หลังจากพักฟื้นร่างกายอยู่เป็นเวลาหนึ่งชั่วยามเอี้ยเสวียนก็เดินออกมาจากห้องที่ประมุขจ้าวจัดให้ ดวงตาดูกระจ่างขึ้นกว่าเดิมแต่ยังคงมีเงาของความเหนื่อยล้าเล็กน้อยการจารึกอักขระในครั้งนี้ใช้พลังมากกว่าที่คิดไว้เนื่องจากต้องสร้างสมดุลที่ละเอียดอ่อนระหว่างการรักษาและการปกปิด
"คุณชายเอี้ย ท่านฟื้นแล้วหรือ?" ประมุขจ้าวที่นั่งรออยู่ในโถงใหญ่รีบลุกขึ้นทักทายข้างๆ มีเจ้าเมืองหลิวนั่งอยู่ด้วย
"ข้าสบายดีแล้ว"เอี้ยเสวียนยิ้มตอบ แล้วเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่เตรียมไว้ให้ "ท่านทั้งสองคุยกันเรื่องอะไรอยู่? ดูท่าทางแล้วน่าจะเป็นเรื่องสำคัญ"
เจ้าเมืองหลิวยิ้มเล็กน้อย"พวกเราได้วางแผนเพิ่มเติมตามที่คุณชายแนะนำคิดว่าควรจะเสริมกำลังและเตรียมความพร้อมให้รอบคอบยิ่งขึ้น"
ประมุขจ้าวพยักหน้า"ข้าจะให้ผู้อาวุโสในตระกูลที่มีฝีมือใกล้เคียงกับข้ามาช่วยและจะปิดผนึกค่ายกลป้องกันของห้องใต้ดินนี้ให้รัดกุมส่วนท่านเจ้าเมืองจะส่งยอดฝีมือจากกองกำลังเมืองมาสมทบ"
"นอกจากนั้นข้ายังจะเชิญผู้อาวุโสเมิ่งมาร่วมด้วยเขาเป็นนักจารึกอักขระที่มีประสบการณ์สูง" เจ้าเมืองหลิวเสริม
เอี้ยเสวียนฟังแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย"ท่านทั้งสองวางแผนได้รอบคอบแล้ว แต่ข้ามีความกังวลอย่างหนึ่ง...นักพรตหลิงผู้นี้ไม่ธรรมดา วิชาที่เขาใช้มันคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดหากเป็นคนที่ข้าคิดไว้จริง การใช้กำลังคนเข้าปะทะตรงๆก็ไม่ต่างจากการส่งพวกเขาไปตายเปล่า"
น้ำเสียงของเขาจริงจังขึ้น ทำให้ทั้งประมุขจ้าวและเจ้าเมืองหลิวชะงัก"คุณชายเอี้ย ท่านหมายความว่าอย่างไร?"ประมุขจ้าวถามด้วยความใส่ใจ
เอี้ยเสวียนเงียบไปครู่หนึ่งราวกับกำลังปะติดปะต่อความทรงจำอันเลวร้าย ก่อนจะตอบด้วยเสียงที่เย็นลง"ข้าเคยปะทะกับคนผู้หนึ่งที่ด่านซีเหมิน...เขาสามารถควบคุมเงาได้อย่างน่าสะพรึงกลัวทำให้เงาของคนอื่นลุกขึ้นมาทำร้ายเจ้าของได้ การยิ่งมีคนมาก ก็เท่ากับยิ่งเพิ่มอาวุธให้แก่เขา"
ทั้งประมุขจ้าวและเจ้าเมืองหลิวต่างสูดลมหายใจเย็นเยียบวิชาเช่นนี้มันเกินกว่าที่พวกเขาจะจินตนาการได้ "คนผู้นั้นคือใครกัน?" เจ้าเมืองหลิวถามเสียงเครียด
"ถ้าเป็นจริงดังที่ข้าสงสัย... เขาคือ หลิงซู่"เอี้ยเสวียนเอ่ยชื่อออกมา "อดีตรองเจ้าสำนักเงาจักรพรรดิผู้ทรยศและหันไปเข้าร่วมกับฝ่ายมาร"
"รองเจ้าสำนักเงาจักรพรรดิ!"ทั้งสองอุทานออกมาพร้อมกัน ความตกใจฉายชัดบนใบหน้า
