Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    บทที่ 110 ผลประโยชน์แฝงของจิ่นเลี่ยง

                  หนึ่งหมื่นแต้มคุณูปการนั่นคือราคาของทวนกระดูกมังกรสายฟ้า โดยปกติแล้วแต้มคุณูปการมากมายเท่านั้นจะต้องใช้เวลาในการรวบรวมหลายปีสำหรับศิษย์คนหนึ่งหรือแม้แต่ศิษย์ที่เก่งกาจก็จำเป็นจะต้องผ่านภารกิจสุดยากเย็นมากมายกว่าจะสามารถรวบรวมแต้มคุณูปการขนาดนั้น

                  ส่วนทวนมังกรเจ็ดเสียงคำรามที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกันก็คงมีราคาที่ไม่ต่างกันมากเท่าไหรนักหากถังเฟยหู่ใช้ทวนกระดูกมังกรสายฟ้าก็เท่ากับว่าเขาครอบครองอาวุธจิตวิญญาณในระดับเดียวกันกับผู้คุมกฎของสำนักเลยทีเดียว

                  สำหรับถังเฟยหู่และศิษย์จำนวนมากที่ได้เข้าไปในแดนลับทะเลปีศาจนับว่าเป็นโชคดีของพวกเขามากนักนั่นเพราะสำนักได้มอบสามหมื่นแต้มคุณูปการแก่พวกเขาที่ได้กลับมาจากแดนลับนั่นซึ่งเหตุผลที่สำนักทำเช่นนั้นกเพราะต้องการส่งเสริมศิษย์ที่กลับจากแดนลับพวกเขาเหล่านั้นได้รับประสบการณ์อันแปลกพิสดารและบางทีอาจได้รับประโยชน์อันหลากหลายจากที่แห่งนั้น

                  สำนักเสียงสวรรค์เชื่อว่าศิษย์ที่กลับมาจากแดนลับทะเลปีศาจจะกลายเป็นรากฐานอันสำคัญในอนาคตของสำนักพวกเขากำลังเดิมพันกับความเชื่อนี้ พวกเขาได้มอบโอกาสให้เหล่าศิษย์สร้างเส้นทางอันแข็งแกร่งของตนด้วยแต้มคุณูปการเหล่านั้นศิษย์ทั้งหลายสามารถเลือกซื้อโอสถล้ำค่าหรือแม้แต่อาวุธจิตวิญญาณที่ต้องการ

                  ถังเฟยหู่ได้หยิบตราของสำนักออกมาและจ่ายออกไปด้วยหนึ่งหมื่นแต้มคุณูปการอย่างง่ายดายชายหนุ่มได้คว้ามือออกไปรับทวนกระดูกมังกรสายฟ้ามาและเก็บเข้าไปในกำไลมิติของตนเองในทันทีผู้อาวุโสจิ่งเลี่ยงเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยตรงหน้ากลับมีกำไลมิติ

                  “โฮ่...เจ้ามีกำไลมิติด้วยงั้นเหรอ?มีแต้มคคุณูปการมากมาย อีกทั้งยังมีกำไลมิติเดาว่าเจ้าคงจะเป็นหนึ่งในเด็กที่กลับออกมาจากแดนลับที่ว่านั่นสินะ?” จิ่นเลี่ยงกล่าวถามออกไปซึ่งถังเฟยหู่ก็ยอมรับอย่างง่ายดายเพราะเรื่องนั่นก็ไม่ใช่ความลับอะไรในสำนัก ทุกคนต่างรู้ดีถึงรางวัลที่สำนักสนับสนุนให้รุ่นเยาว์ของสำนักในครั้งนี้

                  “เอาละเจ้าต้องการอะไรอีกหรือไม่?”ผู้อาวุโสจิ่นเลี่ยงกล่าวถามออกไป

                  ถังเฟยหู่ลูบคางของตนพรางใช้ความคิดไปด้วยนอกจากเส้นทางฝึกอาวุธที่จะใช้ในอนาคตอย่างทวนแล้ว อาวุธที่เขาใช้เป็นหลักในปัจจุบันก็จะเป็นอาวุธลับและธนูซึ่งเขาสามารถใช้เพื่อโจมตีในช่วงระยะไกลถึงกลางได้อีกทั้งยังใช้พลิกแพลงเพื่อโจมตีหรือป้องกันตัวได้หลากหลายแบบ

                  ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้กล่าวออกมา“เช่นนั้นอาจารย์ลุงลองดูอาวุธของศิษย์หลานดูก่อนบางทีท่านอาจจะมีคำแนะนำดีๆให้แก่ศิษย์หลานได้” ชายหนุ่มได้ถกแขนเสื้อของตนขึ้นเพื่อแสดงให้จิ่นเลี่ยงได้เห็นถึงปลอกแขนอสูรเมฆาแม้จะจัดอยู่ในอาวุธจิตวิญญาณระดับสามเช่นเดียวกันกับทวนกระดูกมังกรสายฟ้าแต่ในด้านของคุณภาพคงไม่อาจเทียบได้เลย นั่นเพราะปลอกแขนอสูรเมฆาเป็นการรวมกันของอาคมระดับต่ำหลายชนิดที่ผสมผสานกันเพื่อยกระดับของอาวุธให้กลายเป็นระดับสามอย่างยากลำบาก

                  จิ่นเลี่ยงเพ่งสายตาของตนลงไปยังปลอกแขนสีดำบนแขนของถังเฟยหู่เขารู้สึกว่าของชิ้นนี้คุณภาพจะต่ำไปอยู่บ้างในสายตาของเขา “ดูเหมือนว่าจะมีอาคมหลายๆแบบผสมผสานกันอยู่ภายในเช่นนั้นเจ้าช่วยลองแสดงความสามารถของมันออกมาให้ข้าได้ดูหน่อยจะได้ไหม?เผื่อข้าจะสามารถทำความเข้าใจมันได้มากขึ้น”

                  ถังเฟยหู่พยักหน้าพร้อมกับขยับเคลื่อนไหวอาคมภายในปลอกแขนเพื่อดำเนินการสร้างอาวุธลับสะสมไว้ภายในปลอกแขนข้างหนึ่งส่วนอีกข้างได้เรียกอาวุธลับเข็มดำออกมาจากปลอกแขนและขยับนิ้วหนีบเข็มเหล่านั้นเอาไว้เขาได้สะบัดแขนออกไปอย่างรวดเร็วและขว้างซัดเข็มเหล่านั้นออกไปด้วยกระบวนท่าเข็มทิพย์ดอกเหมย

                  ชายหนุ่มโจมตีออกไปหลากหลายรูปแบบเพื่อแสดงทักษะการใช้อาวุธประจำของตนเพื่อที่อีกฝ่ายจะได้สามารถเข้าใจรูปแบบอาวุธของเขาได้อย่างถ่องแท้เขายังได้ใช้ปลอกแขนอสูรเมฆาในการสร้างอาวุธลับหัวธนูแล้วขว้างซัดออกไปเช่นกันอีกทั้งยังสร้างโซ่ปราณเพื่อเชื่อมต่อกับอาวุธลับเหล่านั้นเพื่อใช้ออกด้วยกระบวนท่ากระชากวิญญาณจากวรยุทธ์ธนูเซียนพยัคฆ์ที่เขาได้คิดค้นขึ้นเอง

                  จากนั้นเขายังกระตุ้นกลไกเพื่อเปลี่ยนให้ปลอกแขนอสูรเมฆากลายเป็นรูปลักษณ์ของธนูจากนั้นจึงได้สร้างลูกศรขึ้นจากอาวุธลับหัวธนูและยิงออกไปอีกหลายกระบวนท่าจากนั้นเขาจึงค่อยเก็บคันธนูของตนกลับไปอยู่ในรูปของปลอกแขนอีกครั้ง

                  จิ่นเลี่ยงมองศิษย์หลานตรงหน้าอย่างสนใจ“อาวุธ...วัตถุดิบที่สร้าง อาคมที่ผสานอยู่ภายในทั้งหมดไม่ได้โดดเด่นอะไรมากมายแต่เจ้ากลับผสมผสานทักษะของตนเองลงไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยเฉพาะทักษะธนูนั่น...หากจะบอกว่าเจ้าใช้วรยุทธ์ของตนเองเพื่อสร้างพลังโจมตีรูปแบบต่างๆออกมาก็ไม่ผิดนักเจ้าสร้างลูกศรในรูปแบบต่างๆขึ้นจากปราณเพื่อเปลี่ยนรูปแบบการโจมตีช่างน่าสนใจยิ่ง” จิ่นเลี่ยงเผยรอยยิ้มออกมาอย่างนึกสนุกเขารู้สึกชอบความคิดสร้างสวรรค์ของศิษย์หลานผู้นี้ยิ่งนัก

                  ในตอนนั้นเองที่ชายวัยกลางคนได้กล่าวออกมา“คำแนะนำของข้าที่มีต่อเจ้าคือจงเปลี่ยนอาวุธของเจ้าใหม่เสียเถอะ ในความเห็นของข้าเจ้าแทบจะไม่ได้พึ่งอาคมหรือความสามารถของอาวุธจิตวิญญาณชิ้นนี้สะเท่าไหรอีกทั้งรูปแบบการสร้างของมันยังเน้นไปที่การสร้างด้วยอาคมแบบง่ายซึ่งทำให้อาวุธเปราะบางเป็นอย่างมากก่อนหน้านี้ข้าก็ได้อธิบายให้เจ้าฟังแล้ว เจ้าก็คงจะเข้าใจมันเป็นอย่างดีสินะ อย่างไรก็ตาม...เจ้าเพียงใช้ปลอกแขนของเจ้าเพื่อสร้างรูปแบบของอาวุธลับที่เจ้าต้องการจะใช้เท่านั้นเอง...หากเจ้าหาอาวุธจิตวิญญาณที่เหมาะสมและเสริมความสามารถเจ้ามากกว่านี้ก็คงเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองได้หลายส่วน”

