"อ้ะ ฉันให้" เซวียเสี่ยวหรั่นรู้สึกละอายใจอยู่บ้างที่มัวแต่ห่วงกินจนลืมไปว่าที่นี่ยังมีคนที่้าของกินยิ่งกว่าเธอ
เกาลัดที่ปอกเปลือกแล้วถูกส่งถึงมือของเขาเซวียเสี่ยวหรั่นยังคงปอกต่อไปอีกเจ็ดแปดลูกไม่หยุดมือเกาลัดป่ามีทั้งขนาดใหญ่และเล็กแตกต่างกัน แต่น้ำหนักแท้จริงไม่มาก
หลังจากปอกเปลือกเกาลัดใส่มือของเขาหมดแล้วก็ลุกขึ้น
"ฉันต้องไปหาที่อยู่เหมาะๆ สักแห่ง ที่นี่คนอยู่ไม่ได้เมื่อคืนก็เกือบแข็งตายไปทีแล้ว มีดนี่ข้าให้ เกาลัดที่สุกแล้ววางอยู่ซ้ายมือคุณปอกเปลือกเองได้ไหม"
ยามวางมีดในมือเขาเซวียเสี่ยวหรั่นลังเลอยู่บ้าง "อย่าทำมีดบาดมือตนเองเสียล่ะ"
เหลียนเซวียนสีหน้าไร้อารมณ์เหลือบตาขึ้นคล้ายมองนางแวบหนึ่ง ก่อนใช้มือคลำแล้วหยิบเกาลัดมาลูกหนึ่งแม้จะปอกได้ช้าแต่แม่นยำยิ่ง เปลือกเกาลัดปอกไม่ง่ายนัก ผลไม่ใหญ่ซ้ำยังแข็งมากหากไม่เพราะอยู่กับมีดดาบมาหลายปี จนรู้วิธีใช้งานโดยไม่ต้องเปลืองแรงด้วยกำลังมือของเขาตอนนี้ คงมิอาจปอกเปลือกโดยไม่ใช้กำลังภายใน
"เกาลัดไม่เพียงแต่ต้องปอกเปลือกแข็งด้านนอก ยังต้องลอกขนบางๆที่อยู่ข้างในด้วยนะ"
พอเห็นว่าหลังจากเขาปอกเปลือกด้านนอกเสร็จแล้วดูเหมือนไม่มีความคิดจะปอกเปลือกชั้นในต่อ เซวียเสี่ยวหรั่นรีบย่อตัวลงชี้ไปที่เกาลัดในมือของเขา
เหลียนเซวียนชะงักไปจังหวะหนึ่งเขาเคยแต่กิน ไม่เคยปอกเองมาก่อน เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้างในยังมีเปลือกอีกชั้น
"เปลือกของมันบางเฉียบ สะกิดออกมุมเดียวก็ลอกทิ้งได้แล้วเนื้อเกาลัดเรียบลื่นเป็มันเงา แต่เปลือกจะเป็ขนหยาบ คุณใช้มือััดู" เซวียเสี่ยวหรั่นนึกวิตกอยู่บ้าง หากเป็เธอตามองไม่เห็นคงจะลอกเปลือกข้างในออกไม่ได้แน่ๆ "หรือไม่ท่านอย่าปอกเลย รอข้ากลับมาทำให้ดีกว่า"
เหลียนเซวียนสั่นศีรษะเล็กน้อยหลุบตาครึ่งหนึ่งลงมาที่นิ้ว การเคลื่อนไหวของเขาช้ามากมือนุ่มนิ่มเนิบนาบราวกับไม่มีแรง แต่กลับปอกเปลือกได้อย่างแม่นยำ
เซวียเสี่ยวหรั่นมองเขาปอกเปลือกอย่างเอ้อระเหยจนเสร็จเรียบร้อยตาปริบๆเนื้อเกาลัดเกลี้ยงเกลาเป็เงางาม ปอกได้เรียบร้อยกว่าเธอเสียอีก เซวียเสี่ยวหรั่นเหงื่อตกด้วยความละอาย
"กองไฟอยู่ไม่ไกลจากตรงหน้าคุณ ระวังอย่าเข้าไปใกล้ล่ะ เดี๋ยวจะถูกไฟลวกเอาฉันหาฟืนมาตุนไว้เพียบ ถ้าไฟมอดไปก็ไม่เป็ไร เมื่อจุดครั้งแรกได้ครั้งที่สองก็ต้องได้ รอฉันหาสถานที่ปลอดภัยได้ก่อนค่อยกลับมาก่อไฟใหม่ก็ได้"
เขาทำเองได้ก็ดีแค่ไหนแล้วพอรู้สึกหมดห่วง เซวียเสี่ยวหรั่นก็เริ่มบ่นจู้จี้ ก่อนเดินตามกระแสน้ำออกไปสำรวจ
คุณย่าของเซวียเสี่ยวหรั่นเป็หญิงชราขี้บ่นเซวียเสี่ยวหรั่นอยู่คุณปู่คุณย่ามาั้แ่เล็กจนโตจึงได้รับอิทธิพลจากผู้สูงอายุมาเต็มๆ แทบทุกเื่ เธอมักเล่นหมากรุกทำอาหารกับคุณปู่ พูดคุยและปลูกผักกับคุณย่าจึงบ่มเพาะนิสัยจู้จี้ขี้บ่นมาโดยไม่รู้ตัว
เสียงฝีเท้าไกลออกไปเหลียนเซวียนชะลอการปอกเปลือกเกาลัดลง เขาลูบมีดสั้นในมือเบาๆ ตัวมีดน้ำหนักไม่มากเนื้อเรียบลื่น ใบมีดคมกริบ แม้ไม่ออกแรงมากก็ปอกเปลือกเกาลัดได้อย่างง่ายดายนับเป็มีดดี
แม่นางนามเซวียเสี่ยวหรั่นผู้นี้ปรากฏตัวบนเขาเยว่หลิงซันแลมีลับลมคมใน การพูดจาของนางก็มักหลุดสำเนียงแปลกประหลาดออกมาเสมอบางถ้อยคำที่หลุดออกมาจากปากนาง แม้เหลียนเซวียนจะฟังความหมายเข้าใจแต่ในด้านการใช้งานกลับทำให้เขารู้สึกระคายหู
ดูเหมือนว่านางก็เพิ่งจะมาปรากฏตัวที่นี่ไม่นานหญิงสาวธรรมดาอายุสิบแปดปีคนหนึ่งจะเข้ามาลึกถึงใจกลางเทือกเขาเยว่หลิงซานได้อย่างไร
หรือว่าจะลอยมาตามกระแสน้ำจนเข้าสู่อาณาเขตใจกลางหุบเขาเหมือนตนเอง
กองไฟลุกโชนสะท้อนอยู่ในดวงตาพร่ามัวแม้เหลียนเซวียนจะได้รับความอบอุ่นจากประกายไฟแต่อาภรณ์ของเขายังเปียกชื้นไม่แห้งดีเสื้อผ้าเปียกลู่แนบติดตัวทั้งหนาวและเหนียวหนึบ เหลียนเซวียนย่นคิ้วเข้าหากัน
เขาขยับเข้าหากองไฟการเคลื่อนไหวเป็ไปเชื่องช้า สองมือที่ยันพื้นออกแรงไม่ได้มาก จึงต้องค่อยๆถัดตัวเข้าไป
ทันใดนั้นเขาก็หยุดเคลื่อนที่
ใบหูได้ยินเสียง "กรอบแกรบ" แว่วมา เสียงเบามากแม้พละกำลังของเขาจะหดหายไปกว่าครึ่ง แต่ความสามารถในการได้ยินยังดีมากอยู่เขายกมีดขึ้นช้าๆ ดวงตาไร้ประกายเลื่อนไปตามทิศทางของเสียง...
เซวียเสี่ยวหรั่นซึ่งอยู่อีกด้านไม่รู้สถานการณ์ริมฝั่งแม่น้ำด้านนั้นตอนนี้เธอหยิบกิ่งไม้ขึ้นมากิ่งหนึ่งแล้วเดินก้มหน้าก้มตาเดินไปที่ริมแม่น้ำอย่างซังกะตาย
ซวยจริงๆออกมาเที่ยวอยู่ดีๆ ดันพลัดตกลงมาอยู่ในป่าที่แม้แต่นกยังไม่ถ่ายมูลแบบนี้ได้ยังมีใครชีวิตรันทดมากไปกว่าเธออีกไหม
แคว้นฉี? มันคือประเทศไหน เขาเยว่หลิงซานล่ะ เป็เขาอะไร เธอตกลงมาที่บ้าๆอะไรกันเนี่ย
เซวียเสี่ยวหรั่นหน้าเศร้าใบหน้ากลมก้มต่ำลง เท้าเหมือนมีทองคำพันชั่งถ่วงอยู่
เื่กลับไปดูท่าจะไม่มีหวังเธอเงยหน้ามองสีเขียวของป่าเขาลำเนาไพร น้ำตาก็ไหลพรากสองสาย
หากย้อนกลับไปทางเดิมที่เธอตกหน้าผาเข้ามาในป่าเธอยังสามารถเหาะเหินกลับไป้าได้หรือไม่
"ขวับๆ" กิ่งไม้ในมือหวดใส่กอหญ้าริมแม่น้ำ
พ่อแม่ของเซวียเสี่ยวหรั่นแยกทางกันั้แ่เธอยังเด็กความผูกพันของเธอกับพ่อแม่จึงไม่ลึกซึ้งเท่าไร
ทั้งสองฝ่ายต่างไปสร้างครอบครัวใหม่ของตนเองการดำรงอยู่ของเธอจึงค่อนข้างลำบากลำบนโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากน้องชายน้องสาวของเธอถือกำเนิดขึ้นมา
โชคดีที่เธออยู่กับคุณปู่คุณย่ามาโดยตลอดปีหนึ่งได้เจอหน้าพ่อแม่เพียงไม่กี่ครั้ง โดยเฉพาะแม่ของเธอแต่งงานไปอยู่เมืองอื่น ครั้งสุดท้ายที่ได้เจอก็คือเมื่อสองปีก่อนปรกติยังได้ติดต่อกันอยู่บ้าง ่ปีใหม่ก็ยังส่งอั่งเปามาให้
การที่พ่อแม่แยกทางกันไม่ได้เป็เื่หนักอกของเซวียเสี่ยวหรั่นเพื่อนร่วมชั้นที่พ่อแม่แยกทางกันมีไม่น้อยทุกคนต่างเคยชินเห็นเป็เื่ปรกติกันหมดไม่ได้รู้สึกกดดันหรือบีบคั้นเพราะเื่พรรค์นี้
เซวียเสี่ยวหรั่นเป็คนมองโลกในแง่ดีและใจกว้างไม่เก็บเื่ของพวกเขามาใส่ใจ หลักการในการดำรงชีวิตของเธอเรียบง่าย ใครดีกับเธอเธอก็ดีกับคนผู้นั้น ใครไม่ดีกับเธอ เธอก็จะหลีกหนีไปให้ไกล
เธอจะใส่ใจคนที่ไม่สนใจเธอไปทำไม
ยกตัวอย่างแม่เลี้ยงกับน้องชายของเธอ แทบจะไม่เคยเอาใจใส่เธอเลยทุกครั้งที่กลับมาฉลองปีใหม่ที่บ้านเกิด ทั้งสองก็จะทำเหมือนเธอไร้ตัวตนนอกจากทักทายยามพบหน้า แต่ลับหลังไม่เคยคุยกันเป็การส่วนตัว
ค่าครองชีพทั้งหมดของเซวียเสี่ยวหรั่นคุณปู่คุณย่าล้วนเป็คนออกส่วนทางพวกเขาไม่เคยให้เงินแม้แต่แดงเดียว อ้อ ไม่สิเงินอั่งเปาตอนปีใหม่ก็ยังให้อยู่
ตอนเด็กเธอเคยใส่ใจต่อมาก็ค่อยๆ คิดตก พวกเขาเห็นเธอไม่มีตัวตนเช่นนั้นเธอก็จะถือว่าพวกเขาเป็เหมือนการผายลมผายออกไปแล้วก็กลายเป็หมอกควันที่เลือนหาย
พอคิดแบบนี้เธอก็โล่งใจขึ้นมาก กินดื่ม ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย
อาจเป็เพราะ์ไม่พอใจที่เธอใช้ชีวิตสุขสบายเกินไปดังนั้นก็เลยบันดาลให้พายุหอบเธอมาตกในป่าลึกแห่งนี้
เฮ่อ...คุณปู่คุณย่าคงเสียใจแย่แล้ว เซวียเสี่ยวหรั่นรู้สึกกลัดกลุ้มในใจแม้ผู้าุโทั้งสองจะให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง แต่ปรกติก็ดีกับเธอมาก
เธอหายไปแบบนี้คนที่ร้อนใจและโศกเศร้าที่สุดย่อมจะเป็ชายหญิงชราสองท่านนี้
แต่เธอก็จนปัญญาเหมือนกันหากสามารถเลือกใหม่ได้ หลังสอบเข้ามหาวิทยาลัยเธอยอมกลับหมู่บ้านไปอยู่เป็เพื่อนคนแก่สองคนดีกว่า ไม่ไปไหนทั้งนั้น เซวียเสี่ยวหรั่นได้แต่ถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในที่สุดน้ำตาก็ร่วงเผาะลงมาอย่างยั้งไม่อาจสะกดกลั้นเดินไปร้องไห้ไปจนกระทั่งเหยียบถูกหินก้อนหนึ่ง สะดุดล้มถึงหยุดหลั่งน้ำตา
เธอนั่งปาดน้ำตาที่พื้นก่อนถูๆ ที่ข้อเท้าแล้วลุกขึ้นยืน
ไม่ว่าอย่างไรชีวิตก็ยังต้องเดินหน้าต่อไป นางจะมีชีวิตรอดออกจากป่าแห่งนี้ได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่ มีเวลาเสียใจที่ไหน
เซวียเสี่ยวหรั่นเดินไปข้างหน้าต่อเมื่อครู่เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่นานความเร็วในการเดินราวกับวัวขนเหลืองประกอบกับมีก้อนหินขรุขระกับพงหญ้ารกถึงตอนนี้ก็ยังเดินไปได้เพียงไม่กี่ร้อยเมตร
"เฮ่อ" เธอเดินไปถอนหายใจไปสองวันมานี้จำนวนครั้งที่เธอถอนหายใจมากกว่าปีที่แล้วทั้งปีเสียอีก
เธอบีบห่วงยางรอบเอวของตัวเองไม่รู้ว่าตนเองเข้าใจผิดไปเองหรือไม่ ตกลงมาที่นี่ยังไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงกลับรู้สึกว่าตนเองผอมลงไปมาก
"โครก" ท้องร้องเสียงดังแต่แผนการในหัวยังว่างเปล่า เซวียเสี่ยวหรั่นกลืนน้ำลาย เดินแค่ไม่กี่ก้าวแต่ดูเหมือนว่าเกาลัดแปดเก้าลูกที่กินไปเมื่อครู่จะย่อยหมดแล้ว