สถานการณ์บนท้องฟ้าตอนนี้ได้เข้าขั้นวิกฤตแล้ว
ความเร็วของศพโลหิตนั้นสูงมากๆอีกไม่นานมันก็จะสามารถประชิดตัวเป้ยเค่อได้แล้วพลังชั่วร้ายที่ปกคลุมรอบตัวมันนั้นทำให้เป้ยเค่อต้องกลั้นหายใจเอาไว้จนหน้าแดงก่ำ
มันคือพิษที่ร้ายแรงถึงชีวิตแม้แต่ม่านพลังป้องกันยังถูกกัดกร่อนแม้แต่ดาบจักรพรรดิเสวียนเทียนยังถูกทำให้กร่อนจนหักครึ่งได้จะสูดดมมันเข้าไปไม่ได้เด็ดขาด
“ดอกบัวทะเลคราม!!”
เป้ยเค่อถอยหนีออกมาอย่างเร่งรีบ สองมือของเขาขยับไปมาเพื่ออัญเชิญดอกบัววิเศษขนาดยักษ์ออกมาหนึ่งดอกแต่ละกลีบล้วนแหลมคมดุจคมมีด พลันพุ่งออกไปใส่ศพโลหิตทันที
ด้านข้างนั้น
โม่เชาหยันและสัตว์อสูรบินได้ที่เร็วที่สุดของเขาก็ได้บินมาถึงทันพอดีแบบเส้นยาแดงผ่าแปด
“ถอย ไปซะ!!!!”
โม่เชาหยันระเบิดพลังฟ้าดินปริมาณมหาศาลออกมาทั่วทั้งตัวในมือของเขายังถือกระบองไม้ไผ่สีเขียวมรกตขนาดใหญ่เอาไว้ด้วยบริเวณปลายกระบองนั้นมีรูปสลักของเทพสมุทรที่สลักเอาไว้อย่างละเอียดสมจริงราวกับมีชีวิตอยู่ด้วยตอนที่เหวี่ยงมันไปมานั้น มันก็ได้สร้างคลื่นน้ำปกคลุมไปทั่วท้องนภาด้วย จนดูเหมือนกับว่าได้ย้ายเอาผืนทะเลทั้งแผ่นไปวางไว้บนท้องฟ้าก็ไม่ปาน
กระบองแห่งเทพสมุทร
ทรัพย์สมบัติที่ตกทอดมาเป็นเวลายาวนานของเผ่าฝูโปก็ถูกยืมออกมาด้วยเช่นกัน
โม่เชาหยันใช้งานพลังของกระบองเทพสมุทรทะเลที่ไร้ขอบเขตนี้พลันแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นยักษ์สายหนึ่ง พุ่งเข้าสาดซัดใส่ศพโลหิตพร้อมกับดอกบัวพลังจิตดอกนั้นของเป้ยเค่อด้วย
ในขณะเดียวกันอินทรีย์เกล็ดเขียวก็ได้สะบัดปีกทั้งสองข้างเพื่อยิงขนนกอันแหลมคมจำนวนนับไม่ถ้วนตามออกไปด้วยอย่างบ้างคลั่งทั้งหมดทั้งมวลล้วนมุ่งหน้าเข้าใส่ศพโลหิต
นี่คือการโจมตีประสานกันระหว่างสองยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดและสัตว์อสูรระดับราชันอันแข็งแกร่งอีกหนึ่งตัว
แต่เดิมแล้วบนโลกใบนี้ไม่ควรมีสิ่งใดสามารถต้านรับการโจมตีต่อเนื่องอันน่าหวาดกลัวขนาดนี้ได้
แต่น่าเสียดาย
ศพโลหิตมันเป็นปีศาจสุดชั่วร้ายที่ความแข็งแกร่งของมันนั้นอยู่เหนือภพภูมินี้ไปแล้ว
โฮกก!!!!
