“ทำอะไรอยู่เหรอครับที่รัก” เจียงโม่โฉวเดินไปแย่งแก้วน้ำจากมือภรรยา “ผมบอกแล้วไงว่าคุณไม่ต้องลำบากเตรียมอะไรไว้ให้ผม คุณแค่ดูแลตัวเองกับลูกให้ดีก็พอ ผมเป็นห่วงคุณนะครับ”
“คุณทำงานเหนื่อยมาทั้งวันฉันก็อยากดูแลคุณบ้างสิคะ อีกอย่างน้ำแค่แก้วเดียวฉันถือไหวค่ะ มันไม่ได้หนักขนาดนั้นเสียหน่อย” โจวอ้ายเหม่ยเดินตามสามีไปนั่งที่โซฟา “พี่ไห่กลับบ้านแล้วเหรอคะ เขามาหาคุณทำไม มีอะไรเกิดขึ้นที่โรงงานของพี่ต้าเฝิงหรือเปล่า”
“ที่โรงงานยังปกติดี แต่ที่พี่ไห่มาหาผมเพราะเขาไปได้ยินป้าหลีสามพูดถึงเราในทางที่ไม่มี เขาก็เลยมาบอกให้เราระวังคนบ้านนั้นไว้” เจียงโม่โฉวไม่ได้เล่าให้ภรรยาฟังว่าป้าหลีสามแช่งเธอกับลูกยังไง
“อย่าบอกนะคะว่าพวกเขายังผูกใจเจ็บที่ฉันไม่รับพวกเขาเข้าทำงานกันทั้งบ้าน”
“คงเป็นเพราะเรื่องนั้นด้วย แต่คุณไม่ต้องไปสนใจหรอก เขาอยากพูดอยากบ่นอะไรก็ปล่อยให้เขาทำไป แต่ถ้าคุณเจอหน้าพวกเขาก็พยายามเดินเลี่ยงไปก็พอ ผมไม่อยากให้มีอะไรเกิดขึ้นกับคุณ”
“ตกลงค่ะ ฉันจะระวังตัวเองให้ดี คุณไม่ต้องห่วงนะคะ” โจวอ้ายเหม่ยนึกถึงเหตุการณ์ช่วงบ่าย “ฉันเห็นมีคนแปลกหน้ามายืนทำลับๆ ล่อๆ ที่หน้าโรงงานของเรา และลุงหานก็เห็นว่ามีคนแปลกหน้าไปเดินวนรอบโรงงานของพี่ต้าเฝิงเหมือนกัน”
“ผมก็สังเกตเรื่องนี้มาหลายวันแล้วครับ เอาไว้พรุ่งนี้ผมกับพี่ต้าเฝิงจะไปที่สถานีตำรวจเพื่อปรึกษาพี่เจียนหยุนกับพี่โม่ไป๋สักหน่อย คุณอยากเข้าไปเดินเล่นในเมืองกับผมไหม”
“ไม่ล่ะค่ะ ถ้างั้นคุณไปสั่งจองกล่องขนมที่โรงพิมพ์ของพี่ต้าเฉียงทีสิคะ ฉันตั้งใจว่าจะทำขนมไว้เป็นของขวัญปีใหม่ให้พนักงาน”
“ถึงตอนนั้นคุณก็จะท้องได้ห้าเดือนแล้วนะครับ ส่วนพี่โม่หลานกับอันอันก็จะท้องแก่แล้วเหมือนกัน ทีนี้ใครจะมาช่วยคุณทำขนมกันล่ะ ไม่เอาดีกว่า ผมจะหาซื้อของอย่างอื่นไว้ให้พนักงานเอง”
“คุณสั่งคุกกี้จากร้านของหลีหรง แล้วก็สั่งเส้นบะหมี่ไข่จากร้านของอิ๋งอิ๋งมาก็แล้วกันค่ะ” โจวอ้ายเหม่ยยิ้มแล้วกอดเอวสามีไว้ “แต่ยังไงฉันก็ยังอยากทำขนมที่เป็นฝีมือของฉันให้เป็นของขวัญกับคนงานของเราอยู่ดี ปีหนึ่งฉันจะทำขนมให้พวกเขาสักครั้ง คุณอย่าห้ามฉันเลยนะคะที่รัก อืม...ฉันเห็นว่าในสวนของเรามีฟักลูกใหญ่อยู่เยอะมาก ฉันขอทำฟักเชื่อมอบแห้งไว้แจกพนักงานได้ไหมคะ”
“ถ้าคุณสัญญาว่าคุณจะไม่ทำให้ตัวเองเหนื่อยผมก็จะอนุญาต แต่คุณต้องให้หงเสี่ยวกับเหมยฮวามาช่วยด้วยนะ” เจียงโม่โฉวไม่เคยปฏิเสธภรรยาได้เลยสักครั้ง ยิ่งเวลาที่เธอออดอ้อนเขาอย่างน่ารัก ใจของเขาก็แทบจะละลายแล้ว จะให้ปฏิเสธเธอน่ะเหรอ เป็นไปไม่ได้เลย
“พูดถึงเหมยฮวา ฉันคิดว่าหลังปีใหม่นี้ฉันจะให้เธอเข้ามาทำงานแทนหงเสี่ยวนะคะ เหมยฮวาเรียนจบถึงชั้นมัธยมปลาย งานที่แผนกตรวจนับสินค้าเธอน่าจะทำได้ เพราะฉันจะย้ายให้หงเสี่ยวมาทำบัญชีช่วยฉัน ตอนฉันคลอด งานของเราจะได้ไม่สะดุด”
“ให้ผมจ้างนักบัญชีเพิ่มสักคนดีไหม ส่วนคุณก็อยู่บ้านเลี้ยงลูกไปอย่างสบายใจ งานที่โรงงานปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมเอง” เจียงโม่โฉวไม่อยากให้ภรรยาต้องเหนื่อย ถ้าถึงตอนที่เจ้าตัวเล็กคลอดออกมา ภรรยาเขาต้องเหนื่อยมากแน่ ถ้างั้นก็ปล่อยให้เธอเลี้ยงลูกอยู่บ้าน ส่วนเขาจะรับผิดชอบงานนอกบ้านเอง
โจวอ้ายเหม่ยไม่เห็นด้วยกับความคิดของสามี เธอกอดเอวเขาไว้ “ที่รักคะ คุณจะให้ฉันนั่งอยู่บ้านเฉยๆ ทุกวันไม่ได้นะคะ ให้ฉันทำงานและได้พูดคุยกับคนอื่นบ้างเถอะ คุณไม่กลัวว่าฉันจะกลายเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอดหรือไง ฉันสัญญาว่าฉันจะแบ่งเวลาให้ดี จะไม่ทำให้ตัวเองเหนื่อยเป็นอันขาด นะคะที่รัก...นะ”
เจียงโม่โฉวถอนหายใจให้ตัวเอง เขาแพ้ท่าทางนี้ของภรรยามากที่สุด “ถ้างั้นคุณต้องสัญญากับผมว่าคุณจะไม่ทำงานหนักเกินไป เหนื่อยหรือไม่เหนื่อยก็ต้องหาเวลาพักผ่อน ตกลงไหมครับ”
โจวอ้ายเหม่ยหอมแก้มสามี “ขอบคุณนะคะที่รัก”
เจียงโม่โฉวยิ้มให้ภรรยา “ตอนนี้เลยสามเดือนมาแล้วใช่ไหม”
โจวอ้ายเหม่ยไม่มีโอกาสตอบคำถาม เธอถูกสามีปิดปากด้วยจุมพิต หลังจากนั้นทุกอย่างก็เป็นไปตามความต้องการของร่างกาย เจียงโม่โฉวคิดถึงลูกในท้อง เขาจึงตักตวงความสุขไปแค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้น ก่อนที่เขาจะกอดภรรยาแล้วนอนหลับไปด้วยกัน
“ไม่เจอกันนานนะอาไห่ นายคงสบายดีสินะ ได้ยินว่าตอนนี้นายได้เป็นถึงผู้จัดการโรงงานอาหารแปรรูปเชียวเหรอ”
“อาซุน นายมาทำอะไรที่นี่” หลีไห่ถาม
อาซุนเคยเป็นลูกน้องของหลีไห่มาก่อน เขาถูกส่งเข้าคุกพร้อมกับหลีไห่ เพียงแต่หลังจากที่ออกจากคุกมา หลีไห่กลับตัวกลับใจเป็นคนดี แต่อาซุนกลับถลำลึกและเข้าไปอยู่ในวงการนักเลง
“เพื่อนเก่ามาเยี่ยมทั้งที ทำไมถึงได้เย็นชานักเล่า” อาซุนยิ้ม
