บทที่ 31 วิกฤตของกองทัพเหลียนซาน
เพียงแค่สองกระบวนท่า นายกองขั้นหนึ่งก็ตกตายลงด้วยน้ำมือของเด็กหนุ่ม!
หม่าหลินเป็หนึ่งในสองนายกองขั้นหนึ่งที่แข็งแกร่งที่สุดในอำเภอผิงสุ่ย
แต่เขากลับเสียชีวิตลงในพริบตา!
สำหรับยอดฝีมือ ทุก่ของการต่อสู้คือเวลาแห่งความเป็ความตาย แต่ในสายตาของคนอื่น ๆ แล้ว ทั้งสองเพียงแลกเปลี่ยนกันสองกระบวนท่าเท่านั้น
เมิ่งจิงลอบหยิกตัวเองเพราะนึกสงสัยว่ากำลังฝันอยู่หรือไม่
เจียงผิงอันสังหารนายกองขั้นหนึ่งหม่าหลินลงในพริบตา!
“ท่านนายกองขั้นหนึ่งตายแล้ว!”
“ยิงธนู! ยิงธนูเร็วเข้า!”
ทหารหลายร้อยคนขวัญหนีดีฝ่อ
ในเวลาเพียงสองเดือน เด็กคนนี้กลับเติบโตขึ้นมากถึงเพียงนี้!
เจียงผิงอันเคยเกือบถูกหม่าหลินคนนี้เตะตายมาก่อน โชคดีที่หลี่อวิ๋นเทียนปรากฏตัวขึ้นและช่วยชีวิตเขาไว้ได้ทัน
วันนี้ถือเป็การแก้แค้น
เมื่อเห็นทหารหลายร้อยนายยกคันธนูขึ้นเตรียมยิง เจียงผิงอันก็พลันะโขึ้นว่า "เสี่ยวไป๋! พุ่งเข้าไปเลย!"
หากเข้าประชิดตัวได้ ธนูก็ไร้ความหมาย
เสี่ยวไป๋บังคับขาและกีบของมันอย่างหนักเพื่อโยกหลบซ้ายขวา ก่อนจะรีบพุ่งเข้าไปด้วยความเร็วสูงสุด
เจียงผิงอันเหวี่ยงดาบในมือเพื่อระบายความโกรธแค้นในใจ
เป็เพราะการกดขี่ของพวกมันที่ทำให้พ่อแม่ของเขาต้องตาย
เพราะความเกียจคร้านของพวกมันที่ทำให้พวกโจรเป็ใหญ่สังหารชาวบ้านเป็ผักเป็ปลา
และเป็ไอ้สารเลวกลุ่มนี้เองที่ทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนต้องอดตาย
เ้าพวกบัดซบ!
แสงดาบวูบไหวก่อนแสงเย็นเยียบจะะเิออกมา ท่ามกลางบรรดาทหารหลายร้อยนาย หนึ่งคนกับหนึ่งม้าดูราวกับถูกแบ่งแยกออกจากฝูงชน
มีเพียงเืเท่านั้นที่สามารถสงบความโกรธแค้นของเจียงผิงอันลงได้ และมีเพียงซากศพของพวกมันเท่านั้นที่จะระงับความเกลียดชังในใจของเจียงผิงอันได้
ตาย! พวกมันทั้งหมดสมควรตาย!
เขาใช้เคล็ดเทียนซาอย่างไม่ลังเล
ศพจำนวนนับไม่ถ้วนลอยอยู่ในอากาศ จากนั้นปราณชั่วร้ายก็เข้าปกคลุมรัศมีหลายจั้ง รัศมีเย็นะเืทำให้ฝูงม้าและเหล่าทหารที่อยู่รอบ ๆ ตัวแข็งทื่อ
เจียงผิงอันยกมือขึ้นแล้วปล่อยลูกไฟสามลูกออกไปโจมตี ก่อนจะตวัดดาบที่อยู่ในมืออีกข้างเพื่อเก็บเกี่ยวชีวิตของคนเ่าั้
เมิ่งจิงตะลึง
นี่เป็ครั้งแรกที่นางเห็นเจียงผิงอันในสภาพดุร้ายและน่าพรั่นพรึงเช่นนี้
แต่นางกลับไม่รู้สึกว่ามันน่ากลัวเลยสักนิด กลับกันนางรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังเปล่งประกายจนทำให้ทุกคนที่อยู่เบื้องหน้าล้วนหม่นแสงไป
ชาวบ้านที่ชมเหตุการณ์อยู่ไกล ๆ เองก็ตกตะลึงเช่นกัน
นั่นยังเป็มนุษย์อยู่หรือ?
