รถม้าเก่าๆ ที่มีรอยขีดข่วนรอบคันเคลื่อนตัวไปตามถนนที่ปูด้วยหินขรุขระมุ่งหน้าสู่เขตทิศใต้ของเมืองหลวงพรรคมารทมิฬ ที่นี่คือ ‘ย่านหมื่นอเวจี’ หรือที่รู้จักกันดีในนามตลาดมืดที่ใหญ่ที่สุดในดินแดนฝ่ายมาร กลิ่นอายของที่นี่ต่างจากหอนางโลมบุปผาโปรยอย่างสิ้นเชิง มันอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเื สนิมเหล็ก และความสิ้นหวังที่โชยมาจากกรงขังทาสที่ตั้งเรียงรายอยู่สองข้างทาง
ภายในรถม้า กงจื่อสี่ นั่งเอนกายอย่างสบายอารมณ์ มือข้างหนึ่งถือพัดจีบที่พึ่งหยิบติดมือมาโบกเบาๆ ส่วนอีกข้างกำลังคีบขนมเปี๊ยะเข้าปากอย่างต่อเนื่อง สายตาของเขาเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่าง ดูไม่เหมือนคนที่กำลังจะมาทำธุระสำคัญ แต่เหมือนนักท่องเที่ยวที่หลงทางมามากกว่า
[ติ๊ง! โฮสต์ใช้เวลาเดินทางด้วยการ ‘กินและนอน’ อย่างมีประสิทธิภาพ] [ได้รับแต้มเกียจคร้าน: 40 แต้ม] [แต้มสะสมปัจจุบัน: 1,300 แต้ม]
“คุณชายเ้าคะ... ท่านแน่ใจหรือว่าจะมาที่นี่จริงๆ?” เสี่ยวเตี๋ย ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือ นางพยายามหดตัวให้เล็กที่สุดเพื่อเลี่ยงสายตาหยาบโลนของเหล่านักรบรับจ้างและพวกนอกรีตที่เดินขวักไขว่อยู่ด้านนอก “ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับเดินเล่นนะเ้าคะ หากพวกโจรป่ารู้ว่าท่านคือคุณชายสี่... พวกมันอาจจะลักพาตัวท่านไปเรียกค่าไถ่ก็ได้”
กงจื่อสี่กลืนขนมลงคอก่อนจะปัดเศษแป้งออกจากเสื้อไหม “เสี่ยวเตี๋ย... เ้าดูสารรูปข้าตอนนี้สิ ข้าดูเหมือนคนที่มีค่าไถ่ให้จ่ายงั้นเหรอ? แม้แต่พ่อข้าเอง ถ้าได้ยินว่าข้าโดนลักพาตัว ท่านอาจจะส่งจดหมายไปบอกพวกโจรว่า ‘ฆ่ามันได้เลย ข้าแถมเงินให้ด้วย’ มากกว่า”
“คุณชาย! อย่าพูดเื่อัปมงคลสิเ้าคะ!” เสี่ยวเตี๋ยหน้ามุ่ย แต่ในใจนางก็รู้ดีว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นมีส่วนจริงอยู่ไม่น้อย
รถม้าหยุดลงที่หน้าลานกว้างซึ่งเป็ศูนย์กลางการประมูลทาส กลิ่นเหม็นสาบของมนุษย์ที่ไม่ได้อาบน้ำมาแรมเดือนพุ่งเข้าจมูกทันทีที่กงจื่อสี่ก้าวเท้าลงจากรถม้า เขามองไปรอบๆ ด้วยความเบื่อหน่าย จนกระทั่งสายตาไปหยุดอยู่ที่กรงเหล็กขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมอับสายตาที่สุดของลาน
ที่นั่นมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งนิ่งดุจหินสลัก ร่างกายของเขาสูงใหญ่ทว่าซูบผอมจนเห็นกระดูก เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่งเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินและเืที่แห้งกรัง สิ่งที่สะดุดตาที่สุดไม่ใช่าแทั่วร่าง แต่คือดวงตาที่ขุ่นมัวทว่าลึกซึ้งดุจก้นเหว... มันคือดวงตาของคนที่เคยอยู่บนจุดสูงสุดแล้วถูกฉุดกระชากลงมาสู่ขุมนรก