“นายมีธุระอะไรก็พูดมาเถอะ ฉันยังต้องกลับเข้าไปทำงานข้างใน”
“ถ้างั้นฉันก็จะไม่อ้อมค้อมกับนาย เจ้านายของฉันต้องการสูตรผลไม้แปรรูปจากโรงงานของนาย”
“นายว่าไงนะ! นายจะให้ฉันเอาสูตรผลไม้แปรรูปจากโรงงานมาให้นายอย่างนั้นเหรอ นายบ้าไปแล้วหรือไง ทำอย่างนั้นก็เท่ากับฉันเป็นขโมยน่ะสิ ฉันไม่ทำหรอก และฉันไม่อยากทรยศเจ้านายฉันด้วย”
“นายจะรีบปฏิเสธไปทำไม ฉันยังพูดไม่จบเลย ไม่ใช่แค่สูตรผลไม้แปรรูป แต่ยังมีสูตรผลิตปุ๋ยของโรงงานข้างๆ ด้วย นายสนิดชิดเชื้อกับเจ้าของโรงงานทั้งคู่ไม่ใช่เหรอ เรื่องนี้คงไม่ยากไปหรอกมั้ง”
หลีไห่ข่มความโกรธ “นายอยากได้สูตรพวกนี้ไปทำไม”
“ไม่ใช่ฉันสิ เจ้านายของฉันต่างหากที่อยากได้ ก็ใครใช้ให้พวกเขามาเปิดโรงงานที่นี่กันล่ะ ตั้งแต่โรงงานสองแห่งนี้เปิดทำการ กิจการของเจ้านายฉันก็ซบเซาลงมาก สำนักงานเกษตรประจำอำเภอก็ยังมายกเลิกคำสั่งซื้อปุ๋ยจากเจ้านายฉันอีก ผลไม้สดจากไร่ของเจ้านายฉันก็ขายได้ไม่ดีเพราะลูกค้าหันมาซื้อผลไม้สดและผลไม้แปรรูปจากโรงงานของเจ้านายแกทั้งหมด สูตรลับที่ฉันขอก็คือค่าชดเชยที่พวกแกทำให้เจ้านายฉันเสียรายได้”
“สินค้าจะขายได้หรือไม่ได้ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสินค้าและความต้องการของผู้ซื้อ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของลูกค้าเอง แล้วทำไมนายถึงมาโทษว่าเป็นความผิดของเจ้านายฉัน”
“ฉันบอกแกดีๆ แต่แกไม่ยอมฟัง หรืออยากให้เจ้านายของฉันมาพังโรงงานพวกนี้ทิ้งนายถึงจะเข้าใจ” อาซุนพูดข่มเสียงดัง
“เกิดอะไรขึ้นครับพี่ไห่” โจวต้าเฝิงเพิ่งกลับจากสถานีตำรวจก็เห็นหลีไห่ยืนสนทนาอยู่กับชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่ง ท่าทางไม่น่าไว้ใจเป็นอย่างมาก เขาหันไปมองอาซุน “พวกคุณมีธุระอะไรกับคนของผม”
“คุณคือคุณโจวต้าเฝิงใช่ไหมครับ ไม่เจอกันนานเลยนะครับ” อาซุนเปลี่ยนท่าทีให้อ่อนลงแล้วยิ้มทัก
“เขาเป็นคนที่ถูกจับไปวันนั้นพร้อมฉัน” หลีไห่กระซิบบอก
โจวต้าเฝิงขมวดคิ้ว “คุณมีธุระกับพี่ไห่หรือมีธุระกับผม แต่ถ้าคิดจะมาก่อกวนก็รีบกลับไปเสียดีกว่า”
อาซุนหันไปพูดกับหลีไห่ “อีกสามวันฉันจะมาหานายใหม่”
เมื่อหลีไห่เห็นอาซุนและลูกสมุนเดินจากไป เขาจึงหันไปมองโจวต้าเฝิงแล้วขอโทษ “หลังจากที่อาซุนออกจากคุก เขาก็เข้าไปทำงานกับกลุ่มนักเลง”
“พี่ไห่ครับ มีอะไรพี่ก็บอกกับผมมาตรงๆ ได้นะครับ ตกลงว่าผู้ชายคนนั้นมาหาพี่ทำไม หรือว่าเขาอยากจะชวนพี่ให้กลับไปทำตัวเกเรเหมือนเมื่อก่อน” โจวต้าเฝิงถาม
“เขาไม่ได้มาขอให้ฉันกลับไป แต่เขามาบอกว่าจะให้ฉันเอาสูตรผลิตปุ๋ยกับสูตรผลไม้แปรรูปไปให้เจ้านายของเขา เขาบอกว่าตั้งแต่เรามาเปิดโรงงาน เจ้านายของเขาก็มีรายได้ลดลง ฉันอธิบายไปแล้วว่าเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับนายและโม่โฉว มันขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าต่างหากว่าอยากจะซื้อสินค้ากับใคร”
“ไม่มีประโยชน์ที่จะอธิบายเหตุผลให้พวกเขาฟังหรอกครับ แล้วพี่รู้ไหมว่าเจ้านายของเขาเป็นใคร”
“เสี่ยอู๋คือเจ้านายของอาซุน” หลีไห่พูดเสียงเครียด “เขาเป็นนักเลงที่โหดร้ายมาก ฉันกลัวว่าเขาจะมาเล่นงานนายกับโม่โฉวลับหลัง”
โจวต้าเฝิงนึกถึงผู้ชายอ้วนเตี้ยและท่าทางดูนักเลงที่ยืนจ้องหน้าเขากับเจียงโม่โฉวอย่างแค้นเคืองที่หน้าสถานีตำรวจได้ในทันที
“ผมไปดูที่โรงงานทั้งสองแห่งนั้นมาแล้วครับเสี่ย นอกจากคนงานที่เฝ้าอยู่หน้าโรงงานไม่กี่คน ที่เหลือก็เป็นแค่ชาวบ้านที่เข้าไปทำงานเท่านั้น ความจริงแล้วเสี่ยให้ผมกับลูกน้องไปจัดการเจียงโม่โฉวกับโจวต้าเฝิงโดยตรงเลยก็ได้นะครับ ไม่เห็นต้องเสียเวลาไปเจรจากับพวกเขาเลย” อาซุนพูดอย่างน่าเสียดาย “ผมเชื่อว่าฝีมือการต่อสู้ของผมกับลูกน้องไม่เป็นสองรองใคร อีกอย่างหลีไห่ก็เป็นแค่อดีตนักเลงกระจอกๆ คนหนึ่งเท่านั้น ฝีมือการต่อสู้ของเขาไม่สู้พวกผมหรอกครับ”
“วันนี้ฉันเห็นเจียงโม่โฉวกับโจวต้าเฝิงไปที่สถานีตำรวจ นายรู้ไหมว่าพวกเขามีคนรู้จักอยู่ที่สถานีตำรวจหรือเปล่า” เสี่ยอู๋ถาม วันนี้เขาต้องทนความอับอายเพื่อไปประกันตัวแม่ยายในข้อหาทะเลาะวิวาทเพื่อแย่งกันจีบเด็กหนุ่มในที่สาธารณะ ทำให้เขาเจอเข้ากับเจียงโม่โฉวและโจวต้าเฝิงโดยบังเอิญ อีกทั้งที่ผ่านมา นายตำรวจที่เคยทำงานให้กับเสี่ยอู๋ถูกย้ายออกจากพื้นที่ไปหลายคน ทำให้เขาไม่รู้ว่าเวลานี้มีผู้หมวดคนใหม่ย้ายมาอยู่ที่สถานีตำรวจหยางเฉิงถึงสองนาย และนายตำรวจทั้งสองยังเป็นญาติกับเจียงโม่โฉวและโจวต้าเฝิงเสียด้วย
“เดี๋ยวผมจะส่งลูกน้องไปสืบเรื่องนี้ให้ครับ”
“ไปสืบมาให้ดี ถ้ารู้ว่าเจียงโม่โฉวกับโจวต้าเฝิงไม่มีคนหนุนหลัง นายก็ส่งลูกน้องไปถล่มโรงงานสองแห่งนั้นซะ”