ทั้งที่เด็กหนุ่มเผชิญหน้ากับทหารหลายร้อยคน แต่กลับยังเป็ฝ่ายได้เปรียบ!
ในเวลาเดียวกัน ณ เส้นแบ่งของอำเภอเหลียนซานและอำเภอผิงสุ่ย
ทั้งสองฝ่ายต่างรู้ดีว่าการต่อสู้กำลังจะเริ่มขึ้นในฤดูหนาว ดังนั้นจึงได้ส่งกำลังทหารไปแนวหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ
แม่ทัพสวีเทาจากอำเภอผิงสุ่ยกำลังตรวจสอบแนวหน้า แต่ทันใดนั้นเอง เขาก็รู้สึกถึงบางอย่าง จึงหยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
ยันต์นั้นเริ่มลุกไหม้ ก่อนน้ำเสียงกระวนกระวายของหม่าหลินจะพลันดังออกมา
“ท่านแม่ทัพ! เจียงผิงอันกับบุตรสาวของเมิ่งโค่ว เมิ่งจิง ได้หลงเข้ามาในอำเภอผิงสุ่ยของเราแถวหมู่บ้านเฮยโกว! โปรดรีบมาสนับสนุนด้วย!”
สวีเทาตะลึง
เมิ่งจิง บุตรสาวของเมิ่งโค่ว และเจียงผิงอันไปอยู่ในอำเภอผิงสุ่ยได้อย่างไร?
แต่หม่าหลินต้องไม่ได้ล้อเล่นแน่!
"ฮ่า ๆ ์ช่วยข้าแล้ว! เ้าตัวโง่งมสองตัวนี่! บุตรสาวของเมิ่งโค่วถึงกับส่งตัวเองมาถึงที่! ฮ่า ๆ "
สวีเทาะเิเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง "มา มากับข้า... ไม่สิ! กองทัพทั้งหมดตั้งแถว เตรียมเริ่มโจมตีอำเภอเหลียนซาน!"
เดิมทีเขา้าไปที่นั่นเพื่อจับกุมผู้คน เพราะบุตรสาวของเมิ่งโค่วมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เขาสามารถใช้นางมาเป็จุดอ่อนสำคัญได้
แต่หลังจากคิดดูแล้ว อีกฝ่ายก็มีเพียงสองคนเท่านั้น
ทางนั้นมีหม่าหลินอยู่ สองคนนั้นย่อมหนีไม่พ้นอยู่แล้ว
ไม่นานทั้งคู่จะต้องถูกฆ่าทิ้งแน่นอน
แต่หากเขาบุกโจมตีอำเภอเหลียนซานอย่างฉับพลันตอนนี้ ไม่เพียงแต่อีกฝ่ายจะไม่สามารถโต้ตอบได้เท่านั้น พวกเขายังสามารถใช้เื่นี้โจมตีจิตใจของเมิ่งโค่วได้ด้วย
เพราะงั้นมายึดเมืองเหลียนซานและสังหารเมิ่งโค่วกันวันนี้เลย!
