เวลา 1ทุ่ม
เซี่ยหลิงขับรถอาวดี้ของเธอไปยังทางเข้าโรงพยาบาลอันดับสองเมืองจิงเฉิงพร้อมกับฉินลู่ที่นั่งมาด้วย
“เป็นไง ถ้านายไม่ให้ฉันมาด้วยนายก็ต้องเสียค่ารถอีกนะ ฮ่าๆๆ” เซี่ยหลิงพูดกับฉินลู่อย่างได้ใจ
“แต่พรุ่งนี้ฉันก็เสียค่ารถอยู่ดี”ฉินลู่ยักไหล่เบาๆ
“ชิ”
ทั้งคู่ลงจากรถเดินไปยังตึกผู้ป่วยในของโรงพยาบาลอันดับสองเมืองจิงเฉิง
ระหว่างทาง ฉินลู่ก็หยิบมือถือขึ้นมาโทร.หากงผิง
รออยู่ที่ห้องโถงใหญ่ตึกผู้ป่วยในครู่หนึ่งกงผิงก็พาหมออีก 2 คนหนึ่งชายหนึ่งหญิงเดินลงบันไดมาต้อนรับด้วย “ยินดีต้อนรับนะครับหมอฉินมาเร็วจริงๆ”
“เพิ่งเลิกงานน่ะผมขอแนะนำหน่อยนะครับ คนนี้คือผู้ช่วยของผม เธอชื่อเซี่ยหลิง” ฉินลู่ยิ้มพลางพูดคุยทักทายตามมารยาทจากนั้นก็หันไปพูดแนะนำเซี่ยหลิงให้กงผิงรู้จัก
“สวัสดีครับ คุณเซี่ย” กงผิงยื่นมือมาที่เซี่ยหลิง
“สวัสดีค่ะ ผอ.กง” เซี่ยหลิงจับมือกงผิงอย่างสุภาพ
“หมอฉิน ฉันขอแนะนำคุณหมอ 2คนที่มากับฉันหน่อย” พูดจบกงผิงก็ขยับไปด้านข้างเล็กน้อยและชี้ไปที่คุณหมอ 2 คนที่ยืนอยู่ด้านหลังพร้อมกับพูดแนะนำว่า “หมอผู้ชายคนนี้คือหมอจ้าวเขาเป็นรองหัวหน้าแผนกเนื้องอกวิทยาและเป็นแพทย์ประจำตัวของฉัน เขามีฝีมือระดับประเทศส่วนผู้หญิงคนนี้คือหมอหลี่ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ชีพฉุกเฉิน”
“สวัสดีครับหมอจ้าว หมอหลี่”ฉินลู่ยื่นมือทั้งสองข้างออกมาจับมือของหมอ 2 คนนี้
“สวัสดีค่ะ หมอฉินพวกเราได้ยินชื่อเสียงของคุณมานานแล้ว” หมอหญิงยิ้มและพูดต้อนรับ
“ผมไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรหรอกครับเป็นแค่หมอประจำห้องพยาบาลเล็กๆ คนหนึ่ง ชมเกินไปแล้วครับ” ฉินลู่พูดตอบด้วยความสุภาพ
“ฉันไม่ได้พูดเกินจริงเลยนะฉันชื่นชมฝีมือการฝังเข็มของคุณมานานแล้ว และอยากจะพูดคุยกับคุณสักหน่อยน่ะค่ะ”หมอหญิงพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงใจและจริงจังเห็นได้ชัดว่าไม่ได้พูดล้อเล่นเลย
“โอเคครับ”ฉินลู่พยักหน้าพลางพูดต่อ “รอให้รักษาคนไข้จนหายดีแล้วเราค่อยมาคุยกันนะครับ”
“แบบนั้นก็ดีสุดๆ ไปเลยค่ะ”
ทุกคนต่างคุยกันอย่างสุภาพและพากันเดินเข้าลิฟท์ไป
กงผิงกดปุ่มชั้น 12จากนั้นก็หันมาพูดกับฉินลู่ว่า “นายเลือกเวลามาได้ดีจริงๆเมื่อกี้คนไข้ที่ชื่อผางเชาเพิ่งระเบิดอารมณ์ออกมาแต่ตอนนี้เริ่มใจเย็นลงไปบ้างแล้ว ดีที่นายมาตอนนี้ จะได้เข้าไปคุยกับเขาสักหน่อย...”
“อื้ม” ฉินลู่พยักหน้าเบาๆจากนั้นก็ถามต่อว่า “เมื่อกี้ยังไม่ได้ถามเลยคนไข้เป็นมะเร็งตรงไหนเหรอครับ”
“มะเร็งตับน่ะ ระยะสุดท้ายแล้วด้วย”กงผิงพูดอย่างหนักใจ จากนั้นก็พูดเสริมขึ้นอีกว่า “เซลล์มะเร็งเริ่มแพร่กระจายแล้วด้วย เดี๋ยวนายไปดูในรายงานการรักษาเอานะอย่างไรก็เข้าขั้นรุนแรงมากแล้วล่ะโดยปกติก็มักจะอยู่ได้อีกแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้นถ้าไม่ใช่เพราะนายพูดกับปากเองว่าพอมีวิธีฉันไม่มีทางเชื่อแน่ว่ามะเร็งในระยะนี้จะยังรักษาให้หายได้”
หมอผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ อดไม่ได้จึงถามขึ้นมาว่า “หมอฉินคุณสามารถรักษามะเร็งระยะนี้ได้จริงหรือคะ ขอโทษด้วยค่ะฉันไม่ได้สงสัยในฝีมือของคุณหรอกนะเพียงแต่ว่าเรื่องนี้มันฟังดูเป็นไปได้ยากน่ะค่ะ”
“น่าจะได้ครับ ผมค่อนข้างมั่นใจ”ฉินลู่พยายามไม่บอกว่ามั่นใจเต็มร้อย
หมอชายที่อยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะพูดเสียดสีเขา “ถ้าคุณมีฝีมือขนาดนั้นป่านนี้ก็คงกลายเป็นเศรษฐีระดับโลกไปแล้วล่ะมั้ง ทำไมถึงยังเป็นแค่คุณหมอประจำห้องพยาบาลในมหาวิทยาลัยอยู่ล่ะ...”
“หมอจ้าว!” กงผิงหันไปมองแรงใส่หมอชายคนนั้นและพูดว่า“พูดอะไรของนายน่ะ”
“ผอ.กงฝีมือการฝังเข็มของหมอฉินโดดเด่นมากก็จริง แต่เขาจะมาพูดจาเหลวไหลไม่ได้นะครับมะเร็งระยะสุดท้าย ไม่ได้รักษากันง่ายๆ นะ...”
“หุบปาก” กงผิงกระแทกไหล่หมอจ้าวเบาๆเพื่อให้เขาเงียบ จากนั้นก็หันมาพูดกับฉินลู่อย่างรู้สึกผิดว่า “ขอโทษจริงๆ หมอฉิน หมอจ้าวเป็นแบบนี้ประจำ เขาไม่ได้ไม่ชอบนายหรอกเขาก็แค่เป็นคนปากไวก็เท่านั้นเอง”
ฉินลู่หัวเราะพลางโบกมือไปมา “ไม่เป็นไรเลยครับมันเป็นปกติของมนุษย์”
สำหรับคนที่สงสัยฝีมือการรักษาของฉินลู่ เขาไม่เคยเก็บมาใส่ใจอยู่แล้วเพราะอย่างไรเสีย เดี๋ยวคนพวกนั้นก็จะต้องกลืนน้ำลายตัวเองในไม่ช้า
“ติ๊ง!”
