ผีเสื้อลายมังกร

    ภาค 2-บทที่ 10 เพลงกระบี่ในฝัน

    “หวูไว่”

     

              ชายหนุ่มสะดุ้งลืมตาตื่นขึ้น เรียวและอากิอยู่ตรงมุมห้องแถมยังนอนกอดก่ายราวกับรักกันปานจะกลืนทั้งๆที่ยามตื่นมักหาเรื่องทะเลาะ ขัดแย้งกันอยู่เป็นประจำ

     

                เขาไม่อยากหลับต่ออีกผลักประตูห้องเพื่อเดินไปสูดอากาศอยู่ภายนอกแหงนมองฟ้า เป็นคืนเดือนมืด อากาศหนาวเย็นเมื่อยื่นมือออกไปมีสายฝนบางเบาโปรยปรายลงมา รอบข้างมีแต่ความเงียบไกลออกไปคือผืนป่าทะมึน มองเห็นกิ่งก้านของต้นไม้แกว่งไกวไปมา

     

                “หวูไว่”

     

                เสียงเรียกนั้นดังขึ้นอีกแล้วและเหมือนจะดังมาจากด้านผืนป่าเบื้องหน้านั่นเอง

     

                เขาโลดแล่นไปตามเสียงนั้นเร่งฝีเท้าขึ้นราวกับว่าจะโบยบินฝ่าความมืดด้วยรู้สึกว่าเสียงเรียกชื่อนั้นช่างคุ้นเสียเหลือเกินชั่วเพียงอึดใจก็มาถึงชายป่าซึ่งถ้าทะลุผ่านไปก็จะออกจากเขตป่าสำราญแล้ว

     

                “ข้าอยู่ทางนี้”

     

                หวูไว่เหลียวมองไปทางด้านขวาแม้มีม่านราตรีปกคลุม แต่ยังมองเห็นร่างคนผู้หนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่สวมชุดนักพรต

     

                แม้มองเห็นคล้ายเงาตะคุ่มแต่กลับทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งเฮือก เพราะนักพรตผู้นี้เขารู้จักดีท่านเป็นคนเลี้ยงดูและตั้งชื่อให้เขา

     

                นักพรตจางเหลียงผู้ก่อตั้งป่าสำราญแต่ท่านละสังขารไปเมื่อสองปีก่อนแล้วไม่ใช่หรือ

     

                “ท่านนักพรต”หวูไว่พูดเบาๆ ในขณะที่เจ้าของชื่อหันหลังให้แล้วพลิ้วหายไปในความมืด

     

                หวูไว่เร่งฝีเท้ากวดตามไปแสงจันทร์สาดส่องลงมาบนพื้นดิน น่าแปลกนักเห็นแน่ชัดว่านักพรตอยู่ใกล้จนแทบจะเอื้อมมือถึงแต่พอทะยานไปถึงกับพบว่าสัมผัสได้แต่อากาศธาตุ

     

                นักพรตลับสายตาไปอีกครั้ง

     

                หวูไว่เคยเชื่อมั่นพลังลมปราณภายในของตัวเองว่าไม่เป็นรองใครในแผ่นดินแต่สิ่งที่ปรากฎตรงหน้า ความมั่นใจสูญสลายเหมือนหมอกยามเช้า

     

                ราชันน้อยหลับตาลงสูดลมหายใจลึก เปลี่ยนจากวิ่งเป็นเดิน จากเร็วเป็นช้า พลันรู้สึกผ่อนคลายขึ้น เห็นนักพรตเฒ่าหันหน้ามารู้สึกเหมือนผู้ก่อตั้งป่าสำราญจ้องมอง คล้ายยิ้มแย้มให้ด้วย

     

                นักพรตจางเหลียงผ่อนฝีเท้าหวูไว่เดินตามอยู่ทางด้านหลัง รู้สึกผ่อนคลายขึ้น

     

                ผ่านเวลาเช่นนี้ไปหลายชั่วยามรู้สึกตัวอีกทีหวูไว่พบตัวเองมายืนอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง มีแสงสว่างจากคบไฟบนผนังมองเห็นทุกอย่างได้อย่างเด่นชัด

     

                นี่คือถ้ำที่ท่านนักพรตเล่าถึงชาติของเขาเมื่อสองปีก่อนนั่นเอง

     

                ที่ยืนประจันหน้าอยู่ก็คือนักพรตจางเหลียงในชุดนักพรตสีเทามีเคราสีดอกเลา มีดวงตาอันอ่อนโยนแทบจะไม่แตกต่างไปจากครั้งแรกที่เจอกันแม้แต่น้อย

     

                นี่เขาหลับฝันไปหรือตื่นกันอยู่แน่

     

                “เป็นเจ้าจริงๆ”

     

                “ท่านนักพรตนี่ท่าน…”

     

                “เจ้าเติบโตขึ้นมากจริงๆไม่เป็นที่ผิดหวังของข้าเลย”

     

                ราชันน้อยคุกเข่าลงโขกศีรษะคารวะผู้เฒ่าตรงหน้า นี่เป็นเพียงวิธีเดียวที่เขาพอจะทำเพื่อตอบแทนได้

     

                “ข้ารู้ว่าเจ้าผูกพันกับดินแดนแห่งนี้คิดถึงเพื่อน พี่น้อง แล้วก็สตรีอีกนางหนึ่ง ข้าไม่คิดตำหนิเจ้าหรอก”

     

                หวูไว่นั่งนิ่งแต่หัวใจเต้นรัวดั่งเสียงกลอง

     

                “สองปีก่อนเจ้าได้อุทิศตัวทุ่มเทเพื่อปกป้องผู้คนอีกมากมายจากมือมาร บิดา-มารดาเจ้าในปรโลกคงจะภูมิใจกับสิ่งที่เจ้ากระทำข้าเองก็ขอบคุณเจ้าเช่นกัน”

     

                นักพรตจางเหลียงกล่าวต่อว่า

     

                “มหาสงครามครั้งก่อนนับว่ารุนแรงและยากจะรับมือได้แต่เจ้าก็ทำได้ดีมากแต่ครั้งนี้สถานการณ์กลับผิดแผกกัน ข้าคิดว่าเจ้าไม่ควรเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องอีก”

     

                ทำไมท่านนักพรตจึงคิดเช่นนั้นหวูไว่ถามตัวเองในใจ หากมีสงครามเกิดขึ้นอีกจะให้เขาทิ้งคนอื่นชาวบ้านให้ตกระกำลำบากได้ละหรือ

     

                ครั้งก่อนนักพรตจางเหลียงเป็นคนบอกเองว่าให้เขาลืมอาณาจักรที่สาบสูญไปเสียลืมอดีตที่แก้ไขไม่ได้เสียให้หมด แต่คราวนี้ท่านกลับบอกให้ทำสิ่งตรงข้ามกัน

     

                “รีบทำความปรารถนาของตัวให้ลุล่วงแล้วพากันกลับไปดินแดนของเจ้าเถิด ข้าไม่อยากให้เจ้าเสียสละตัวเองไปมากกว่านี้”

     

                 “ข้าคงทำเช่นนั้นไม่ได้หรอก ท่านนักพรต”

     

                ผู้ก่อตั้งป่าสำราญทอดถอนใจแล้วเดินเข้ามาใกล้ ยกมือลูบศีรษะเขาอย่างแผ่วเบาสัมผัสอ่อนโยนนั้นทำให้หวูไว่เงยหน้าขึ้น เห็นนักพรตมีน้ำตาไหลซึม ฝืนยิ้มให้

     

                “เจ้าไม่รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงในตัวเจ้าบ้างหรือ”

                หวูไว่มองดูสายตาแน่วนิ่งของท่านแล้วพยายามนึกหาคำตอบ แต่ก็นึกอะไรไม่ออก นอกเสียจากว่า

     

                “ท่านนักพรตหมายถึง…”

     

                “จำคำข้าไว้นะหวูไว่จงเป็นนกซึ่งบินอยู่บนฟ้า จงหาวิถีทางของตัวเองให้เจอ”

     

                ราชันน้อยผงกศีรษะ

     

                “อย่ามัวไปใส่ใจห่วงใยเรื่องของผู้อื่นตลอดเวลาเลย เจ้าต้องเพ่งมองตัวเอง หัดเรียนรู้จะอยู่กับตัวเองมีความสุขอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว”

     

                “ข้ายังไม่ค่อยเข้าใจดีนัก”หวูไว่สารภาพตามตรง

     

                นักพรตพลันหัวร่อกล่าวว่า

     

                “จดจำความหมายของชื่อเจ้าให้ดีหวูไว่-คือการร่วมมือร่วมใจ คือการผสานระหว่างหยินกับหยางอย่าต่อสู้ ดิ้นรน ขัดแย้ง หรือคิดครอบครอง ปล่อยไปตามธรรมชาติให้มันเป็นไปตามวิถี อยู่กับปัจจุบันที่เจ้ามีและใช้มันอย่างชาญฉลาดอยู่นิ่งดีที่สุด ว่างเปล่าดีที่สุด”

     

                หวู่ไว่คือการทำให้สองขั้วตรงข้ามหลอมละลายเข้าหากันจนเป็นหนึ่งเดียวอาจารย์ปู่เคยบอกไว้เช่นกัน

     

                “มารไม่อาจดำรงอยู่ได้ในความว่างเปล่ามันจะดำรงเผ่าพันธุ์หรือขยายตัวได้ก็ต่อเมื่อจิตใจเต็มไปด้วยความวุ่นวาย”

     

                ราชันน้อยเห็นด้วยกับความคิดนี้ความปรารถนา ความทะยานอยากคือพาหะที่จะนำปีศาจมาดำรงอยู่ในใจ

     

                หรือทั้งหมดที่ว่ามาคือกายมารและธาตุมืดที่สิงอยู่ในร่างกายของเขา

     

                นักพรตจางเหลียงเงียบงันอยู่เป็นนานแล้วกล่าวว่า

     

                “มาเถอะเวลาของพวกเรามีน้อย ข้าจะสอนเพลงกระบี่ให้เจ้าชุดหนึ่ง”

     

                “เพลงกระบี่งั้นหรือ”

     

                ฉับพลันนั้นในมือของนักพรตเพิ่มกระเล่มหนึ่งขึ้นมาเห็นแสงประกายวาววับอยู่บนดาบนั้นและพลิ้วไหวไปมาได้ราวกับมีชีวิต

     

                “กระบี่อ่อนเล่มนี้เหมาะกับเจ้าไม่จำเป็นต้องมีเคล็ด ไม่ต้องเรียนรู้ มีหลักการอยู่เพียงข้อเดียวคือความรัก”

     

                “ความรักกับเพลงกระบี่อย่างนั้นหรือ”

     

                นักพรตจางเหลียงกวัดแกว่งกระบี่ในมืออีกครั้ง

     

                “ความรักจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะดอกไม้เบ่งบานในหัวใจของเจ้าความรักไม่ใช่ความรู้ เจ้าไม่สามารถเรียนรู้ความรักจากผู้อื่น เมื่อเจ้ารักใครสักคนนั่นแหละเจ้าจะเข้าใจถึงแก่นแท้ไม่มีใครสั่งสอนเจ้าได้ นอกจากค้นพบด้วยตัวเอง เข้าใจหรือไม่”

     

                หวูไว่พยักหน้ารับ เฝ้ารอการเรียนรู้ด้วยหัวใจอันจดจ่อ

     

    …………………………………………………

     

    กระบี่อ่อนอยู่ในมือของหวูไว่แล้ว

     

              เมื่อกุมด้ามกระบี่แน่น ราชันน้อยจึงสังเกตเห็นว่ากระบี่มีน้ำหนักเบา สีม่วงเมื่อสะบัดกระบี่แกว่งไกวไปมา ดูพลิ้วไหวคล้ายมังกรท่องคลื่น

     

                “ชาวยุทธจักรส่วนมากไม่นิยมใช้กระบี่อ่อนเป็นอาวุธติดตัวด้วยเห็นว่าความอ่อนแอ บอบบางคล้ายกับอิสตรี จึงมีจอมยุทธ์หญิงเลือกใช้กระบี่อ่อนส่วนบุรุษนั้นชมชอบดาบยาว มีน้ำหนักมาก แต่ดาบหนักกลับไร้คมจะใช้ออกอย่างแคล่วคล่องนับว่ากินแรงยิ่งนัก”

     

                หวูไว่ฟังเสียงท่านนักพรตบอกเคล็ดแล้วพยักหน้าเห็นตามด้วยหญิงหรือชายมีอะไรแตกต่างกัน ละวางศักดิ์ศรี กระบี่อ่อน ดาบห้าวหาญ สำคัญที่สุดคือจิตใจของผู้ใช้ต่างหาก

     

                นึกถึงครั้งแรกที่ได้รับการถ่ายทอดวิทยายุทธ์จากอาจารย์ปู่อาวุธที่เขาเลือกใช้คือดาบไม้ซึ่งเบาหวิวราวขนนกแต่เปล่งประสิทธิภาพอย่างที่สุด ตอนนี้ไม่ได้พกดาบไม้ติดตัวได้กระบี่อ่อนมาแทนนับว่าไม่เลว

     

                “เจ้าต้องปล่อยตัวตามสบายปล่อยให้กระบี่ในมือให้พลิ้วไหวไปตามธรรมชาติเถิด โบยบินดั่งผีเสื้อคล้อยตามทุกสิ่ง ต้อนรับทุกสิ่ง”

     

                หวูไว่ทำตามคำสอนนั้นหลับตาลง สะบัดกระบี่ตามใจปรารถนา ไร้กระบวนท่า

     

                “อย่าแยกตัวเองออกจากฟ้าและดินผนึกทุกอย่างเป็นหนึ่งเดียว ผสานหยินและหยาง ประสานและเชื่อมต่อกับธรรมชาติเป็นอิสระจากทุกสิ่งรอบตัว”

     

                กระบี่อ่อนในมือยิ่งนานเข้ายิ่งพลิ้วไหวเหมือนสายธารไม่หยุดนิ่ง บางครั้งเชื่องช้า บางครั้งว่องไว

     

                “จำคำข้าไว้นะหวูไว่จงอดกลั้นและยืนหยัด เมฆดำผ่านเข้ามาแล้วก็จะล่องลอยจากไปในไม่ช้าแสงจากดวงอาทิตย์จะสาดส่องเต็มท้องฟ้า จงสว่างไสวเถิด”

     

                “สว่างไสวเช่นนั้นหรือ”หวูไว่ตะโกนถาม

     

                “เหมือนหยาดน้ำค้างบนใบไม้ดุจผีเสื้อโบยบินกลางแสงแดด ดูแลต้นหญ้าของเจ้าให้ดี”

     

                หวูไว่พยักหน้ารับรู้สะบัดกระบี่อ่อนไปมา รู้สึกมีปราณไหลเวียนทั่วร่าง มีพลังขุมหนึ่งแผ่ซานออกมาผ่านปลายกระบี่แล้วกระแทกเข้ากับผนังถ้ำ จนเกิดแรงดีดสะท้อนกลับมา

     

                ฉับพลันนั้นเหมือนมีมือคู่หนึ่งทาบเข้าทางด้านหลังมีปราณไหลผ่านเข้าสู่ร่างกาย หวูไว่คลายมือจากกระบี่อ่อน รู้สึกอ่อนแรงขึ้นมาอย่างกะทันหัน

     

                ไม่ช้าสติพลันดับวูบไป

     

    …………………………………..

     

    หวูไว่สะดุ้งตื่นเหมือนกระโจนพรวดขึ้นมาจากผิวน้ำ

     

              เมื่อมองไปรอบตัวให้นึกแปลกใจ เมื่อคืนเขาวิ่งตามนักพรตจางเหลียงไปถึงถ้ำลึกลับแห่งนั้นแล้วสลบไปแต่ในขณะนี้เขายังนอนอยู่บนเตียงในห้องพักอีกฟากหนึ่งเพื่อนอีกสองคนยังหลับอุตุอยู่เหมือนเดิม

     

                หรือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเป็นเพียงความฝัน

     

                หวูไว่ลุกขึ้นนั่งเอามือตบขมับขวาของตัวเองเบาๆใช้นิ้วขยี้ตาพลางนึกถึงเรื่องราวที่ได้ประสบนับตั้งแต่กลับมาอยู่ในป่าสำราญอีกครั้งได้เจอศิษย์พี่เฉินตง อาหลิง และเหล่ามิตรใจดีในหมู่บ้านทุกอย่างนั่นเป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย

     

                แต่นักพรตเล่าท่านละสังขารไปแล้วมิใช่หรือ จะมาปรากฏตัวให้เห็นได้อย่างไรกัน

     

                ชายหนุ่มส่ายหัวไปมาอย่างนึกขันคงเพราะความฟุ้งซ่านมากไปจึงเผลอหลับแล้วฝันไป มิเพียงฝันเห็นนักพรตจางเหลียงยังฝันว่าท่านยังสอนเพลงกระบี่ ถ่ายทอดปราณสู่ร่างกายให้ด้วย

     

                ช่างเหลวไหลยิ่งนัก

     

                หวูไว่ลุกขึ้นจากเตียงตั้งใจว่าไปล้างหน้าล้างตา ลืมเลือนเหตุการณ์ในจินตนาการของตัวเองให้หมดสิ้น

     

                แต่เมื่อลุกจากที่นอนรู้สึกมีบางอย่างคาดอยู่บนเอวของตัวเอง เมื่อก้มลงมองก็ต้องร้องเหวอออกมา

     

                กระบี่อ่อน

     

                ชายหนุ่มถอนหายใจหันไปมองเรียวและอากิที่ยังนอนอุตุอยู่ แล้วเดินออกไปยืนอยู่หน้าห้องนอนเหลียวซ้ายแลขวา เมื่อไม่เห็นใครเดินผ่านมา จึงชักกระบี่ที่พันไว้รอบเอวออกมาประกายวับวาบของกระบี่สะท้อนกับแสงอาทิตย์

     

                สะบัดกระบี่สองสามครั้งได้ยินเสียงขวั่บๆ กระบี่พลิ้วไหวราวมีชีวิตของตัวเอง

               

     

    คล้ายกับเรื่องผีเสื้อลายมังกร ที่คุณอ่าน

    ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    781K 869
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    มหามรรคาไร้เทียมทาน

    มหามรรคาไร้เทียมทาน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    423K 812
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    กลืนสวรรค์ทำลายปฐพี

    กลืนสวรรค์ทำลายปฐพี

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.42M 516
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810