ปีศาจที่พลังชั่วร้ายสูงเทียมฟ้านี้อ้าปากตะโกนก้องอย่างโกรธเกรี้ยวมันพ่นคลื่นเลือดออกมาจากปากของมันซึ่งสามารถทำลายดอกบัวที่กำลังพุ่งมาให้แหลกสลายได้ในทันทีคลื่นพลังชั่วร้ายของมันปกคลุมไปทั่วฟ้าดิน
มันยังยื่นอกรับการโจมตีจากคลื่นยักษ์และขนนกของอินทรีย์เกล็ดเขียวเอาไว้โดยไม่หลีกหนี
ร่างกายที่ดูเหมือนจะเน่าเฟะไปหมดแล้วนั่นกลับมีความแข็งแกร่งที่ยากเกินจะจินตนาการอยู่ทำให้ไม่สามารถสร้างบาดแผลใส่มันได้โดยง่าย ต่อให้มันมีบาดแผลก็จะถูกพลังชั่วร้ายสีเลือดนั่นรักษาอย่างรวดเร็วจนฟื้นสภาพกลับเป็นเหมือนเดิม
การโจมตีอันทรงพลังทั้งสามครั้งไม่สามารถทำอะไรปีศาจร้ายตัวนี้ได้เลย
โฮก!!
ศพโลหิตยิ่งสู้มันยิ่งเก่งการโจมตีของศัตรูยิ่งรุนแรงยิ่งไปกระตุ้นความบ้าคลั่งและอำมหิตของมันให้มากขึ้นไปอีก
สองมือของมันพลันหดกลับลงมา จากนั้นก็ใช้พละกำลังอันมหาศาลอย่างบ้าคลั่งผลักออกไปข้างหน้าอย่างรุนแรงจนเหมือนกับว่าจะสลัดแขนตัวเองให้หลุดก็ไม่ปาน
ซูมม
คลื่นโลหิตจำนวนมหาศาลคับฟ้า พลังชั่วร้ายที่ปกคลุมไปทั่วนภา
ศพโลหิตตอนนี้เหมือนเปลี่ยนตัวเองให้เป็นประตูของเขื่อนยักษ์ก็ไม่ปานเลือดสีแดงจำนวนมหาศาลไร้ขีดจำกัดถูกปลดปล่อยออกมาจากภายในร่างกายเพียงพริบตาเดียวก็กลายเป็นคลื่นยักษ์สายหนึ่งที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งอยู่บนฟ้า
มันไม่ใช่กระบวนท่า และไม่ใช่เคล็ดวิชาใดๆ
มันแค่ใช้พลังชั่วร้ายที่มีอยู่ในตัวอย่างมหาศาลจนไร้ขีดจำกัดสร้างการโจมตีสุดสิ้นหวังแบบนี้ขึ้น
การโจมตีนี้ไม่มีทางหลบพ้นเพราะมันได้ปกคลุมไปทั้งท้องฟ้าและผืนดินแล้ว
การโจมตีนี้ไม่มีทางป้องกันได้น้ำเลือดนั่นมันมีพิษร้ายแรงเกินไปแตะโดนนิดเดียวก็จะถูกกัดกร่อนจนเน่าเฟะไปถึงกระดูก
โอ้สวรรค์!!
จบสิ้นแล้ว...
คนที่อยู่เบื้องล่าง พอเห็นภาพทะเลเลือดที่เหมือนอยู่ในวันสิ้นโลกนั่นแล้วจิตใจของพวกเขาก็ตกลงสู่ความสิ้นหวังโดยสิ้นเชิง
นี่มันไม่ใช่การต่อสู้ระดับเดียวกันแล้ว
มันคือปีศาจที่กำลังไล่ฆ่าคนฝ่ายเดียวชัดๆ เลย
คลื่นทะเลเลือดอันไร้ขอบเขตได้ซัดเข้าใส่อินทรีย์เกล็ดเขียวของโม่เชาหยันก่อน สัตว์อสูรที่มีความแข็งแกร่งระดับอวิ้นหลิงขั้นท้ายตนนี้พอถูกคลื่นโลหิตซัดใส่ ก็ไม่สามารถทำได้แม้แต่จะดิ้นรนพลันถูกคลื่นนั้นกลืนกินลงไปและละลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของคลื่นโลหิตนั่นทันที
ส่วนเป่ยเค่อและโม่เชาหยันนั้นกำลังจะถูกคลื่นกลืนกินในไม่ช้านี้แล้ว
ตอนนั้นเอง
ผู้คนก็ได้เห็นประกายแสงสีเงินที่บินไล่ตามอยู่ตลอดเวลาก่อนหน้านี้ในที่สุดมันก็ไปถึงแล้ว
หลินหยางส่งเสียงแจ้งเตือนไปทั่วบริเวณอีกครั้ง “ทำไมไม่หนีมาทางข้า...เกือบจะตามมาไม่ทันแล้วนะ!!!!”
