ตอนที่ 99 โจรปล้นโจร
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เฟิร์สยินดีต้อนรับกลุ่มโจรพวกนั้นเป็นอย่างมาก
จากการตรวจสอบจากสัมผัสรับรู้ของเขา โจรป่ากลุ่มนี้มีด้วยกันทั้งหมดหกคน ห้าคนนั้นมีการบ่มเพาะขอบเขตพื้นฐานชั้นกลางและสูง ส่วนอีกคนหนึ่งนั้นมีการบ่มเพาะขอบเขตบารอนชั้นต่ำ ซึ่งคาดว่าจะเป็นหัวหน้าของโจรป่ากลุ่มนี้
“คนพวกนี้มีฝีมือที่ไม่สูงนัก คงจะเลือกเหยื่อที่อ่อนแอดักปล้นอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน” เฟิร์สวิเคราะห์โจรกลุ่มนี้คร่าวๆ
ด้วยการที่โจรกลุ่มนี้เป็นผู้บ่มเพาะพลังสายเลือด พวกเขาจึงเคลื่อนไหวรวดเร็วมาก
สองในนั้นพวกเขามีความเร็วดุจสัตว์ป่า
พวกเขาเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ เพียงแค่ไม่กี่ชั่วลมหายใจพวกมันทั้งหมดก็ได้ล้อมหญิงสาวไว้หมดแล้ว
หากเป็นคนทั่วไป พวกเขาจะไม่พบสิ่งผิดปกติกับเหตุการณ์นี้
บนถนนในป่าแห่งนี้ยังคงร้างผู้คน รอบๆ ตัวของหญิงสาวมีแต่เสียงของใบไม้ไหว ไม่มีเสียงของโจรป่ากำลังดักซุ่มเลยแม้แต่น้อย
เฟิร์สย่ำเท้าก้าวเดินบนถนนอย่างใจเย็น เขาทำราวกับว่าไม่ได้รับรู้การมีอยู่ของโจรป่าเลยแม้แต่น้อย
ทุกอย่างนั้นเป็นปกติ ไม่ต่างไปจากเด็กสาวที่ใสซื่อไม่รู้ความ
“ลงมือ” หัวหน้าโจรป่าส่งสัญญาณออกไป
ตอนนั้นเองหนึ่งในกลุ่มโจรป่าก็สำแดงพลังสายเลือด ผิวหนังของเขาปรากฏเกล็ดสีดำราวกับงู ความเร็วของเขาระเบิดขึ้นและมีความปราดเปรียวมากขึ้น
เขาพุ่งเข้าหาเฟิร์สอย่างรวดเร็ว
เฟิร์สที่แสร้งเป็นลูกแกะน้อยแสยะยิ้มออกมา
ในที่สุดเหยื่อของเขาก็กระโจนเข้ามา
โจรคนนั้นรวดเร็วมาก ความเร็วของเขาไม่มีทางที่คนธรรมดาจะตามทันอย่างแน่นอน พวกเขาต้องการจัดการหญิงสาวอย่างรวดเร็ว
“สาวน้อยเธอเสร็จฉันล่ะ” โจรคนนั้นเอ่ยออกมาอย่างย่ามใจ
ทว่า ...
ทันทีที่เขาเข้าใกล้หญิงสาวในระยะสิบเมตร จู่ๆ ร่างของเขาก็ร่วงลงกลางอากาศ ราวกับว่าเขาถูกสต๊าฟเอาไว้อย่างกระทันหัน
ตุบ!
เฟิร์สเผยรอยยิ้มออกมาอย่างพอใจ
เมื่อครู่เขาใช้พลังสายเลือดโลกลวง ฉุดรั้งดึงจิตวิญญาณของชายคนนั้นให้เข้าสู่โลกลวง
วิญญาณนั้นเหมือนแกนหลักของสิ่งมีชีวิต เพราะมีวิญญาณร่างกายถึงสามารถเคลื่อนไหวได้
ทันทีที่วิญญาณของโจรคนนั้นถูกล่อลวงให้เข้าสู่อีกโลกหนึ่ง ร่างนั้นก็ราวกับไร้สิ่งควบคุมในทันที
ชายคนนั้นไม่ได้ตายไปในวินาทีนั้นเพียงแต่ร่างกายสลบไปตรงนั้น เหมือนเครื่องยนต์ที่ไม่สามารถทำงานได้
ตอนนั้นเองกลุ่มโจรก็พลันแตกตื่นกันทันที
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเจ้าบ้านั่นล้มลงไปแบบนั้น”
“หรือว่าเธอคนนั้นจะรู้ตัวและใช้กับดักบางอย่าง?”
“อย่างนั้นก็ฆ่าเธอทิ้งซะ!”
หัวหน้าโจรป่าตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
แล้วตอนนั้นเองโจรคนหนึ่งก็ดวงตาเปลี่ยนเป็นดวงตาของเหยี่ยว เขาง้างสายธนูและเตรียมพร้อมที่จะยิงลูกศรออกจากแล่ง
ส่วนคนอื่นๆ ก็สำแดงพลังสายเลือดพุ่งเข้าหญิงสาวในทันที
หัวหน้าโจรร่างกายเปลี่ยนเป็นหินผา รูปร่างของเขาเปลี่ยนไปราวกับจะเป็นโกเลมหินยักษ์ที่น่าหวาดกลัว
โจรทั้งหมดลงมือพร้อมกันราวกับว่าจะจัดการหญิงสาวในคราเดียว
ทว่าวินาทีนั้นเอง ดวงตาของหญิงสาวก็เปลี่ยนเป็นสีเทา ระลอกคลื่นวิญญาณแผ่กระจายออกไปด้วยความเร็วของจิตครอบคลุมพื้นที่หลายร้อยเมตร กวาดผ่านเหล่าโจรร้ายทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
โลกนั้นราวกับจะหยุดนิ่ง
โจรร้ายทั้งห้าพลันไร้ซึ่งแววตาในทันที สติถูกดึงให้จมจ่อมเข้าไปอีกโลกหนึ่ง
ตุบ! ตุบ! ตุบ!
แล้วร่างของพวกเขาทั้งหมดก็ร่วงลงบนพื้นอย่างไร้การควบคุม
เฟิร์สไม่มีทางปล่อยให้ผู้ที่แผ่จิตสังหารใส่เขารอดไปได้อย่างเด็ดขาด
มีดที่เขาพกมาถูกตวัดเฉือนไปที่ลำคอของโจรป่าเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว
เขาไม่มีความลังเลที่จะปลิดชีพโจรร้ายเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
เมื่อเหล่าโจรถูกดึงสติให้จมจ่อมเข้าสู่โลกลวงของพลังสายเลือด ร่างของพวกเขาก็เหมือนกับตุ๊กตาที่เฟิร์สสามารถทำอะไรกับพวกเขาก็ได้
นี่คือความร้ายกาจของพลังสายเลือดโลกลวง มันจึงไม่แปลกเลยเมื่อพลังสายเลือดนี้ตื่นขึ้น โลกใบนี้ถึงกับต้องสะท้านเพราะสายเลือดนี้
“โจรพวกนี้ไม่ได้ยากจนไปหน่อยหรอ?”
หลังจากจัดการศพของพวกโจรแล้ว เฟิร์สก็มานั่งนับเงินที่เขาริบมาเป็นสินสงคราม
เขานับเงินทั้งหมดที่ได้มามีเพียงไม่กี่เหรียญทองเท่านั้น
“แต่อย่างน้อยพวกมันก็มีศิลาสายเลือดมาให้ฉันซักก้อนหนึ่ง”
เฟิร์สได้รับศิลาสายเลือดมาก้อนหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าศิลาสายเลือดไม่ใช่สิ่งที่จะหายากเลย แม้แต่โจรป่ากระจอกๆ ก็ยังมีมัน
เขาไม่ลังเลที่จะดูดซับมันในตอนนั้น
ศิลาก้อนใสวางอยู่บนมือของหญิงสาว ตอนนั้นเองความมีชีวิตชีวาของศิลาก็เริ่มหมองหม่นลง พลังวิญญาณถูกดูดเข้าไปในกระดูกสันหลัง ออร่าสีแดงพลันปะทุออกมา
ดวงตาสีเทาพลันขยายอำนาจขอบเขต จากเดิมที่ครอบคุมไว้ห้าร้อยเมตร ตอนนี้ขยายเป็นเจ็ดร้อยเมตร
เฟิร์สรับรู้ได้ทันทีว่าร่างนี้ได้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตบารอนขั้นกลางแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ดีใจซักเท่าไหร่นัก
“ฉันคิดว่าจะบ่มเพาะได้มากกว่านี้เสียอีก ดูเหมือนว่าการดูดซับศิลาสายเลือดจะมีประสิทธิภาพลดลงเรื่อยๆ โลกนี้คงไม่มีแต่ศิลาสายเลือดที่มีพลังวิญญาณ ไม่แน่ว่าในอนาคตจะต้องหาอย่างอื่นมาทดแทนมัน”
เฟิร์สตระหนักได้ว่าโลกนี้ยังมีทรัพยากรบ่มเพาะอยู่มากมาย อย่างเช่นต้นประกายฟ้าทิพย์ที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้พ่อแม่ของอีวาถูกจับ ใบแก่ของมันสามารถช่วยในการบ่มเพาะได้ แม้แต่คนทั่วไปเมื่อได้ใช้ใบของต้นประกายฟ้าทิพย์ก็ยังมีความก้าวหน้าในพลังสายเลือดอย่างเห็นได้ชัด
ไม่ต้องเอ่ยถึงผลประกายฟ้าทิพย์ที่หลายหมื่นปีจะสุกงอมซักครั้งหนึ่ง การมีอยู่ของผลไม้ชนิดนี้แม้แต่ผู้บ่มเพาะพลังสายเลือดขอบเขตจักรพรรดิก็ยังต้องก่อสงครามแย่งชิงมัน
เส้นทางการบ่มเพาะของอีวาคงจะไม่ง่ายขนาดนั้น หากเธอสามารถดูดซับศิลาสายเลือดเพียงอย่างเดียว โลกคงใจดีกับเธอมากเกินไปแล้ว
“เงินพวกนี้คงทำให้ฉันอยู่ในเมืองวิราเดเฟียร์ได้ซักระยะหนึ่ง เอ๊ะ! ...”
