ตอนที่ 12
นายน้อยแห่งสำนักมาร์
“ข้าพเ้าเห็นคนชุดดำผู้หนึ่งแถมยังคลุมหน้ามิดชิด แอบหลบซ่อนในมุมมืดซอกหนึ่งค่ำคืนนั้นมีคนตายภายในหมู่ตึกกระเรียนฟ้า ส่วนรายละเอียดเป็เช่นไรนั้นข้าพเ้าจึงมิได้อยู่สืบสาว ด้วยเกรงว่าฐานะของข้าพเ้าจะถูกเปิดเผย”
เมื่อนางเล่าเื่ราว ซึ่งเกี่ยวข้องกับคนชุดดำที่หลบซ่อนในหมู่ตึกกระเรียนฟ้า ให้นางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนกับอั้งเซี๊ยะเปาฟัง นางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนสันนิษฐานว่าอาจเป็บุคคลเดียวกับที่นางพบเจอ ยังเนินเสือดาวก็เป็ได้กระทั่งบัดนี้ นางให้คนออกสืบข่าวหาคนผู้นี้ แต่ยังไร้วี่แววเบาะแสกลับมา
หลังจากออกจากหมู่ตึกกระเรียนฟ้าเหยาเยี่ยนผิงเดินทางไปยังหมู่บ้านเย้ยอรุณตามคำสั่งของนางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียน นางปลอมตัวเป็บุรุษชุดดำไปพบกับชุดดำอีกผู้หนึ่ง ซึ่งเคยมาพบกับมารดาของนางที่สำนักมาร์อยู่หลายครั้ง แต่กระทั่งบัดนี้เหยาเยี่ยนผิงกลับไม่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริง ของบุคคลชุดดำผู้นี้แม้แต่ครั้งเดียวเนื่องจากทุกครั้งที่เจอกับคนผู้นี้ มันล้วนปิดบังใบหน้าอำพรางตลอดเวลานั้นเอง
นางเคยสอบถามมารดา ว่าชุดดำลึกลับมันเป็ผู้ใดแต่คำตอบที่ได้กลับมา บอกแต่เพียงว่าสักวันนางจะทราบกระจ่างเอง
“เ้ามิต้องทราบประวัติความเป็มาของคนผู้นี้กระทั่งมารดาร่วมมือกับมันมาหลายปี เราเองยังไม่ทราบเช่นกันว่ามันที่แท้เป็ผู้ใดกันแน่?”
นางมารเยือกเย็นบอกกล่าวกับนางเช่นนี้ทุกครั้ง มิว่านางจะเอ่ยถามความเป็มาของคนผู้นี้กี่ครั้งก็ตาม
เหยาเยี่ยนผิงทราบแต่เพียงว่ามันเป็คนที่ร่วมแผนการยึดครองยุทธภพร่วมกับนางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนเท่านั้น เมื่อเป็เช่นนั้นนางจึงไม่ซักถามหาคำตอบอีก
ค่ำคืนที่นางไปพบกับคนชุดดำผู้นี้ บริเวณท้ายหมู่บ้านเย้ยอรุณขณะกำลังสนทนา นางพบเห็นสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นดังนั้นนางกับชุดดำผู้นั้นจึงสะกดรอยติดตามไป จากนั้นลอบฟังการสนทนาของทั้งคู่หลังจากนั้นมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งมุ่งหน้ามา จึงพากันแยกย้ายกับคนชุดดำผู้นี้จากนั้นเดินทางกลับมายังสำนักมาร์ เขาหมางซาน
คนชุดดำลึกลับผู้นั้น แม้แต่ชื่อแซ่ของมันเหยาเยี่ยนผิงยังมิทราบ มารดาของนางได้แต่ให้เรียกหาว่า ท่านาุโก็เพียงพอดังนั้นนางจึงเรียกเช่นนี้เรื่อยมา กระทั่งเมื่อสองเดือนก่อนคนผู้นี้ได้เดินทางมายังสำนักมาร์อีกมันมาเพื่อพบกับนางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนอีกทั้งยังสนทนากันอยู่เป็เวลาเนิ่นนาน
ส่วนเื่ราวของยาเก้าพิษกร่อนิญญาซึ่งนางได้รับคำสั่งจากมารดา ให้ติดตามเฮียม่วยแซ่เฟิ่นไปนั้นนางเพียงเล่าเื่ราวให้กับนางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนทราบถึงแม้นว่าจะบอกเล่าโดยละเอียดเพียงใด แต่นางจงใจและปกปิด โดยข้ามเื่ราวหนึ่งไป
เื่ราวที่นางกล่าวข้ามเป็เื่ราวซึ่งนางได้ช่วยเหลือเด็กหนุ่มผู้หนึ่งเอาไว้นั้นเองนางเห็นว่าไม่มีสาระสำคัญอะไร อีกทั้งนางและมารดามิเห็นจะต้องเสียเวลา กับคนไร้หัวนอนปลายเท้าชั้นปลายแถวผู้หนึ่ง
เด็กหนุ่มซอมซ่อแถมไร้วรยุทธ์ผู้หนึ่งคงมิส่งผลกระทบถึงแผนยึดครองยุทธภพไปได้ ที่จริงแล้วนางมิได้ตั้งใจช่วยเหลือเขาด้วยซ้ำ แต่เป็เพราะนาง้าก่อกวนสองเทวทูตซ้ายขวาเจียฮุยกับเจียจิ้งนั้นเอง แต่อย่างไรก็ตาม นางกลับมิเข้าใจตนเองเช่นกันบ่อยครั้งที่นางกลับนึกถึงใบหน้าทึ่มเซ่อ ของเด็กหนุ่มซอมซ่อผู้นี้ขึ้นมามิได้
อีกสองเดือนหลังจากนี้การชุมนุมชาวยุทธ์ที่เส้าหลิน กำลังจะมาถึงดังนั้นวันนี้นางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียน จึงเรียกระดมหัวหน้าสาขาต่าง ๆเข้ามาพบ จุดประสงค์เพื่อชี้แจงรายละเอียด แผนการต่าง ๆ ที่ได้วางเอาไว้สำหรับก่อกวนงานชุมนุมชาวยุทธ์ การคัดเลือกผู้นำชาวยุทธ์ในครั้งนี้มิได้มีข้อห้ามแต่ประการใด ว่ามิให้สำนักมารอธรรมทั้งหลาย เข้าร่วมงานชุมนุมเมื่อเป็เช่นนี้ นางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียน จึงเตรียมการสำหรับเดินทางไปเส้าหลินในครั้งนี้นั้นเอง
นางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนนางเอง้าทราบเบาะแสของผู้ที่ใช้ฝ่ามือลึกลับฆ่าคนเช่นกันแม้การลงมือของคนลึกลับผู้นี้ จะส่งผลดีต่อนางอยู่บ้างก็ตาม ัพยัคฆ์ห้ำหั่นกันเพียงยืนชมอยู่บนภู คอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในภายหลังเช่นนี้จะได้มิต้องสิ้นเปลืองเรี่ยวแรง
ในเมื่อฝ่ามือลึกลับผู้นั้นมันลงมือเข่นฆ่าบรรดาชาวยุทธ์ โดยที่นางมิต้องลงมือเอง แต่ถึงกระนั้นก็ตามนางยัง้าทราบ ว่าเ้าของฝ่ามือลึกลับนั้นเป็ผู้ใด ใช่นางจะใช้สอยประโยชน์จากมันได้หรือไม่หรือว่ามันจะเป็ก้างชิ้นใหญ่ คอยขัดขวางแผนการของนางกันแน่
ที่ผ่านมาชาวยุทธ์ต่างยกย่องให้เ้าอาวาสแห่งวัดเส้าหลิน ดำรงตำแหน่งผู้นำชาวยุทธ์ชั่วคราวแต่อีกเพียงสองเดือนข้างหน้านี้ จะมีการชุมนุมชาวยุทธจักรพร้อมกับจัดให้มีการคัดเลือกประมุขยุทธภพอีกด้วยโดยกติกาเงื่อนไขในการคัดเลือกนั้น จะหารือและหาข้อยุติกันในวันชุมนุมเมื่อถึงวันนั้น จะได้ทราบว่าผู้ใด มีคุณสมบัติเป็ผู้นำชาวยุทธ์คนต่อไป
ถึงแม้ว่าชาวยุทธ์ และราชสำนักต่างร่วมมือกันสืบหาฝ่ามือลึกลับก็ตาม กระทั่งบัดนี้ยังมืดดำบอดสนิทมิมีสิ่งใดคืบหน้า แต่ทว่ายังดีที่ว่า่ระยะเวลานี้ คนลึกลับผู้นี้มันมิได้ลงมือเข่นฆ่าผู้ใดอีก
วันนี้นางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนเรียกสายของนางมาสอบถาม ซึ่งเป็สายที่นางวางไว้ตามสถานที่ต่าง ๆนางส่งเสียงกล่าวถามว่า
“ได้เบาะแสอันใดหรือไม่? ฝ่ามือลึกลับผู้นั้นมันไม่ปรากฏตัวสักระยะหนึ่งแล้ว คาดว่าก่อนวันชุมนุมชาวยุทธ์ที่เส้าหลินมันคงก่อกวนสร้างเื่ราวะเืขวัญอย่างแน่นอน”
สายของนางผู้หนึ่งมีนามว่าอาโต่วส่งเสียงกล่าวตอบกับนางว่า
“พวกเราออกหาข่าวแกะร่องรอยมิได้เว้นคล้ายดั่งคำท่านกล่าว ฝ่ามือลึกลับผู้นี้ เก็บตัวซ่อนร่องรอยมาระยะหนึ่งแล้วดังนั้นพวกเราจึงยังมิได้เบาะแสอันใด? เกี่ยวข้องกับมันแม้แต่น้อย”
เมื่อนางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนสอบถามสายคนอื่น ๆ ว่าได้เบาะแสของผู้ที่ใช้ฝ่ามือลึกลับนี้หรือไม่ คำตอบที่ได้ทุกคนต่างตอบตรงกันว่า มิได้เบาะแสเกี่ยวข้องกับบุคคลผู้นี้ที่ใช้ฝ่ามือลึกลับสังหารชาวยุทธ์แม้แต่เบาะแสเดียว
เมื่อเป็เช่นนี้ นางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียน จึงให้ทุกคนออกไปจากห้องโถง โดยกล่าวว่าก่อนพลบค่ำนางค่อยเรียกพบอีกครั้งหนึ่ง ที่หลงเหลือภายในห้องโถง มีเพียงสองคนเท่านั้นสองคนที่ว่าคือเหยาเยี่ยนผิงกับอั้งเซี๊ยะเปา นางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนกล่าวกับพวกนางทั้งสองว่า
“มันเป็ผู้ใดกันแน่? ที่ใช้ฝ่ามือนี้ ซึ่งความจริงๆ แล้ว วิชาฝ่ามือนี้ได้หายสาบสูญไปจากยุทธภพ เนิ่นนานหลายปีแล้วคิดมิถึงกลับมีคนนำมาใช้ วิชาฝ่ามือนี้กลับมาฆ่าคนได้อีก เรายิ่งขบคิดยังคิดไม่ออกหากยังไม่ทราบชัด ว่าที่แท้มันเป็ใคร? เราไม่อาจนิ่งนอนใจได้เด็ดขาด”
อั้งเซี๊ยะเปา ซึ่งยืนอยู่ด้านข้างนางได้ยินนางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียน กล่าวถึงฝ่ามือลึกลับว่าวิชาฝ่ามือนี้ได้หายสาบสูญไปจากยุทธภพหลายปีแล้ว ดังนั้นจึงคาดเดาได้ทันทีว่านางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียน คิดบอกเล่าเื่ราวที่มาของวิชาฝ่ามือนี้ให้เหยาเยี่ยนผิงได้รับทราบนั้นเอง ส่วนนางนั้นเคยได้ฟังมาคราหนึ่งแล้วจากการบอกเล่าของนางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนเมื่อครั้งที่ทั้งสองปลอมเป็นางชี ริมทะเลสาบต้งถิง
ดังนั้นอั้งเซี๊ยะเปาจึงส่งเสียงกล่าวถามว่า