ผู้คนไม่ทันได้ตอบสนองต่อคำพูดสุดโอหังนี่
เห็นแต่เพียงว่า พริบตามานั่นเอง ทะเลเลือดอันกว้างใหญ่ก็ได้มาถึงตรงหน้าของทั้งสามคนแล้ว
มีหลายคนที่ปิดตาลงไปก่อนเพราะทนดูภาพอันสิ้นหวังและโหดเหี้ยมที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ไหว
แต่ในพริบตาที่พวกเขากำลังจะปิดตาลงแนบสนิทก็พลันมีประกายแสงสีแดงที่ส่องสว่างจนแสบตาที่ระเบิดออกมาอย่างกะทันหัน
นั่นอะไรน่ะ?
ผู้คนทั้งหมดต่างก็อึ้งไป
บนฟ้านั้น ภายในทะเลเลือดอันแน่นหนานั่นมีแสงสีแดงขนาดมหึมารูปทรงสี่เหลี่ยมสายหนึ่งปรากฏขึ้นมันเป็นดั่งเขื่อนยักษ์อันแข็งแกร่งที่กั้นขวางคลื่นอำมหิตสีแดงเอาไว้
ทั่วทั้งบริเวณตอนนี้เงียบลงจนได้ยินกระทั่งเสียงเข็มตก
พวกเขาเห็นแต่เพียงว่าแสงศักดิสิทธิ์รูปทรงสี่เหลี่ยมสีแดงนั่น รูปร่างของมันดูคล้ายกับโล่อันหนึ่งที่สามารถยืนหยัดต้านรับการโจมตีสีชาดอันไร้ขีดจำกัดนั่นได้อย่างน่าภาคภูมิใจไม่ว่าการโจมตีสุดชั่วร้ายของศพโลหิตจะต่อเนื่องแค่ไหน จะมหาศาลมากเพียงใดมันก็จะยังยืนหยัดได้โดยไม่ไหวติง คอยปกป้องพวกของหลินหยางทั้งสามคนที่อยู่ด้านหลังเอาไว้อย่างแข็งขัน
การโจมตีของศพโลหิตนั้นต่อเนื่องนานถึงหนึ่งนาทีกว่า
ไม่มีใครกล้าคิดเลยว่าถ้าตัวเองต้องไปอยู่ท่ามกลางทะเลเลือดแบบนั้นแล้วจะถูกหลอมละลายกลายเป็นสภาพแบบไหน
แต่หลังจากที่คลื่นโลหิตหายไปหมดแล้วนั้นผู้คนก็มองเห็นเงาร่างทั้งสามสายที่ยังมีสภาพสมบูรณ์พร้อมอยู่รวมไปถึงเงาร่างสีแดงเลือดที่กำลังคำรามเกรี้ยวกราดอย่างต่อเนื่องด้วยความพิโรธ
ผู้คนที่กำลังดูอยู่ตอบสนองกันด้วยความดีใจสุดขีด
เหล่าคนของขุมอำนาจทั้งสีฝ่ายที่แต่เดิมได้ตกลงสู่ความสิ้นหวังไปแล้วนั้นตอนนี้พวกเขาตื่นเต้นจนเกือบจะกำหมัดตัวเองจนแหลกไปแล้วในแววตาของพวกเขานั้นเต็มไปด้วยประกายแห่งความยินดี
ผู้คนอยากจะโห่ร้องดีใจแต่ก็นึกขึ้นได้ว่าการต่อสู้มันยังไม่จบลงแต่ตอนนี้แสงแห่งความหวังได้เริ่มส่องประกายเล็กๆ ขึ้นในใจของผู้คนแล้ว
กลับกัน ก็ถึงคราวของฝ่ายลัทธิหมื่นวิญญาณที่ต้องลำบากแล้ว
ยินโม่ซางที่แสยะยิ้มสบายใจตลอดเวลาเองก็ได้เก็บรอยยิ้มของตัวเองกลับลงไปแล้ว
ดวงตาสีขาวหม่นของยินจิ่วโยวนั้นกลิ้งกลอกไปมา
ผีแก่ทั้งสองตัวกำลังถามคำถามเดียวกันอยู่ว่า... เป็นไปได้อย่างไร?
