“หวูไว่”
ชายหนุ่มสะดุ้งลืมตาตื่นขึ้น เรียวและอากิอยู่ตรงมุมห้องแถมยังนอนกอดก่ายราวกับรักกันปานจะกลืนทั้งๆที่ยามตื่นมักหาเรื่องทะเลาะ ขัดแย้งกันอยู่เป็นประจำ
เขาไม่อยากหลับต่ออีกผลักประตูห้องเพื่อเดินไปสูดอากาศอยู่ภายนอกแหงนมองฟ้า เป็นคืนเดือนมืด อากาศหนาวเย็นเมื่อยื่นมือออกไปมีสายฝนบางเบาโปรยปรายลงมา รอบข้างมีแต่ความเงียบไกลออกไปคือผืนป่าทะมึน มองเห็นกิ่งก้านของต้นไม้แกว่งไกวไปมา
“หวูไว่”
เสียงเรียกนั้นดังขึ้นอีกแล้วและเหมือนจะดังมาจากด้านผืนป่าเบื้องหน้านั่นเอง
เขาโลดแล่นไปตามเสียงนั้นเร่งฝีเท้าขึ้นราวกับว่าจะโบยบินฝ่าความมืดด้วยรู้สึกว่าเสียงเรียกชื่อนั้นช่างคุ้นเสียเหลือเกินชั่วเพียงอึดใจก็มาถึงชายป่าซึ่งถ้าทะลุผ่านไปก็จะออกจากเขตป่าสำราญแล้ว
“ข้าอยู่ทางนี้”
หวูไว่เหลียวมองไปทางด้านขวาแม้มีม่านราตรีปกคลุม แต่ยังมองเห็นร่างคนผู้หนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่สวมชุดนักพรต
แม้มองเห็นคล้ายเงาตะคุ่มแต่กลับทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งเฮือก เพราะนักพรตผู้นี้เขารู้จักดีท่านเป็นคนเลี้ยงดูและตั้งชื่อให้เขา
นักพรตจางเหลียงผู้ก่อตั้งป่าสำราญแต่ท่านละสังขารไปเมื่อสองปีก่อนแล้วไม่ใช่หรือ
“ท่านนักพรต”หวูไว่พูดเบาๆ ในขณะที่เจ้าของชื่อหันหลังให้แล้วพลิ้วหายไปในความมืด
หวูไว่เร่งฝีเท้ากวดตามไปแสงจันทร์สาดส่องลงมาบนพื้นดิน น่าแปลกนักเห็นแน่ชัดว่านักพรตอยู่ใกล้จนแทบจะเอื้อมมือถึงแต่พอทะยานไปถึงกับพบว่าสัมผัสได้แต่อากาศธาตุ
นักพรตลับสายตาไปอีกครั้ง
หวูไว่เคยเชื่อมั่นพลังลมปราณภายในของตัวเองว่าไม่เป็นรองใครในแผ่นดินแต่สิ่งที่ปรากฎตรงหน้า ความมั่นใจสูญสลายเหมือนหมอกยามเช้า
ราชันน้อยหลับตาลงสูดลมหายใจลึก เปลี่ยนจากวิ่งเป็นเดิน จากเร็วเป็นช้า พลันรู้สึกผ่อนคลายขึ้น เห็นนักพรตเฒ่าหันหน้ามารู้สึกเหมือนผู้ก่อตั้งป่าสำราญจ้องมอง คล้ายยิ้มแย้มให้ด้วย
นักพรตจางเหลียงผ่อนฝีเท้าหวูไว่เดินตามอยู่ทางด้านหลัง รู้สึกผ่อนคลายขึ้น
ผ่านเวลาเช่นนี้ไปหลายชั่วยามรู้สึกตัวอีกทีหวูไว่พบตัวเองมายืนอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง มีแสงสว่างจากคบไฟบนผนังมองเห็นทุกอย่างได้อย่างเด่นชัด
นี่คือถ้ำที่ท่านนักพรตเล่าถึงชาติของเขาเมื่อสองปีก่อนนั่นเอง
ที่ยืนประจันหน้าอยู่ก็คือนักพรตจางเหลียงในชุดนักพรตสีเทามีเคราสีดอกเลา มีดวงตาอันอ่อนโยนแทบจะไม่แตกต่างไปจากครั้งแรกที่เจอกันแม้แต่น้อย