ตอนนั้นเองความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขา
“มันคงจะดีหากฉันสามารถหางานที่ปราบโจรในสมาคมนักพจญภัย”
เฟิร์สยิ้มออกมา เพราะคิดว่าความคิดนี้ไม่เลวเลยทีเดียว
การปราบโจรนั้นสามารถทำรายได้ได้ อีกทั้งยังได้ชื่อเสียงที่ตามมา ไม่แน่ว่าของที่โจรสะสมอาจจะมีของที่เกี่ยวกับพลังวิญญาณด้วย
หลังจากที่จัดการกับโจรป่าได้แล้วเฟิร์สก็มุ่งหน้าไปยังเมืองฟิราเดเฟียร์อย่างอารมณ์ดี
น่าเสียดายที่เขาไม่พบโจรป่าอีกต่อไป
จนในที่สุดเขาก็มาถึงเมืองฟิราเดเฟียร์
เฟิร์สต้องต่อแถวกับขบวนค้าขายเพื่อเข้าเมือง เนื่องจากได้รับใบรับรองมาจากค่ายฝึกฝน เขาจึงได้รับความสะดวกในการเข้ามา
เขามาถึงที่เมืองนี้ก็เป็นช่วงเย็นแล้ว เฟิร์สหาห้องพักในเมืองเพื่อพักผ่อน
แน่นอนว่าเขาไม่ลืมเขียนไดอารี่เล่าเรื่องราวในวันนี้ให้กับวีอารับรู้ และแน่นอนว่าเขาบอกความต้องการเรื่องการจัดการโจรให้กับอีวารับรู้ด้วย
เมื่อถึงวันรุ่งขึ้นที่อีวาสลับมาในร่างนี้ แล้วเธอก็เดินทางไปลงทะเบียนเป็นนักผจญภัยตามที่เฟิร์สบอก
ตึกของนักผจญภัยหาได้ไม่ยากนักและการลงทะเบียนก็เป็นไปอย่างราบรื่น
ไม่เท่านั้นเธอยังดึงภารกิจปราบโจรออกจากบอร์ดไปถึงสองสามแผ่น
“นายนี่ช่างมีความคิดที่ไม่เลวเลยจริงๆ” อีวาเอ่ยพึมพำ ดูเหมือนว่านิสัยของเธอจะเปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อย
หญิงสาวชาวบ้านเช่นเธอไม่เกรงกลัวโจรร้ายอีกต่อไป
แม้แต่กองทัพมอนสเตอร์ที่น่ากลัวเธอก็ยังกวาดผ่านมาแล้ว จิตสังหารอันเฉียบคมของหญิงสาวเกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
ต่อให้โจรร้ายมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า แน่นอนว่าเธอจะไม่ลังเลปลิดชีพสังหารพวกมัน
“การลงทะเบียนเสร็จเร็วกว่าที่ฉันคิด เหมืองผลึกฟ้าอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ฉันควรไปดูความเป็นอยู่ของพวกท่านหน่อย”
อีวาอดใจไม่ได้ที่จะแอบไปดูพ่อแม่ของเธอ
เหมืองผลึกฟ้าอยู่ห่างจากเมืองฟิราเดเฟียร์สิบกว่ากิโลเมตร หากเป็นคนธรรมดาอาจจะใช้เวลานานกว่าจะไปถึง แต่สำหรับอีวาในตอนนี้กลับเดินทางไปกลับได้ง่ายดายยิ่ง
หญิงสาวทะยานออกจากเมืองไปโดยไม่ใช้เส้นทางหลัก เพราะต้องการหลบหลีกสายตาของผู้คน
ก่อนหน้านี้หญิงสาวไม่มีความสามารถที่จะทำเช่นนี้ได้ เธอยังเป็นแค่หญิงสาวชาวบ้านธรรมดา การจะเดินทางออกจากหมู่บ้านก็นับว่ายากแล้ว ส่วนการที่จะแอบออกมาหาพ่อแม่ของเธอก็นับว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
แต่ตอนนี้กลับต่างออกไป เธอสามารถเข้าออกที่นี่ได้อย่างสบายๆ
เมื่อเธอมาถึงเหมืองผลึกฟ้า การป้องกันของที่นี่ดูแน่นหนา มียามเฝ้ารักษาการรอบๆ เหมือง แม้แต่ทิศทางที่อีวาเดินทางมาก็ยังพบอยู่สองสามคน
ทว่า
ยามที่เธอมาถึงร่างของยามเหล่านั้นก็ร่วงดุจใบไม้ร่วง
ตุบ! ตุบ! ตุบ!