ปีที่ 68 แห่งราชวงศ์เทียน
จวนตระกูลหลิน ณ เมืองหลวงเทียนอู่
ค่ำคืนเดือนมืดที่เงียบผิดปกติ...
เงียบจนหลินเฉินรู้สึกได้ ทั้งที่ยังไม่เห็นสิ่งใด
เขาหยุดจอกเหล้าในมือลงช้า ๆ
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากไกล ๆ
กุบ… กุบ… กุบ…
เสียงฝีเท้าม้าหนักแน่น และเป็จังหวะเดียวกัน
หลินเฉินใจชื้นขึ้นมาวูบหนึ่งในความมืด
“พี่รองกลับมาแล้วเหรอ?”
คำถามในใจยังไม่ทันจาง
ประตูจวนบานใหญ่ก็ถูกกระแทกเปิดออก
เสียงแรกที่ดังในจวนคืนนี้ ไม่ใช่เสียงคน แต่เป็เสียง “คนล้มลง”
หลินเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนลุกขึ้นเดินออกไปยังลานหน้าจวน
“เกิดอะไรขึ้น…”
ไม่มีคำตอบ
ศพของยามเฝ้าประตูถูกลากผ่านเงามืด ไม่มีเสียงร้อง
จากนั้น แสงไฟจำนวนมากก็ปรากฏขึ้นรอบกำแพง ทีละดวง ทีละดวง
ทหารชุดดำเดินเข้ามาเหมือนเดินเข้าบ้านตัวเอง ไม่รีบ ไม่ลังเล
ชายร่างใหญ่ในชุดเกราะทมิฬก้าวออกมา
หมวกเหล็กปิดใบหน้าจนมองไม่เห็นอารมณ์
ในมือเขามีม้วนผ้าไหมสีทอง
เขาคลี่มันออกเพียงครู่เดียว
แล้วเอ่ยสั้น ๆ
“ฏ”
จากนั้นก็เก็บม้วนกลับ เหมือนคำตัดสินถูกประกาศจบแล้ว
หลินเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย หันไปมองข้างหน้าเห็นศพคนรับใช้ที่นอนคว่ำหน้าจมกองเื
“ฏ? เื่เข้าใจผิดอะไร…”
ยังพูดไม่จบ
ตึก...
เสียงล้มดังมาจากมุมหนึ่ง ก่อนที่พ่อบ้านโม่จะเดินออกมายืนข้างเขา แขนซ้ายเืท่วม มือขวาถือดาบเล่มหนึ่ง แต่ยังยืนตรง
ทหารชุดดำร่างใหญ่ที่ยืนอยู่ไม่ไกล หรี่ตาลงเล็กน้อย
“นายน้อย…”
หลินเฉินมองเขา
“ท่านโม่…นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
พ่อบ้านไม่ตอบ
เสียงคันธนูถูกดึงดังขึ้น
แกร๊ก…..
ไม่มีคำสั่ง
ไม่มีการเตือน
มีเพียงความเงียบของการตัดสิน
ชายชุดเกราะยกมือขึ้น
แล้วปล่อยลง
“ยิง”
ลูกธนูพุ่งออกมา
พ่อบ้านโม่ก้าวตัวมาขวาง ช้าไปเสี้ยววินาที
ฉึก!
ลูกธนูปักเข้าสู่ร่างของชายชราแทบทั้งหมด ดอกหนึ่งหลุดรอดมาปักเข้าที่อกหลินเฉิน
ความเจ็บแล่นวาบไปทั่วร่าง แรงกระแทกทำให้เขาถอยหลังไปครึ่งก้าว
ลูกธนูระลอกสองพุ่งตาม
ร่างของพ่อบ้านโม่สะท้านจากแรงปะทะ ก่อนเข่าทั้งสองจะทรุดลงช้า ๆ
"ท่านโม่..."
ฟิ้ว—
ฉึก!
