พริบตาเดียวก็ผ่านไปกว่าสองเดือน
หนานหมิงนั่งอยู่ที่ห้องนั่งเล่นในคฤหาสน์ เขาก็ได้รับข่าวจากเหมาอี้กังว่าตอนนี้พวกสิบสามพิทักษ์พร้อมกับยอดฝีมือขององค์กรแสงทมิฬได้เดินทางมาถึงเมืองรุ่งอรุณแล้ว พวกเขาได้ซ่อนตัวอยู่ที่เมืองรุ่งอรุณ ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักหรือโรงเตี๊ยมหลายแห่ง เนื่องจากจำนวนคนที่พวกองค์กรแสงทมิฬพามาก็มีมากถึงหลักพันคนเลยทีเดียว แถมยอดฝีมือทั้งหมดก็เป็นถึงเซียนศักดิ์สิทธิ์และเซียนนิรันดร์
โดยเซียนนิรันดร์ที่พวกเขานำมาก็มีมากกว่าสองร้อยคน ส่วนที่เหลือก็เป็นเซียนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้น เรียกได้ว่าเป็นกองกำลังที่สามารถกวาดล้างเส้นทางต่างๆได้อย่างไม่มีปัญหา
เมื่อหนานหมิงทราบข่าวเขาก็รู้สึกประหลาดใจเช่นเดียวกัน เขานึกไม่ถึงเลยว่าองค์กรแสงทมิฬจะแข็งแกร่งและทรงพลังขนาดนี้ ยอดฝีมือเซียนนิรันดร์มากกว่าสองร้อยคน เซียนศักดิ์สิทธิ์อีกแปดร้อยคน
แต่ยอดฝีมือขององค์กรแสงทมิฬได้ถูกหุ่นเชิดของเหมาอี้กังและยอดฝีมือระดับสูงของตระกูลหนานได้จับตาดูอย่างใกล้ชิดแล้ว ถ้าหากพวกมันลงมือคนของตระกูลหนานก็จะส่งสัญญาณในทันที
แต่ถึงอย่างนั้นหนานหมิงก็รู้สึกเป็นกังวลสำหรับชาวบ้านธรรมดา เพราะว่าเขากลัวว่าถ้าหากพวกองค์กรแสงทมิฬลงมือแล้วจะทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน
“ ดูเหมือนว่าองค์กรแสงทมิฬจะไม่ได้ดูเรียบง่ายเหมือนที่เห็นแล้วสินะ ” หนานหมิงครุ่นคิด เพราะกองกำลังระดับนี้เกรงว่าจะต้องเป็นกองกำลังที่อยู่ในเส้นทางระดับกลางช่วงบนๆด้วยซ้ำ
เส้นทางถูกแบ่งออกเป็นสามระดับด้วยกันได้แก่เส้นทางระดับล่าง เส้นทางระดับกลางและเส้นทางระดับสูง
ซึ่งเส้นทางระดับล่างจะมียอดฝีมือระดับต่ำกว่าเซียนศักดิ์สิทธิ์ หรือก็คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือระดับเซียนทองคำ แม้ว่าจะมีเซียนศักดิ์สิทธิ์อยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้เยอะมาก ซึ่งเส้นทางจิวหยางของหนานหมิงเป็นเพียงแค่เส้นทางระดับล่างเท่านั้น
ส่วนเส้นทางระดับกลางจะมียอดฝีมือระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์จนไปถึงจ้าวเซียน ซึ่งองค์กรแสงทมิฬมียอดฝีมือระดับเซียนอมตะหลายคน เกรงว่าพวกเขาจะต้องเป็นกองกำลังที่อยู่ในเส้นทางระดับกลาง
เพราะแบบนี้หนานหมิงจึงไม่เข้าใจว่าทำไมองค์กรแสงทมิฬจึงได้มายึดครองเส้นทางระดับล่างแบบนี้
ส่วนเส้นทางระดับสูงหรือเส้นทางระดับสูงสุดจะมียอดฝีมือระดับราชันเซียน จักรพรรดิเซียนหรือแม้กระทั้งมหาจักรพรรดิเซียนอยู่
“ หรือว่าเบื้องหลังขององค์กรแสงทมิฬจะอยู่ที่เส้นทางระดับกลางสักเส้นทางหนึ่ง? ” หนานหมิงหรี่ตาลงพร้อมกับใช้นิ้วเคาะโต๊ะไปด้วย