"ใช่" เอี้ยเสวียนยืนยัน"ฝีมือดั้งเดิมของเขาก็นับว่าน่าเกรงขามอยู่แล้ว แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นคือหลังจากที่เขาเข้าร่วมกับจอมมาร ว่ากันว่าเขาได้ฝึกฝนวิชามาร 'บวงสรวงกระดูก' จนสำเร็จสามารถหลอมกระดูกหกชิ้นในร่างให้แข็งแกร่งดุจศัสตราวุธศักดิ์สิทธิ์พร้อมกับพลังที่ทะยานสู่ขอบเขตปราณฟ้าขั้นที่สาม"เอี้ยเสวียนกล่าวสรุปด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "ถ้าเป็นเขาจริงการมาที่นี่คงไม่ใช่แค่ต้องการทำร้ายคุณชายจ้าว... แต่ต้องมีแผนการที่ใหญ่กว่านั้นซ่อนอยู่เบื้องหลังแน่"
"แล้วเราควรทำอย่างไร?" เจ้าเมืองหลิวถาม
เอี้ยเสวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "แผนเดิมยังใช้ได้แต่เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดข้าขอให้ท่านทั้งสองเชื่อใจข้าในเรื่องนี้ ข้าจะจัดการกับเขาเองส่วนท่านทั้งสองและคนอื่นๆ ให้อยู่ห่างออกไป เว้นแต่ข้าจะเรียก"
"แต่คุณชายเอี้ย..."ประมุขจ้าวพยายามจะโต้แย้ง
"ท่านประมุข ข้ารู้ว่าท่านกังวลแต่หลิงซู่เป็นคนที่อันตรายมากการที่คนมากเข้าไปยุ่งเกี่ยวจะทำให้เกิดความเสียหายมากกว่าประโยชน์"เอี้ยเสวียนกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง"ข้าสัญญาว่าจะปกป้องคุณชายจ้าวและทุกคนที่นี่"
หลังจากนั้น เจ้าเมืองหลิวจึงเดินทางไปยังสมคมนักจารึกอักขระก่อนที่ผู้อาวุโสเมิ่งจะเดินทางไปยังตระกูลจ้าวพร้อมทั้งมีข่าวลือว่าผู้อาวุโสบางคนกำลังจะทะลวงด่านดังนั้นจึงต้องการให้ผู้อาวุโสเมิ่งไปช่วยวางอักขระเสริมพลังและป้องกัน.
เมื่อข่าวกระจายออกไปก็สร้างความตื่นเต้นให้กับบรรดาตระกูลใหญ่ในเมืองเพราะถ้าตระกูลจ้าวมียอดฝีมือเพิ่มอีกคน กำลังรบของตระกูลจ้าวจะสูงขึ้นมาก ทุกตระกูลจึงส่งสายสืบออกมาเพื่อยืนยันข้อมูลเป็นจำนวนมากจากการเคลื่อนไหวในครั้งนี้เป็นไปตามที่เอี้ยเสวียนต้องการ
เมื่อผู้อาวุโสเมิ่งมาถึงตระกุลจ้าว พบเอี้ยเสวียนก็ทำการคำนับเอี้ยเสวียน” คารวะคุณชายเอี้ย”
“ขอท่านผู้อาวุโสอย่าทำแบบนี้เลย ข้ารับไม่ได้หรอก”เอี้ยเสวียนกล่าวขึ้น พร้อมทั้งเสริมว่าที่ข้าเชิญท่านมาวันนี้เพราะว่ามีสิ่งที่ต้องการให้ท่านช่วยเหลือ”
“เชิญคุณชายเอี้ยสั่งมาได้เลย ข้าพร้อมทำตามคำสั่ง”ผู้อาวุโสเมิ่งตอบรับด้วยตวามเต็มใจ ก่อนที่เอี้ยเสวียนจะโน้มตัวลงไปพูดคุยข้างหูพร้อมทั้งวาดบางสิ่งบางอย่างบนกระดาษและอิบายทุกอย่างผู้อาวุโสเมิ่งที่รับฟังอยู่ก็มีสีหน้าที้ปลี่ยนแปลงไปจากแปลกใจเป็นประหลาดใจก่อนที่จะตกตะลึงอย่างถึงที่สุดก่อนที่จะรับเอกสารแผ่นนั้นไปพร้อมรับปากว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยในสองวัน
เมื่อเอี้ยเสวียนส่ง ผู้อาวุโสเมิ่งออกไปเรียบร้อยก็กลับไปที่ห้องใต้ดินที่จ้าวเฉินนอนอยู่ตอนนี้อักขระสีดำยังคงส่งไอปราณสีดำออกมาแบบเดิมแต่ถ้าสังเกตใกล้ๆจะเห็นว่ามีแสงสีฟ้าแดงเส้นเล็กๆปนเปอยู่ในนั้นเอี้ยเสวียนที่ยืนดูอยู่ก็ยิ้มอยู่ในหน้า ด้วยแววตาที่มั่นใจ
หลังจากนั้นสามวันเป็นวันที่ครบกำหนดที่นักพรตหลิงได้บอกกับประมุขจ้าวเอาไว้โดยที่ตอนนี้เป็นยามเที่ยงวัน ยังขาดอีกสองชั่วยามจะครบ 108 วันที่กำหนดประมุขจ้าวที่นั่งอยู่ในห้องรับแขกด้วยท่าทีกระสับกระส่ายตลอดเวลาเมื่อถึงเวลานัดหมายที่นักพรตหลิงเคยแจ้งไว้ประมุขจ้าวนั่งกระสับกระส่ายอยู่ในห้องรับแขก ใจหนึ่งเต็มไปด้วยความหวังแต่อีกใจก็หวาดหวั่นถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น เสียงฝีเท้าเบา ๆดังขึ้นที่หน้าประตู ก่อนที่ร่างในชุดคลุมสีดำจะก้าวเข้ามาในห้อง
“ท่านนักพรตหลิง! ในที่สุดท่านก็มาถึง ข้ารอท่านอย่างใจจดใจจ่อ”ประมุขจ้าวลุกขึ้นต้อนรับ ดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวังและวิตกกังวล“ข้า...ข้าอยากจะถามอีกครั้ง ท่านแน่ใจหรือไม่ว่าบุตรชายของข้าจะหายดี?”
นักพรตหลิงยิ้มบาง ๆ สีหน้ามั่นใจ “ประมุขจ้าววางใจเถิดข้าเคยสัญญาไว้แล้ว ข้าย่อมไม่ผิดคำพูดเพียงแต่ต้องทำตามขั้นตอนทุกอย่างให้ถูกต้องเท่านั้น”
ในขณะที่ทั้งสองสนทนา ภายใต้รอยยิ้มและถ้อยคำอ่อนโยนต่างฝ่ายต่างซ่อนแผนการของตนไว้ในใจ ไม่มีใครเปิดเผยไพ่ใบสุดท้ายออกมา
“ถ้าเช่นนั้น ขอเชิญท่านนักพรตตามข้ามา ข้าจะพาท่านไปยังห้องใต้ดินที่จ้าวเฉินพักรักษาตัวอยู่”ประมุขจ้าวกล่าว ก่อนจะเดินนำออกจากห้อง
ระหว่างทาง นักพรตหลิงกวาดสายตามองรอบ ๆ อย่างระแวดระวังสังเกตเห็นว่ากำลังพลและเวรยามในจวนตระกูลจ้าวเพิ่มขึ้นมากกว่าครั้งก่อนอย่างเห็นได้ชัดแม้แต่เหล่าผู้อาวุโสก็เดินตรวจตราไปมา
“ดูเหมือนว่าท่านจะเข้มงวดกับการรักษาความปลอดภัยมากขึ้นนะ”นักพรตหลิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงปนสงสัย
ประมุขจ้าวถอนหายใจ “อันที่จริง ข้าเองก็ไม่อยากให้เป็นเช่นนี้นักแต่ช่วงนี้มีผู้อาวุโสขั้นมนุษย์ระดับ 9 ของตระกูลกำลังจะทะลวงสู่ขั้นสวรรค์ข้าจึงต้องเพิ่มกำลังเวรยามและเชิญผู้อาวุโสเมิ่งแห่งสมาคมนักจารึกอักขระมาสร้างค่ายกลรวมพลังและค่ายกลสงบจิตเพื่อป้องกันความผิดพลาด”
“โอ้? น่าสนใจนักข้าขอไปชมด้วยได้หรือไม่?” นักพรตหลิงถามด้วยความสนใจ(แต่ในใจกลับต้องการตรวจสอบว่ามีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่)
“เชิญท่านตามสบาย” ประมุขจ้าวตอบรับก่อนจะพานักพรตหลิงไปยังห้องโถงที่ผู้อาวุโสเมิ่งกำลังควบคุมค่ายกลอยู่
เมื่อค่ายกลทั้งสองถูกเปิดเผยนักพรตหลิงเห็นผู้อาวุโสอันดับสองของตระกูลจ้าวนั่งสมาธิอยู่กลางวงแสงพลังสายตาเพียงแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่ากำลังจะทะลวงด่านจริง ๆ ไม่มีพิรุธใด ๆจึงถอยออกมาเงียบ ๆ
“หากประมุขต้องการให้ข้าช่วยเหลือในเรื่องนี้ก็บอกได้ ข้ายินดี”นักพรตหลิงกล่าวอย่างมีไมตรี
“ขอบคุณท่านนักพรต ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก” ประมุขจ้าวตอบรับด้วยความยินดีก่อนจะพานักพรตหลิงเดินตรงไปยังห้องใต้ดิน
เมื่อมาถึงห้องใต้ดิน เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งเค่อจะครบกำหนด 108 วัน ประมุขจ้าวหันไปถามนักพรตหลิงอีกครั้งด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ“ท่านแน่ใจใช่หรือไม่...ว่าบุตรชายของข้าจะปลอดภัย?”
นักพรตหลิงพยักหน้าช้า ๆ ดวงตาแฝงความสมเพชปนเย้ยหยันแต่ในใจกลับเปี่ยมสุขที่ทุกอย่างดำเนินไปตามแผน “วางใจเถิดทุกอย่างจะเป็นไปตามที่ข้ากล่าวไว้”
ทันใดนั้น อักขระสีดำรอบตัวจ้าวเฉินก็เปล่งประกายขึ้นไอมารพวยพุ่งออกมาพร้อมเสียงกรีดร้องของวิญญาณมากมาย ประมุขจ้าวหน้าซีดเผือด“นี่มัน...เกิดอะไรขึ้นกันแน่!?”
นักพรตหลิงหัวเราะเสียงดังด้วยความยินดีพลางก้าวเข้าไปใกล้เตียงของจ้าวเฉินโดยไม่ทันสังเกตว่าประมุขจ้าวได้ถอยหายไปจากห้องแล้ว
เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งเค่อ นักพรตหลิงเริ่มร่ายคาถาโบราณหวังจะเรียกดวงวิญญาณปีศาจโบราณออกมาโดยอาศัยร่างของจ้าวเฉินเป็นสื่อกลางทว่าไม่ว่าร่ายคาถากี่ครั้ง ทุกอย่างกลับเงียบงัน ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ
นักพรตหลิงเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ พยายามจะหนีออกจากห้องใต้ดินทันใดนั้น แสงสว่างเจิดจ้าก็ปกคลุมทั่ว เตียงของจ้าวเฉินและเลื่อนลงไปที่พื้นยุบหายไปเหลือเพียงพื้นเรียบ ๆ เมื่อหันไปมองทางออกก็พบว่าประตูทางเข้าหายไปกลายเป็นกำแพงทึบไร้รอยต่อ
นักพรตหลิงยืนตะลึงอยู่กลางห้องรู้ทันทีว่าตนเองติดกับดักเข้าเสียแล้ว...
แสงสว่างที่ปกคลุมห้องใต้ดินค่อยๆ จางลง เผยให้เห็นห้องเปล่าๆที่มีคบเพลิงให้แสงสว่างอยู่ทั้งสี่ด้านเมื่อนักพรตหลิงเห็นว่าไม่มีทางหลบหนีได้จึงยืนนิ่งพร้อมทั้งรวบรวมพลังทั้งร่างขึ้นมาทันใดนั้นเองก็มีเสียงเปล่งออกมา
“นักพรตหลิง?หรือจะให้ข้าเรียกว่า.รองเจ้าสำนัก! โอ้ไม่ใช่สิต้องเรียกว่าอดีตรองเจ้าสำนัก หลิงซู่”ยินดีที่ตระกูลจ้าวได้มีโอกาสต้อนรับอดีตรองเจ้าสำนักผู้โด่งดัง”เสียงของประมุขจ้าวดังขึ้น
ร่างที่ยืนอยู่กลางห้องอย่างสงบสะท้านขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อก่อนที่จะเงยหน้าขึ้น เป็นหลิงซู่อดีตรองเจ้าสำนักเงาจักรพรรดิและเป็นผู้ทรยศมนุษย์คนที่สอง นั่นเอง ก่อนที่จะส่งเสียงเยียบเย็น
“ประมุขจ้าวเมื่อรู้ว่าข้าเป็นใครคิดว่าเจ้าคงรู้ว่าห้องๆนี้ไม่สามารถกักขังข้าได้หรอกทางที่ดีเจ้าเปิดประตูแล้วปล่อยข้าออกไปดีๆเองจะดีกว่า” ก่อนที่จะกล่าวต่อว่า
“ไม่อย่างนั้นถ้าข้าออกไปได้วันนี้ตระกูลจ้าวจะหายไปจากเมืองเติ่งเซิ่งอย่างสมบูรณ์”
“โอ้ว? น่ากลัวมากๆ!ไม่ทราบว่าท่านหลิงซู่จะออกมาอย่างไรในเมื่อห้องนี้ปิดทึบทั้งสี่ด้านไม่มีช่องแม้แต่จะระบายอากาศท่านคงคิดว่าห้องนี้ธรรมดาเกินไปสินะ ไม่อย่างนั้นท่านคงระวังตัวกว่านี้ถ้ามันดูมากไปท่านเคยได้ยินคำว่า”น้อยแต่มากหรือไม่? นี่ไงสิ่งที่เรียบง่ายที่สุดก็คือกับดักที่ดีที่สุด"”เสียงของประมุขจ้าวเต็มไปด้วยการยั่วเย้า
เมื่อได้ยินดังนั้น หลิงซู่ที่อยู่ในชุดนักพรตก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่งนัยน์ตากลายเป้นสีแดงก่ำก่อนที่จะร่ายคาถาโบราณออกมาแล้วปรากฎว่าร่างกายของหลิงซู่ก็ปรากฎเลือดไหลออกมาที่น่าหวาดกลัวคือเลือดเหล่านั้นเป็นสีดำ ทันใดนั้นเอง
“บึ้ม” เสียงระเบิดดังขึ้นพร้อมทั้งหมอกโลหิตสีดำที่กระจายไปทั่วห้องและคบไฟทั้ง 4 ดวงดับหมด พน้อมกับเสียงที่เสียดแก้วหูดังขึ้น “เหอะๆลองรับกับวิชาหมอกโลหิตทมิฬของข้าหน่อยดูสิว่าเจ้าห้องนี้จะทนได้ขนาดใหน”
ประมุขตระกูลจ้าวและเจ้าเมืองหลิวที่อยู่ด้านนอกเมื่อได้ยินเสียงระเบิดถึงกับสะดุ้งตกใจเพราะพลังอำนาจมันรุนแรงยิ่งนักกระแทกจนเกิดรอยร้าวเล็กๆที่ขอบประตู
ทันใดนั้นเองที่ขอบประตูที่มีช่องเพียงเล็กน้อยก็ปรากฏเงาสีดำที่ยื่นออกมาทีละนิด พร้อมทั้งเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยเจตนาแห่งการสังหาร
"ข้าบอกแล้ว...ว่าห้องแคบๆขังข้าไม่ได้หรอก!"ร่างเงาของหลิงซู่ยืดตัวออกมาจากรอยร้าวทีละน้อยจนเห็นส่วนหัวที่อ้าปากพูดอย่างผู้ชนะ
"ใช่ข้าเห็นด้วยว่าห้องนั้นคงขังท่านไม่ได้"ทันใดนั้นประมุขจ้าวก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย"แต่พวกเราเตรียมอย่างอื่นไว้ต้อนรับท่านต่างหาก... เปิดค่ายกล!"
สิ้นเสียงของประมุขจ้าวแสงสว่างจ้าก็พลันระเบิดขึ้นจากอักขระที่ซ่อนอยู่บนพื้นและผนังรอบๆ ประตู!โล่ห์แสงสี่บานปรากฏขึ้นล้อมกรอบรอยร้าวเอาไว้บีบทางหนีของร่างเงาให้เหลือเพียงเส้นทางเดียวพุ่งตรงไปข้างหน้า
"อะไรกัน!?"ร่างเงาของหลิงซู่ชะงักมันแผดเสียงกรีดร้องไร้สำเนียงและพยายามจะหดตัวกลับเข้าไปในรอยร้าวแต่โล่ห์แสงกลับส่องประกายเจิดจ้าขึ้นอีก ทำให้มันไม่สามารถต้านทานได้ทำได้เพียงถูกบีบให้พุ่งไปข้างหน้าตาม "ทางเดินแห่งแสง"ที่เอี้ยเสวียนได้วางไว้
ที่ปลายทางเดินนั้น ผลึกแก้วใส ขนาดเท่าศีรษะมนุษย์ลอยคว้างอยู่ปากผลึกที่จารึกอักขระซับซ้อนพลันส่องสว่างวาบ เกิดเป็นแรงดูดมหาศาล!
"ไม่!!!"ร่างเงาของหลิงซู่ดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง มันพยายามจะแยกร่างออกเป็นเงาเล็กๆนับพันเพื่อหลบหนีแต่แสงสว่างที่อัดแน่นอยู่รอบทิศทางกลับตรึงร่างของมันไว้เป็นหนึ่งเดียวก่อนจะถูกดูดเข้าไปในผลึกแก้วอย่างรุนแรง
เมื่อเงาดำสายสุดท้ายถูกดูดเข้าไปจนหมด ประมุขจ้าวไม่รอช้ารีบนำไข่มุกส่องสว่างที่เตรียมไว้ยัดเข้าไปในผลึกแล้วปิดผนึกด้วยอักขระชั้นสุดท้ายทันที!แสงจากไข่มุกสาดส่องไปทั่วภายในผลึกทำให้ร่างเงาที่ถูกขังอยู่ภายในทำได้เพียงบิดเบี้ยวไปมาแต่ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้อีก
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้น ประมุขจ้าวถึงกับทรุดฮวบลงเล็กน้อยเหงื่อกาฬไหลท่วมใบหน้า ก่อนจะพึมพำออกมาด้วยความโล่งอก
"ฟู่... แผนของคุณชายเอี้ย...เยี่ยมยอดไร้ที่ติจริงๆ! หากต้องปะทะกันตรงๆเกรงว่าตระกูลจ้าวคงได้กลายเป็นทะเลโลหิตไปแล้ว"