ดอกที่สองปักเข้าสู่ร่าง
คราวนี้หลินเฉินแทบไม่รู้สึกถึงความเจ็บ
เขารู้เพียงว่าขาทั้งสองข้างไม่เหลือเรี่ยวแรงอีกแล้ว
ร่างคุกเข่าลงกระแทกพื้น
โลกทั้งใบเอียงวูบ
แสงคบเพลิงพร่ามัวจนเหลือเพียงเส้นสีแดงทอง
'ทำไม...'
มือหนึ่งกระชากเส้นผมของเขาขึ้นจากด้านหลัง
คมเย็นของดาบแตะลงบนลำคอ
หลินเฉินหลับตาลงช้า ๆ
ปีที่ 63 แห่งราชวงศ์เทียน (ห้าปีก่อนโศกนาฏกรรม)
แสงอรุณยามเช้าสาดลงบนลานกว้างของจวนตระกูลหลิน ณ เมืองชายแดนอย่างสงบ
กลางลาน ดาบเก่าประจำตระกูลถูกวางอยู่บนแท่นไม้สีดำอย่างประณีต
เคียงข้างกันคือธงประจำตระกูลผืนเก่า สีซีดจาง ขอบผ้ารุ่ยขาด ดูเรียบง่ายเสียจนยากจะเชื่อว่าเป็สัญลักษณ์ของ หนึ่งในตระกูลใหญ่แห่ง ชายแดน
รอบลานกว้าง โต๊ะและเก้าอี้ไม้ถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็ระเบียบ
คนรับใช้เดินขวักไขว่ตรวจสอบความเรียบร้อยเป็ครั้งสุดท้าย เพื่อรอต้อนรับแขกผู้มีเกียรติที่จะมาร่วมเป็สักขี พยาน
เพราะวันนี้…
คือวันส่งต่อตำแหน่งผู้นำตระกูล
ภายในเรือนครัว
กลิ่นหอมของเนื้อย่างและไก่ต้มสุราลอยอบอวลไปทั่วห้อง คนครัวและคนรับใช้ต่างเดินขวักไขว่ ยกสำรับอาหาร
ที่เพิ่งปรุงเสร็จมาเรียงบนโต๊ะยาว
ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น หญิงสาวในชุดขาวกำลังตรวจดูสำรับอาหารทีละชุด ค่อย ๆ จัดตำแหน่งถ้วย ชาม และ
ตะเกียบให้เรียบร้อย ก่อนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
"คุณหนู ท่านไม่จำเป็ต้องลงมือเองเ้าค่ะ"
สาวใช้ที่เพิ่งยกถาดเปล่ากลับเข้ามาเอ่ยขึ้นด้วยความเกรงใจ พลางรีบก้าวเข้าไปหมายรับงานในมือของนาง
"หากนายหญิงมาเห็น บ่าวต้องถูกดุแน่เ้าค่ะ"
หญิงสาวยิ้มบาง ๆ ก่อนส่ายหน้า
"ไม่เป็ไร วันนี้เป็วันสำคัญของท่านพ่อ ข้าอยากดูแลทุกอย่างด้วยตัวเอง"
นางนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถาม
"ว่าแต่ชิงเอ๋อร์ น้องเล็กตื่นหรือยัง"
ชิงเอ๋อร์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบ
"หากบ่าวจำไม่ผิด เมื่อครู่เห็นคุณชายน้อยออกจากเรือนไปแล้วเ้าค่ะ"
หญิงสาวยิ้มบาง ๆ
"หวังว่าเ้าเล็กจะไม่ไปซนที่ไหน วันนี้เป็วันสำคัญของท่านพ่อด้วย"
ลานด้านในจวนค่อย ๆ คึกคักขึ้น เมื่อแขกเริ่มทยอยเดินทางมาถึง
บนหลังคาเรือนด้านข้างของจวน
เด็กหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอยู่เงียบ ๆ
หลินเฉินเอนตัวเล็กน้อย พลางทอดสายตามองลงไปยังลานพิธีด้านล่าง
ผู้คนในชุดสุภาพเดินเข้าออกไม่ขาดสาย บ้างสนทนา บ้างจับกลุ่มหัวเราะ เสียงพูดคุยปะปนกันจนกลายเป็ความ
วุ่นวายเล็กน้อย
เขากวาดตามองอย่างเฉื่อยชา ก่อนหาวเบา ๆ
แต่แล้ว...