“นางมารเยือกเย็นเหยาท่านกล่าวถึงฝ่ามือนี้อีกแล้ว นอกจากท่านแล้วยังมีผู้ใดเคยพบเห็นวิชาฝ่ามือนี้อีกหรือไม่? เื่ราวดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้วท่านอย่าได้ปิดบังอำพราง เวลานี้นายน้อยเยี่ยนผิงอยู่พร้อมหน้าด้วย เช่นนั้นท่านควรบอกเล่าความเป็มาของวิชาฝ่ามือนี้ ให้กับนางได้รับทราบด้วย นางจะได้ระมัดระวังตัวด้วยกลัวว่าสักวันหนึ่ง พวกเราอาจจะได้ประมือกับคนผู้นี้”
เหยาเยี่ยนผิง นางเองกำลังจะเอ่ยถามมารดาเช่นกันพอดีอั้งเซี๊ยะเปาเอ่ยถามขึ้นก่อน นางตั้งใจจะสอบถามมารดาอยู่หลายครั้ง เกี่ยวกับเื่ราวเหล่านี้พอมีโอกาสในครั้งนี้ จึงหันไปทางมารดา พร้อมกับส่งเสียงกล่าวถามว่า
“ถูกต้องของท่านน้า มารดาต้องบอกเล่าออกมาแล้วไม่เพียงแต่ท่านน้าที่อยากทราบ ข้าพเ้าเอง้าทราบเช่นกันว่าฝ่ามือลึกลับนี้มีที่มาเช่นไร?ถึงได้ร้ายกาจน่ากลัวยิ่ง วิชานี้ฆ่าคนตายภายในฝ่ามือเดียวโดยไม่ทิ้งร่องรอยาแ แต่ทว่าอวัยวะภายใน กลับแหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี”
นางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนหันหน้ามาทางอั้งเซี๊ยะเปากับเหยาเยี่ยนผิง พร้อมกับเอ่ยถามเหยาเยี่ยนผิงว่า
“เยี่ยนผิง วิชาฝ่ามือนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทกลอนประโยคหนึ่งซึ่งมารดาชอบท่องออกมา ให้เ้าฟังอยู่บ่อย ๆ เ้ายังพอจดจำได้หรือไม่?”
เมื่อได้ยินมารดากล่าวถาม ถึงบทกลอนประโยคหนึ่งเหยาเยี่ยนผิงจึงนึกขึ้นมาได้ในทันที เป็เพราะว่านางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียน มักจะท่องบทกลอนประโยคนี้อยู่บ่อย ๆ แต่ทุกครั้งที่นางท่องบทกลอนประโยคนี้มักจะมีท่าทีโกรธเกรี้ยว คล้ายกับโกรธขึ้งเคียดแค้นชิงชังต่อผู้หนึ่งผู้ใดอยู่มิปานจึงรีบกล่าวตอบว่า
“ข้าพเ้าย่อมจดจำได้ มารดาท่านชอบร่ายกลอนบทนี้ให้ข้าพเ้าฟังอยู่บ่อย ๆ เยี่ยนผิงจะท่องออกมา ให้มารดารับฟังว่าถูกต้องหรือไม่?”
กล่าวจบคำ เหยาเยี่ยนผิงท่องบทกลอนบทหนึ่งออกมาให้แก่มารดากับอั้งเซี๊ยะเปาได้รับฟัง นางท่องว่า
“ขุนเขาสูงหยั่งฟ้า สมุทรธาราลึกหยั่งดินหยินหยางสร้างสรรพสิ่ง อัคคีสายลมสมดุล ดารากลาดเกลื่อนเคลื่อนคล้อย กำเนิดหมื่นเทพเซียน์”
เหยาเยี่ยนผิงท่องบทกลอนออกไป จดจำได้ว่ายามใดที่มารดาท่องบทกลอนนี้นางจะมีอารมณ์แปรปรวน หวนนึกถึงความหลังคล้ายกับเจ็บช้ำน้ำใจ เคียดแค้นชิงชังผู้หนึ่งผู้ใดอยู่มิคลายกระนั้นเหยาเยี่ยนผิงนางเองเคยสอบถามมารดาอยู่หลายครั้ง ถึงที่มาของบทกลอนนี้ที่แท้มีความเกี่ยวข้องกับผู้ใด นางไม่เคยตอบคำถามนี้ ได้แต่ทอดถอนใจแล้วสั่งห้ามว่าอย่าเอ่ยถึงเื่นี้อีก
“ผู้ใดกันแน่ผู้ซึ่งเป็ที่มาของฝ่ามือลึกลับนี้ หากข้าพเ้าคาดเดามิผิดคงเป็ยอดคนผู้หนึ่งถูกต้องหรือไม่?”
เหยาเยี่ยนผิงกล่าววาจาคาดเดานางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเยียนเงียบงันไปชั่วขณะ ก่อนจะกล่าววาจาตอบว่า
“เ้าคาดเดาได้ถูกต้องย่อมเป็ยอดคนผู้หนึ่งเรียกได้ว่าเป็หนึ่งไม่มีสองในยุคนั้นแต่ทว่าได้เกิดเื่ราวมากมาย มารดาไม่สะดวกที่จะเอ่ยถึงยอดคนผู้นี้ท่านได้อำลาโลกนี้ไปเนิ่นนานสิบกว่าปีแล้ว แต่ทว่าครั้งที่ท่านยังมีชีวิตมิยอมถ่ายทอดวิชาฝ่ามือนี้ให้กับผู้ใด?”
นางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนทอประกายสายตาเ็า ซ่อนเร้นความเคียดแค้นแน่นอก ส่งเสียงกล่าววาจาต่อว่า
“แม้กระทั่งศิษย์ของตนเองทั้งห้าคนท่านยังไม่ยกเว้น ปล่อยให้วิชาฝ่ามือนี้สาบสูญไปสิบกว่าปีพอมีคนถูกสังหารตายภายใต้วิชาฝ่ามือนี้ คิดแล้วมารดาเองยังมืดแปดด้านเช่นกันว่าเป็ผู้ใดกันแน่? ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาฝ่ามือร้ายกาจนี้”
นางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนแสดงท่าทีโกรธขึ้งขึ้นมา เมื่อเอ่ยถึงยอดคนผู้นี้ นางหยุดวาจาครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อว่า
“ยอดคนผู้นี้เพียงบอกกับศิษย์ทั้งห้าว่ากระบวนท่าวิชาฝ่ามือนี้โเี้อำมหิต ยิ่งฝึกยิ่งเพิ่มพูนไอเย็นแห่งความชั่วร้ายหากผู้ฝึกปราศจากจิตสำนึกไร้ซึ่งคุณธรรม เมื่อฝึกแล้วอาจจะกลายเป็มารได้จึงมิยอมถ่ายทอดให้กับศิษย์ผู้ใด เพียงแต่บันทึกไว้บนจีวรผืนหนึ่งซึ่งห่มอยู่บนร่างของหลวงจีนแห่งวัดเส้าหลินแต่ทว่ามันได้สูญหายไปเนิ่นนานแล้วพร้อมกับร่างของหลวงจีนท่านนั้นภายใต้หน้าผาเทพนิรันดร์ เขาหมื่นเซียน นึกมิถึงเลขจริง ๆ ล่วงเลยมากระทั่งบัดนี้กลับมีคนตายภายใต้กระบวนท่าวิชาฝ่ามือนี้ มารดานึกมิออกว่าเป็ฝีมือผู้ใด?”
นางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนกล่าววาจาเพียงเท่านี้ มิได้เล่ารายละเอียดเพิ่มเติมอีก เมื่อเป็เช่นนั้นคนทั้งสองไม่อยากซักถาม เพราะเห็นสีหน้าของนางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนเริ่มแสดงอาการเกรี้ยวกราดออกมา คนทั้งสองจึงได้เปลี่ยนเื่สนทนาเพื่อมิให้นางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนโกรธแค้นมากมายไปกว่านี้ปล่อยให้นางใจเย็นลงแล้วค่อยสอบถามรายละเอียดดูอีกทีในภายหลัง
เมื่อนางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนสงบจิตใจเป็ปกติแล้ว นางกล่าวกับเหยาเยี่ยนผิงว่า
“นับไปจากวันนี้ เหลือเวลาอีกเพียงหกเดือนเท่านั้นการชุมนุมชาวยุทธ์จะจัดขึ้นที่เส้าหลิน ครั้งนี้มารดาคิดว่าจะต้องมีบรรดาชาวยุทธ์มากมายทั่วสารทิศ ต่างเดินทางมาร่วมงานอย่างคับคั่งเยี่ยนผิงเ้าเองเพิ่งออกท่องเที่ยวยุทธภพได้ไม่นานนัก ทางด้านสติปัญญากับวรยุทธ์มารดาไม่ค่อยห่วงเ้าเท่าใดนัก”
นางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนทอดสายตามองเยี่ยนผิงเที่ยวหนึ่ง จากนั้นส่งเสียงกล่าวต่อว่า
“เกรงแต่เ้าจะหลงกลฝ่ายธัมมะซึ่งพวกมันร่วมมือกัน ถึงเวลานั้นเ้าอาจเพลี่ยงพล้ำเสียทีพวกมันได้ในยุทธภพไม่มีผู้ใดรู้จักเ้ามาก่อน อีกทั้งยังมิทราบว่าที่แท้เ้าเป็ทายาทของสำนักมาร์มารดาจึง้าให้เ้าออกเดินทางไปก่อนล่วงหน้า แล้วค่อยพบกันในวันชุมนุม เ้าจะได้หาประสบการณ์ยุทธจักรในเวลาที่เหลือนี้พร้อมกับสืบข่าวไปด้วยว่า แต่ละสำนักมีการเคลื่อนไหวไปมากน้อยเพียงใด?”
เหยาเยี่ยนผิง นางเองชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวโดยลำพังอยู่แล้วเมื่อได้ยินมารดาบอกให้ตนเดินทางล่วงหน้าไปก่อนย่อมประเสริฐนางจะได้ท่องเที่ยวให้สนุกสนานสร้างเื่ราวตามที่นาง้าเพราะั้แ่เด็กกระทั่งบัดนี้ นางถูกมารดากักตัวอยู่กับสำนักเสียส่วนใหญ่
มารดานางเองเก็บตัวไม่ออกไปสู่ยุทธจักรเช่นกันจวบจนกระทั่งเหยาเยี่ยนผิง มีอายุย่างเข้าสิบห้าปี นางจึงอนุญาตให้ออกไปท่องเที่ยวบัดนี้เหยาเยี่ยนผิง อายุย่างเข้ายี่สิบปีแล้ว แต่ทุกครั้งที่นางออกไปจะต้องทำงานด้วยทุกครั้งให้สำเร็จ
เหยาเยี่ยนผิง เป็คนเฉลียวฉลาดเ้าเล่ห์มักทำงานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จด้วยระยะเวลาอันสั้นจึงมีเวลาท่องเที่ยวหาประสบการณ์ ถึงแม้นางจะมีนิสัยดุร้ายคล้ายบุรุษแต่แท้จริงแล้วนางยังมิเคยลงมือฆ่าคนจริง ๆ แม้แต่คนเดียว ครั้งก่อนนั้นนางเพียงแค่ข่มขู่จ่านจือไปว่า ผู้ใดก็ตามที่รู้จักชื่อนางล้วนต้องตายความจริงยังมิมีผู้ใดตายภายใต้น้ำมือนางมาก่อน
เหยาเยี่ยนผิงจึงรับปากกับนางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียน กับอั้งเซี๊ยะเปา ส่งเสียงกล่าวว่า
“ข้าพเ้าเยี่ยนผิง รับปากท่านแม่กับท่านน้า ไว้ข้าพเ้าจะคอยต้อนรับท่านแม่กับท่านน้าในวันชุมนุมชาวยุทธ์ที่เส้าหลิน เมื่อเป็เช่นนั้น ข้าพเ้าขอล่วงหน้าไปก่อนเพียงแต่ว่าครั้งนี้ ข้าพเ้ามีเื่หนึ่ง ที่มีความจำเป็ที่จะขอต่อมารดาไม่ทราบว่าท่านจะยินยอมรับปากหรือไม่?”
นางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนรีบส่งเสียงกล่าวถามว่า
“เ้าจะร้องขอสิ่งใดต่อมารดา ที่ผ่านมาเ้าไม่เคยร้องขอสิ่งใด?จากมารดามาก่อน หากเ้า้าสิ่งใดจริง ๆ มีหรือที่มารดาจะกล้าปฏิเสธเ้า”
เยี่ยนผิงแสดงสีหน้าจริงจังหนักแน่นส่งเสียงกล่าวว่า
“ครั้งนี้ข้าพเ้าจะขอคนจากท่านแม่เพียงแค่สามคนเท่านั้นจะได้หรือไม่?
นางมารเยือกเย็นเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนส่งเสียงกล่าวตอบว่า
“ขอคนเพียงแค่สามคน ทุกครั้งเ้ามักเดินทางลำพังไฉนครั้งนี้จึงอยากได้คนร่วมเดินทางขึ้นมา หรือว่าเ้ามีแผนการใดอยู่ในใจ เอาเถิดมารดาจะไม่ถามรายละเอียดว่าเ้าจะนำคนไปเพื่อการใด คนในสำนักมาร์มีอยู่มากมายล้วนเป็มือดีเยี่ยนผิงเ้า้าผู้ใด ร่วมทางไปกับเ้า?”
เหยาเยี่ยนผิง คล้ายกับมีรายชื่ออยู่ในใจแล้วไม่ต้องขบคิดรีบกล่าวตอบมารดาไปว่า
“ผู้ที่ข้าพเ้า้าสามคนนั้นเป็มารนภาต้าเอ่อคา กับมารธุลีหม่าจิ้งเถา หรือที่พวกท่านเรียกพวกมันทั้งสองว่าสองมารฟ้าดิน อีกผู้หนึ่งเป็เฉาลู่ฟาง มารดาจะอนุญาตมอบพวกมันทั้งสามให้กับข้าพเ้าได้หรือไม่?”
“สามคนที่เ้ากล่าวมาล้วนเป็มือดี แต่เอาเถิดสามคนที่เ้ากล่าวมาเมื่อครู่ ล้วนเป็คนที่มารดาไว้วางใจอีกทั้งเป็คนที่เ้าให้ความสนิทสนม มากกว่าทุกคนในสำนักในเมื่อเ้า้าสามคนนี้ มารดาจะอนุญาตให้เ้า แล้วมิทราบว่าเ้าจะออกเดินทางเมื่อใด?”
นางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนกล่าวว่าสามคนที่เยี่ยนผิง้า พวกมันล้วนเป็มือดีและนางไว้วางใจดังนั้นนางจึงอนุญาต พร้อมกับกล่าวถามเยี่ยนผิงว่า นางจะออกเดินทางเมื่อใด
เยี่ยนผิงแสดงสีหน้ายินดี รีบส่งเสียงกล่าวตอบว่า
“ในวันพรุ่งนี้เช้าตรู่ ข้าพเ้าจะออกเดินทางเลยส่วนพวกมันสามคนนั้น ข้าพเ้าจะเป็คนไปบอกกล่าวกับพวกมันเองเช่นนั้นข้าพเ้าขอตัวไปตระเตรียมข้าวของ พร้อมกับสัมภาระก่อนมารดากับท่านน้าอยู่ทางนี้โปรดถนอมตัวด้วยแล้วค่อยพบกันในงานวันชุมนุมชาวยุทธ์ที่เส้าหลิน”
กล่าวจบเดินออกจากห้องโถงไป พอกลับเข้าห้องพักรีบตระเตรียมข้าวของสัมภาระที่จำเป็ รู้สึกดีใจจนบอกไม่ถูกงานชุมนุมชาวยุทธ์ที่เส้าหลิน หากสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นมาร่วมงานบางทีอาจได้ข่าวคราวของคนที่นาง้าเสาะหา แต่ทว่าความคิดหนึ่งนั้นนางกลับคิดว่าจะเสาะหาเขาไปเพื่ออะไร เขาจะเป็ตายร้ายดีไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกับนางสักหน่อย
บุรุษชาวบ้านทึ่ม ๆ เซ่อ ๆแถมวิทยายุทธ์ยังไม่มีติดตัวอีกด้วย แม้นได้เจอกับเขาจริง ๆนางอาจจะช่วยสอนยุทธ์ให้ท่าสองท่าก็เป็ได้ เอาไว้หลอกตบตาผู้คนยามคับขันอันตรายจะได้เอาตัวรอด คิดไปคิดมา เหยาเยี่ยนผิงนางรู้สึกสับสนจนบอกไม่ถูก นางเป็อะไรไปแล้วเหยาเยี่ยนผิงผู้แข็งแกร่งห้าวหาญเยี่ยงบุรุษ ไฉนเมื่อนึกถึงใบหน้าของบุรุษผู้นั้นซึ่งมีสภาพดั่งยาจกขอทานผู้หนึ่งมิปาน ไฉนจึงทำให้นางสับสนวุ่นวายใจถึงเพียงนี้
หยกเหินลม/ชลชโลทร