ส่วนเรื่องเวลาที่พวกมันจะลงมือก็น่าจะอีกสักสองถึงสามวัน เพราะตอนนี้พวกมันเพิ่งจะมาถึงเมืองรุ่งอรุณ คาดว่าพวกมันจะต้องพักผ่อนครู่หนึ่งและลงมือ
“ บอกให้คนของเราจับตาดูพวกมันให้ดี ถ้าหากว่าพวกมันลงมือกับเมืองรุ่งอรุณสังหารพวกมันเท่านั้น ” หนานหมิงกล่าวขึ้นอย่างแผ่วเบา
“ ขอรับนายท่าน ” หลู่เซียงตอบรับ
ยอดฝีมือของตระกูลหนานที่ถูกส่งตัวออกไปก็เตรียมความพร้อมต่อสู้ในทันที เพราะถ้าหากพวกองค์กรแสงทมิฬลงมือพวกเขาก็จะตอบโต้ในทันที
ในขณะที่หนานหมิงกำลังครุ่นคิด จู่ๆนกกระดาษสีทองก็บินมาอยู่ด้านหน้าของหนานหมิง
หลังจากที่หนานหมิงอ่านข้อมูลในนกกระดาษเขาก็หรี่ตาลงพร้อมกับจิตสังหารที่ปะทุออกมา
“ หลู่เซียงบอกให้ทุกๆคนเตรียมตัวให้พร้อมอีกสองเค่อพวกเราจะลงมือสังหารพวกสารเลวองค์กรแสงทมิฬให้หมด ” หนานหมิงกล่าวขึ้นอย่างเย็นชา
ข้อมูลที่หนานหมิงได้รับมาก็คือพวกองค์กรแสงทมิฬจะลงมือกับตระกูลหนานในอีกสองวันข้างหน้า ซึ่งพวกมันจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือทำลายเมืองรุ่งอรุณและบุกโจมตีตระกูลหนาน
ซึ่งการที่พวกมันจะทำลายเมืองรุ่งอรุณ พวกมันจะสังหารทุกๆคนในเมืองรุ่งอรุณทิ้ง ซึ่งนั้นเป็นการทำให้หนานหมิงรู้สึกโกรธแค้นเป็นอย่างมาก เพราะชาวบ้านบริสุทธิ์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แต่พวกมันก็ยังคิดที่จะลงมือกับชาวบ้านบริสุทธิ์
ส่วนแผนการณ์ที่วางเอาไว้ก็พักเก็บไปแล้วกัน เพราะตอนแรกหนานหมิงคิดว่าพวกมันจะบุกใส่ตระกูลหนานอย่างเดียวโดยที่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเมืองรุ่งอรุณและจำนวนคนที่พวกมันนำมาก็ไม่ได้เยอะขนาดนี้
แต่ตอนนี้พวกมันคิดที่จะลงมือกับเมืองรุ่งอรุณและสังหารชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่อง เช่นนั้นก็คงปล่อยพวกมันไว้ไม่ได้แล้ว ส่วนความแข็งแกร่งหนานหมิงก็คิดที่จะสังหารพวกมันทิ้ง เพราะฉะนั้นการแสดงความแข็งแกร่งในระดับหนึ่งก็เพียงพอที่จะทำให้พวกองค์กรแสงทมิฬหวาดกลัวและไม่กล้าที่จะสร้างปัญหากับตระกูลหนานอีกต่อไป
แถมถ้าหากหนานหมิงสังหารยอดฝีมือสิบสามพิทักษ์ไปถึงเก้าคนเกรงว่าความแข็งแกร่งขององค์กรแสงทมิฬก็จะลดลงอย่างมาก และพวกมันก็คงจะไม่กล้าที่จะโผล่หัวออกมาอีกหลายร้อยปีหรือหลายพันปี
ณ ร้านอาหารเล็กๆแห่งหนึ่งในเมืองรุ่งอรุณ
ลู่ปิงเจี้ยน เหมาอี้กัง ไน่หวงเล่ย จู้เฉียนหวง สี่ยอดฝีมือระดับเซียนอมตะขั้นสมบูรณ์พร้อมด้วยยอดฝีมือระดับเซียนอมตะขั้นต้นอีกสิบคน กำลังนั่งพูดคุยพร้อมกับจับตามองไปยังโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
ยอดฝีมือเหล่านี้มีหน้าที่ในการจัดการกับพวกสิบสามพิทักษ์ขององค์กรแสงทมิฬ
ในขณะที่พวกเขากำลังแสร้งทำเป็นนั่งกินอาหารกันอยู่นั้น จู่ๆก็มีนกกระดาษสีทองบินมา
ลู่ปิงเจี้ยนรับนกกระดาษสีทองก่อนที่จะอ่านข้อความในนกกระดาษ
“ ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อมนายท่านต้องการให้พวกเราเก็บกวาดพวกมันให้หมดในคราวเดียวห้ามไม่ให้เหลือรอดกลับไปได้ สำหรับเวลาลงมือก็อีกสองเค่อ ” ลู่ปิงเจี้ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เมื่อได้รับคำสั่งจากนายท่าน ลู่ปิงเจี้ยนและคนอื่นๆก็เตรียมความพร้อมทันที
พริบตาเดียวก็ผ่านไปราวๆสองเค่อ
ทันใดนั้นเมืองรุ่งอรุณก็มีเสียงดนตรีดังขึ้นอย่างกระทันหันพร้อมกับรอบๆเมืองรุ่งอรุณมีแสงสีทองหลายร้อยแห่งปรากฏขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งเมือง
เสียงดนตรีนี้ทำให้เมืองรุ่งอรุณเงียบลงราวกับถูกหยุดลง ชาวบ้านที่กำลังทำธุระหรือแม้กระทั้งพูดคุยกันอยู่ พวกเขาก็มองหน้ากันก่อนที่จะรีบวิ่งไปยังแสงสีทอง
แสงสีทองนี้ถูกเรียกว่าเขตพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งเขตพื้นที่ปลอดภัยจะถูกวางค่ายกลป้องกันขนาดใหญ่เอาไว้ แม้กระทั้งยอดฝีมือระดับจ้าวเซียนก็ไม่สามารถทำลายพื้นที่ปลอดภัยได้ ซึ่งหนึ่งพื้นที่ปลอดภัยสามารถรองรับผู้คนได้มากกว่าหลายแสน
ซึ่งเมื่อเกิดเสียงดนตรีและแสงสีทองปรากฏขึ้นพร้อมกัน ไม่ว่าชาวเมืองจะทำอะไรอยู่พวกเขาจะต้องมุ่งหน้าไปยังเขตปลอดยภัยที่ใกล้ที่สุดทันทีทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของพวกเขาเอง ซึ่งเรื่องเหล่านี้ได้ถูกซ้อมและเตรียมความพร้อมเอาไว้หลายร้อยครั้งนับตั้งแต่ที่เมืองถูกสร้างขึ้นมาแล้ว
ภายในหนึ่งหรือสองปีจะมีการซ้อมรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้เป็นประจำ ทำให้เมื่อเกิดสถานการณ์ร้ายแรงจริงๆชาวเมืองทั้งหมดจะได้รับรู้ว่าพวกเขาจะต้องทำตัวอย่างไรถ้าหากเกิดสถานการณ์ร้ายแรงขึ้น
และการที่จะเข้าไปในเขตปลอดภัยก็ใช่ว่าจะสามารถเข้าไปได้ทุกๆคน ซึ่งคนที่จะสามารถเข้าไปในพื้นที่เขตปลอดภัยได้จะต้องเป็นชาวเมืองของเมืองรุ่งอรุณเท่านั้นและถ้าหากเป็นพวกคนที่มาเยี่ยมชมเมืองหรือมาท่องเที่ยว พวกเขาก็จะต้องตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดก่อนที่จะได้รับตราประทับที่จะสามารถเข้าไปด้านในพื้นที่ปลอดภัยได้
ในขณะเดียวกัน ภายในโรงเตี๊ยมที่พวกสิบสามพิทักษ์พักอยู่
พวกเขาที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น จู่ๆพวกเขาก็ได้ยินเสียงเพลงที่จู่ๆก็ดังขึ้นมา ทำให้พวกเขาเงียบลงและรีบเดินมาที่หน้าต่างก่อนที่จะพบว่าชาวเมืองทั้งหมดกำลังมุ่งหน้าไปยังแสงสีทองที่ปรากฏขึ้นทั่วทั้งเมือง
“ เกิดอะไรขึ้น? ” หน้ากากพยัคฆ์ขาวถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร หน้ากากผีเสื้่อเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ” หน้ากากมังกรครามถามขึ้นและหันไปมองหน้ากากผีเสื้อ
เนื่องจากหน้ากากผีเสื้อเคยอยู่ที่เมืองรุ่งอรุณมาก่อนนางก็น่าจะพอรู้ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่
เพียงแต่หน้ากากผีเสื้อเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น นางทำได้เพียงแค่ส่ายหน้าและกล่าวว่า “ ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่าชาวเมืองทั้งหมดกำลังมุ่งหน้าไปยังแสงสีทองเหล่านั้น ดูเหมือนว่าพวกมันจะต้องทำอะไรบางอย่างแน่นอน ”
ทันใดนั้นเสียงระเบิดก็ดังขึ้นหลายจุดของเมืองรุ่งอรุณ
จากนั้นสิบสามพิทักษ์ก็เห็นคนของพวกเขากำลังถูกไล่ล่าโดยยอดฝีมือของตระกูลหนาน
“ เกิดอะไรขึ้นทำไมพวกมันถึงได้รู้ว่าพวกเราอยู่ที่นี้? ” หน้ากากหมีโลหิตอุทานออกมา
“ หรือว่าที่จู่ๆชาวเมืองของพวกมันวิ่งไปยังแสงสีทองก็เพื่อเป็นการปกป้องชาวเมืองของพวกมัน! ” หน้ากากมังกรครามอุทานออกมา
“ เรื่องนั้นช่างมันก่อนตอนนี้พวกเราต้องไปบุกโจมตีตระกูลหนานแล้ว พวกเราไม่สามารถเสียเวลากับคนของเราได้ ” หน้ากากหมอกราตรีกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
สิบสามพิทักษ์คนอื่นๆก็เห็นด้วยในทันที จากนั้นพวกเขาก็รีบบินตรงไปยังตระกูลหนาน
แต่ทันทีที่พวกเขาออกมาจากโรงเตี๊ยมพวกเขาก็ถูกล้อมโดยยอดฝีมือของตระกูลหนาน
สิบสามพิทักษ์ที่ถูกล้อมอยู่ก็มองไปยังกลุ่มคนที่ล้อมพวกเขาเอาไว้ เมื่อพวกเขาเห็นชุดที่คนกลุ่มนี้ล้อมพวกเขาก็รู้ได้ทันทีว่าคนกลุ่มนี้คือยอดฝีมือของตระกูลหนาน
“ พวกตระกูลหนาน? ” หน้ากากวิหคเพลิงแสดงสีหน้าตกใจก่อนที่จะกลายเป็นจริงจังขึ้นมา
“ ดูเหมือนว่าพวกมันจะรู้อยู่แล้วว่าพวกเราจะมาที่นี้ บ้าเอ้ยทำไมพวกมันถึงรู้เรื่องนี้ได้? ” หน้ากากเมฆาแดงหยิบอาวุธขึ้นมาพร้อมต่อสู้
“ ในเมื่อเป็นแบบนี้มีทางเดียวคือต้องสังหารพวกมันก่อนแล้วค่อยบุกไปที่ตระกูลหนาน ” หน้ากากมังกรครามกล่าวด้วยท่าทีจริงจัง
สิบสามพิทักษ์ทั้งหมดหยิบอาวุธขึ้นมาพร้อมต่อสู้ทันที
“ เจ้าพวกสารเลวองค์กรแสงทมิฬ พวกแกคิดหรือว่าจะสามารถสร้างปัญหาขึ้นที่นี้ได้? ” ลู่ปิงเจี้ยนหรี่ตาลงพร้อมกับมองไปยังสิบสามพิทักษ์ด้วยแววตาเย็นชา
สิบสามพิทักษ์มองหน้ากันก่อนที่จะระเบิดความแข็งแกร่งออกมาทันที
เซียนอมตะขั้นกลางสี่คน เซียนอมตะขั้นต้นห้าคน ทำให้บรรยากาศรอบๆถึงกับสั่นสะเทือน เพราะต้องไม่ลืมว่าโลกเทียนจวินยังเป็นโลกของเซียนศักดิ์สิทธิ์อยู่ทำให้โลกใบนี้ไม่สามารถรองรับพลังที่รุนแรงกว่าเซียนศักดิ์สิทธิ์ได้
พวกเขามั่นใจว่าถ้าหากพวกเขาลงมือจริงๆโลกเทียนจวินแห่งนี้ก็จะถูกทำลายเพราะพลังของเซียนอมตะอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นต่อให้เป็นตระกูลหนานก็ต้องถูกทำลายลง
“ ข้าจะดูว่าพวกเจ้าจะทำอย่างไรกับโลกที่กำลังจะถูกทำลายด้วยพลังของเซียนอมตะ! ” หน้ากากพิษคลั่งหัวเราะอย่างชั่วร้าย
สิบสามพิทักษ์คนอื่นๆก็มองไปยังตระกูลหนานด้วยความเย้ยหยันขึ้นมา
เพียงแต่พวกสิบสามพิทักษ์คิดผิดไปเล็กน้อย
ในขณะที่โลกเทียนจวินกำลังสั่นสะเทือน ทั่วทั้งโลกกำลังได้รับผลกระทบจากพลังของเซียนอมตะทั้งเก้าคน ทันใดนั้นแสงสีทองที่แข็งแกร่งและทรงพลังก็พุ่งออกมาจากใจกลางของตระกูลหนาน พลังนี้ได้ห่อหุ้มโลกเทียนจวินทั้งใบเอาไว้และทำให้โลกเทียนจวินสามารถรองรับพลังของเซียนอมตะได้
สิบสามพิทักษ์ถึงกับตกใจและสับสนขึ้นมาทันที พวกเขาไม่เข้าใจว่าแสงสีทองนี้คืออะไรทำไมถึงทำให้โลกใบนี้สามารถรองรับพลังของเซียนอมตะได้?
เหล่ายอดฝีมือของตระกูลหนานมองไปที่ท่าทีที่สับสนของพวกสิบสามพิทักษ์ พวกเขาก็หัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“ คิดว่าแค่ออร่าของเซียนอมตะจะทำลายโลกใบนี้ได้งั้นหรือ พวกแกคิดง่ายไปหน่อยไหม? ” เหมาอี้กังหัวเราะเย้ยหยัน
“ จะเสียเวลาคุยกับพวกมันทำไม รีบๆสังหารพวกมันเถอะข้าต้องกลับไปดูแลต้นไม้อีก ” ไน่หวงเล่ยกล่าวพร้อมกับทำสีหน้าเบื่อหน่าย
“ เข้าใจแล้วน่า ” เหมาอี้กังยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นเขาก็ปลดปล่อยกลิ่นอายของเซียนอมตะขั้นสมบูรณ์ออกมา
ลู่ปิงเจี้ยน ไน่หวงเล่ย จู้เฉียนหวงเองก็ปลดปล่อยกลิ่นอายของเซียนอมตะขั้นสมบูรณ์ออกมาเช่นกัน
เมื่อกลิ่นอายของเซียนอมตะขั้นสมบูรณ์สี่คนและเซียนอมตะขั้นต้นอีกสิบคนถูกปลดปล่อยออกมา สิบสามพิทักษ์ถึงกับต้องเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวและไม่อยากเชื่อ
ณ ตระกูลหนาน
ใจกลางของตระกูลหนาน
เหรินปี้ฮวาได้นั่งสมาธิพร้อมกับปลดปล่อยพลังของเขาในการปกป้องโลกเทียนจวินเอาไว้
หนานหมิงมองไปยังเหรินปี้ฮวาด้วยพึงพอใจอย่างมาก เพียงแค่พลังของเหรินปี้ฮวาเพียงคนเดียวก็สามารถทำให้โลกเทียนจวินปลอดภัยจากการต่อสู้ของเซียนอมตะได้อย่างง่ายๆ
สำหรับเหรินปี้ฮวา เขาคือยอดฝีมือขั้นจักรพรรดิเซียนที่หนานหมิงอัญเชิญออกมาได้ และจนถึงตอนนี้เขาก็ยังเป็นเพียงคนเดียวที่เป็นระดับสีรุ้ง
“ โชคดีที่ข้าอัญเชิญเหรินปี้ฮวาได้ เกรงว่าการต่อสู้ในครั้งนี้จะทำให้โลกเทียนจวินเสียหายหรือไม่ก็อาจจะถูกทำลายลงไปแล้ว ” หนานหมิงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาและส่ายหน้าเล็กน้อย
จากนั้นหนานหมิงก็มองไปยังทิศทางของเมืองรุ่งอรุณก่อนที่เขาจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเซียนอมตะหลายสิบคนที่กำลังปะทุออกมา