แววตาของเขาพลันชะงัก
สายตาเลื่อนไปยังทางเข้าลานพิธี
ชายชราผู้หนึ่งกำลังเดินนำผู้คนเข้ามาอย่างช้า ๆ
ทุกย่างก้าวหนักแน่น แม้จะเชื่องช้า หากกลับแฝงบารมีที่สั่งสมมาทั้งชีวิต
ด้านหลัง
ชายวัยกลางคนก้าวตามมาอย่างสงบนิ่ง
ฝีเท้าไม่เร็วไม่ช้า หากกลับให้ความรู้สึกราวกับกำลังแบกรับบางสิ่งไว้บนบ่า
"ปู่กับพ่อ..."
หลินเฉินพึมพำเบา ๆ ก่อนเอนตัวกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก
…
ภายในลานพิธี
เสียงพูดคุยที่เคยดังกระจายอยู่ทั่วลาน ค่อย ๆ เงียบลงทีละน้อยโดยไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก
กลางลานพิธี ชายหนุ่มร่างสูงยืนสงบนิ่งอยู่หน้าแท่นไม้สีดำ
ชุดคลุมสีเข้มของเขาเรียบง่าย ไร้ลวดลาย หากกลับให้ความรู้สึกหนักแน่น
ดวงตาคู่นั้นสงบนิ่ง ลุ่มลึก จนยากจะหยั่งถึงความคิด
ความเงียบค่อย ๆ แผ่ขยายออกไปรอบตัวเขา ราวกับอากาศทั้งลานหนักอึ้งขึ้นทีละน้อย
เขาคือ หลินเหวินชิง บุตรชายเพียงคนเดียวของหลินเทียนอู่... ผู้ที่จะรับตำแหน่งผู้นำตระกูลคนต่อไป
เสียงแหบต่ำของชายชราดังขึ้น
หลินเทียนอู่ ผู้นำตระกูลวัยแปดสิบแปดปี ก้าวออกมายืนด้านหน้า แม้ร่างกายจะโรยราตามกาลเวลา หากดวงตายัง คงคมกริบไม่ต่างจากวันที่ เคยบัญชาการทัพอยู่กลางสมรภูมิ
"เริ่มได้แล้ว..."
เขาเดินมาหยุดหน้าแท่นไม้สีดำ ก่อนเอื้อมมือหยิบดาบเก่าที่วางอยู่บนนั้นขึ้นมา
ดาบเหล็กธรรมดาเล่มนั้นผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน คมดาบมีรอยบิ่นอยู่หลายแห่ง หากยังได้รับการดูแลอย่าง ดี
หลินเหวินชิงก้าวออกมาด้านหน้า ประสานมือคารวะผู้เป็บิดา
หลินเทียนอู่ส่งดาบในมือออกไป
หลินเหวินชิงยื่นมือทั้งสองรับไว้ ก่อนก้มศีรษะลงเล็กน้อย
หลินเทียนอู่มองบุตรชายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเพียงประโยคเดียว
"จากวันนี้เป็ต้นไป... ผู้ถือดาบเล่มนี้ คือผู้แบกรับตระกูลหลิน"
หลินเหวินชิงยังคงก้มศีรษะ มิได้เอ่ยคำใด
ทั่วทั้งลานตกอยู่ในความเงียบ
ไม่มีเสียงขานรับ
ไม่มีเสียงแสดงความยินดี
มีเพียงความสงบนิ่งอันหนักแน่นที่ปกคลุมผู้คนทั้งลาน
ชั่วอึดใจต่อมา ทุกคนจึงค่อย ๆ ก้มศีรษะลงพร้อมกัน
มิใช่ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา
แต่ในฐานะ..
พี่น้องร่วมรบ
หลินเทียนอู่คลี่ยิ้มบาง ๆ
"เอาล่ะ พิธีจบแล้ว"
"เชิญทุกคนตามสบาย"
ชายชราร่างกำยำผู้หนึ่งหัวเราะลั่น จนคนทั้งโต๊ะหันมามอง
"ฮ่า ๆ ๆ! ในที่สุดเฒ่าหลินก็ยอมวางดาบเสียที!"
"ข้านึกว่าเ้าจะจับดาบจนวันตายเสียอีก"
ชายชราอีกร่างที่นั่งร่วมโต๊ะส่ายหน้า ก่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบ
"เ้าก็ยังปากมากไม่เปลี่ยน"
เขาหันไปมองหลินเทียนอู่ ก่อนถอนหายใจ
"แต่เื่นี้มันก็จริง"
"เหวินชิงควรรับตำแหน่งผู้นำั้แ่หลายปีก่อนแล้ว"
"หากเ้ายังดื้อดึงต่อไป ข้ากลัวว่าร่างกายจะรับไม่ไหวเสียก่อน"
หลินเทียนอู่หัวเราะในลำคอ
"หากพวกเ้ายังถือดาบไหว"
"ข้าจะส่งกลับไปเฝ้าชายแดนทั้งคู่"
สองชายชราชะงักไปพร้อมกัน ก่อนรีบโบกมือปฏิเสธ
"อย่าเลย!"
"กระดูกแก่ ๆ ของพวกข้าอยู่ไม่ไหวแล้ว!"
สิ้นเสียง ทั้งโต๊ะก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน บรรยากาศเคร่งขรึมจากพิธีเมื่อครู่พลันผ่อนคลายลงทันที
หลินเหวินชิงคลี่ยิ้มบาง ๆ ก่อนประสานมือคารวะผู้าุโทั้งสอง
"ขออภัยท่านลุงทั้งสอง"
"ที่ข้าไม่ได้ออกไปต้อนรับด้วยตนเอง"
ชายชราร่างกำยำโบกมือพลางหัวเราะ
"เื่เล็กน้อย"
"วันนี้เป็วันสำคัญของเ้า อย่ามัวมาสนใจพวกคนแก่เลย"
ชายชราอีกผู้หนึ่งพยักหน้าเห็นด้วย
"แขกทั้งงานกำลังรอผู้นำตระกูลคนใหม่"
หลินเทียนอู่หัวเราะเบา ๆ
"เช่นนั้นพวกเ้าก็ดื่มกันไปก่อน"
"ข้าจะพาเหวินชิงไปทักทายแขกให้ทั่วงาน"
"คืนนี้พวกเราค่อยกลับมานั่งดื่มกัน"
ชายชราร่างกำยำยกจอกสุราขึ้นทันที
"ตกลง!"
"หากวันนี้ไม่เมา อย่าเรียกว่าพี่น้องร่วมรบ!"
ชายชราอีกผู้หนึ่งส่ายหน้าอย่างระอา แต่รอยยิ้มก็ผุดขึ้นที่มุมปาก
"ยังไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆ"
หลินเทียนอู่หัวเราะเสียงดัง ก่อนเดินเคียงข้างหลินเหวินชิงไปตามโต๊ะรับรอง
ไม่ว่าทั้งสองจะเดินผ่านโต๊ะใด เหล่าแขกต่างลุกขึ้นประสานมือคารวะโดยพร้อมเพรียง
หลินเทียนอู่เพียงยิ้มตอบ เอ่ยทักทายผู้คนอย่างเป็กันเอง
"หลานชายเ้าเข้ากองทัพแล้วหรือ"
"แผลเก่าที่ไหล่ยังปวดอยู่หรือไม่"
"่นี้ร้านค้าของเ้าคึกคักดีหรือเปล่า"
"เดินทางมาไกล เหนื่อยแย่เลยสินะ"
แม้จะเป็เพียงประโยคสั้น ๆ แต่หลายคนก็หัวเราะเบา ๆ ความตึงเครียดที่เคยปกคลุมค่อย ๆ เลือนหายไป รอย
ยิ้มปรากฏบนใบหน้าของผู้คนโดยไม่รู้ตัว สำหรับพวกเขา หลินเทียนอู่ไม่เคยวางตนเป็อดีตแม่ทัพผู้เกรียงไกร
หากยังคงเป็บุรุษผู้อบอุ่นที่จดจำเื่ราวเล็ก ๆ ของผู้คนได้เสมอ
ไม่นานนัก นายทหารหนุ่มหลายคนก็เดินเข้ามา ประสานมือคารวะหลินเหวินชิงอย่างพร้อมเพรียง
"คารวะท่านผู้นำตระกูล"
หนึ่งในนั้นก้าวออกมาครึ่งก้าว
"เื่การผลัดเปลี่ยนกองลาดตระเวน มีบางส่วนที่พวกข้ายังตัดสินใจไม่ได้"
"จึงอยากขอคำชี้แนะจากท่าน"
หลินเหวินชิงไม่ได้ตอบในทันที หากแต่หันไปมองผู้เป็บิดา
หลินเทียนอู่สบตาบุตรชาย ก่อนคลี่ยิ้มบาง ๆ
"ไปเถิด"
"ั้แ่วันนี้ เื่ของตระกูล...เป็หน้าที่ของเ้าแล้ว"
หลินเหวินชิงค้อมกายรับคำ
"ขอรับ ท่านพ่อ"
ก่อนเดินจากไปพร้อมเหล่านายทหาร
หลินเทียนอู่มองแผ่นหลังของบุตรชายอยู่ครู่หนึ่ง รอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจปรากฏขึ้นที่มุมปาก ก่อนหันกลับไป
ทักทายสหายเก่าและแขกผู้มาร่วมงานตามเดิม
—
มุมหนึ่งของลานพิธี
โต๊ะที่จัดไว้สำหรับคนในตระกูล
หลินเหยียนยกจอกสุราขึ้น ยิ้มมุมปาก
"เ้ารอง ได้ข่าวว่ายุ่งนัก ยังหาเวลากลับบ้านได้อีกหรือ"
เขาพยักหน้าเบา ๆ
"หลายเดือนมานี้ข้าไม่ได้กลับมาเลย"
"พอรู้ว่าท่านปู่จะส่งต่อตำแหน่งผู้นำตระกูล จะไม่กลับก็คงไม่ได้"
"ถือโอกาสมาเยี่ยมท่านพ่อกับท่านแม่ด้วย"
เขามองพี่ชายั้แ่หัวจรดเท้า ก่อนยิ้มเบาๆ
"พี่ใหญ่ ข้าเพิ่งสังเกตว่าท่านตัวใหญ่ขึ้น"
หลินเหยียนก้มมองตัวเอง ก่อนหัวเราะ
"อยู่ชายแดนทุกวัน จะไม่ให้ตัวใหญ่ได้อย่างไร"
"หากเป็เ้า คงถูกลมพัดปลิวไปแล้ว"
“พี่ใหญ่หลิน ข้าได้ยินหลินเซวียนพูดถึงท่านอยู่บ่อย ๆ”
ชายหนุ่มในชุดสีขาว เหอจิ้งเหยียน เอ่ยขึ้น ก่อนหัวเราะเบาๆ
“บอกว่าท่านเป็คนดุราวกับเสือ ข้าไม่คิดว่าท่านจะเป็คนเรียบง่ายแบบนี้”
หลินเหยียนเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง
ก่อนตอบเรียบ ๆ
"เสือไม่จำเป็ต้องคำรามตลอดเวลา" เขาวางจอกลงเบา ๆ "ถ้าอยู่ในบ้านเดียวกัน ก็ไม่ต้องระวังมาก"
จังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังมาจากทางเรือนด้านหลัง แทรกผ่านเสียงพูดคุยในงานเลี้ยง
“พี่ใหญ่… พี่รอง ท่านทั้งสองเห็นน้องเล็กหรือไม่”
หญิงสาวในชุดผ้าไหมสีขาวก้าวเข้ามาช้า ๆ ถาดน้ำชายังอยู่ในมืออย่างเรียบร้อย ใบหน้างดงามแต่แฝงแววกังวล
หลินหว่านชิง… คุณหนูสามแห่งตระกูลหลิน
นางหยุดสายตาไว้ที่เก้าอี้ว่างตัวหนึ่งเพียงชั่วครู่ ก่อนถอนลมหายใจเบา ๆ
จากนั้นจึงหันไปยังชายชุดขาวที่นั่งอยู่ข้างหลินเซวียน
“ท่านนี้คงเป็คุณชายเหอ สหายของพี่รองใช่หรือไม่เ้าคะ”
เหอจิ้งเหยียนรีบลุกขึ้น ประสานมือคารวะอย่างสุภาพ
“ถูกต้องแล้ว ข้าคือเหอจิ้งเหยียน
เขายิ้มบาง ๆ ก่อนกล่าวต่อ
“วันนี้ติดตามคุณชายรองมาร่วมงาน ต้องขอรบกวนจวนหลินแล้ว”
หลินเซวียนมองภาพนั้นแวบหนึ่ง ก่อนสายตากลับมาที่น้องสาว
“เ้าเล็กนี่… หนีไปซนที่ไหนอีกแล้ว”
ชายร่างใหญ่ข้าง ๆ หัวเราะลั่น
"ปล่อยมันเถอะ"
“ถ้าวันไหนมันนั่งฟังพิธีจนจบ นั่นแหละถึงจะผิดปกติ”
หลินหว่านชิงชะงักไปเล็กน้อย สายตาเลื่อนไปยังทางเดินด้านหน้า
เสียงคุยบนโต๊ะค่อย ๆ เบาลงเองโดยไม่ต้องมีใครสั่ง
ไม่นานนัก ร่างของหลินเทียนอู่ก็ปรากฏขึ้น พร้อมหลินเหวินชิงและนายหญิงในชุดผ้าไหมสีนวลเดินเคียงข้างกันมา
ทุกคนในโต๊ะครอบครัวลุกขึ้นพร้อมกัน
หลินหว่านชิงวางถาดลงเบา ๆ แล้วค้อมตัว
“ท่านปู่… ท่านพ่อ… ท่านแม่”
เหอจิ้งเหยียนก้าวออกมาด้านข้างเล็กน้อย ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
“คารวะท่านผู้าุโหลิน คารวะท่านผู้นำตระกูล และท่านหญิงเฉิน”
หลินเทียนอู่พยักหน้ารับ แล้วโบกมือเบาๆ
"ไม่ต้องมากพิธี นั่งลงเถิด"
เขาหยุดนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนกวาดตามองโต๊ะ
"เ้าเล็กยังไม่มาอีกหรือ"
หลินเหวินชิงถอนหายใจเบาๆ
"ข้าจนปัญญากับลูกคนนี้จริงๆ"
ชายชราร่างกำยำที่นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ หัวเราะเสียงดัง
เขาคือ จางต้าซาน อดีตทหารชายแดนผู้ร่วมรบกับหลินเทียนอู่มาั้แ่ยุคก่อตั้งราชวงศ์ แม้ปลดเกษียณแล้วก็
ยังแวะเวียนมาที่จวนหลินอยู่เสมอ
"ฮ่า ๆ ๆ"
"คุณชายสี่คงเบื่อพิธีแล้วกระมัง"
หลินเทียนอู่หัวเราะเบาๆ
"เด็กหนุ่มวัยคะนอง หากให้นั่งนิ่ง ๆ ทั้งวันก็คงอึดอัด”
เขาหันไปมองลูกชาย
"เหมือนเ้าตอนเด็กๆ นั่นแหละ"
หลินเหวินชิงส่ายหน้า พลางหัวเราะอย่างจนใจ
"ข้ากลัวว่า..."
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง
"กว่ามันจะโต ข้าคงถูกมันทำให้ปวดหัวตายเสียก่อน"
หลินหว่านชิงขมวดคิ้วน้อย ๆ
“พวกท่านก็เอาใจเ้าเล็กเกินไป”
สตรีวัยกลางคนในชุดผ้าไหมสีนวลยิ้มอ่อนโยน นางคือ เฉินเสี้ยวจิง ธิดาจากตระกูลเฉินแห่งเมืองหลวง ผู้เป็
นายหญิงของจวนหลิน
นางส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเอ่ยว่า
"ปล่อยน้องไปเถิด เ้าเล็กก็เป็เช่นนี้มาั้แ่เด็ก”
จากนั้นจึงหันมองบุตรสาว
"หากทางครัวเรียบร้อยแล้ว ก็มานั่งกินข้าวด้วยกันเถิด พี่รองของเ้าเพิ่งกลับมาถึงเมื่อคืน นาน ๆ ทีครอบครัวเรา จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา”
หลินหว่านชิงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนพยักหน้ารับ
"เ้าค่ะ ท่านแม่”
หลินเทียนอู่หัวเราะเบา ๆ
"เอาน่า เอาน่า"
"พวกเ้านั่งกันก่อน"
"ข้าไปคุยกับสหายเก่าสักหน่อย"
"แก่กันทุกคนแล้ว... ได้เจอกันอีกสักครั้งก็ถือว่าดี"
ก่อนหน้านั้น ในมุมหนึ่งบนหลังคาเรือนด้านข้างของจวน
หลินเฉินเอนกายมองผู้คนที่ทยอยเดินเข้าออกลานพิธีด้านล่างอย่างเงียบ ๆ
สายตาของเขาเลื่อนไปยังโต๊ะครอบครัว ทุกคนมาพร้อมหน้ากันแล้ว
'วันนี้พี่รองเพิ่งกลับมา... ควรลงไปนั่งรวมที่โต๊ะดีไหม'
"อึก..."
จู่ ๆ ความปวดแล่นขึ้นมาที่ขมับ
หลินเฉินขมวดคิ้ว ก่อนยกมือกดขมับเบา ๆ
"ทำไมอยู่ ๆ ก็ปวดหัว..."
ขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าดังถี่ ๆ ก็ดังมาจากด้านล่าง
"คุณชายน้อย!"
หลินเฉินก้มมองลงไป
เด็กหนุ่มร่างเล็กผู้หนึ่งยืนโบกมืออยู่ใต้ชายคา ดวงตาเป็ประกาย ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ราวกับเพิ่งค้น พบสมบัติล้ำค่า
หลินเฉินส่ายหน้าอย่างจนใจ
"เสี่ยวหู ข้าบอกกี่ครั้งแล้ว เรียกข้าว่าเฉินก็พอ"
เสี่ยวหูทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ก่อนเกาหัวพลางหัวเราะ
"ได้ ๆ เฉิน... เอ๊ย นายน้อยเฉิน"
รอยยิ้มกว้างยังไม่จางหาย ราวกับคำบ่นเมื่อครู่ไม่ใช่เื่ใหญ่
"เมื่อวานข้าเห็นคนจับปลาได้ตัวใหญ่มากที่แม่น้ำ วันนี้ไปลองดูไหมขอรับ"
เขาหยุดหายใจเล็กน้อย ก่อนรีบพูดต่อ
"ต้าหนิวกับอาเฉิงไปถึงก่อนแล้ว"
แต่แล้วสีหน้าของเสี่ยวหูก็หม่นลงเล็กน้อย
"เสียดายที่อาอันไปด้วยไม่ได้"
หลินเฉินถอนหายใจ
"วันนี้ทั้งจวนวุ่นกันหมด อาอันคงถูกเรียกไปช่วยงานเหมือนคนอื่น"
เสี่ยวหูกะพริบตา ก่อนเร่งอย่างร้อนใจ
"แล้วจะไปหรือไม่ รีบเถอะ เดี๋ยวพวกนั้นจับไปหมด!"
หลินเฉินหันกลับไปมองโต๊ะครอบครัวอีกครั้ง
เสียงหัวเราะของคุณปู่ พี่ใหญ่ และพี่รองดังแว่วมาตามสายลม
ทุกคนกำลังนั่งล้อมวงพูดคุยกันอย่างพร้อมหน้า
เขานิ่งมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนคลี่ยิ้มบาง ๆ
"ไปเถอะ"
สิ้นเสียง ร่างของเขาก็ะโลงจากหลังคาอย่างคล่องแคล่ว ก่อนออกวิ่งตามเสี่ยวหูไปยังประตูจวน