นี่เขาหลับฝันไปหรือตื่นกันอยู่แน่
“เป็นเจ้าจริงๆ”
“ท่านนักพรตนี่ท่าน…”
“เจ้าเติบโตขึ้นมากจริงๆไม่เป็นที่ผิดหวังของข้าเลย”
ราชันน้อยคุกเข่าลงโขกศีรษะคารวะผู้เฒ่าตรงหน้า นี่เป็นเพียงวิธีเดียวที่เขาพอจะทำเพื่อตอบแทนได้
“ข้ารู้ว่าเจ้าผูกพันกับดินแดนแห่งนี้คิดถึงเพื่อน พี่น้อง แล้วก็สตรีอีกนางหนึ่ง ข้าไม่คิดตำหนิเจ้าหรอก”
หวูไว่นั่งนิ่งแต่หัวใจเต้นรัวดั่งเสียงกลอง
“สองปีก่อนเจ้าได้อุทิศตัวทุ่มเทเพื่อปกป้องผู้คนอีกมากมายจากมือมาร บิดา-มารดาเจ้าในปรโลกคงจะภูมิใจกับสิ่งที่เจ้ากระทำข้าเองก็ขอบคุณเจ้าเช่นกัน”
นักพรตจางเหลียงกล่าวต่อว่า
“มหาสงครามครั้งก่อนนับว่ารุนแรงและยากจะรับมือได้แต่เจ้าก็ทำได้ดีมากแต่ครั้งนี้สถานการณ์กลับผิดแผกกัน ข้าคิดว่าเจ้าไม่ควรเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องอีก”
ทำไมท่านนักพรตจึงคิดเช่นนั้นหวูไว่ถามตัวเองในใจ หากมีสงครามเกิดขึ้นอีกจะให้เขาทิ้งคนอื่นชาวบ้านให้ตกระกำลำบากได้ละหรือ
ครั้งก่อนนักพรตจางเหลียงเป็นคนบอกเองว่าให้เขาลืมอาณาจักรที่สาบสูญไปเสียลืมอดีตที่แก้ไขไม่ได้เสียให้หมด แต่คราวนี้ท่านกลับบอกให้ทำสิ่งตรงข้ามกัน
“รีบทำความปรารถนาของตัวให้ลุล่วงแล้วพากันกลับไปดินแดนของเจ้าเถิด ข้าไม่อยากให้เจ้าเสียสละตัวเองไปมากกว่านี้”
“ข้าคงทำเช่นนั้นไม่ได้หรอก ท่านนักพรต”
ผู้ก่อตั้งป่าสำราญทอดถอนใจแล้วเดินเข้ามาใกล้ ยกมือลูบศีรษะเขาอย่างแผ่วเบาสัมผัสอ่อนโยนนั้นทำให้หวูไว่เงยหน้าขึ้น เห็นนักพรตมีน้ำตาไหลซึม ฝืนยิ้มให้
“เจ้าไม่รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงในตัวเจ้าบ้างหรือ”
หวูไว่มองดูสายตาแน่วนิ่งของท่านแล้วพยายามนึกหาคำตอบ แต่ก็นึกอะไรไม่ออก นอกเสียจากว่า
“ท่านนักพรตหมายถึง…”
“จำคำข้าไว้นะหวูไว่จงเป็นนกซึ่งบินอยู่บนฟ้า จงหาวิถีทางของตัวเองให้เจอ”
ราชันน้อยผงกศีรษะ
“อย่ามัวไปใส่ใจห่วงใยเรื่องของผู้อื่นตลอดเวลาเลย เจ้าต้องเพ่งมองตัวเอง หัดเรียนรู้จะอยู่กับตัวเองมีความสุขอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว”
“ข้ายังไม่ค่อยเข้าใจดีนัก”หวูไว่สารภาพตามตรง
นักพรตพลันหัวร่อกล่าวว่า
“จดจำความหมายของชื่อเจ้าให้ดีหวูไว่-คือการร่วมมือร่วมใจ คือการผสานระหว่างหยินกับหยางอย่าต่อสู้ ดิ้นรน ขัดแย้ง หรือคิดครอบครอง ปล่อยไปตามธรรมชาติให้มันเป็นไปตามวิถี อยู่กับปัจจุบันที่เจ้ามีและใช้มันอย่างชาญฉลาดอยู่นิ่งดีที่สุด ว่างเปล่าดีที่สุด”
หวู่ไว่คือการทำให้สองขั้วตรงข้ามหลอมละลายเข้าหากันจนเป็นหนึ่งเดียวอาจารย์ปู่เคยบอกไว้เช่นกัน
“มารไม่อาจดำรงอยู่ได้ในความว่างเปล่ามันจะดำรงเผ่าพันธุ์หรือขยายตัวได้ก็ต่อเมื่อจิตใจเต็มไปด้วยความวุ่นวาย”
ราชันน้อยเห็นด้วยกับความคิดนี้ความปรารถนา ความทะยานอยากคือพาหะที่จะนำปีศาจมาดำรงอยู่ในใจ
หรือทั้งหมดที่ว่ามาคือกายมารและธาตุมืดที่สิงอยู่ในร่างกายของเขา
นักพรตจางเหลียงเงียบงันอยู่เป็นนานแล้วกล่าวว่า
“มาเถอะเวลาของพวกเรามีน้อย ข้าจะสอนเพลงกระบี่ให้เจ้าชุดหนึ่ง”
“เพลงกระบี่งั้นหรือ”
ฉับพลันนั้นในมือของนักพรตเพิ่มกระเล่มหนึ่งขึ้นมาเห็นแสงประกายวาววับอยู่บนดาบนั้นและพลิ้วไหวไปมาได้ราวกับมีชีวิต
“กระบี่อ่อนเล่มนี้เหมาะกับเจ้าไม่จำเป็นต้องมีเคล็ด ไม่ต้องเรียนรู้ มีหลักการอยู่เพียงข้อเดียวคือความรัก”
“ความรักกับเพลงกระบี่อย่างนั้นหรือ”
นักพรตจางเหลียงกวัดแกว่งกระบี่ในมืออีกครั้ง
“ความรักจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะดอกไม้เบ่งบานในหัวใจของเจ้าความรักไม่ใช่ความรู้ เจ้าไม่สามารถเรียนรู้ความรักจากผู้อื่น เมื่อเจ้ารักใครสักคนนั่นแหละเจ้าจะเข้าใจถึงแก่นแท้ไม่มีใครสั่งสอนเจ้าได้ นอกจากค้นพบด้วยตัวเอง เข้าใจหรือไม่”
หวูไว่พยักหน้ารับ เฝ้ารอการเรียนรู้ด้วยหัวใจอันจดจ่อ
…………………………………………………
กระบี่อ่อนอยู่ในมือของหวูไว่แล้ว
เมื่อกุมด้ามกระบี่แน่น ราชันน้อยจึงสังเกตเห็นว่ากระบี่มีน้ำหนักเบา สีม่วงเมื่อสะบัดกระบี่แกว่งไกวไปมา ดูพลิ้วไหวคล้ายมังกรท่องคลื่น
“ชาวยุทธจักรส่วนมากไม่นิยมใช้กระบี่อ่อนเป็นอาวุธติดตัวด้วยเห็นว่าความอ่อนแอ บอบบางคล้ายกับอิสตรี จึงมีจอมยุทธ์หญิงเลือกใช้กระบี่อ่อนส่วนบุรุษนั้นชมชอบดาบยาว มีน้ำหนักมาก แต่ดาบหนักกลับไร้คมจะใช้ออกอย่างแคล่วคล่องนับว่ากินแรงยิ่งนัก”
หวูไว่ฟังเสียงท่านนักพรตบอกเคล็ดแล้วพยักหน้าเห็นตามด้วยหญิงหรือชายมีอะไรแตกต่างกัน ละวางศักดิ์ศรี กระบี่อ่อน ดาบห้าวหาญ สำคัญที่สุดคือจิตใจของผู้ใช้ต่างหาก
นึกถึงครั้งแรกที่ได้รับการถ่ายทอดวิทยายุทธ์จากอาจารย์ปู่อาวุธที่เขาเลือกใช้คือดาบไม้ซึ่งเบาหวิวราวขนนกแต่เปล่งประสิทธิภาพอย่างที่สุด ตอนนี้ไม่ได้พกดาบไม้ติดตัวได้กระบี่อ่อนมาแทนนับว่าไม่เลว
“เจ้าต้องปล่อยตัวตามสบายปล่อยให้กระบี่ในมือให้พลิ้วไหวไปตามธรรมชาติเถิด โบยบินดั่งผีเสื้อคล้อยตามทุกสิ่ง ต้อนรับทุกสิ่ง”
หวูไว่ทำตามคำสอนนั้นหลับตาลง สะบัดกระบี่ตามใจปรารถนา ไร้กระบวนท่า
“อย่าแยกตัวเองออกจากฟ้าและดินผนึกทุกอย่างเป็นหนึ่งเดียว ผสานหยินและหยาง ประสานและเชื่อมต่อกับธรรมชาติเป็นอิสระจากทุกสิ่งรอบตัว”
กระบี่อ่อนในมือยิ่งนานเข้ายิ่งพลิ้วไหวเหมือนสายธารไม่หยุดนิ่ง บางครั้งเชื่องช้า บางครั้งว่องไว
“จำคำข้าไว้นะหวูไว่จงอดกลั้นและยืนหยัด เมฆดำผ่านเข้ามาแล้วก็จะล่องลอยจากไปในไม่ช้าแสงจากดวงอาทิตย์จะสาดส่องเต็มท้องฟ้า จงสว่างไสวเถิด”
“สว่างไสวเช่นนั้นหรือ”หวูไว่ตะโกนถาม
“เหมือนหยาดน้ำค้างบนใบไม้ดุจผีเสื้อโบยบินกลางแสงแดด ดูแลต้นหญ้าของเจ้าให้ดี”
หวูไว่พยักหน้ารับรู้สะบัดกระบี่อ่อนไปมา รู้สึกมีปราณไหลเวียนทั่วร่าง มีพลังขุมหนึ่งแผ่ซานออกมาผ่านปลายกระบี่แล้วกระแทกเข้ากับผนังถ้ำ จนเกิดแรงดีดสะท้อนกลับมา
ฉับพลันนั้นเหมือนมีมือคู่หนึ่งทาบเข้าทางด้านหลังมีปราณไหลผ่านเข้าสู่ร่างกาย หวูไว่คลายมือจากกระบี่อ่อน รู้สึกอ่อนแรงขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ไม่ช้าสติพลันดับวูบไป
…………………………………..
หวูไว่สะดุ้งตื่นเหมือนกระโจนพรวดขึ้นมาจากผิวน้ำ
เมื่อมองไปรอบตัวให้นึกแปลกใจ เมื่อคืนเขาวิ่งตามนักพรตจางเหลียงไปถึงถ้ำลึกลับแห่งนั้นแล้วสลบไปแต่ในขณะนี้เขายังนอนอยู่บนเตียงในห้องพักอีกฟากหนึ่งเพื่อนอีกสองคนยังหลับอุตุอยู่เหมือนเดิม
หรือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเป็นเพียงความฝัน
หวูไว่ลุกขึ้นนั่งเอามือตบขมับขวาของตัวเองเบาๆใช้นิ้วขยี้ตาพลางนึกถึงเรื่องราวที่ได้ประสบนับตั้งแต่กลับมาอยู่ในป่าสำราญอีกครั้งได้เจอศิษย์พี่เฉินตง อาหลิง และเหล่ามิตรใจดีในหมู่บ้านทุกอย่างนั่นเป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่นักพรตเล่าท่านละสังขารไปแล้วมิใช่หรือ จะมาปรากฏตัวให้เห็นได้อย่างไรกัน
ชายหนุ่มส่ายหัวไปมาอย่างนึกขันคงเพราะความฟุ้งซ่านมากไปจึงเผลอหลับแล้วฝันไป มิเพียงฝันเห็นนักพรตจางเหลียงยังฝันว่าท่านยังสอนเพลงกระบี่ ถ่ายทอดปราณสู่ร่างกายให้ด้วย
ช่างเหลวไหลยิ่งนัก
หวูไว่ลุกขึ้นจากเตียงตั้งใจว่าไปล้างหน้าล้างตา ลืมเลือนเหตุการณ์ในจินตนาการของตัวเองให้หมดสิ้น
แต่เมื่อลุกจากที่นอนรู้สึกมีบางอย่างคาดอยู่บนเอวของตัวเอง เมื่อก้มลงมองก็ต้องร้องเหวอออกมา
กระบี่อ่อน
ชายหนุ่มถอนหายใจหันไปมองเรียวและอากิที่ยังนอนอุตุอยู่ แล้วเดินออกไปยืนอยู่หน้าห้องนอนเหลียวซ้ายแลขวา เมื่อไม่เห็นใครเดินผ่านมา จึงชักกระบี่ที่พันไว้รอบเอวออกมาประกายวับวาบของกระบี่สะท้อนกับแสงอาทิตย์
สะบัดกระบี่สองสามครั้งได้ยินเสียงขวั่บๆ กระบี่พลิ้วไหวราวมีชีวิตของตัวเอง