หลังจากได้รับคำสั่งจากแม่ทัพ ทหารแนวหน้าก็รีบมารวมตัวกัน โดยนอกจากทหารกำลังเก็บเกี่ยวข้าวและประจำการอยู่ในอำเภอแล้ว ยังมีทหารอยู่ที่แนวหน้าถึงสามพันห้าร้อยนาย
และสำหรับการโจมตีอย่างฉุกละหุกครั้งนี้ ทางอำเภอเหลียนซานย่อมไม่ทันได้ตั้งตัว
ทหารในอำเภอเหลียนซานพากันล่าถอยออกไปเป็ระยะทางกว่าสิบลี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อเมิ่งโค่วและคนอื่น ๆ มาถึงพร้อมกับกลุ่มทหารและตั้งขบวนขนาดใหญ่ขึ้น ฝ่ายทหารก็เปลี่ยนจากป้องกันเป็รุก
ทหารทั้งสองฝ่ายต่างตั้งขบวนทัพเข้าโจมตีกันและกัน
ขบวนทัพ คือพลังพิเศษที่ประกอบขึ้นจากกลุ่มทหารรวมตัว
พูดง่าย ๆ ก็คือ พลังของทุกคนถูกรวมเข้าด้วยกันเพื่อสร้างเงาร่างอาวุธขนาดมหึมาขึ้น
โดยเงาอาวุธนี้บรรจุด้วยพลังของทุกคน
ขณะนี้ได้มีดาบยาวหลายสิบจั้งลอยอยู่บนท้องฟ้าเหนือกองทัพทั้งสองฝั่ง ซึ่งดาบนั้นถูกควบคุมโดยนายพลของทั้งสองฝ่าย
ดาบที่ก่อตัวขึ้นปะทะกัน ฝุ่นผงฟุ้งตลบ ต้นไม้ถูกคลื่นลมซัดปลิวหาย เมฆบนท้องฟ้าเองก็ถูกพลังอันน่าอัศจรรย์นั้นทำให้ปั่นป่วน
ครั้นขบวนทัพของทั้งสองฝ่ายปะทะกัน การนองเืก็อุบัติขึ้น
อย่างไรก็ตาม มันไม่ง่ายนักที่จะทำลายขบวนทัพของคู่ต่อสู้
“ฮ่า ๆ เมิ่งโค่ว เ้าไม่รู้สึกว่ามีอะไรขาดหายไปหรือ?”
สวีเทาขี่ม้าศึกและควบคุมกองทัพจากด้านหน้าเพื่อโจมตีด้วยดาบ
ยามที่ความแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่ายเท่ากัน จะมีอยู่สองวิธีในการทำลายขบวนทัพ
วิธีแรกคือการทำลายรูปแบบขบวนทัพของคู่ต่อสู้ ซึ่งจะส่งผลต่อความแข็งแกร่งของขบวนทัพ
วิธีที่สองคือเล่นงานบุคคลสำคัญที่ส่งผลต่อสถานการณ์ทางการทหาร นั่นก็คือตัวผู้ควบคุมขบวนทัพ
จำนวนทหารในฝั่งของสวีเทาไม่เพียงพอที่จะใช้วิธีแรก ทั้งเขายังเสียเปรียบในการเผชิญหน้ากับขบวนทัพ แต่ใบหน้ากลับมีรอยยิ้มดุร้ายประดับ แววตาดูราวกับผู้ที่กำลังจะคว้าชัยสำเร็จ
หัวใจของเมิ่งโค่วจมลง เขาพลันเกิดสังหรณ์ไม่ดีนัก
ฝ่ายตรงข้ามบุกโจมตีกะทันหัน และทั้งที่ตกเป็ฝ่ายเสียเปรียบ แต่กลับยังคงหัวเราะ เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายได้เตรียมการบางอย่างเอาไว้
ครั้นเห็นว่าอีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่รู้อะไรเลย สวีเทาก็หัวเราะและพูดโพล่งขึ้น
“ฮ่า ๆ ดูเหมือนว่าเ้ายังไม่รู้สินะ ข้าจะบอกให้เองว่ายามนี้บุตรสาวของเ้าและเจียงผิงอันที่เ้าช่วยเหลือไปผู้นั้นอยู่ที่ไหน”
การแสดงออกของเมิ่งโค่วพลันเปลี่ยนไป
ดาบที่อยู่เหนือหัวเกิดประกายไฟขึ้นทันที
เห็นได้ชัดว่าสภาพจิตใจของเขาส่งผลต่อสถานการณ์ทางทหารโดยรวม
สวีเทายังคงหัวเราะต่อ พลางะโว่า "บุตรสาวของเ้าและเจียงผิงอัน ไอ้สารเลวตัวน้อยทั้งสองนั่นอยู่ในอำเภอผิงสุ่ยของข้าแล้ว!"
“โดยเวลานี้ หม่าหลินกำลังนำทหารม้าสามร้อยนายเข้าล้อมปราบเ้าเด็กสองคนนั่นอยู่!”
"ว่าไงนะ!"
ใบหน้าของเมิ่งโค่วพลันเปลี่ยนสี
จุดอ่อนเพียงอย่างเดียวของเขาก็คือบุตรสาว แต่เหตุใดเมิ่งจิงกับเจียงผิงอันถึงวิ่งเข้าไปในอาณาเขตของศัตรูได้กัน?
แม้ว่าสิ่งนี้จะไม่น่าเป็ไปได้นัก แต่หากไม่เป็ความจริง อีกฝ่ายก็คงไม่ยอมเสี่ยงบุกโจมตีเช่นนี้
ทั้งบุตรสาวของเขากับเจียงผิงอันก็หายตัวไปจริง ๆ !
หม่าหลินมีชื่อเสียงอย่างมาก โดยเขาเป็หนึ่งในสองคนที่มีแนวโน้มจะกลายเป็แม่ทัพในอนาคตที่สุด ดังนั้นเื่ความแข็งแกร่งไม่เป็สองรองใคร
หากชายคนนี้นำทหารม้าสามร้อยนายมาล้อมปราบเจียงผิงอันและบุตรสาวของตนจริง ๆ ไม่ว่าเจียงผิงอันกับเมิ่งจิงจะมีพร์เพียงใด พวกเขาก็ไม่สามารถต่อกรกับอีกฝ่ายได้แน่
“เสี่ยวจิง...”
ครั้นสภาพจิตใจของเมิ่งโค่วกำลังสับสน ขบวนทัพที่ก่อตัวขึ้นในท้องฟ้าก็อ่อนกำลังลงทันที
สวีเทาฉวยโอกาสไล่ตามชัยชนะ โดยควบคุมดาบเพื่อโจมตีอย่างดุเดือด
“ฮ่า ๆ บุตรสาวของเ้างดงามยิ่งนัก นางมีแววกลายเป็หญิงล่มแคว้นั้แ่อายุยังน้อย จุ๊ ๆ เ้าหม่าหลินนั่นเป็คนมากตัณหา ข้าล่ะนึกสงสัยนักว่าเขาจะทำสิ่งใดกับบุตรสาวของเ้าบ้าง”
สถานการณ์ขบวนทัพฝั่งอำเภอเหลียนซานเริ่มอ่อนแอลงเรื่อย ๆ ทหารทุกคนตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน ใบหน้าบิดเบี้ยวและหายใจลำบาก
“ท่านแม่ทัพ! ท่านอย่าได้เชื่อคำโกหกนั่น! โปรดสงบใจเข้าไว้!” หลี่อวิ๋นเทียนที่อยู่ข้าง ๆ ะโเรียกสติ
หากยังเป็เช่นนี้ต่อไป เมื่อขบวนทัพแตกพ่าย พวกเขาคงได้กลายเป็ลูกแกะรอถูกเชือดแน่
“คำโกหกหรือ? เช่นนั้นเจียงผิงอันกับเมิ่งจิงอยู่ที่ใดเล่า?” ใบหน้าของสวีเทาเต็มไปด้วยสีหน้าของผู้ชนะ
อีกไม่ช้าอำเภอเหลียนซานนั่นก็จะถูกเขายึดไป นี่เป็ความสำเร็จทางการทหารชิ้นโต ซึ่งจะทำให้เ้าเมืองพอใจอย่างแน่นอน
ด้วยความสำเร็จทางการทหารครั้งนี้ การก้าวขึ้นไปอีกขั้นจึงเป็เื่ง่ายดายยิ่ง
เมิ่งโค่วกัดลิ้นอย่างพยายามใช้ความเ็ปเพื่อสงบสติอารมณ์ของตน แต่ครั้นคิดถึงความปลอดภัยของบุตรสาวยามนี้ คลื่นอารมณ์พลันซัดโหมอีกครั้ง
เขาพยายามอย่างหนักที่จะอดกลั้น แต่อารมณ์นั้นไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถควบคุมได้ตาม้า
มิฉะนั้นทุกคนก็คงสามารถยึดมั่นประณิธาน กลายเป็คนเหนือคนได้ไปแล้ว
ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวกันว่าความเมตตามิอาจปกครองทัพ ความซื่อสัตย์มิอาจสร้างความมั่งคั่ง
หลายคนที่รับผิดชอบด้านการทหารและการค้าต่างปลูกฝังวิถีแห่งความโเี้ เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่มีจุดอ่อน
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นจึงสามารถใช้ตำแหน่งที่มีนำกองทัพไปสู่ชัยชนะได้
ตู้ม!
หลังจากยันไว้ได้ครึ่งชั่วยาม ดาบของขบวนทัพบนท้องฟ้าฝ่ายอำเภอเหลียนซานก็ะเิออก ชั่วขณะนั้น ทหารทุกคนต่างรู้สึกถึงแรงที่กระทบหน้าอกอย่างแรงจนจุก
"ฮ่า ๆ เมิ่งโค่วเอ๋ย! ข้าชนะแล้ว!"