บนท้องฟ้านั้น
เป้ยเค่อและโม่เชาหยันที่เพิ่งหนีพ้นจากความตายมาได้นั้น มีสีหน้าขาวซีดลงเล็กน้อยแต่ที่ทำให้พวกเขาทำตัวไม่ถูกมากกว่าก็คือชายหนุ่มลึกลับในชุดเกราะสีเงินตรงหน้าพวกเขาและก็โล่เทพในมือของเขาที่ตอนนี้กำลังเปล่งประกายสีแดงเพราะความร้อนออกมา
“ท่านคือ?” ทั้งสองคนจำไม่ได้ว่าบนทวีปชี่อู่มียอดฝีมืออายุน้อยแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
“ลงไปก่ออนค่อยว่ากัน” หลินหยางไม่มีเวลาว่างมาอธิบาย
ทั้งสามคนค่อยๆ ร่อนลงมากำลังจะกลับถึงพื้น
แต่ศพโลหิตยินเซ่าเทียนตรงหน้ามีหรือที่มันจะยอมลามือง่ายๆมันกำลังจะลงมือไล่ตามอยู่แล้ว แต่อยู่ๆ ก็มีลูกธนูขนาดยักษ์บินพุ่งเข้าใส่มันอย่างรุนแรงจนถูกซัดกระเด็นไปอีกทาง
ผู่อาหมาน
ภายในกลุ่มของราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยที่อยู่บนพื้นนั้น
ผู่อาหมานที่ในมือกำลังถือ “ธนูหมาป่าทองคำ” เอาไว้พร้อมกับที่อีกข้างถือ “ศรเขี้ยวหมาป่า” ขึ้นมาประทับบนตัวธนู จากนั้นก็ยิงออกไปทีเดียวสามดอกจนกลายเป็นประกายแสงเทวะที่รวดเร็วดุจอัสนี
นี่คือสุดยอดยุทธภัณฑ์ที่ตกทอดกันมายาวนานของราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ย พลังของมันแข็งแกร่งไม่ธรรมดาสมกับเป็นสมบัติชาติจริงๆ
ศพโลหิตนั่นถึงกับถูกยิงจนตัวทะลุ โดนปักค้างอยู่บนพื้น
การโจมตีนี้ก็เพื่อถ่วงเวลาให้พวกหลินหยางทั้งสามคนสามารถกลับลงพื้นได้อย่างปลอดภัยและได้มีโอกาสตั้งตัวเพื่อไปต่อกรกับศพโลหิตนั่นใหม่อีกครั้งหนึ่ง
พื้นที่ทั่วทั้งหมดพลันตกสู่ความเงียบอีกครั้ง
ผู้คนมองเห็นยินเซ่าเทียนที่พอถูกปักลงบนพื้นแล้วก็ดิ้นพล่านพร้อมส่งเสียงคำรามออกมา
มันยันตัวลุกขึ้นนั่งถึงแม้ว่าร่างกายของมันจะถูกธนูอันแหลมคมยิงทะลุไปถึงสี่รูแต่มันก็ดูไม่เจ็บปวดและไม่คิดถอยหนีเลยสักนิดประกายแสงโลหิตบนตัวมันกลับยิ่งเข้มขึ้นด้วยซ้ำ
“พวกเจ้า... รนหาที่ตาย!!!!”