                  ผู้อาวุโสจิ่นเลี่ยงยังคงกล่าวต่อไป“น่าเสียดายนักที่อาวุธจิตวิญญาณของเจ้าเป็นรูปแบบที่พิเศษซึ่งข้าเองก็ไม่เคยสร้างอาวุธรูปแบบอาวุธลับเพื่อใช้ลอบสังหารแบบนี้เหมือนกันแต่หากเป็นธนูละก็อาจจะพอมีอยู่บ้าง หากดูจากการเลือกทวนของเจ้าแล้วควรจะต้องเลือกธนูที่มีกำลังมหาศาลให้แก่เจ้าแล้วละตามมาสิข้าจะพาเจ้าไปดูสักหน่อย”

                  ถังเฟยหู่ได้เดินตามผู้อาวุโสจิ่นเลี่ยงไปยังอีกเนินเขาขนาดย่อมที่เต็มไปด้วยอาวุธจิตวิญญาณที่ปักอยู่บนพื้นผู้อาวุโสได้พาเขาไปยังบริเวณด้านข้างของเนินนั้นและชี้ไปยังดาบคู่โค้งยาวที่ปักอยู่บนพื้นใบดาบสีเงินนั่นเรียวและโค้ง ดูไม่เหมือนกับดาบที่พบเห็นได้ทั่วไปดูลักษณะของดาบน่าจะเหมาะกับการโจมตีที่รวดเร็ว

                  จิ่นเลี่ยไงด้กล่าวแนะนำต่อชายหนุ่ม“อาวุธนี้คือเขี้ยววายุสองลักษณ์ สร้างขึ้นจากชิ้นส่วนของสัตว์อสูรสองชนิดหนึ่งคืองูพิษวายุคลั่งซึ่งว่ากันว่าเป็นลูกหลานของสายพันธุ์มังกรที่สมสู่กับสัตว์อสูรงูจนระดับสายพันธุ์ตกต่ำลงกระดูกของมันมีมวลที่หนาแน่นแข็งแกร่งราวกับสายพันธุ์มังกรแต่ก็แฝงไว้ด้วยพลังของธาตุวายุในกระดูกของมันทำให้การโจมตีแฝงไว้ด้วยพลังของวายุส่วนชิ้นส่วนสัตว์อสูรอีกชนิดหนึ่งก็คือแมงมุมใยเหล็ก เปลือกนอกของมันเป็นโลหะชนิดพิเศษที่เกิดตามธรรมชาติใยที่มันสร้างขึ้นมาความคมดุจใบดาบ ว่ากันว่าใยของมันที่ปลิวไปตามสายลมได้วาดผ่านสิ่งใดก็จะถูกตัดขาดโดยไม่รู้ตัวสัตว์อสูรมากมายที่ผ่านเข้าไปใกล้รังของแมงมุมใยเหล็กมักจะตายโดยไม่รู้ตัว”

                  จิ่นเลี่ยงหยิบดาบคู่เขี้ยววายุสองลักษณ์ขึ้นมาเขาควงดาบวาดฟันไปมากลางอากาศอย่างรวดเร็ว ชายวัยกลางคนได้กล่าวออกไป ทุกครั้งดาบถูกวาดออกไปจะเกิดเสียงฟันดาบอันแหลมคมดาบนั่นได้ฟันลงไปจนตัดห้วงอากาศจนแยกออก เมื่อสังเกตให้ดีจะพบว่าการฟันของเขี้ยววายุสองลักษณ์จะสร้างใยขนาดเล็กขึ้นมาในอากาศ

                  ถังเฟยหู่เองหากไม่โคจรวิชาตาเหยี่ยวพันลี้เอาไว้ก่อนการวาดดาบของจิ่นเลี่ยงก็คงจะไม่สามารถสังเกตเห็นใยเหล็กนั่นได้เลยดูเหมือนว่าอาคมของเขี้ยววายุสองลักษณ์จะเป็นการสร้างใยโลหะที่เหมือนกับของแมงมุมใยเหล็กออกมาเพื่อเสริมการฟันของดาบส่วนตัวดาบจะได้รับคุณสมบัติส่วนใหญ่ของงูพิษวายุคลั่งในการเสริมสร้างพลังวายุในการโจมตีแต่ในตอนนั้นเองที่จิ่นเลี่ยงได้หยุดลงและนำปลายดาบทั้งมาชนกันจากนั้นจึงได้แยกดาบออกไปทั้งซ้ายและขวา

                  “นั่นมัน...” ถังเฟยหู่สามารถสังเกตเห็นถึงบางอย่าง

                  ที่ปลายดาบทั้งสองได้มีใยเหล็กบางๆเชื่อมต่อกันเอาไว้จิ่นเลี่ยงได้นำท้ายของดาบทั้งสองมาชนกัน จากนั้นได้เกิดเสียงหนึ่งดังขึ้นเขี้ยววายุสองลักษณ์ได้ปรากฏลวดลายของเส้นสายอาคมวิ่งพล่านไปทั่วทั้งอาวุธในตอนนั้นเองที่ในมือของจิ่นเลี่ยงได้ปรากฏธนูสีเงินเล่มหนึ่งที่ดูปราดเปรียวและอันตราย

                  จื่นเลี่ยงพลิกธนูในมือและเล็งยิงไปทางถังเฟยหู่เขาได้ง้างสายธนูและปล่อยมันออกไป ใยเหล็กอาคมได้ส่งเสียงออกมาอย่างดังสนั่น ฟังจากเสียงของสายธนูคิดว่าคงมีแรงยิงอย่างมหาศาลจิ่นเลี่ยงลองโยนอาวุธในมือของตนให้กับถังเฟยหู่ได้รับไว้

                  ชายหนุ่มได้คว้ามือออกไปกลางอากาศและรับเขี้ยววายุสองลักษณ์มาไว้ในมือในตอนนั้นเองที่เขาได้รู้สึกถึงน้ำหนักของอาวุธในมือ เขี้ยววายุสองลักษณ์มีน้ำหนักที่มากมายยิ่งนักแม้จะน้อยกว่าทวนกระดูกมังกรสายฟ้าแต่ก็สามารถนิยามคำว่าหนักให้แก่มันได้เมื่อมันอยู่ในมือของเขา

                  จิ่นเลี่ยงยิ้มออกมาและกล่าวต่อ“เจ้าคงจะสามารถสัมผัสถึงน้ำหนักมันได้ ด้วยรูปลักษณ์และความสามารถของมันควรถูกจัดไว้ในหมวดอาวุธโจมตีเร็วแต่ด้วยน้ำหนักของมันจึงทำให้ไม่ค่อยมีใครในสำนักซื้อมันไปเสียเท่าไหรนั่นเพราะน้ำหนักที่มากของมันทำให้มันควบคุมได้ยากและขัดแย้งกับความสามารถของมันเองแต่ในฐานะผู้สร้างข้าขอบอกว่าน้ำหนักที่มากของมันนี่แหละที่เป็นตัวเพิ่มอานุภาพในการโจมตีที่สำคัญซึ่งอย่างที่เจ้าทราบว่าคนของตำหนักที่สี่ที่เน้นฝึกกายไม่นิยมใช้อาวุธเท่าไหรนัก”

                  ถังเฟยหู่พยักหน้าอย่างเข้าใจในตอนนั้นเองที่เขาได้สร้างลูกธนูขึ้นจากปลอกแขนอสูรเมฆา ชายหนุ่มได้วางลูกศรบนตัวธนูจากนั้นจึงค่อยเกี่ยวลูกศรนั้นพร้อมกับสายธนูแต่ในตอนนั้นเองที่ลูกศรถูกผ่าออกเป็นสองส่วนเพราะใยแมงมุมเหล็กที่ถูกตัดแบ่งออกเป็นสองส่วนจิ่นเลี่ยงเห็นเช่นนั้นจึงได้กล่าวอธิบาย “ฮ่าๆๆ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ศิษย์ในสำนักไม่ค่อยคิดจะซื้อเขี้ยววายุสองลักษณ์ในรูปแบบธนูจะต้องใช้ลูกศรที่แข็งแกร่งเพื่อสามารถใช้งานมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

                  ถังเฟยหู่พยักหน้าอย่างเข้าใจจากนั้นเขาจึงได้โคจรลมปราณและสร้างลูกศรขึ้นจากปราณด้วยสมาธิที่มากขึ้นอีกหลายเท่าปราณที่ใช้สร้างตัวลูกศรมีความหนาแน่นและคงทนมากขึ้นแต่ก็สิ้นเปลืองพลังมากขึ้นเช่นกันเขาได้ประทับลูกศรลงไปบนตัวธนูจากนั้นจึงได้รั้งสายธนูเข้าหาตัวพร้อมกับลูกศรอีกครั้ง

                  ในครั้งนี้ลูกศรสามารถทนความคมของใยแมงมุมเหล็กได้แล้วแต่ในตอนนั้นเองที่ใยเหล็กได้กดลึกเข้าไปในลูกศรเล็กน้อยหากเข้ายังไม่ปล่อยลูกศรออกไปก็อาจทำให้ลูกศรดอกนี้ถูกทำลายไม่ต่างจากก่อนหน้านี้ในตอนนั้นเองที่เขาได้ปล่อยลูกศรดอกนั้นออกไปลูกศรพุ่งไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงเหนือกว่าปลอกแขนอสูรเมฆารูปแบบธนู

                  ชายหนุ่มรู้สึกพอใจเป็นอย่างมากเขาได้หันกลับไปถามจิ่นเลี่ยง “อาจารย์ลุงจิ่นแล้วอาวุธชิ้นนี้อยู่ในระดับไหน แล้วมีราคาเท่าไหรหรือขอรับ?” เมื่อกล่าวเสร็จเขาได้ลองแยกส่วนเขี้ยววายุสองลักษณ์กลับเป็นดาบคู่และปักมันไว้บนพื้นหินสีดำ

                  จิ่นเลี่ยงคิดสักพักหนึ่งก่อนจะกล่าวออกมา“ฮ่าๆๆ ถึงเขี้ยววายุสองลักษณ์เป็นสินค้าที่ขายไม่ออกแต่ก็ยังเป็นอาวุธจิตวิญญาณระดับสามขั้นกลางระดับโดยรวมและความสามารถยังไม่อาจเทียบได้กับทวนกระดูกมังกรสายฟ้า เช่นนั้นข้าขอคิดราคาสักเจ็ดพันแต้มคุณูปการแล้วกันนะ”

                  ถังเฟยหู่ขบคิดเล็กน้อยก่อนที่จะตัดสินใจบางอย่าง“เอ่อ…อาจารย์ลุง ท่านพอจะลดราคาของเขี้ยววายุสองลักษณ์ได้หรือไม่?ไหนๆศิษย์หลานก็ได้ซื้อสินค้าท่านไปแล้วหนึ่งอย่าง...ท่าคิดเช่นไร?”

                  จิ่นเลี่ยงได้ยินเช่นนั้นก็อึ้งไปสักพักก่อนที่จะหัวเราะออกมาเสียงดัง“ฮ่าๆๆนี่นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีศิษย์ในสำนักคิดจะต่อรองราคาอาวุธจิตวิญญาณของข้า!ดี! น่าสนใจเป็นอย่างมาก! เอาอย่างนี้เป็นอย่างไรข้าขอเพิ่มราคาเป็นแปดพันแต้มคุณูปการสำหรับสินค้าขายไม่ออกนี้เดี๋ยวก่อน...อย่าพึ่งเข้าใจผิดว่าข้าจะเอาเปรียบราคาที่เพิ่มขึ้นมาหากเจ้ายอมจ่ายข้าก็มีข้าแลกเปลี่ยนที่คุ้มราคาเช่นกัน” จิ่นเลี่ยงยกนิ้วชี้ขึ้นมาและส่ายไปมาผ่านทางหน้าถังเฟยหู่ “เป็นเช่นไรสนใจหรือไม่ เพิ่มหนึ่งพันแลกกับผลประโยชน์บางอย่างที่ข้าจะมอบให้เจ้า...แต่ข้าจะไม่บอกจนกว่าเจ้าจะจ่ายนะว่าคืออะไร”

                  ถังเฟยหู่คิดตามสิ่งที่ชายตรงหน้าบอกอย่างหนักเขาจ้องมองไปยังรอยยิ้มที่แปลกประหลาดของจิ่นเลี่ยงอย่างไม่ค่อยไว้ใจนักแต่เขายังเหลือแต้มคุณูปการของสำนักอีกประมาณสองหมื่นแต้ม ซึ่งหากเสียแต้มไปอีกสักหนึ่งพันก็ดูจะไม่มากมายเท่าไหรนักเพราะเขายังคงเหลือแต้มคุณูปการอีกมากนัก

                  ในตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มได้ตอบตกลงไป“เช่นนั้นศิษย์หลานตกลง” เขาได้ยื่นตราประจำตัวของสำนักออกไปเพื่อส่งแปดพันแต้มคุณูปการให้แก่อีกฝ่ายเมื่อทำการซื้อขายเสร็จสิ้นแล้วเขาจึงได้นำเขี้ยววายุสองลักษณ์เก็บเข้าสู่กำไลมิติของตนไปในตอนนั้นเองที่จิ่นเลี่ยงได้บอกถึงผลประโยชน์ที่เขาจะมอบให้

                  “ดีมากศิษย์หลานฮ่าๆๆ” จิ่นเลี่ยงหัวเราะพร้อมกับตบไหล่ของถังเฟยหู่ลงไปอย่างแรงจากนั้นจึงได้กล่าวต่อไป“เจ้าตามข้ามาตรงนี้เถอะ” จิ่นเลี่ยงได้นำพาถังเฟยหู่มายังอีกเนินเขาหนึ่งที่แห่งนั้นไม่ได้มีอาวุธถูกปักไว้เหมือนเขาเนินเขาอื่นๆที่เนินหินสีดำนั่นมีวัตถุแปลกประหลาดมากมายวางไว้เกลื่อนกราด

                  บนพื้นเต็มไปด้วยชิ้นส่วนของร่างกายสัตว์อสูรต่างๆมีกระดูกของสัตว์อสูรหรือแม้แต่เขี้ยวหรือเกล็ด และยังมีหินวิเศษหรือเศษแร่ธาตุต่างๆมากมายอยู่ในเนินเขาแห่งนั้นจิ่นเลี่ยงได้บอกกล่าวว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ๆเขาเอาไว้ใช้สร้างสรรค์และออกแบบอาวุธจิตวิญญาณต้นแบบซึ่งก็มีหลายครั้งที่กลายเป็นผลงานที่ผิดพลาด

                  ในตอนนั้นเองที่จิ่นเลี่ยงได้บอกกล่าวถึงผลประโยชน์ที่เขาได้บอก“เอาละสำหรับหนึ่งพันแต้มคุณูปการที่เจ้าได้ให้มาข้าจะสร้างอาวุธจิตวิญญาณหนึ่งชิ้นให้แก่เจ้าโดยข้าสนใจที่จะสร้างอาวุธลับเหมือนกับปลอกแขนของเจ้าข้าเองก็ไม่เคยสร้างผลงานแบบนี้มาก่อนเลย การที่ข้าได้ศึกษาอาวุธนี้โดยละเอียดและสร้างสรรค์ผลงานชิ้นใหม่ออกมาก็นับว่าน่าสนใจมิใช่น้อยแต่เงื่อนไขเพิ่มเติมของข้าก็คือข้าขอศึกษาและสร้างอาวุธลับชิ้นนี้ขึ้นมาโดยข้าจะนำผลงานแบบเดียวกันมาวางขายเป็นเช่นไร? หนึ่งพันถือว่าถูกเป็นอย่างมาก เจ้าช่วยข้า ข้าก็จะช่วยเจ้าดีหรือไม่?” จิ่นเลี่ยงเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา

                  ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่เริ่มเข้าใจแล้วว่าอีกฝ่ายมิใช่ใจดีมอบผลประโยชน์ให้แก่เขาโดยไม่ได้อะไรกลับคืนอีกฝ่ายย่อมต้องได้รับผลประโยชน์ด้วยเช่นกัน การหว่านพืชย่อมต้องหวังผลอยู่แล้วอันเป็นสัจธรรมของโลกแต่การแลกเปลี่ยนนี้เขาก็ถือว่าได้ประโยชน์เช่นกันมิใช่ว่าจะเสียเปรียบ

                  ถังเฟยหู่ได้พนักหน้ารับและได้แยกตราโลหะของอาวุธจิตวิญญาณปลอกแขนอสูรเมฆาออกจากอสูรทมิฬและส่งให้แก่ผู้อาวุโสจิ่นเลี่ยงโดยง่ายดายอีกฝ่ายรับตราโลหะไปอย่างยินดีพร้อมกับนำไปศึกษาโดยละเอียด

                  จิ่นเลี่ยงศึกษาอาคมต่างๆที่อยู่ภายในตราโลหะนั้นเขาได้ทำการแยกประเภทของอาคมออกเป็นหลายกลุ่มและจัดระเบียบใหม่ภายในหัวเขาได้ทำการตัดอาคมประเภทการก่อรูปร่างของอาวุธออกไปก่อนเป็นอันดับแรกเพราะอาวุธที่เขาจะสร้างนั้นไม่จำเป็นจะต้องใช้อาคมเหล่านั้นเขาจะสร้างรูปร่างของอาวุธออกมาด้วยตนเอง

                  ต่อไปเขาก็ได้ศึกษาอาคมหลายๆอย่างที่อยู่ภายในร่วมกับรูปแบบของกลไกที่ถูกวางเอาไว้ภายในอาวุธเพิ่มเติมเขาได้ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นเพิ่มเติมซึ่งก็คือการเปลี่ยนรูปร่างของอาวุธให้กลายเป็นธนูซึ่งนั่นก็ไม่จำเป็นแล้วเช่นกัน อีกทั้งยังทำให้อาวุธลับที่เขาจะสร้างเสียสมดุลหากยังใส่มันลงไป

                  จิ่นเลี่ยงศึกษาแผ่นโลหะนั้นต่อไปอย่างบ้าคลั่งเขาทำแม้แต่บนทำลายแผ่นโลหะนั้นเพื่อดูอาคมด้านในโดยละเอียด แม้ถังเฟยหู่จะพยายามร้อห้ามออกมาแต่จิ่นเลี่ยงก็ยืนยันว่าจะต้องทำโดยเขาได้บอกว่าไม่จำเป็นต้องเสียดายเพราะอย่างไรเขาก็จะสร้างอันใหม่ให้แก่ชายหนุ่มอยู่แล้วถังเฟยหู่จึงได้สงบปากคำของตัวเองลง

                  จิ่นเลี่ยงใช้เวลาศึกษาโดยละเอียดอีกกว่าหนึ่งชั่วยามก่อนที่เขาจะวิ่งวุ่นไปรอบๆด้วยสีหน้าตื่นเต้นชายวัยกลางคนได้หยิลกระดูกขนาดใหญ่ชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากบนพื้นมันคือชิ้นส่วนกะโหลกของสัตว์อสูรงูตนหนึ่งลักษณ์หัวของมันแปลกประหลาดและเต็มไปด้วยหนามกระดูกที่งอกออกมาเต็มส่วนหัวนี่คือชิ้นส่วนกะโหลกของสัตว์อสูรที่มีนามว่าอสรพิษกระดูกมาร

                  อสรพิษกระดูกมารนั้นคือสัตว์อสูรที่หาได้ยากในระดับปานกลางร่างของมันในยามมีชีวิตนับว่าต่างจากอสรพิษทั่วๆไปนั่นเพราะบนลำตัวของมันไม่ได้มีเกล็ดเหมือนงูชนิดอื่นแต่เต็มไปด้วยชิ้นส่วนของกระดูกที่ปกคลุมทั่วตัวเหมือนกับเกราะชิ้นส่วนกระดูกทั้งหลายประกอบขึ้นจนเป็นร่างกายของมัน อสรพิษกระดูกมารนั้นจะมีความพิเศษที่มันสามารถใช้กระดูกในการโจมตีอีกทั้งยังงอกกระดูกส่วนต่างๆขึ้นมาได้เรื่อยๆอย่างเช่นเขี้ยวพิษของมันหากหลุดไปก็สามารถงอกได้ใหม่เช่นกันว่ากันว่าศัตรูของมันส่วนมากมักจะตายด้วยเขี้ยวพิษที่ถูกฝังไปทั่วทั้งร่างกายด้วยฝีมือของอสรพิษกระดูกมาร

                  จิ่นเลี่ยงนำกะโหลกของอสรพิษกระดูกมารมาวางไว้บนพื้นตรงกลางจากนั้นจึงได้เรียกให้ถังเฟยหู่มาหาจิ่นเลี่ยงได้นำเศษตราโลหะของปลอกแขนอสูรเมฆามาวางไว้บนกะโหลกชิ้นโตนั่นจากนั้นเขาได้กล่าวออกมา“มาตรงนี้หน่อยสิศิษย์หลาน ข้าอยากได้เลือดของเจ้ามาเป็นส่วนผสมหากเดาไม่ผิดเจ้าเป็นคนสกุลถังก็ย่อมจะต้องมีพิษอยู่ในกระแสเลือดถูกหรือไม่?เลือดของเจ้าคงเป็นส่วนผสมที่เข้ากันได้อย่างดีกับอสรพิษกระดูกมาร”

                  แต่ในตอนนั้นเองที่จิ่นเลี่ยงนึกบางอย่างขึ้นได้ก่อนที่จะกล่าวห้ามเขาไว้“เดี๋ยวก่อน ตอนนี้เจ้าสามารถใช้เพลิงพิษของสายเลือดตระกูลได้หรือไม่?” แต่ถังเฟยหู่กลับส่ายหน้าออกมาว่าไม่สามารถทำได้ ชายวัยกลางคนจึงได้คิดบางอย่าง“เช่นนั้นเจ้ารอสักครู่หนึ่ง ข้าขอตัวไปเรียกใครบางคนมาก่อน”

                  จิ่นเลี่ยงกล่าวเสร็จก็ได้เรียกทาสอสูรนกอินทรีสีเขียวตัวใหญ่ออกมาจากนั้นเขาได้กระโดดขึ้นไปบนหลังของมัน นกตัวนั้นได้บินออกไปอย่างรวดเร็วจากนั้นไม่นานนักนกตัวนั้นก็ได้นำพาร่างของจิ่นเลี่ยงกลับมาพร้อมกับบุคคลอีกคนหนึ่งบนหลังของมันคือผู้อาวุโสจิ่นเลี่ยงที่กำลังล็อคคอของถังจิวหลงจากตำหนักที่สองมาด้วยดูจากสีหน้าของถังจิวหลงแล้วดูเหมือนว่าจะถูกบังคับมาตำหนักที่สี่แห่งนี้อย่างไม่ค่อยจะเต็มใจเท่าไหรนักเมื่อมาถึงแล้วจิ่นเลี่ยงก็ได้เก็บทาสอสูรกลับไปพร้อมกับอธิบายเรื่องราวให้ฟัง

                  “โถวเอ้ย!เจ้าบ้านี่! แค่อธิบายให้ฟังข้าก็ยอมมาแล้วทำไมต้องใช้กำลังบังคับกันมา ตลอดทางข้าแทบจะหายใจไม่ออกหัวสมองเจ้ามันเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อหรืออย่างไร พวกตำหนักที่สี่นี่บ้าฝึกกายจนสมองฝ่อหรืออย่างไร!”ถังจิวหลงตะโกนกรอกหูของจิ่นเลี่ยงอย่างไม่ค่อยจะพอใจเท่าไหรนัก

                  “ฮ่าๆๆเอาน่าๆ ข้าแค่ตื่นเต้นที่จะได้สร้างอาวุธชนิดใหม่น่ะ”จิ่นเลี่ยงกล่าวออกมาก่อนที่จะหันกลับไปคุยกับถังเฟยหู่อีกครั้งหนึ่ง “เอาเถอะๆ เลิกคุยไร้สาระแล้วกลับมาทำงานใหญ่ของพวกเราดีกว่า ศิษย์หลานมาตรงนี้เถอะเจ้าจงใช้เลือดของเจ้าอาบวัตถุดิบพวกนี้เถอะ ส่วนเจ้าจิวหลง! อย่าไปช่วยเขาละ ข้าต้องการทดสอบว่าเลือดของผู้ใช้จะมีผลต่อความเข้ากันได้ของอาวุธหรือไม่หากข้าได้ข้อมูลมากพออาจจะปรับปรุงใช้สิ่งที่เข้ากันได้กับทุกคนและมีผลที่ไม่ต่างกับการใช้เลือดพิษของตระกูลถังได้”

            ถังเฟยหู่พยักหน้ารับอย่างเข้าใจเขาได้กรีดแขนของตนและสาดเลือดของตนลงไปบนส่วนผสมตรงหน้าตามที่ผู้อาวุโสจิ่นเลี่ยงบอกชายวัยกลางคนพยักหน้าอย่างพอใจจากนั้นเขาก็ได้นำส่วนผสมโลหะชนิดต่างๆที่เก็บรวบรวมอีกด้านหนึ่งที่มีกองโลหะว่างรวมๆกันเอาไว้มีโลหะประมาณห้าชนิดถูกวางเอาไว้พร้อมกับวัตถุดิบอื่น

                  ในตอนนั้นเองที่จิ่นเลี่ยงได้หันกลับไปกล่าว“จิวหลง! ถึงตาเจ้าแล้ว! ข้าต้องการเพลิงพิษของเจ้างูเขียวของเจ้าส่วนตัวเจ้ามาช่วยปกป้องตัวข้าจากพิษระหว่างที่กำลังสร้างอาวุธข้ายังไม่อยากถูกพิษของเจ้าฆ่าตายหรอกนะ”ถังจิวหลงพยักหน้าอย่างเข้าใจ จากนั้นเขาจึงได้เรียกจิตวิญญาณอสรพิษมรกตออกมาเจ้างูยักษ์ได้พ่นเพลิงพิษสีเขียวของมันออกมาใส่ที่เบื้องหน้าของถังจิวหลง

                  เพลิงพิษครอบคลุมวัตถุดิบทั้งหมดบนพื้นในชั่วพริบตาเดียวจิ่นเลี่ยงที่อยู่ใกล้มากที่สุดถึงกับรู้สึกแสบผิวหนังเพราะเพลงพิษนั่นถังจิวหลงได้ประทับมือสองข้างของตนลงบนแผ่นหลังของสหายตรงหน้าในทันที เขาได้โคจรลมปราณและดึงดูดพิษเหล่านั้นออกจากร่างของจิ่นเลี่ยงตลอดเวลาเพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายถูกฆ่าเพราะเพลิงพิษหากถูกพิษเหล่านั้นแทรกซึมเข้าไปในเวลานาน

                  ทางด้านถังเฟยหู่เองก็ได้ถอยฉากออกมาสักระยะหนึ่งเพื่อความปลอดภัยในเวลาไม่นานนักวัตถุดิบทั้งหลายก็ได้หลอมหลวมกันเป็นหนึ่งเดียวภายในเปลวไฟสีเขียวนั่นจิ่นเลี่ยงได้โคจรวิชาดัชนีเหล็กของตนออกมาเพื่อครอบคลุมแขนทั้งสองข้างเขาได้นำค้อนเหล็กของตนออกมาจากนั้นเขาก็ได้นำมือของตนเองคว้าเข้าไปในเพลิงสีเขียวลี้ลับนั่นเพื่อนำวัตถุดิบที่หลอมรวมกันเป็นหนี่งเดียวออกมา

                  เขาได้ทุบค้อนของตนใส่วัตถุดิบในมือเพื่อขึ้นรูปและสลับกับการยื่นมันเข้าไปในเปลวไฟที่อสรพิษมรกตพ่นออกมาและในบางคราจิ่นเลี่ยงก็ได้ขีดเขียนอาคมลงไปในวตถุดิบที่ถูกเผาจนเป็นสีแดงฉานนั่น เขาใช้เวลากว่าสองชั่วยามจากนั้นจึงได้ทำการสร้างอาวุธเสร็จสิ้นถังจิวหลงได้เก็บจิตวิญญาณของตนกลับไปพร้อมกับตรวจร่างกายของจิ่นเลี่ยงอีกครั้งเพื่อทำให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่หลงเหลือพิษตกค้างอยู่

                  ในตอนนั้นเองที่จิ่นเลี่ยงได้ยื่นอาวุธในมือของเขาไปให้ถังเฟยหู่ในมือของชายวัยกลางคนได้ปรากฏปลอกแขนสีขาวที่มีลวดลายของเกล็ดงูและที่ปลายตรงข้อมือของปลอกแขนทั้งสองข้างคือใบหน้าของอสรพิษกระดูกมารจิ่นเลี่ยงได้กล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่ยินดีปรีดา “เอาละศิษย์หลานเจ้าลองใช้มันดูว่าเป็นอย่างไร ข้าจะเรียกมันว่าปลอกแขนกระดูกพิษแล้วกัน”

    คล้ายกับเรื่องLegend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า ที่คุณอ่าน

    อสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    อสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    6.29M 2303
    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    นิยาย แฟนตาซี
    312K 292
    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    146K 311
    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    นิยาย แฟนตาซี
    81K 280
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    นิยาย แฟนตาซี
    627K 658
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ประชันยุทธ์สะท้านฟ้า

    ประชันยุทธ์สะท้านฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.58M 3137
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405