บทที่37
คนทรยศ
อู๋กวนชะงักงันดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงและเจ็บปวด แต่สิ่งที่มากกว่านั้นคือ ความหวาดกลัว
เมื่อไหร่...มันมาอยู่ด้านหลังข้า?!
เขาเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตปรับแต่งพลังขั้นสูงสุด!การจะลอบโจมตีเขาโดยที่ไม่รู้สึกตัว ไม่ใช่เรื่องที่ใคร ๆ ก็ทำได้ นอกจาก…
ดวงตาของเขาสั่นไหวหนักขึ้นก่อนที่คำตอบจะชัดเจนในหัวของเขาเอง
ไม่มีใคร นอกจากหัวหน้าที่สามารถทำเช่นนี้ได้แล้วใครกันที่ทำแบบนี้กับเขา!
เสียงของหมิงเยว่หลานดังขึ้นอีกครั้ง
ราบเรียบ เย็นชา ปราศจากอารมณ์ใด ๆราวกับเป็นเพียงการกล่าวข้อเท็จจริง
“ข้ามิใช่ปล่อยไป...”
“แต่เจ้าไม่ต้องทำเช่นนั้นเพราะว่าเจ้า...ต้องตายก่อนเป็นคนแรก”
ดวงตาคมปลาบของนางกวาดมองตรงไปที่ร่างของเขา
“อู๋กวนเจ้าคือผู้นำของพวกทรยศเหล่านั้นมิใช่หรือ... หรือคิดว่าข้าไม่รู้”
หมิงเยว่หลานกล่าวพลางยกถ้วยชาขึ้นดื่มอีกครั้งราวกับกำลังดื่มในยามพักผ่อน ไม่ใช่ในขณะที่ลงโทษผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างโหดเหี้ยม
ท่วงท่าของนางเรียบง่ายและสงบนิ่ง
หาได้สะทกสะท้านแม้แต่น้อยกับภาพที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า
อู๋กวนกัดฟันแน่นดวงตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและสำนึกผิดที่สายเกินไป
“ห...หัวหน้า ข้า...”
เขาพยายามเอ่ยวาจาขอความเมตตาแต่ไม่ทันจบประโยค
กึก!
กระบี่สีขาวที่เสียบทะลุร่างของเขาอยู่บิดหมุนในพริบตา
พลังปราณวิญญาณที่สะสมไว้ภายในตัวกระบี่ระเบิดออกทันทีจากแกนกลางราวกับพายุหมุนที่ระเบิดออกจากภายใน
ตูม!
ร่างของอู๋กวนระเบิดแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในชั่วพริบตาทว่าพลังปริศนาที่ควบคุมแรงระเบิดนั้นกลับบีบอัดเศษซากไม่ให้กระจายเละไปทั่วห้องโถง
เศษเลือดและเนื้อที่ควรสาดกระเซ็น...ถูกพลังลมปราณกักไว้แน่นหนา
ทุกสิ่งทุกอย่างสงบนิ่ง
เหลือเพียงเศษธุลีของร่างทรยศที่ถูกทำลายจนสิ้นไร้ทางฟื้นคืน
อู๋กวน...ตายแล้ว
ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มกลีบบุปผาและหนึ่งในเสาหลักของเมืองอวี้หยาง สิ้นสภาพกลายเป็นเถ้าธุลีในพริบตาเดียว
ทันใดนั้นร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเงียบงันกลางห้องโถง
ชายชราผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาจากเงามืดเบื้องหลังเสียงก้าวย่างของเขาเบาราวกับสายลมที่แผ่วผ่านยอดไม้ในฤดูใบไม้ร่วง
ชายชราผู้นี้ร่างสูงโปร่งเส้นผมสีเงินยาวประบ่า รวบไว้ด้วยเชือกผ้าสีขาวจางเขาสวมอาภรณ์ยาวสีขาวสะอาดที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมชั้นดีชายเสื้อคลุมและแขนเสื้อมีลายปักเมฆสีเงินอ่อนล้อมขอบผ้าอย่างประณีตด้านในเผยให้เห็นชุดนักพรตที่เรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้านป้ายหยกสลักอักขระแขวนไว้ที่ข้างเอว ขยับไหวตามจังหวะก้าวเดินเบาๆ
ปลายแขนเสื้อกว้างของเขาเผยให้เห็นมือที่เรียวยาวแม้จะมีริ้วรอยของวัย แต่กลับมั่นคงและเปี่ยมด้วยพลังปราณนิ่งสงบ
ในมือข้างหนึ่งของเขาถือกระบี่สีขาวปลาบใบกระบี่ยังคงเปื้อนรอยเลือดสีคล้ำของอู๋กวนที่เพิ่งถูกสังหารไปเมื่อครู่
ด้ามกระบี่สลักลายเมฆและพยัคฆ์ฟ้าพาดผ่านปลายพู่กระบี่สีขาวปลิวเบา ๆ ในทุกจังหวะลมหายใจของเขา
เมื่อชายชราก้าวหยุดลงเขาโค้งศีรษะเล็กน้อยอย่างเคารพต่อสตรีที่นั่งอยู่เบื้องหน้าก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มที่แฝงความเคร่งขรึม
“คุณหนู...ให้บ่าวเฒ่าจัดการพวกตระกูลหลี่ให้สิ้นซากเลยดีหรือไม่ขอรับ”
หมิงเยว่หลานยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกครั้งใบหน้างดงามอ่อนเยาว์คล้ายสตรีวัยเยาว์ ยังคงเปี่ยมไปด้วยความสงบนิ่งทว่าสายตากลับทอแววขี้เล่นคล้ายเด็กหญิงกำลังแกล้งหยอกผู้ใหญ่
“ไม่ต้องหรอกเรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเอง”
นางวางถ้วยชาลงช้า ๆ แล้วเหยียดยิ้ม
“แล้วอีกอย่างตอนนี้ข้าอยู่ในฐานะหัวหน้ากลุ่มกลีบบุปผาอยู่นะ”
ชายชราได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจแผ่วเบา
“เฮ้อ...คุณหนูขอรับแม้คุณหนูจะอยาก ‘เล่นสนุก’ แต่ก็ไม่เห็นต้องเอาตัวไปเสี่ยงจนบาดเจ็บถึงเพียงนี้เลย”
น้ำเสียงของเขาฟังดูเคร่งเครียดปนเหนื่อยใจแต่กลับแฝงความห่วงใยที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้
“ร่างกายของคุณหนูมีค่าล้ำเพียงใด...หากนายท่านทราบเข้าต่อให้ตระกูลหลี่จะมีหัวกี่หัว ก็เกรงว่าคงไม่พอรองรับโทสะของนายท่านเป็นแน่แท้”
หมิงเยว่หลานหัวเราะเบา ๆรอยยิ้มของนางในยามนี้ดูซุกซนและสดใสยิ่งกว่าที่ผ่านมา
“ข้าถึงบอกเจ้าอย่างไรล่ะว่าอย่าได้เอ่ยสิ่งใดให้ท่านพ่อรู้”
นางเอนกายพิงพนักพิงของเก้าอี้ไม้ท่าทางคล้ายเด็กหญิงที่เพิ่งแกล้งใครสำเร็จแล้วพึงพอใจยิ่ง
“ข้าเป็นผู้ฝึกตนเหตุใดจะบาดเจ็บไม่ได้กันเล่า? แค่แผลเล็กน้อยเท่านั้น”
ชายชรามองนางด้วยสายตาที่ผสมระหว่างความเอ็นดูและความเหนื่อยใจสุดท้ายก็ได้แต่ส่ายศีรษะอย่างอ่อนระอา
“คุณหนู...เฮ้อ”
ในแววตาของเขาแม้จะเคร่งขรึมและเยือกเย็นแต่กลับมีประกายบางอย่างคล้ายบิดาที่ไม่อาจขัดใจบุตรสาวของตนเองได้
หมิงเยว่หลานที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นแนบเรียวปากพลันคล้ายจะนึกสิ่งใดขึ้นมาได้ นางหันหน้ากลับไปมองชายชราข้างกายแววตาใคร่รู้วาบผ่านดวงตาคมคู่งามนั้นชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ
“จริงสิ...เจ้าเห็นว่าอย่างไรกับคนผู้นั้น?”
คำถามนั้นแม้เอ่ยขึ้นราวกับพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศแต่ชายชรากลับขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาที่เคยผ่อนคลายพลันจริงจังขึ้นทันที
เขาทอดสายตามองออกไปเบื้องหน้าคล้ายชั่งน้ำหนักสิ่งที่พบเห็นก่อนจะตอบกลับอย่างไม่ลังเล
“แปลก...ขอรับ”
หมิงเยว่หลานเลิกคิ้วเล็กน้อยรอฟังคำอธิบาย
ชายชราขยับมือข้างที่ถือกระบี่สีขาวแน่นขึ้นเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเคร่งขรึมเต็มเปี่ยม
“อีกฝ่ายเป็นเพียงแค่ปุถุชนไร้ซึ่งปราณวิญญาณในกาย หาได้มีเค้าลางของผู้ฝึกตนไม่...แต่ทว่าอาวุธที่เขาใช้กลับไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง”
เขาหยุดเล็กน้อย คล้ายทบทวนสิ่งที่ตนเองประสบมากับตาก่อนเอ่ยต่อ
“อาวุธนั้น...มีพลังพอจะสังหารตัวตนระดับหลอมกายาขั้นปลายได้อย่างง่ายดายโดยที่ระดับหลอมกายาขั้นปลายแทบจะไม่มีแม้แต่การต่อต้าน”
หมิงเยว่หลานที่ฟังอยู่เงียบ ๆพยักหน้าเล็กน้อย ดวงตาสะท้อนแววประหลาดใจเล็กน้อย แต่ยังสงบนิ่ง
ชายชราเอ่ยต่อทันทีไม่ปล่อยให้ช่องว่างของคำพูดยืดเยื้อ
“อาวุธพวกนั้นหากเทียบตามโลกของพวกเรา ไม่ต่างจากอาวุธวิญญาณเลยด้วยซ้ำ...ไม่สิ ในบางแง่มุมยังแปลกประหลาดยิ่งกว่านั้นอีก”
เขาสูดลมหายใจแผ่ว ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
“ไม่เพียงแต่มีพลังทำลายสูงอาวุธที่เขาใช้ยังมีกลไกที่ซับซ้อนยิ่ง ข้าไม่เคยพบ ไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยินการสร้างอาวุธลักษณะนั้นมาก่อน ทั้งรูปลักษณ์ ทั้งวิธีใช้งานทุกอย่างแตกต่างจากหลักการของอาวุธวิญญาณและอาวุธธรรมดาในโลกของผู้ฝึกตนโดยสิ้นเชิง”
น้ำเสียงของชายชราแน่วแน่และชัดเจนราวกับถ่ายทอดข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ
เขายืนตัวตรง แม้จะเป็นบ่าวเฒ่าแต่บรรยากาศรอบกายกลับกดทับ
“ดังนั้น...” ชายชรากล่าวสรุป “คนผู้นั้น...มิอาจประเมินด้วยสามัญสำนึกของเราได้เลยขอรับ”