ตรีทิพยนิภาเดินเข้ามาใกล้โต๊ะอาหาร ก็เห็นออสตินนั่งพิงพนักเก้าอี้ แขนแกร่งพาดวางอยู่บนพนักเก้าอี้ตัวที่เธอนั่งข้างๆ กับเขา สายตาคมกริบจ้องมองมาที่ตรีทิพยนิภานิ่ง ซึ่งสายตานั้นราวกับมีอะไรอยู่ภายใน ตรีทิพยนิภารับรู้ได้อย่างนั้น แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร เพราะไม่อาจคาดเดาได้เลย
“ทำไมมองฉันอย่างนั้นล่ะ?? มีอะไรหรือเปล่าคะ??”
ตรีทิพยนิภายิ้มส่งให้ออสตินแบบเจือๆ และพลางคิดหวาดหวั่น ว่าเขาจะรู้เรื่องที่เธอแอบไปร้านขายยาหรือเปล่านะ หากเขารู้คงจะต้องได้คุยกันยาวเป็นแน่แท้
ตรีทิพยนิภาเดินเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ มองหน้าชายหนุ่มอย่างพยายามมองให้ออกว่า สายตาที่เขามองมาที่เธอ เขาอยากจะสื่ออยากจะพูด อยากจะถามอะไร แต่จนแล้วจนรอดก็มองไม่ออกเอาซะเลย
“คุณไปห้องน้ำนาน ผมหิวแล้ว กินข้าวกันดีกว่าเถอะ”
ออสตินจ้องมองใบหน้าสวยหวาน นิ่งอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะกล่าวตัดบท หันไปมองอาหารบนโต๊ะ ที่ตอนนี้พนักงานร้านอาหาร ได้นำอาหารที่สั่งมาวางจนครบหมดแล้ว
‘เขาก็แค่มองอย่างนั้นแหละ คงไม่มีซัมติงอะไรหรอกน่า เราคิดมากไปเอง’
ตรีทิพยนิภามองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาคมเข้ม พูดปลอบใจตัวเองอยู่ภายในใจส่วนลึก แล้วสลัดความคิดก่อนหน้านี้ออกไป ยื่นมือเรียวเล็กหยิบมีดกับส้อมขึ้นมา และก็พอดีกับที่ออสตินตักอาหารเอามาใส่ในจานของตรีทิพยนิภา
“ขอบคุณค่ะ”
ตรีทิพยนิภากล่าวขอบคุณออกมาเบาๆ ใช้มีดและใช้ส้อมจิ้มอาหารนั้นเอาปาก เคี้ยวๆ ซึ่งรสชาติอาหารที่ร้านนี้ สมกับที่ออสตินกล่าวบอกไว้ไม่มีผิด เพราะมันอร่อยเหนือคำบรรยายเลยทีเดียว อร่อยจนทำให้ตรีทิพยนิภา ทานอาหารได้เยอะกว่าปกติทุกๆ วันเลยก็ว่าได้
ซึ่งในระหว่างที่รับประทานอาหารกันไป ก็มีพูดคุยกันบ้าง และก็ต่างคนต่างเงียบกันบ้างไปตามเรื่อง สลับกันไป จนกระทั่งรับประทานอาหารอิ่มกันเรียบร้อยแล้ว ออสตินก็พาตรีทิพยนิภากลับคฤหาสน์ โดยไม่คิดจะไปที่อื่นตามแผนแรกที่เคยวางเอาไว้ ว่าถ้ารับประทานอาหารกันเสร็จแล้ว ก็จะพาหญิงสาวไปที่ห้างสรรพสินค้า
“คุณว่าคุณอยากจะซื้อของใช่ไหม??”
แต่ระหว่างที่เดินออกจากร้านอาหารมาขึ้นรถยนต์คันหรู ที่จอดรออยู่ที่หน้าร้านอาหาร ออสตินก็หันมาถามตรีทิพยนิภา เพราะเห็นหญิงสาวเปรยก่อนหน้านี้ว่าอยากจะซื้อของอยู่พอดี
“ไม่เป็นไรแล้ว ฉันไม่อยากซื้อแล้วค่ะ เรากลับกันเลยก็ได้ค่ะ”
ตรีทิพยนิภาตอบคำถามคนตัวโตยิ้มๆ และพอเดินมาถึงรถยนต์คันหรู บอดี้การ์ดก็เปิดประตูรถออก ตรีทิพยนิภาจึงก้าวเข้าไปนั่งภายในรถ โดยออสตินก็ตามเข้าไปนั่งข้างๆ กันติดๆ
ระหว่างที่นั่งกันอยู่ภายในรถ คนทั้งสองก็ต่างคนต่างเงียบ นิ่งอยู่ในความคิดของใครของมัน จนกระทั่งรถยนต์คันหรูวิ่งผ่านประตูรั้ว ตรงเข้าไปจอดที่หน้าคฤหาสน์ และพอบอดี้การ์ดเปิดประตูรถออก ออสตินก็ก้าวออกจากภายในรถ ยืนรอให้คนตัวเล็กออกมา แล้วเขาก็จับจูงมือเรียวเล็กพอขึ้นไปยังห้องนอน โดยไม่ยอมพูดยอมจาอะไรออกมาสักคำ
ตรีทิพยนิภาก็รู้สึกงงๆ และสงสัยในพฤติกรรมของชายหนุ่มอยู่มิใช่น้อย แต่กระนั้นก็เดินตามการจับจูงไป โดยไม่ได้ปริปากร้องถามอะไรออกมา จนกระทั่งเดินการเข้าไปภายในห้องนอนแล้ว ออสตินก็ปล่อยมือเรียวเล็ก และหันมาจ้องมองเผชิญหน้าตาสบประสานสายตากัน
“คุณมีเรื่องอะไรอยากจะบอกผมไหม??”
ออสตินถามด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบเฉย สายตาหรี่มองมาเหมือนคนที่รู้เรื่องบางสิ่งบางอย่างมา
“ฉันมีอะไรจะบอก!!??... ไม่มีค่ะ ฉันไม่มีอะไรจะบอกคุณ”
ตรีทิพยนิภาเบิกตากว้าง ตกใจที่อยู่ดีๆ คนตัวโตก็ถามราวกับเธอมีอะไรปิดบังเขาอยู่ยังไงยังงั้น ซึ่งตามจริงมันก็มีนั่นแหละ แต่เธอก็ยังไม่อยากจะบอกให้เขารู้ไง จึงได้ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
“แน่ใจเหรอว่าไม่มีเรื่องอะไรจะบอกผมน่ะ”
สายตาของออสตินที่มองมามีแววดุดันขึ้น และน้ำเสียงที่ถามออกมาอีกรอบก็ดูจะไม่แพ้แววตานั้นเลยสักนิด เพราะมันดูเข้มดุไม่นุ่มนวลเหมือนก่อนหน้านี้ จึงทำให้ตรีทิพยนิภารู้สึกร้อนๆ หนาวๆ และสองจิตสองใจว่าจะบอกดีหรือไม่บอกดี
๒๒_๒๒_๒๒_๒๒_๒๒_๒๒_๒๒_๒๒_๒๒_๒๒_๒๒_๒๒_๒๒