่เชื่อข้าเอง...จะโทษต้องโทษเขา”
จากนั้นก็มีเสียงโห่เหมือนตำหนิคนเชียร์พิมพ์ลภัสซึ่งตอนนี้เงียบกันหมด ในขณะที่เด็กปีหนึ่งส่งเสียงเชียร์ปราณกันถ้วนหน้า
ยกเว้นก็แต่หงส์นราที่นั่งกอดอกด้วยความหงุดหงิดไม่สบอารมณ์ แม้ว่าเธอจะทึ่งในการต่อสู้ของปราณแต่เธอก็ยังคิดเข้าข้างตัวเองว่า ถ้าเธอได้ขึ้นไปยืนบนนั้นบ้างก็คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเอาชนะเพราะออร่าวิหคอมตะของเธอก็รุนแรงเสียยิ่งกว่าออร่าใดๆ ...
คำพูดดังๆของปราณแบบนั้น มันเท่ากับเป็นการตบพิมพ์ลภัสอย่างแรง...
‘ทำไมข้าต้องให้ไอ้เด็กอย่างแกมาสอนด้วย อายุเพิ่งจะไม่กี่ขวบยังปากดีอีกนะ’
เธอรีบลุกขึ้นยืนจับจ้องที่ปราณไม่วางตาใจของเธอต่อว่าปราณ แต่การกระทำของเธอเริ่มรัดกุมตามที่ปราณสอนทุกอย่าง
‘เจ้าเด็กคนนี้ประสบการณ์ต่อสู้อาจจะสูงกว่าเราเสียด้วยซ้ำท่าทางการยืนที่สุขุม มั่นคง ไม่เปิดช่องว่างเลย’
ความที่เคยเป็นคนเก่งได้อันดับหนึ่งมาตลอดเวลา มันทำให้เธอหลงระเริง จนลืมว่าตอนนี้เป็นการต่อสู้จริงๆไม่ใช่การฝึกซ้อมที่เพื่อนๆ จะยอมให้เธอเหมือนที่ผ่านมา
ด้วยชื่อเสียงของสำนักเมฆมรกตพลังออร่าอันโหดเหี้ยม ทำให้เพื่อนๆ หลายคนหวาดผวา จนไม่มีใครกล้าทำให้เธอบาดเจ็บเพราะเกรงจะเดือดร้อนจากอัครยุทธ์ดุสิต ที่ใครๆ ก็รู้ว่ารักและหวงลูกสาวขนาดไหน
แต่เด็กที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่เพื่อนของเธอเด็กน้อยคนนี้ไม่รู้ประวัติความเป็นมาของเธอหรือสำนักเมฆมรกตด้วยซ้ำหรือเขาอาจจะกระทำเพื่อการแก้แค้นที่ถูกลอบสังหาร
‘ทำไมท่านลุงถึงไม่จัดการมันไปให้พ้นๆ จากมหาพิภพนี้ไปเสียข้าจะได้ไม่ต้องมาลำบาก แบกร่างขึ้นมาสู้ให้เสื่อมเสียเกียรติ’
“ว่ายังไงล่ะพี่สาว? มีอะไรจะแลกเปลี่ยนกับข้าอีกไหม?ถ้าไม่มีข้าจะบุกบ้างล่ะนะ”
ขณะที่ในหัวของพิมพ์ลภัสกำลังคิดเรื่องของปราณเขาก็เหลือบเห็นร่างน้อยๆ พุ่งเข้ามา พร้อมออร่าหมัดขวาที่เริ่มเปล่งแสง...
“หมัดอินทรีทะยาน”
ปราณส่งหมัดอินทรีทะยานออกไปอีกครั้งเธอหลบออร่าเกลียวคู่นั้นได้ แล้วก็ยิ้มดีใจ
“หึหึหึ กระบวนท่านั้นของเจ้าอย่าเอามาใช้กับข้าเป็นหนที่สอง”
พิมพ์ลภัสเริ่มผยองเพราะเห็นว่าท่าทางการปล่อยหมัดของปราณยังคงเหมือนเดิม
‘หมัดอินทรีทะยานของสกุลโอฬารปฐพี แม้จะรุนแรงแต่ก็โจมตีได้เพียงหน้าตรงเท่านั้น ถ้าเจ้าอ่านทิศทางการเคลื่อนที่ออกก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะหลบหมัดอินทรีทะยาน’
คำสอนของท่านพ่อเมื่อคืนปรากฏขึ้นมาในหัว แม้หมัดอินทรีทะยานจะมีอานุภาพร้ายแรง แต่จุดอ่อนนั่นคือจะใช้เวลาในการปล่อยพลังหมัดอยู่ที่จุดเดิมอย่างมั่นคง ซึ่งมักจะชิงลงมือก่อนโดยที่คู่ต่อสู้ยังไม่ทันตั้งตัว แต่เมื่อมองเห็นทิศทางของหมัดแล้วการหลบหลีกและสวนคืนก็ไม่ใช่เรื่องยาก
“หมัดอินทรีทะยานของเจ้า ข้ามองออกหมดแล้ว จะมาแบบไหนข้าก็หลบได้ยอมแพ้ข้าดีกว่าน่าปราณ จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว”
พิมพ์ลภัสเริ่มกลับมาแข็งแรงหลังจากที่ปราณปล่อยให้เธอได้หยุดหายใจแต่เธอยังไม่รู้ตัวว่าในขณะนี้ท่านพ่อของเธอนั่งกุมขมับ เพราะเห็นผลของการต่อสู้ได้ชัดแล้วว่าลูกสาวสู้เด็ก6 ขวบไม่ได้จริงๆ
‘ถ้าเจ้าเด็กปราณจะใช้หมัดอินทรีทะยานต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อกี้นี้พิมพ์ลภัสก็แพ้แน่ๆ แต่เจ้าเด็กนั่นมันให้พิมพ์ลภัสได้หายใจฟื้นฟูพลังฌานมันสามารถอ่านออกถึงเพียงนี้เชียวหรือเนี่ย?’
ปราณยืนยิ้มแล้วเอ่ยช้าๆ
“ข้ารู้อยู่แล้วที่พี่สาวป้องกันได้ แต่ถ้าเจอแบบนี้ล่ะ?”
ปราณบุกเข้าหาในระยะเกือบ1 เมตร แล้วปล่อยกระบวนท่าที่เขาเป็นผู้คิดค้น...
“หมัดอินทรีทะยานแปดทิศ”
ปราณได้โอกาสในการทดลองใช้จริงทำเอาท่านพ่อและคนอื่นๆ ที่รู้จักหมัดอินทรีทะยาน พากันลุกขึ้นยืนดูเพราะยังไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อนหรือได้เห็นมาก่อน...
“หมัดอินทรีทะยานแปดทิศ...ยังไม่เคยได้ยินท่านี้มาก่อนเลย”
“ข้ายังไม่เคยได้ยินท่านี้เหมือนกัน”
“เจ้าไม่รู้หรือว่านี่เป็นกระบวนท่าใหม่ลำดับที่สองของสกุลโอฬารปฐพีที่คิดค้นโดยยุวาจารย์ปราณเชียวนะ”
“หา!!!คิดค้นโดยยุวาจารย์ปราณ!!!”
เมื่อผู้คนรอบข้างได้ยินดังนั้นก็พากันลุกขึ้นจ้องจนตาแทบไม่กระพริบ
ในขณะที่ท่านพ่อ-ท่านแม่และคนใกล้ชิดของปราณพากันยืนยิ้ม เพราะเห็นศักยภาพกันมาบ้างแล้วคราวนี้จะได้เห็นใช้ในการต่อสู้จริงโดยผู้คิดค้นวัยเยาว์
‘ช่างเป็นพลังหมัดที่งดงามและว่องไวมากไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถปิดช่องว่างของหมัดอินทรีทะยานได้หมดจดเช่นนี้’
ท่านพ่อเห็นการปลดปล่อยพลังหมัดผสมกับวิธีปฏิสัมพันธ์กับพื้นดินที่เพิ่งสอนไปเพียงไม่กี่วันก็ยิ่งเห็นชัดเจนว่าบุตรชายของตน กลายเป็น “เจ้าแห่งหมัด” ไปเสียแล้ว