[ตรวจพบเป้าหมาย: โม่ขวาง (อดีตอัจฉริยะผู้ถูกทำลายเส้นลมปราณ)] [สถานะปัจจุบัน: ขยะระดับสีม่วง (มีโอกาสวิวัฒนาการเป็ขุนพลระดับเทวตำนาน)] [เงื่อนไขการเก็บเกี่ยว: จงซื้อตัวเขาด้วยราคาสุด ‘ถูก’ และห้ามแสดงความเมตตาให้ใครเห็น]
กงจื่อสี่ยิ้มที่มุมปาก เจอตัวแล้ว... ‘ขุนพลอสูรคำราม’ ในตำนาน
ในนิยายมหาศึกพรรคมาร โม่ขวาง คือตัวละครที่น่าสงสารที่สุด เขาเคยเป็อัจฉริยะของสำนักฝ่ายธรรมะที่ถูกใส่ร้ายจนโดนทำลายวรยุทธ์และถูกขายมาเป็ทาส แต่ด้วยความแค้นที่สลักลึก เขาจะฝึกวิชามารนอกรีตจนกลายเป็เครื่องจักรสังหารที่ไร้ความรู้สึก
“เ้าขยะนั่นรึที่ท่านสนใจ?” เสียงแหบพร่าของพ่อค้าทาสดังขึ้น ชายแก่ร่างท้วมเดินเข้ามาหาพรร้อมรอยยิ้มประจบประแจง “คุณชายตาถึงจริงๆ แม้มันจะพิการวรยุทธ์ แต่ร่างกายมันอึดมาก จะเอาไปใช้แรงงานหนักหรือเอาไปเป็กระสอบทรายฝึกซ้อมก็คุ้มค่า”
“ราคาเท่าไหร่?” กงจื่อสี่ถามสั้นๆ พลางหาวหวอด
“คนนี้ข้าขอแค่ 50 ตำลึงทองพอ เห็นแก่ที่คุณชายเป็ลูกค้าใหม่...”
“หนึ่งตำลึงเงิน” กงจื่อสี่แทรกขึ้นทันทีโดยไม่เสียเวลาคิด
พ่อค้าทาสชะงัก รอยยิ้มค้างอยู่บนใบหน้า “อะไรนะ? หนึ่งตำลึงเงิน? นี่ท่านล้อข้าเล่นรึ! แค่ค่าข้าวที่มันกินไปก็มากกว่านั้นแล้ว!”
“หนึ่งตำลึงเงิน... สำหรับทาสที่ดูเหมือนจะตายวันตายพรุ่ง แถมยังเส้นลมปราณขาดสะบั้นแบบนี้ ข้าว่าข้าให้มากไปด้วยซ้ำ” กงจื่อสี่เดินเข้าไปใกล้กรงเหล็ก เขาจ้องมองโม่ขวางที่บัดนี้เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาอาฆาต “ดูสิ... ตาขวางแบบนี้ เลี้ยงไปก็เปลืองแรงเปล่าๆ ข้าแค่จะเอาไปไว้นอนพิงแทนหมอนขวานที่ห้องน่ะ ลายมันดูขลังดี”
“นอนพิง... แทนหมอน?” พ่อค้าทาสถึงกับทำหน้าไม่ถูก
คนรอบข้างเริ่มหันมามองและซุบซิบ “นั่นมันคุณชายสี่ขยะแห่งพรรคมารทมิฬนี่นา? มาซื้อทาสพิการไปทำหมอน? สมกับเป็คนเสียสติจริงๆ”
โม่ขวางที่อยู่ในกรงกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความอัปยศพุ่งขึ้นถึงขีดสุด เขาถูกคนนับพันดูถูกมาแล้ว แต่ไม่เคยมีใครบอกว่าจะซื้อเขาไปเป็ ‘หมอน’
[ติ๊ง! โฮสต์ได้รับแต้มหมั่นไส้จากโม่ขวาง +200 แต้ม] [ได้รับแต้มดูแคลนจากคนรอบข้าง +500 แต้ม] [ระบบ: ท่านได้รับโบนัส ‘ซื้อของถูก’ ปลดล็อกวิชา: กายาไหมฟ้า (วิชาฟื้นฟูเส้นลมปราณฉบับี้เี)]
กงจื่อสี่ยังคงตีหน้าตาย เขาโยนเหรียญเงินหนึ่งตำลึงลงบนโต๊ะของพ่อค้าทาส “จะเอาหรือไม่เอา? ถ้าไม่เอาข้าจะไปซื้อทาสผู้หญิงสวยๆ ฝั่งโน้นมานวดขาแทน อย่างน้อยก็น่ามองกว่าไอ้ขี้เรื้อนนี่”
พ่อค้าทาสมองเหรียญเงินแล้วมองโม่ขวางที่ดูเหมือนจะหมดสภาพจริงๆ เขาถอนหายใจ “เออๆ เอาไปเลย! ถือว่าข้าทำบุญล้างซวย!”
ประตูกรงเหล็กถูกเปิดออก โม่ขวางค่อยๆ พยุงร่างกายที่บอบช้ำลุกขึ้นยืน เขาจ้องหน้ากงจื่อสี่ด้วยความแค้นที่แทบจะฆ่าคนได้
“ข้า... ไม่ใช่หมอนของใคร” เสียงของเขาแหบแห้งเหมือนผืนทราย
กงจื่อสี่ขยับพัดในมือ พลางเดินกลับไปที่รถม้าโดยไม่หันมามอง “จะเป็หมอนหรือเป็สุนัขรับใช้ก็เื่ของเ้า แต่ตอนนี้ข้าเหนื่อยแล้ว... มาขับรถม้าให้ข้าซะ ถ้าเ้าล้มพับไปกลางทาง ข้าจะโยนเ้าทิ้งให้พวกหมาป่ากินจริงๆ ด้วย”
เสี่ยวเตี๋ยรีบวิ่งตามมา “คุณชาย! ท่านให้ทาสที่าเ็ขนาดนี้มาขับรถม้าเนี่ยนะเ้าคะ? เขาจะทำไหวได้ยังไง!”
“ไหวไม่ไหวเขาก็ต้องทำ ข้าอุตส่าห์เสียเงินตั้งหนึ่งตำลึงเงินเชียวนะ” กงจื่อสี่พูดด้วยน้ำเสียงไร้เยื่อใย ก่อนจะก้าวขึ้นรถม้าไปนอนแผ่หราเหมือนเดิม
โม่ขวางยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ความร้อนแรงในอกบีบคั้นให้เขาต้องเลือก... จะยอมตายอยู่ที่นี่ หรือจะยอมรับความอัปยศเพื่อมีชีวิตอยู่รอวันแก้แค้น? สุดท้ายเขาก็กัดฟัน ก้าวขึ้นไปนั่งบนที่นั่งคนขับรถม้า มือที่สั่นเทาคว้าสายบังเหียนไว้แน่น
การกระทำที่ดูเหมือนโหดร้ายของกงจื่อสี่ กลับส่งผลกระทบที่ซับซ้อนกว่าที่ใครจะคาดคิด ภายในรถม้า กงจื่อสี่แอบปัดมือเบาๆ ส่ง ‘ลมปราณมารเกียจคร้าน’ สายหนึ่งซึมเข้าไปในแผ่นหลังของโม่ขวาง มันไม่ใช่ปราณที่ทำร้ายคน แต่มันคือพลังที่ช่วยประคองหัวใจที่ใกล้จะหยุดเต้นของอีกฝ่ายให้เต้นต่อไปได้
‘อย่าพึ่งตายล่ะโม่ขวาง... ข้ายังอยากนอนหลับยาวๆ โดยไม่ต้องกังวลเื่นักฆ่าอยู่นะ’
รถม้าเริ่มเคลื่อนตัวออกจากตลาดมืด ท่ามกลางสายตาเยาะเย้ยของฝูงชนที่มองดู ‘คุณชายขยะ’ กับ ‘ทาสพิการ’ ที่ดูสมเพชพอๆ กัน ทว่าในเงากระจกหน้าต่างรถม้า... แววตาของกงจื่อสี่กลับไม่ได้ดูง่วงนอนแม้แต่น้อย
เขารู้ดีว่า ในมุมมืดของถนนสายนี้ มีสายตาของใครบางคนกำลังจับจ้องเขาอยู่ เป็สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและระแวดระวัง
[ติ๊ง! ตรวจพบยอดฝีมือระดับ ‘าาเทพ’ แฝงตัวอยู่ในระยะ 100 เมตร] [โฮสต์ทำตัวแเีมาก: ได้รับโบนัส ‘มารซ่อนเงา’ ขั้นสูง]
กงจื่อสี่ยิ้มจางๆ ก่อนจะหลับตาลงจริงๆ ครั้งนี้เขาไม่ได้แกล้งหลับ แต่เขากำลังรอเวลา... เวลาที่เหยื่อจะติดกับ และเวลาที่เขาจะได้พักผ่อนอย่างแท้จริงเสียที
Wisan-Mars