เมื่อมาถึงชั้น 12 เสียงลิฟท์ก็ดังขึ้นทุกคนพากันเดินออกจากลิฟท์ กงผิงเดินนำทุกคนตรงไปยังห้องไอซียูห้องหนึ่ง
พอดันประตูออกก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังนอนอย่างเงียบๆอยู่บนเตียง
ชายหนุ่มคนนี้ลืมตาขึ้นทันทีเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูพอลืมตาขึ้นมาก็เห็นฉินลู่ จึงทำตาเป็นประกาย รีบตะกุยลุกขึ้นมานั่งพร้อมหันมาพูดทักทายฉินลู่ว่า “นายมาแล้วเหรอ ยินดีต้อนรับนะ”
ฉินลู่รีบวิ่งเข้ามาช่วยประคองชายหนุ่มเอาไว้และพูดว่า “สีหน้านายดูแย่มาก อย่าเพิ่งลุกขึ้นมาดีกว่านายควรนอนพักผ่อนอยู่บนเตียงไปก่อน”
ชายหนุ่มขำแห้งไปหนึ่งที “ถ้าให้ฉันนอนแบบนี้ต่อไปคงได้พักจนตายน่ะสิคุณหมอบอกฉันหมดแล้วว่าฉันจะอยู่ได้อีกแค่ไม่กี่เดือนจะให้ฉันมานอนตายอยู่บนเตียงแบบนี้ก็ไม่ได้หรอกใช่ไหมล่ะ เอ้อ ใช่แล้วอันดับแรกฉันต้องขอบคุณนายก่อน ขอบคุณนายที่ช่วยชีวิตฉันไว้ตอนอยู่บนเขาตงซานถนนผานซาน แม้ว่าฉันจะใกล้ตายแล้วแต่นายก็ช่วยให้ได้มีชีวิตอยู่ต่ออีกตั้งนานขนาดนี้ ขอบคุณมากจริงๆ “
“ฮ่าๆ” ฉินลู่อยากจะช่วยลดความกดดันของผางเชาเขาจึงพูดว่า “ฉันจำได้ว่าตอนนั้นนายปลงเรื่องการมีชีวิตแล้วไม่ใช่เหรอทำไมตอนนี้กลับรู้สึกอยากมีชีวิตต่อขึ้นมาได้ล่ะ”
“เฮ้อ” ผางเชาถอนหายใจออกมาและพูดว่า“บอกตามตรงนะ ครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเปลี่ยนเป็นคนละคน ความเจ็บปวดที่มีสาเหตุมาจากโรคมะเร็งทำให้ฉันเข้าใจว่าชีวิตนั้นมีค่าตอนนี้ ฉันอยากจะมีชีวิตต่อไปจริงๆ”
ฉินลู่เงียบไป ผ่านไปครู่ใหญ่เขาก็เผยรอยยิ้มออกมาอีกครั้ง “คิดซะว่านายโชคดีที่ได้เจอฉันนายจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อแน่และจะมีชีวิตที่ดีด้วย”
“ฮ่าๆๆๆ” ผางเชาหัวเราะอยู่นานจากนั้นก็พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ฉินลู่ นายบอกฉันมาเถอะพูดตามความเป็นจริง นายสามารถรักษามะเร็งของฉันให้หายได้จริงๆหรือแค่กำลังพูดปลอบใจฉันอยู่ ฉันต้องการให้นายพูดมาตามตรงเพราะเรื่องนี้สำคัญกับฉันมาก”
ฉินลู่พยักหน้า จากนั้นก็พูดอย่างจริงจังว่า “ฉันช่วยรักษานายได้จริงๆแถมยังค่อนข้างมั่นใจมากด้วย เรื่องนี้ไม่ได้โกหกนายแน่นอน”
ผางเชาจ้องฉินลู่ตาเขม็งเพราะอยากจะเค้นความจริงจากสายตาของฉินลู่ ถ้าฉินลู่โกหกเขาก็อยากเค้นมันออกมาให้ได้
แต่ผ่านไป 1 นาทีก็แล้ว 2 นาทีก็แล้ว หรือ 3นาทีก็แล้ว ฉินลู่ก็ยังคงจ้องตาเขาอยู่อย่างเชื่อมั่น จริงใจ และจริงจัง...
หยดน้ำตาไหลลงมาจากดวงตาของผางเชาเขาเช็ดด้วยแขนเสื้อ จากนั้นก็สูดหายใจเข้าลึกๆ พูดว่า “ฉันเชื่อนายถ้านายช่วยชีวิตฉันได้ ชาตินี้ทั้งชาติ นายก็คือพี่น้องของฉัน”
“วางใจเถอะเรื่องโรคมะเร็งของนายฉันรักษาได้อยู่แล้ว ตอนนี้นายไม่ต้องคิดอะไรฟุ้งซ่านทำตามที่ฉันบอกก็พอ แบบนั้น การรักษาจึงจะได้ผลมากที่สุด ใช้เวลาสั้นที่สุด”ฉินลู่พูดพลางประคองตัวผางเชาให้กลับไปนอนบนเตียงอีกครั้ง
“ฉันเข้าใจแล้วฉันจะให้ความร่วมมือนายอย่างเต็มที่” ผางเชาพยักหน้าพร้อมพูดอย่างจริงจัง
ทั้งกงผิง หมอจ้าวและหมอหลี่ที่ยืนดูอยู่ต่างก็ทำหน้าอึ้งและไม่เชื่อสายตาตัวเอง
คนไข้คนนี้ยังเป็นคนเดียวกับคนไข้ที่ชอบระเบิดอารมณ์ใช่ไหม
ทำไมพอเป็นฉินลู่แล้ว เขากลับเชื่อฟังอย่างกับแมวเชื่องตัวหนึ่งเลยล่ะ!