หลังจากที่หลงอินนำร่างอันไร้สติของหวงเยี่ยกลับมายังมหาวิทยาลัยเทพอสูรอย่างเร่งรีบ
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับไม่ใช่ความสงบดังเช่นวันปกติ หากเป็นความวุ่นวายที่ปะทุขึ้นเหมือนรังผึ้งถูกกระทุ้งแตก
เสียงฝีเท้าของอาจารย์ด้านการแพทย์นับสิบดังระงมไปทั่วโถงทางเดิน เสียงเรียกคำสั่งและการสื่อสารสั้นกระชับสอดประสานกันอย่างเร่งด่วน ทุกคนเคลื่อนไหวรวดเร็วไร้ความลังเล ราวกับเวลาทุกวินาทีล้วนมีค่ายิ่งกว่าทองคำ
ทันทีที่ร่างของชายหนุ่มถูกนำเข้าสู่เขตการรักษา ความสำคัญของหวงเยี่ยก็ถูกยกระดับขึ้นอย่างไม่มีข้อกังขา
เพราะสถานะของเขาเป็นถึงลูกศิษย์ของคณบดีหวูเหยียนจี ผู้ซึ่งมีอำนาจและบารมีครอบคลุมทั่วทั้งมหาวิทยาลัย ไม่มีผู้ใดกล้าละเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าพวกเขาจะกำลังทำสิ่งใดอยู่ก่อนหน้านั้น ทุกอย่างถูกสั่งให้หยุดลงในทันที เพื่อรวมกำลังทั้งหมดมุ่งสู่การรักษาเพียงจุดเดียว
ภายในห้องรักษาซึ่งถูกปิดผนึกอย่างแน่นหนา แสงสีขาวสว่างจ้าแผ่กระจายไปทั่วทุกมุม ผนังโลหะสะท้อนภาพผู้คนที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ตรงกลางของห้องมีแคปซูลแนวตั้งขนาดใหญ่ตั้งตระหง่าน ภายในบรรจุของเหลวสีเขียวเข้มที่หมุนวนอย่างช้าๆ
ร่างของหวงเยี่ยลอยนิ่งอยู่ภายในของเหลวแห่งการรักษา แขนขาถูกจัดวางอย่างสมดุล เส้นผมสีฟ้าสว่างกระจายตัวเบาๆ
ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด แต่ภายในอกยังคงขยับขึ้นลงอย่างต่อเนื่องเป็นสัญญาณแห่งชีวิต
อุปกรณ์จำนวนมากถูกเชื่อมต่อเข้ากับร่างของเขาอย่างเป็นระบบ ท่อโปร่งใสทอดผ่านของเหลวสีเขียว เครื่องมือวัดสัญญาณชีพส่งเสียงจังหวะสม่ำเสมอ แสงจากหน้าจอสะท้อนข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทุกค่าตัวเลขล้วนถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด
ภายในห้องแห่งนั้น
นอกจากเหล่าอาจารย์ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ยังมีบุคคลสำคัญอีกสามคนยืนอยู่ด้านหน้าแคปซูลด้วยท่าทีแตกต่างกันออกไป
ผู้อำนวยการหย่าเฟยยืนอยู่ด้านหนึ่ง เรือนร่างสูงโปร่งสง่างาม นางดันแว่นขึ้นเล็กน้อย ดวงตาเรียวคมจับจ้องไปยังร่างของชายหนุ่มในของเหลวสีเขียวอย่างไม่วางตา ใบหน้าของนางแม้จะยังคงความงดงามและนิ่งสงบ แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยการประเมินอย่างลึกซึ้ง
หลงอินยืนอยู่ไม่ไกลนัก แขนทั้งสองกอดอกอย่างผ่อนคลาย
แต่สายตาที่มองไปยังหวงเยี่ยกลับมีแววพิจารณาและสนใจอย่างชัดเจน ริมฝีปากบางเผยรอยยิ้มจางที่ยากจะตีความ
และอีกด้านหนึ่ง ชายวัยกลางคนผู้มีหนวดเคราเฟิ้มยืนอยู่ตรงนั้นโดยไม่ขยับแม้แต่น้อย
กลิ่นอายอำนาจจากร่างของเขาแผ่ซ่านออกมาอย่างไม่ปิดบัง นั่นคือคณบดีหวูเหยียนจี
เพียงชายวัยกลางคนได้เห็นสภาพของลูกศิษย์ตน ดวงตาก็พลันเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ ความโกรธที่สะสมอยู่ภายในปะทุขึ้นโดยไม่อาจยับยั้ง
“ไอ้เวรตระกูลจิน..”
“ไม่ใช่สิ ไอ้เวรจินไห่!”
ทุกคำพูดเต็มไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้ผู้คนรอบข้างรู้สึกหนาวสันหลังโดยไม่รู้ตัว
“หลังจากนี้ข้าจะคิดบัญชีกับแกแน่ๆ”
“กล้าดียังไงถึงใช้โครงการซุสโจมตีมายังศิษย์ของข้า!”
บรรยากาศภายในห้องรักษาเปลี่ยนแปลงไปในทันที
ความโกรธของคณบดีแผ่กระจายราวกับคลื่นพลังที่มองไม่เห็น อุณหภูมิรอบข้างเหมือนจะลดต่ำลงโดยฉับพลัน เหล่าอาจารย์ที่กำลังปฏิบัติงานต่างรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล มือที่กำลังทำงานต้องเกร็งแน่น เหงื่อเย็นผุดขึ้นบนหน้าผากโดยไม่รู้ตัว
“อันที่จริงมันควรเป็นอาวุธสำคัญที่ไม่ควรใช้กับมนุษย์ด้วยกันเอง!”
ไม่มีผู้ใดกล้าตอบ ไม่มีกระทั่งเสียงหายใจที่ดังเกินไป ทุกคนต่างก้มหน้าทำหน้าที่ของตนด้วยความระมัดระวังยิ่งกว่าเดิม
ขณะที่ตัวของหย่าเฟยก็ขยับมือเล็กน้อย ดันกรอบแว่นให้เข้าที่อีกครั้ง
สายตาของนางยังคงจับจ้องไปยังร่างของหวงเยี่ยอย่างไม่ละสายตา ก่อนที่จะเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย
“ชายหนุ่มคนนี้น่าเหลือเชื่อจริงๆ เขาเป็นมังกรในร่างมนุษย์หรือยังไงเนี่ย?”
“พอได้ยินจากหลงอินว่าเขาโดนโครงการซุสเข้าไปหนึ่งครั้ง.. มันก็น่าเหลือเชื่อมากที่เด็กคนนี้ยังมีชีวิตรอดอยู่ได้!”
“เพราะโครงการซุสน่ะ อานุภาพอาจไม่สามารถทำอะไรต่อพวกเราได้ก็จริง แต่มันไม่ใช่กับนักล่ามังกรระดับสองขั้นแรกเริ่มหรอกนะ!”
ความเงียบพลันแผ่ปกคลุมหลังจากหย่าเฟยเอ่ยคำถามนั้นออกมา เพราะสิ่งที่นางกล่าวล้วนเป็นความจริงอันยากจะปฏิเสธ
ในจังหวะนั้นเอง ประตูอัตโนมัติของห้องรักษาก็เปิดออกอย่างเงียบงัน หัวหน้าอาจารย์ฝ่ายการแพทย์ก้าวเดินเข้ามาด้วยสีหน้าตึงเครียด ในมือของเขาถืออุปกรณ์วิเคราะห์ข้อมูลซึ่งยังคงแสดงกราฟและตัวเลขที่เคลื่อนไหวไม่หยุด
เขาหยุดยืนเบื้องหน้าทั้งสาม โค้งศีรษะเล็กน้อยด้วยความเคารพ
“ท่านผู้อำนวยการขอรับ”
“พูดมา”
หัวหน้าอาจารย์สูดลมหายใจลึก ก่อนจะเปิดอุปกรณ์ในมือ ภาพโครงสร้างร่างกายของหวงเยี่ยปรากฏขึ้นเป็นภาพสามมิติ
“จากการตรวจสอบสภาพของเขาดูแล้ว บอกตรงๆเลยว่าการที่เจ้าชายน้อยคนนี้ยังมีชีวิตอยู่ได้ก็ถือว่าเป็นปาฏิหารมากแล้ว”
คำกล่าวนั้นทำให้บรรยากาศภายในห้องยิ่งเคร่งเครียดขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“บาดแผลภายนอกดูไม่มีอะไรก็จริง..”
ตัวของเขาขยายภาพบริเวณผิวหนังซึ่งมีรอยฟกช้ำและแผลถลอกจำนวนมาก แต่ไม่ถึงกับฉีกขาดรุนแรง
ภาพโครงสร้างภายในถูกขยายใหญ่ขึ้น อวัยวะหลายส่วนแสดงเป็นสีแดงเข้มแสดงถึงการบาดเจ็บขั้นวิกฤต
“ทว่าความเสียหายภายในกลับร้ายแรงยิ่งกว่านั้นเป็นร้อยๆเท่า!”
“อวัยวะภายในแทบเสียหายทั้งหมด! หัวใจฉีกขาด! ม้ามแตก! กระดูกทั่วทั้งร่างแตกออกและหักลง! โลหิตคลั่งไหลย้อนไปทั่วทั้งกาย!”
“คงเป็นเพราะแรงกระแทกอันรุนแรงที่เกิดจากพลังงานจลน์”
หย่าเฟยยืนฟังอย่างตั้งใจ ส่วนหลงอินเลื่อนสายตาไปยังข้อมูลบนหน้าจอ รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆกลายเป็นสีหน้าที่จริงจังขึ้น
หัวหน้าอาจารย์กล่าวต่อโดยไม่หยุดชะงัก
“พวกท่านต้องเข้าใจก่อนนะว่าโครงการซุสน่ะ มันมีพลังทำลายล้างไม่ต่างอะไรไปจากระเบิดนิวเคลียร์”
“อุปกรณ์ชนิดนี้จะทำงานโดยการปล่อยแท่งทังสเตนลงมาจากชั้นบรรยากาศโลก ใช้แรงโน้มถ่วงของผืนแผ่นดินเป็นแรงดึงดูดและยึดเหนี่ยว ทำให้แท่งทังสเตนที่ตกลงมามีความเร็วเหนือกว่าเสียงไปหลายสิบเท่า”
“และเมื่อเกิดแรงกระแทก พลังงานจลน์ที่สะสมเอาไว้ก็จะระเบิดออก ทำลายล้างทุกสิ่งในอาณาเขตรัศมี”
“นั่นเท่ากับการโจมตีที่รุนแรงมากที่สุดของนักล่ามังกรระดับหก หรือเหนือกว่านั้นไปนิดหน่อย!”
ทุกคนในห้องล้วนตระหนักดีถึงความหมายของระดับนั้น
คณบดีหวูเหยียนจีพอได้ฟังก็ขบกรามแน่น เส้นเลือดบนลำคอปูดโปนเล็กน้อย
“มันกล้าใช้สิ่งนั้นกับเด็กคนหนึ่ง.. ไอ้เวรจินไห่ หลังจากนี้แกเป็นศัตรูของข้า!”
หัวหน้าอาจารย์พยักหน้าอย่างเคร่งขรึม ก่อนจะกล่าวประโยคสุดท้ายด้วยความไม่เข้าใจอย่างแท้จริง
“ทว่าข้ากลับไม่เข้าใจเลย”
เขาหันไปมองร่างของหวงเยี่ยในแคปซูลอีกครั้ง
“หวงเยี่ยยังไม่ใช่นักล่ามังกรระดับสูง แล้วทำไมเด็กคนนี้ถึงรอดชีวิตภายใต้พลังทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัวนี้ได้!”