ยินโม่ซางที่อยู่ด้านหลังตอนนี้ยิ้มไม่ออกแล้วตอนนี้มันระเบิดจิตสังหารอันบ้าคลั่งออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจ “ศิษย์พี่จิ่วโยวสั่งให้เซ่าเทียนไปฉีกพวกมันเป็นชิ้นๆ ทั้งเป็นเลย!!!!”
การกระทำของพวกมันลัทธิหมื่นวิญญาณในวันนี้มันชัดเจนมากว่าพวกมันต้องการที่จะเปิดศึกกับขุมอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดของทั้งดินแดนภาคตะวันตกและภาคใต้
พวกมันต้องการจะสังหารเหล่าตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดของอีกฝ่ายเพื่อที่จะได้เริ่มแผนการอันบ้าคลั่ง เข้ายึดครองดินแดนภาคตะวันตกและภาคใต้ และอาจจะลามไปทั่วทั้งทวีปชี่อู่เลยก็เป็นได้
ศพโลหิต คือไม้เด็ดสำหรับแผนการนั้น
และเพื่อการนั้น พวกมันถึงกับยอมสังเวยผู้อาวุโสที่แข็งแกร่งที่สุดในลัทธิหมื่นวิญญาณอย่างยินเซ่าเทียนซึ่งเขายังเป็นวัยหนุ่มอยู่ด้วยซ้ำทั้งหมดก็เพื่อที่จะได้ครอบครองพลังที่แข็งแกร่งพอจะยึดครองโลกใบนี้ได้
แต่ตอนนี้ พลังที่ทรงพลังที่สุดนี่กลับถูกชายหนุ่มในชุดเกราะสีเงินที่อยู่ๆก็โผล่พรวดออกมาท้าทายอำนาจเสียอย่างนั้น
นี่เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด!!!!
ยินโม่ซาง ยินจิ่วโยวหันมาจ้องเขม็งไปที่หลินหยางพร้อมกันจากนั้นก็พึมพำในปากออกมาพร้อมกันว่า
“ฆ่ามันซะ!!!!”
โฮก!!!!
ศพโลหิตตะโกนออกมาอย่างคลุ้มคลั่ง ดวงตาแห่งความตายคู่นั้นของมันจับจ้องมาที่หลินหยาง
ผู้คนเองก็หันสายตามามองที่หลินหยางเหมือนกัน
ความประหลาดใจที่มีก่อนหน้านี้ได้หายไปแล้วความคิดดูถูกเองก็ไม่เหลือแล้วเช่นกัน
ผู้คนทั้งหลายต่างก็กำลังคาดหวังว่าเทพสงครามชุดเกราะเงินที่ลอยล่องมาจากฟากฟ้าผู้นี้จะสามารถหยุดยั้งพลังแห่งความชั่วร้ายบ้าคลั่งนี่ได้
ศพโลหิตก้าวเดินตรงดิ่งมาทางหลินหยางประกายแสงสีเลือดบนตัวมันเดี๋ยวดับเดี๋ยวสว่างวูบวาบเป็นช่วงๆเหมือนว่ามันจะกำลังปรับสมดุลพลังชั่วร้ายในตัวของมันอยู่
การโจมตีบนฟ้าเมื่อครู่นี้ได้เผาผลาญพลังของมันไปไม่น้อย
แต่สีหน้าของหลินหยางกลับไม่มีท่าทางเหนื่อยล้าเลยแม้แต่น้อยเขาแค่โบกมือเบาๆ หนึ่งที แล้วกล่าวกับสองคนข้างหลังเขาว่า
“พวกเจ้าไปรออยู่ข้างๆ ก่อน”
อ่า...
ทั้งคนของเผ่าฝูโปและราชอาณาจักรเทียนฉางต่างก็ทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว