ซูเปอร์ดอกเตอร์แห่งห้องพยาบาล [นิยายแปล]

    บทที่ 79 แนะนำตัว

    เวลา 1ทุ่ม

            เซี่ยหลิงขับรถอาวดี้ของเธอไปยังทางเข้าโรงพยาบาลอันดับสองเมืองจิงเฉิงพร้อมกับฉินลู่ที่นั่งมาด้วย 

            “เป็นไง ถ้านายไม่ให้ฉันมาด้วยนายก็ต้องเสียค่ารถอีกนะ ฮ่าๆๆ” เซี่ยหลิงพูดกับฉินลู่อย่างได้ใจ 

            “แต่พรุ่งนี้ฉันก็เสียค่ารถอยู่ดี”ฉินลู่ยักไหล่เบาๆ 

            “ชิ” 

            ทั้งคู่ลงจากรถเดินไปยังตึกผู้ป่วยในของโรงพยาบาลอันดับสองเมืองจิงเฉิง

            ระหว่างทาง ฉินลู่ก็หยิบมือถือขึ้นมาโทร.หากงผิง 

            รออยู่ที่ห้องโถงใหญ่ตึกผู้ป่วยในครู่หนึ่งกงผิงก็พาหมออีก 2 คนหนึ่งชายหนึ่งหญิงเดินลงบันไดมาต้อนรับด้วย “ยินดีต้อนรับนะครับหมอฉินมาเร็วจริงๆ” 

            “เพิ่งเลิกงานน่ะผมขอแนะนำหน่อยนะครับ คนนี้คือผู้ช่วยของผม เธอชื่อเซี่ยหลิง” ฉินลู่ยิ้มพลางพูดคุยทักทายตามมารยาทจากนั้นก็หันไปพูดแนะนำเซี่ยหลิงให้กงผิงรู้จัก 

            “สวัสดีครับ คุณเซี่ย” กงผิงยื่นมือมาที่เซี่ยหลิง 

            “สวัสดีค่ะ ผอ.กง” เซี่ยหลิงจับมือกงผิงอย่างสุภาพ

            “หมอฉิน ฉันขอแนะนำคุณหมอ 2คนที่มากับฉันหน่อย” พูดจบกงผิงก็ขยับไปด้านข้างเล็กน้อยและชี้ไปที่คุณหมอ 2 คนที่ยืนอยู่ด้านหลังพร้อมกับพูดแนะนำว่า “หมอผู้ชายคนนี้คือหมอจ้าวเขาเป็นรองหัวหน้าแผนกเนื้องอกวิทยาและเป็นแพทย์ประจำตัวของฉัน เขามีฝีมือระดับประเทศส่วนผู้หญิงคนนี้คือหมอหลี่ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ชีพฉุกเฉิน” 

            “สวัสดีครับหมอจ้าว หมอหลี่”ฉินลู่ยื่นมือทั้งสองข้างออกมาจับมือของหมอ 2 คนนี้ 

            “สวัสดีค่ะ หมอฉินพวกเราได้ยินชื่อเสียงของคุณมานานแล้ว” หมอหญิงยิ้มและพูดต้อนรับ 

            “ผมไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรหรอกครับเป็นแค่หมอประจำห้องพยาบาลเล็กๆ คนหนึ่ง ชมเกินไปแล้วครับ” ฉินลู่พูดตอบด้วยความสุภาพ 

            “ฉันไม่ได้พูดเกินจริงเลยนะฉันชื่นชมฝีมือการฝังเข็มของคุณมานานแล้ว และอยากจะพูดคุยกับคุณสักหน่อยน่ะค่ะ”หมอหญิงพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงใจและจริงจังเห็นได้ชัดว่าไม่ได้พูดล้อเล่นเลย 

            “โอเคครับ”ฉินลู่พยักหน้าพลางพูดต่อ “รอให้รักษาคนไข้จนหายดีแล้วเราค่อยมาคุยกันนะครับ” 

            “แบบนั้นก็ดีสุดๆ ไปเลยค่ะ” 

            ทุกคนต่างคุยกันอย่างสุภาพและพากันเดินเข้าลิฟท์ไป 

            กงผิงกดปุ่มชั้น 12จากนั้นก็หันมาพูดกับฉินลู่ว่า “นายเลือกเวลามาได้ดีจริงๆเมื่อกี้คนไข้ที่ชื่อผางเชาเพิ่งระเบิดอารมณ์ออกมาแต่ตอนนี้เริ่มใจเย็นลงไปบ้างแล้ว ดีที่นายมาตอนนี้ จะได้เข้าไปคุยกับเขาสักหน่อย...” 

            “อื้ม” ฉินลู่พยักหน้าเบาๆจากนั้นก็ถามต่อว่า “เมื่อกี้ยังไม่ได้ถามเลยคนไข้เป็นมะเร็งตรงไหนเหรอครับ” 

            “มะเร็งตับน่ะ ระยะสุดท้ายแล้วด้วย”กงผิงพูดอย่างหนักใจ จากนั้นก็พูดเสริมขึ้นอีกว่า “เซลล์มะเร็งเริ่มแพร่กระจายแล้วด้วย เดี๋ยวนายไปดูในรายงานการรักษาเอานะอย่างไรก็เข้าขั้นรุนแรงมากแล้วล่ะโดยปกติก็มักจะอยู่ได้อีกแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้นถ้าไม่ใช่เพราะนายพูดกับปากเองว่าพอมีวิธีฉันไม่มีทางเชื่อแน่ว่ามะเร็งในระยะนี้จะยังรักษาให้หายได้” 

            หมอผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ อดไม่ได้จึงถามขึ้นมาว่า “หมอฉินคุณสามารถรักษามะเร็งระยะนี้ได้จริงหรือคะ ขอโทษด้วยค่ะฉันไม่ได้สงสัยในฝีมือของคุณหรอกนะเพียงแต่ว่าเรื่องนี้มันฟังดูเป็นไปได้ยากน่ะค่ะ” 

            “น่าจะได้ครับ ผมค่อนข้างมั่นใจ”ฉินลู่พยายามไม่บอกว่ามั่นใจเต็มร้อย 

            หมอชายที่อยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะพูดเสียดสีเขา “ถ้าคุณมีฝีมือขนาดนั้นป่านนี้ก็คงกลายเป็นเศรษฐีระดับโลกไปแล้วล่ะมั้ง ทำไมถึงยังเป็นแค่คุณหมอประจำห้องพยาบาลในมหาวิทยาลัยอยู่ล่ะ...” 

            “หมอจ้าว!” กงผิงหันไปมองแรงใส่หมอชายคนนั้นและพูดว่า“พูดอะไรของนายน่ะ” 

            “ผอ.กงฝีมือการฝังเข็มของหมอฉินโดดเด่นมากก็จริง แต่เขาจะมาพูดจาเหลวไหลไม่ได้นะครับมะเร็งระยะสุดท้าย ไม่ได้รักษากันง่ายๆ นะ...” 

            “หุบปาก” กงผิงกระแทกไหล่หมอจ้าวเบาๆเพื่อให้เขาเงียบ จากนั้นก็หันมาพูดกับฉินลู่อย่างรู้สึกผิดว่า “ขอโทษจริงๆ หมอฉิน หมอจ้าวเป็นแบบนี้ประจำ เขาไม่ได้ไม่ชอบนายหรอกเขาก็แค่เป็นคนปากไวก็เท่านั้นเอง” 

            ฉินลู่หัวเราะพลางโบกมือไปมา “ไม่เป็นไรเลยครับมันเป็นปกติของมนุษย์” 

            สำหรับคนที่สงสัยฝีมือการรักษาของฉินลู่ เขาไม่เคยเก็บมาใส่ใจอยู่แล้วเพราะอย่างไรเสีย เดี๋ยวคนพวกนั้นก็จะต้องกลืนน้ำลายตัวเองในไม่ช้า 

            “ติ๊ง!” 

            เมื่อมาถึงชั้น 12 เสียงลิฟท์ก็ดังขึ้นทุกคนพากันเดินออกจากลิฟท์ กงผิงเดินนำทุกคนตรงไปยังห้องไอซียูห้องหนึ่ง 

            พอดันประตูออกก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังนอนอย่างเงียบๆอยู่บนเตียง 

            ชายหนุ่มคนนี้ลืมตาขึ้นทันทีเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูพอลืมตาขึ้นมาก็เห็นฉินลู่ จึงทำตาเป็นประกาย รีบตะกุยลุกขึ้นมานั่งพร้อมหันมาพูดทักทายฉินลู่ว่า “นายมาแล้วเหรอ ยินดีต้อนรับนะ” 

            ฉินลู่รีบวิ่งเข้ามาช่วยประคองชายหนุ่มเอาไว้และพูดว่า “สีหน้านายดูแย่มาก อย่าเพิ่งลุกขึ้นมาดีกว่านายควรนอนพักผ่อนอยู่บนเตียงไปก่อน” 

            ชายหนุ่มขำแห้งไปหนึ่งที “ถ้าให้ฉันนอนแบบนี้ต่อไปคงได้พักจนตายน่ะสิคุณหมอบอกฉันหมดแล้วว่าฉันจะอยู่ได้อีกแค่ไม่กี่เดือนจะให้ฉันมานอนตายอยู่บนเตียงแบบนี้ก็ไม่ได้หรอกใช่ไหมล่ะ เอ้อ ใช่แล้วอันดับแรกฉันต้องขอบคุณนายก่อน ขอบคุณนายที่ช่วยชีวิตฉันไว้ตอนอยู่บนเขาตงซานถนนผานซาน แม้ว่าฉันจะใกล้ตายแล้วแต่นายก็ช่วยให้ได้มีชีวิตอยู่ต่ออีกตั้งนานขนาดนี้ ขอบคุณมากจริงๆ “ 

            “ฮ่าๆ” ฉินลู่อยากจะช่วยลดความกดดันของผางเชาเขาจึงพูดว่า “ฉันจำได้ว่าตอนนั้นนายปลงเรื่องการมีชีวิตแล้วไม่ใช่เหรอทำไมตอนนี้กลับรู้สึกอยากมีชีวิตต่อขึ้นมาได้ล่ะ” 

            “เฮ้อ” ผางเชาถอนหายใจออกมาและพูดว่า“บอกตามตรงนะ ครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเปลี่ยนเป็นคนละคน ความเจ็บปวดที่มีสาเหตุมาจากโรคมะเร็งทำให้ฉันเข้าใจว่าชีวิตนั้นมีค่าตอนนี้ ฉันอยากจะมีชีวิตต่อไปจริงๆ” 

            ฉินลู่เงียบไป ผ่านไปครู่ใหญ่เขาก็เผยรอยยิ้มออกมาอีกครั้ง “คิดซะว่านายโชคดีที่ได้เจอฉันนายจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อแน่และจะมีชีวิตที่ดีด้วย” 

            “ฮ่าๆๆๆ” ผางเชาหัวเราะอยู่นานจากนั้นก็พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ฉินลู่ นายบอกฉันมาเถอะพูดตามความเป็นจริง นายสามารถรักษามะเร็งของฉันให้หายได้จริงๆหรือแค่กำลังพูดปลอบใจฉันอยู่ ฉันต้องการให้นายพูดมาตามตรงเพราะเรื่องนี้สำคัญกับฉันมาก” 

            ฉินลู่พยักหน้า จากนั้นก็พูดอย่างจริงจังว่า “ฉันช่วยรักษานายได้จริงๆแถมยังค่อนข้างมั่นใจมากด้วย เรื่องนี้ไม่ได้โกหกนายแน่นอน”

            ผางเชาจ้องฉินลู่ตาเขม็งเพราะอยากจะเค้นความจริงจากสายตาของฉินลู่ ถ้าฉินลู่โกหกเขาก็อยากเค้นมันออกมาให้ได้ 

            แต่ผ่านไป 1 นาทีก็แล้ว 2 นาทีก็แล้ว หรือ 3นาทีก็แล้ว ฉินลู่ก็ยังคงจ้องตาเขาอยู่อย่างเชื่อมั่น จริงใจ และจริงจัง... 

            หยดน้ำตาไหลลงมาจากดวงตาของผางเชาเขาเช็ดด้วยแขนเสื้อ จากนั้นก็สูดหายใจเข้าลึกๆ พูดว่า “ฉันเชื่อนายถ้านายช่วยชีวิตฉันได้ ชาตินี้ทั้งชาติ นายก็คือพี่น้องของฉัน” 

            “วางใจเถอะเรื่องโรคมะเร็งของนายฉันรักษาได้อยู่แล้ว ตอนนี้นายไม่ต้องคิดอะไรฟุ้งซ่านทำตามที่ฉันบอกก็พอ แบบนั้น การรักษาจึงจะได้ผลมากที่สุด ใช้เวลาสั้นที่สุด”ฉินลู่พูดพลางประคองตัวผางเชาให้กลับไปนอนบนเตียงอีกครั้ง 

            “ฉันเข้าใจแล้วฉันจะให้ความร่วมมือนายอย่างเต็มที่” ผางเชาพยักหน้าพร้อมพูดอย่างจริงจัง 

            ทั้งกงผิง หมอจ้าวและหมอหลี่ที่ยืนดูอยู่ต่างก็ทำหน้าอึ้งและไม่เชื่อสายตาตัวเอง 

            คนไข้คนนี้ยังเป็นคนเดียวกับคนไข้ที่ชอบระเบิดอารมณ์ใช่ไหม 

            ทำไมพอเป็นฉินลู่แล้ว เขากลับเชื่อฟังอย่างกับแมวเชื่องตัวหนึ่งเลยล่ะ! 

             

    คล้ายกับเรื่องซูเปอร์ดอกเตอร์แห่งห้องพยาบาล [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน