แสงไฟนีออนระยิบระยับของกรุงเทพมหานครยามค่ำคืนที่มองลงมาจากบานกระจกใสความสูงจรดเพดานของ 'เดอะ คราวน์ เพนต์เฮาส์' (The Crown Penthouse) ดูคล้ายกับเศษเพชรที่ถูกโปรยทิ้งไว้บนผืนกำมะหยี่สีดำ ทว่าความงดงามตระการตาเ่าั้กลับไม่ได้ช่วยขับไล่บรรยากาศอันหนาวเหน็บและตึงเครียดที่อบอวลอยู่ภายในห้องรับแขกสุดหรูหราลงได้เลยแม้แต่น้อย
บนโซฟาหนังแท้สีดำสนิทตัวใหญ่ ร่างสูงใหญ่สง่างามของ 'คชา นฤบดินทร์' นั่งเอนกายอยู่ท่ามกลางความสลัวราง แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในห้องมาจากโคมไฟตั้งพื้นดีไซน์โมเดิร์นที่ส่องแสงสีส้มสลัวสะท้อนกับแก้วคริสตัลในมือหนา ชายหนุ่มแกว่งแก้วเบา ๆ ส่งผลให้ก้อนน้ำแข็งที่ละลายไปเกือบหมดกระทบกับขอบแก้วเกิดเสียงดังกริ่ง... กริ่ง... แ่เบาและเนิบนาบ ราวกับเสียงเข็มนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังสู่ะเิเวลา
ดวงตาคมกริบสีดำสนิทดุจห้วงน้ำลึกจับจ้องไปยังทิวทัศน์เบื้องนอกอย่างเหม่อลอย ทว่าในแววตานั้นกลับอัดแน่นไปด้วยความหงุดหงิดพลุ่งพล่านและกระสับกระส่าย อาการนอนไม่หลับเรื้อรังที่รุมเร้าเขามานานหลายปีเริ่มกลับมาสำแดงฤทธิ์อีกครั้งนับั้แ่ที่ 'มิเกล' หายตัวออกไปจากเพนต์เฮาส์นานหลายชั่วโมง ชายหนุ่มคุ้นชินกับการนอนกอดร่างบางที่ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของวานิลลาผสมกุหลาบป่าเสียแล้ว เมื่อเตียงกว้างว่างเปล่าและปราศจากความอบอุ่นของเธอ ความเครียดที่สะสมจากงานและการแย่งชิงอำนาจในบอร์ดบริหารก็ยิ่งทวีคูณจนเขารู้สึกปวดขมับหนึบ
แกรก...
เสียงสแกนคีย์การ์ดและเสียงปลดล็อกประตูหน้าดังขึ้นเบา ๆ ทำลายความเงียบงันลงในทันที คชาขยับตัวลุกขึ้นยืนตรงเต็มความสูงร้อยแปดสิบแปดเิเ ร่างกายกำยำภายใต้เสื้อเชิ้ตสีดำที่ปลดกระดุมบนสองเม็ดแผ่รังสีคุกคามอันน่าเกรงขามออกมาโดยไม่รู้ตัว
'มิเกล' ก้าวเท้าเข้ามาในเพนต์เฮาส์ด้วยความอ่อนล้าอย่างถึงที่สุด ใบหน้าหวานผุดผ่องของเธอซีดเซียว ดวงตากลมโตคู่สวยแฝงแววเหนื่อยอ่อนสะบักสะบอม ร่างบางอยู่ในชุดเดรสตัวสั้นทับด้วยเสื้อคลุมคาร์ดิแกนผ้าถักสีครีมตัวหนา เธอกระชับเสื้อคลุมเข้าหากันแน่นคล้ายพยายามจะปกป้องตัวเองจากความหนาวเหน็บหรือสิ่งใดบางอย่าง ทันทีที่สายตาของเธอประสานเข้ากับดวงตาคมกริบของคชาที่ยืนจ้องอยู่ก่อนแล้ว หญิงสาวก็นิ่งชะงักไปชั่วครู่ หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบด้วยความรู้สึกผิดและหวาดกลัวที่แล่นพล่านขึ้นมาในอก
"กลับมาแล้วเหรอ..." น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของคชาดังขึ้น ทว่ามันแฝงไปด้วยความเย็นเยียบจนชวนสะท้าน
"ค่ะคชา..." มิเกลลอบกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก พยายามประคองน้ำเสียงให้ปกติที่สุดขณะที่ก้าวเดินไปวางกระเป๋าถือลงบนโต๊ะคอนโซล "เกล... ขอโทษนะคะที่กลับดึก พอดีต้องอยู่เฝ้าดูอาการคุณแม่ที่โรงพยาบาลจนคุณหมอตรวจเสร็จน่ะค่ะ"
คชาไม่ได้ตอบรับในทันที เขาขยับกายก้าวเดินตรงเข้ามาหาเธอช้า ๆ ฝีเท้าที่มั่นคงและเนิบนาบแฝงไปด้วยความกดดันมหาศาล ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งคชาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ผสมกลิ่นเหงื่อและกลิ่นอายสะอาดสะอ้านแปลกประหลาดที่ติดมากับตัวของหญิงสาวลอยมากระทบจมูก คชาขมวดคิ้วแน่น สัญชาตญาณความขี้ระแวงและระวังภัยของเขาเริ่มทำงาน
"ทำไมต้องกระชับเสื้อคลุมแน่นขนาดนั้น? หนาวเหรอ?" คชาเอ่ยถาม สายตาคมกริบไล่มองจากใบหน้าซีดเซียวลงมายังมือเรียวบางของเธอที่ยังคงกำสาบเสื้อคาร์ดิแกนไว้แน่น
"ค่ะ... แอร์ที่โรงพยาบาลเย็นมาก เกลเลยยังรู้สึกหนาว ๆ อยู่" มิเกลฝืนยิ้มบาง ๆ พยายามหลบสายตาจับผิดของเขา
ทว่าสัญชาตญาณของคชาบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ชายหนุ่มไม่รอช้า เขาเอื้อมมือหนาแกร่งเข้าไปคว้าข้อมือของเธอทั้งสองข้างทันทีหวังจะดึงร่างบางเข้ามากอดเพื่อมอบความอบอุ่นและตรวจดูอาการ ทว่าทันทีที่เนื้อผิวัักัน มิเกลกลับสะดุ้งสุดตัวและลอบร้องอุทานเสียงสั่นด้วยความเ็ป
"อ๊ะ! เจ็บ..."
คชาชะงักกึก แรงบีบที่ข้อมือของเธอถูกผ่อนลงทันที ทว่าเขาไม่ได้ปล่อยมือ ดวงตาคมกริบหลุบลงมองข้อมือบางที่เขาเกาะกุมไว้ ก่อนจะเลิกแขนเสื้อคาร์ดิแกนสีครีมของเธอขึ้นช้า ๆ ด้วยความสงสัย และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของไฮโซหนุ่มผู้เย่อหยิ่งก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดลงกลางอก
บนข้อมือเนียนละเอียดทั้งสองข้างของมิเกล ปรากฏรอยช้ำรอบข้อมือจาง ๆ เป็วงกลมสีม่วงคล้ำปนแดงระเรื่ออย่างเด่นชัด มันคือรอยช้ำที่เกิดจากการถูกบีบรัดและยึดตรึงด้วยกำลังมหาศาล รอยนิ้วมือหนาที่กดลึกจนผิวเนื้ออ่อนบางขึ้นสีเข้มเป็หลักฐานชั้นดีว่ามีใครบางคนกระทำรุนแรงกับเรือนร่างของเธอเมื่อไม่นานมานี้ โดยรอยช้ำเ่าั้เกิดขึ้นจากน้ำมือของ นพ. ภาคิน ที่ใช้พันธนาการรัดตรึงเธอไว้กับเตียงตรวจในคลินิกก่อนหน้านี้
ความเงียบงันอันน่าอึดอัดโรยตัวลงมาในทันที คชารู้สึกเหมือนมีเปลวไฟร้อนระอุพุ่งพล่านขึ้นมาจากท้องน้อยลามไปจนถึงสมอง ความรัก ความหวงแหน และความหึงหวงอย่างบ้าคลั่งปะทุขึ้นในอกจนดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำด้วยความโกรธจัด มือหนาที่กุมข้อมือบางขยับบีบแน่นขึ้นเล็กน้อยตามอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้
"นี่มันรอยอะไร... มิเกล" คชาเอ่ยถาม เสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย ทว่าแฝงกระแสลมหนาวเด็ดขาดคุกคามจนน่าขนลุก
"คชา... เกลเจ็บ ปล่อยก่อนค่ะ..." มิเกลพยายามบิดข้อมือหนี ทว่ามือหนาของคชาราวกับคีมเหล็กที่ยึดเธอไว้แน่น
"ฉันถามว่านี่มันรอยอะไร!" คชาตวาดลั่นจนเสียงสะท้อนก้องกังวานไปทั่วเพนต์เฮาส์อันกว้างขวาง ร่างสูงขยับเข้าประชิดดันร่างบางจนแผ่นหลังของเธอชนเข้ากับกำแพงห้อง ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งลึกเข้าไปในดวงตาสั่นระริกของเธอ "รอยช้ำรอบข้อมือสองข้างแบบนี้... ใครทำเธอ? ใครแตะต้องตัวเธอ! บอกฉันมาเดี๋ยวนี้!"
มิเกลหัวใจเต้นสั่นระรัวราวกับกลองศึก ความตื่นตระหนกและหวาดกลัวต่อความโกรธเกรี้ยวของคชาทำให้สมองของเธอหมุนวนอย่างรวดเร็วเพื่อหาทางรอด เธอจะบอกความจริงไม่ได้เด็ดขาด... หากคชารู้ว่าเธอเอาตัวเข้าแลกเพื่อเงินค่าผ่าตัดของแม่กับหมอภาคิน สัญญาจ้างมูลค่าสิบห้าล้านบาทนี้จะต้องจบสิ้นลงทันที และคชาที่ขี้ระแวงและหยิ่งยโสคงจะตราหน้าว่าเธอเป็ผู้หญิงแพศยาที่ทรยศหักหลังเขา และที่เลวร้ายที่สุดคือแม่ของเธออาจจะหมดหนทางรักษาตัว
"ไม่มีใครทำทั้งนั้นค่ะคชา! มันเป็อุบัติเหตุ!" มิเกลโกหกคำโต น้ำตาเริ่มเอ่อคลอดวงตาคู่สวยเพื่อเพิ่มความสมจริง "ตอนที่เกลอยู่ที่โรงพยาบาล... เกลรีบวิ่งไปดูอาการคุณแม่ในห้องผ่าตัดฉุกเฉิน แล้ว่ที่หมอกับพยาบาลกำลังเข็นเตียงและเครื่องมือแพทย์หนัก ๆ สวนมา เกลหลบไม่พ้น ข้อมือของเกลเลยโดนเหล็กกั้นข้างเตียงกับขอบเครื่องตรวจกระแทกและหนีบเข้าอย่างจัง... เกลสาบานได้ว่ามันเป็แค่อุบัติเหตุจริงๆ ค่ะ!"
คชาจ้องมองใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตา แววตาของเขาฉายความลังเลสับสนวูบหนึ่ง ทว่าลึก ๆ แล้วเขาไม่ได้เชื่อเื่โกหกของเธอเลยสักนิด ในฐานะผู้ชายที่ผ่านโลกและเล่ห์เหลี่ยมมนุษย์มามากมาย รอยนิ้วมือหนาที่เด่นชัดรอบข้อมือบางของเธอขนาดนี้มันไม่ใช่รอยที่เกิดจากการกระแทกหรือหนีบกับเครื่องจักร แตมันคือรอยนิ้วมือของมนุษย์... รอยของคนที่มีกำลังเหนือกว่ากดทับและตรึงข้อมือของเธอเอาไว้กับที่อย่างทารุณ
"อุบัติเหตุงั้นเหรอ?" คชาเค้นเสียงหัวเราะในลำคออย่างเ็าและขมขื่น ใบหน้าคมคายก้มลงมาจนชิดปลายจมูกรั้นของเธอ ลมหายใจร้อนระอุที่เจือกลิ่นแอลกอฮอล์เป่ารดแก้มใส "เธอคิดว่าฉันเป็เด็กสามขวบหรือไง มิเกล? รอยนิ้วมือหนาที่เด่นชัดรอบข้อมือขนาดนี้ มันจะเป็เครื่องมือแพทย์ไปได้ยังไง! มีไอ้หน้าไหนมันกล้าขืนใจหรือแตะต้องเธอใช่ไหม? บอกฉันมา! ฉันจะส่งคนไปลากคอมันมาหั่นมือทิ้งซะ!"
"ไม่มีจริงๆ ค่ะคชา! เกลไม่ได้โกหกนะ!" มิเกลร้องไห้โฮสะอื้นตัวโยน ปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจและความหวาดกลัวทั้งหมดออกมา เธอรู้ดีว่าต้องใช้ความอ่อนแอเป็เกราะกำบังโทสะของเขา "เกลเหนื่อยมากแล้ว... ทั้งเื่อาการของคุณแม่ที่จวนเจียนจะแย่ ทั้งเื่ปัญหาค่ารักษาพยาบาล แล้วยังต้องมาโดนคุณซักไซ้เหมือนเกลเป็นักโทษแบบนี้อีก... เกลเหนื่อยจนจะรับไม่ไหวแล้วคชา... ฮึก..."
เสียงร้องไห้สะอื้นและเรือนร่างบางที่สั่นเทาเหมือนใบไม้ร่วงในอ้อมแขน ค่อย ๆ ดับไฟโทสะในใจของคชาลงทีละน้อย ความรู้สึกหวงแหนและห่วงใยเริ่มเข้าแทนที่ ชายหนุ่มคลายแรงบีบที่ข้อมือบางลงช้า ๆ ก่อนจะปล่อยมือออกในที่สุด เขายกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรง ๆ เพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ดิบเถื่อนที่พุ่งพล่าน
"ไปพักผ่อนซะ..." คชาเอ่ยเสียงต่ำราบเรียบ ใบหน้าของเขากลับมาเฉยชาและเย็นะเืดั่งรูปสลักน้ำแข็งอีกครั้ง "แต่จำไว้ให้ดีนะมิเกล... ร่างกายของเธอ ข้อมือของเธอ เรือนร่างนี้ของเธอ... ทุกตารางนิ้วมันเป็สิทธิ์ขาดของฉันตามสัญญาจ้าง หากฉันรู้ว่ามีผู้ชายคนอื่นมาทำรอยสกปรกบนตัวเธออีก... หรือถ้าฉันจับได้ว่าเธอโกหกฉัน... ผลลัพธ์ที่ตามมามันจะเลวร้ายเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้แน่"
คชาทิ้งคำพูดสุดท้ายอันแสนหนาวเหน็บไว้ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้มิเกลยืนพิงกำแพงทรุดตัวลงนั่งกับพื้นกอดเข่าร้องไห้เงียบ ๆ ท่ามกลางความตึงเครียดที่ขยายตัวกว้างออกไปจนแทบจะหายใจไม่ออก
***
บ่ายวันรุ่งขึ้น แสงแดดอันร้อนระอุของเมืองกรุงส่องทาบทับลงบนลานจอดรถชั้นใต้ดินของโรงพยาบาลเอกชนหรูหรา บรรยากาศรอบด้านเงียบสงบและสลัวราง มีเพียงแสงไฟนีออนไม่กี่ดวงที่คอยส่องสว่างตามช่องจอดรถ กลิ่นควันท่อไอเสียจาง ๆ และไอร้อนจากเครื่องยนต์ผสมปนเปอยู่ในอากาศจนชวนให้อึดอัด
มิเกลเดินแกมวิ่งออกมาจากลิฟต์โดยสารของโรงพยาบาล มุ่งตรงไปยังรถยนต์คันเล็กของเธอที่จอดอยู่ในมุมอับใกล้กับเสาคอนกรีตขนาดใหญ่ หญิงสาวเพิ่งเสร็จสิ้นการเข้าเยี่ยมอาการของแม่นภา ซึ่งอาการเริ่มทรงตัวและดีขึ้นตามลำดับหลังการผ่าตัดใหญ่ ทว่าความกังวลในใจของเธอยังคงไม่หมดสิ้น โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ปะทะอารมณ์กับคชาเมื่อคืนนี้
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงส้นสูงของเธอที่กระทบกับพื้นปูนขัดหยาบดังสะท้อนก้องในความเงียบสงัดของลานจอดรถ จู่ ๆ สัญชาตญาณระวังภัยของเธอก็ร้องเตือนขึ้นมาอย่างกะทันหัน มิเกลรู้สึกเหมือนมีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องมองเธอจากมุมมืด หญิงสาวชะลอฝีเท้าลงพลางหันซ้ายหันขวามองรอบตัวด้วยความหวาดระแวง
กึก...
เสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง มิเกลรีบหันขวับไปมองทันที และภาพที่เห็นก็ทำให้หัวใจของเธอร่วงหล่นวูบลงสู่ตาตุ่ม
ชายฉกรรจ์ร่างกำยำสามคนในชุดแจ็กเก็ตสีเข้ม สวมหมวกแก๊ปปิดบังใบหน้า กำลังก้าวเดินตรงเข้ามาหาเธอด้วยท่าทางคุกคามและรวดเร็ว หนึ่งในนั้นเอื้อมมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตแง้มให้เห็นด้ามปืนพกสีดำสนิทที่ซ่อนอยู่ภายในอย่างจงใจ
"จะรีบไปไหนล่ะครับ... คุณมลัญชรา" ชายที่เป็หัวหน้ากลุ่มเอ่ยปากเสียงกร้าว แววตาใต้หมวกแก๊ปฉายประกายโเี้
"พวกคุณเป็ใคร? ้าอะไร?" มิเกลพยายามประคองสติ น้ำเสียงของเธอสั่นระริกขณะที่ก้าวถอยหลังหนีจนแผ่นหลังชนเข้ากับเสาคอนกรีตหนา
"พวกเราไม่ได้้าทำร้ายเธอหรอก... ถ้าเธอยอมอยู่เฉย ๆ แล้วเดินตามพวกเราขึ้นรถตู้ไปแต่โดยดี" ชายคนเดิมบอกพลางผายมือไปยังรถตู้สีดำทึบที่สตาร์ทเครื่องรออยู่ห่างออกไปไม่ไกล "เ้านายของพวกเราแค่อยากเชิญตัวผู้หญิงคนโปรดของ 'คชา นฤบดินทร์' ไปนั่งคุยเล่นเป็เพื่อนแก้เหงาสักสองสามวัน... ถือว่าร่วมมือกันหน่อยนะน้องหนู"
คำพูดนั้นทำให้มิเกลเข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที คนพวกนี้ไม่ใช่โจรลักทรัพย์ทั่วไป แต่เป็คนของกลุ่มคู่แข่งทางธุรกิจหรือศัตรูของคชา! พวกมันสืบรู้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับคชาและ้าใช้เธอเป็ตัวประกันเพื่อแบล็กเมล์บีบบังคับคชาให้ยอมจำนนในเกมธุรกิจสีเทา
"ไม่! ฉันไม่ไป! ช่วยด้วย..."
มิเกละโสุดเสียงหวังให้เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือผู้คนแถวนั้นได้ยิน ทว่าลานจอดรถชั้นใต้ดินในมุมอับเช่นนี้กลับไร้ผู้คนสัญจร ชายฉกรรจ์สองคนไม่ปล่อยให้เธอมีโอกาสร้องขอความช่วยเหลือ พวกมันพุ่งตัวเข้ามาชาร์จร่างบางทันที ชายคนหนึ่งคว้าหมับเข้าที่ข้อมือบางของเธอ ซึ่งเป็ข้อมือข้างที่มีรอยช้ำเดิม ทำเอาเธอต้องร้องกรีดออกมาด้วยความเ็ปแสนสาหัส ขณะที่อีกคนพยายามใช้ฝ่ามือหนาปิดปากเธอเพื่อสะกดเสียงร้อง
"อื้อ! ปล่อยนะ... ฮื้อ..." มิเกลรวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มีดิ้นรนต่อสู้สุดชีวิต เธอใช้ส้นสูงแหลมกระทืบลงบนหลังเท้าของชายที่จับข้อมือเธออย่างแรงจนมันร้องอุทานด้วยความเ็ปและเผลอปล่อยมือ หญิงสาวฟาดกระเป๋าถือแบรนด์หรูใส่ใบหน้าของชายอีกคนจนมันเซถอยหลังไป ทว่าพละกำลังของสตรีเพศในยามนี้ไม่อาจต้านทานชายฉกรรจ์ร่างั์ได้นาน ชายคนที่สามพุ่งเข้ามาล็อกตัวเธอจากทางด้านหลัง ลำแขนแกร่งรัดรอบอกบางจนหายใจไม่ออกและลากร่างของเธอตรงไปยังประตูรถตู้ที่เปิดอ้ารออยู่
"ดื้อด้านนักนะมึง! อยากเจ็บตัวหรือไง!" ชายที่โดนกระทืบเท้าสบถอย่างหัวเสียพลางง้างมือขึ้นเตรียมจะตบสั่งสอนใบหน้าหวานของเธอหวังให้สลบเพื่อควบคุมตัวได้ง่ายขึ้น
มิเกลหลับตาปี๋ด้วยความหวาดกลัวและยอมรับชะตากรรม น้ำตาใสไหลร่วงผ่านแก้มเนียน... ในนาทีวิกฤตที่ไร้ทางรอดนั้นเอง...
ปึก! โครม!
เสียงเนื้อปะทะเนื้อกระแทกดังสนั่นพร้อมกับเสียงร่างของชายฉกรรจ์ที่เตรียมจะทำร้ายเธอเด้งกระเด็นลอยไปกระแทกกับตัวถังรถยนต์ใกล้ ๆ จนเกิดเสียงสัญญาณกันขโมยดังระงมไฟกะพริบพึ่บพั่บ
"พวกมึงนี่มัน... เล่นสกปรกเลียนแบบหมาหมู่ไม่มีเปลี่ยนเลยนะ"
น้ำเสียงทุ้มหวานปนขี้เล่นทว่าเปี่ยมไปด้วยกระแสความเย็นะเืจับใจดังขึ้นทำลายความโกลาหล มิเกลเบิกดวงตากลมโตขึ้นมองผ่านม่านน้ำตา และภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้เธอแทบไม่อยากเชื่อสายตา
ร่างสูงโปร่งดูดีมีสไตล์ของ 'ภัทรดนัย อัศวเมธินทร์' ยืนเด่นเป็สง่าอยู่ท่ามกลางลานจอดรถสลัว ชายหนุ่มเ้าของคลับหรูและคาสิโนสายเทาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตดีไซน์แบรนด์หรูปลดกระดุมบนสามเม็ดเผยให้เห็นแผงอกขาวจัดและสร้อยคอทองคำขาว เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนเซตทรงปัดป่ายอย่างมีสไตล์ ทว่าั์ตาสีน้ำตาลอ่อนที่เคยพราวระยับขี้เล่นยามนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็ราบเรียบ เ็า และคมกริบดุจใบมีดโกน
"แกเป็ใครวะ! อย่าแส่หาเื่ดีกว่าถ้าไม่อยากตาย!" ชายที่เป็หัวหน้ากลุ่มคนร้ายตวาดลั่นพลางชักปืนพกสีดำออกมาจากกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตทันที
ทว่าภัทรเร็วกว่านั้นหลายขุม! ชายหนุ่มแบดบอยขยับกายพุ่งตัวเข้าหาคู่ต่อสู้อย่างรวดเร็วและลื่นไหลประหนึ่งเสือดาวที่ซุ่มโจมตีเหยื่อ มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือของชายที่ถือปืนไว้ได้ทันก่อนที่มันจะทันเหนี่ยวไก ภัทรออกแรงบิดข้อมือฝ่ายตรงข้ามอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนเกิดเสียงกระดูกลั่นดัง กร๊อบ!
"อ๊ากกก!"
ชายคนร้ายร้องลั่นด้วยความเ็ปปืนหลุดจากมือร่วงลงพื้นปูน ภัทรไม่เปิดโอกาสให้มันได้ตั้งตัว เขาใช้ศอกหนากระแทกเข้าที่ดั้งจมูกของมันอย่างจังจนเืกำเดาทะลัก ก่อนจะปิดฉากด้วยการหมุนตัวเตะตัดขา (Low Kick) ส่งร่างหนาของมันล้มฟุบลงไปนอนร้องโอดโอยกับพื้นปูนอย่างหมดสภาพในเวลาไม่ถึงสามวินาที
"ระวังค่ะคุณภัทร! ข้างหลัง!" มิเกลร้องเตือนสุดเสียงยามเห็นชายฉกรรจ์อีกสองคนที่เหลือพุ่งเข้าใส่ภัทรพร้อมกันโดยคนหนึ่งถือมีดพกปลายแหลมคมวับวาว
ภัทรเบี่ยงตัวหลบคมมีดที่พุ่งเข้ามาได้อย่างหวุดหวิด ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของเขาเต็มไปด้วยความทะมัดทะแมงและผ่านการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ขั้นสูงมาอย่างโชกโชน ชายหนุ่มจับข้อมือของคนร้ายที่ถือมีด ดึงรั้งเข้าร่างกายแล้วใช้หัวเข่าแกร่งกระทุ้งเข้าที่ยอดอกของมันอย่างจังจนมันหน้าเขียวปัด ทรุดลงไปกองกับพื้นหอบหายใจพะงาบ ๆ
คนร้ายคนสุดท้ายที่ล็อกตัวมิเกลไว้เห็นท่าไม่ดี มันปล่อยตัวหญิงสาวทิ้งทันทีหวังจะวิ่งหนีไปที่รถตู้ ทว่าภัทรไม่ยอมปล่อยให้มันหนีไปได้ ชายหนุ่มะโหมุนตัวเตะกลับหลังส่งส้นเท้าเข้าที่แผ่นหลังของมันอย่างจัง (Spinning Back Kick) แรงปะทะมหาศาลส่งร่างของมันไถลครูดไปกับพื้นปูนซีเมนต์จนสลบเหมือดไปทันที
ความเงียบกลับมาปกคลุมลานจอดรถอีกครั้ง มีเพียงเสียงสัญญาณกันขโมยรถยนต์ที่ยังคงดังเตือนสลับกับเสียงหอบหายใจเหนื่อยแ่เบาของมิเกล ภัทรยืนจัดปกเสื้อเชิ้ตของตัวเองให้เข้าที่ช้า ๆ ใบหน้าหล่อเหลาแบดบอยไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน มีเพียงเหงื่อซึมตามไรผมเล็กน้อย หันกลับมามองมิเกลที่ยืนสั่นเทาพิงเสาคอนกรีต แววตาของเขาเปลี่ยนเป็อ่อนโยนปนห่วงใยในพริบตา
"เป็ยังไงบ้างคนสวย? ปลอดภัยดีใช่ไหม?" ภัทรเอ่ยถามพลางเดินเข้ามาประคองร่างบางไว้เบา ๆ
"เกล... เกลปลอดภัยค่ะ..." มิเกลตอบเสียงสั่นเครือ ตัวของเธอยังคงสั่นระริกจากเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เพิ่งผ่านพ้นไป "ขอบคุณนะคะคุณภัทร... ถ้าไม่มีคุณ เกลคง..."
"ชู่ว์... อย่าเพิ่งพูดขอบคุณตอนนี้เลย คลื่นลูกใหญ่กำลังจะตามมาต่างหาก" ภัทรตัดบท แววตาของเขาเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมและจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ชายหนุ่มคว้าข้อมือบางของเธอช้า ๆ โดยคราวนี้เขาระมัดระวังเป็พิเศษเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนรอยช้ำของเธอ "พวกมันมีพวกมากกว่านี้ รถตู้คันนั้นอาจจะมีคนตามมาสมทบอีก รีบไปจากที่นี่ก่อนเถอะ"
ภัทรจูงมือมิเกลวิ่งตรงไปยังซูเปอร์สปอร์ตคาร์หรูรุ่นลิมิเต็ดสีดำด้าน 'McLaren 720S' ที่จอดเด่นสง่าอยู่ไม่ไกล ชายหนุ่มกดรีโมทเปิดประตูแบบปีกนก (Scissor Doors) ออกอย่างรวดเร็ว ดันร่างบางเข้าไปนั่งในเบาะฝั่งผู้โดยสารจัดแจงดึงสายรัดเข็มขัดนิรภัยให้เสร็จสรรพ ก่อนจะก้าวข้ามไปประจำที่นั่งคนขับ สตาร์ทเครื่องยนต์เสียงดังกระหึ่มประหนึ่งเสียงคำรามของอสูรร้าย
บรึ้มมม!
ภัทรเข้าเกียร์และเหยียบคันเร่งมิดเท้าทันที ยางรถยนต์ราคาแพงบดเบียดกับพื้นปูนเสียงดังเอี๊ยด... ทิ้งรอยไหม้สีดำไว้เป็ทางยาว รถสปอร์ตคาร์หรูพุ่งทะยานออกจากลานจอดรถใต้ดินฝ่าแสงตะวันยามบ่ายมุ่งหน้าสู่ถนนหลวงด้วยความเร็วสูงลิบลิ่ว หลบหนีจากพื้นที่อันตรายได้อย่างหวุดหวิด
***
ภายในห้องโดยสารที่ตกแต่งด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์และหนังอัลคันทาราหรูหราของรถแมคลาเรน เสียงเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบสมรรถนะสูงครางต่ำอย่างทรงพลังขณะที่รถพุ่งทะยานซิกแซกผ่านการจราจรที่หนาแน่นบนทางด่วนยามบ่ายอย่างรวดเร็วและแม่นยำด้วยทักษะการขับรถระดับมืออาชีพของภัทร
มิเกลนั่งเกร็งกุมสายเข็มขัดนิรภัยไว้แน่น ใบหน้าหวานยังคงซีดเซียว ดวงตากลอกมองทิวทัศน์ข้างทางที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วกว่ารถทั่วไปหลายเท่า ความเงียบโรยตัวอยู่ชั่วครู่ก่อนที่ภัทรจะหันมามองเสี้ยวหน้าหวานของเธอพลางพ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ
"หน้าซีดเป็ไก่ต้มเลยนะคนสวย ใขนาดนั้นเลยเหรอ?" ภัทรเอ่ยแซวหวังทำลายความตึงเครียด แววตาขี้เล่นคู่เดิมกลับมาประดับบนใบหน้าอีกครั้ง
"แหงสิคะคุณภัทร! คนโดนลักพาตัวนะ ไม่ใช่โดนชวนไปกินไอศกรีม..." มิเกลหันไปค้อนขวับใส่เขาเบา ๆ ทว่าหัวใจที่เคยเต้นรัวแรงเริ่มค่อย ๆ สงบลงเพราะท่าทางสบาย ๆ ของชายหนุ่มเื้ัพวงมาลัย "แล้ว... แล้วคุณภัทรไปทำอะไรที่นั่นคะ? อย่าบอกนะว่าบังเอิญผ่านไปแถวนั้นพอดี"
ภัทรกระตุกยิ้มมุมปาก ั์ตาสีน้ำตาลอ่อนฉายประกายรู้ทัน "ระดับฉันแล้ว ไม่มีคำว่าบังเอิญหรอกมิเกล... ฉันส่งคนติดตามดูพฤติกรรมของพวกแก๊ง 'ทวีเกียรติ' ซึ่งเป็กลุ่มอิทธิพลมืดที่เป็คู่แข่งรายใหญ่ของนฤบดินทร์กรุ๊ปมาสักพักแล้ว พอสายรายงานว่าพวกมันเริ่มเคลื่อนไหวมาแถวโรงพยาบาลที่แม่ของเธอรักษาตัวอยู่ ฉันก็เลยต้องรีบบึ่งมาดูด้วยตัวเอง... และก็เป็อย่างที่คิดจริงๆ พวกมันจ้องเล่นงานเธอ"
"ทำไมพวกมันต้องจับตัวเกลด้วยคะ? เกลไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจของพวกคุณเลยนะ..." มิเกลถามน้ำเสียงสับสนและหวาดระแวง
"พวกมันไม่ได้สนใจตัวเธอหรอกมิเกล... แต่พวกมันสนใจฐานะ 'ผู้หญิงคนโปรด' ของไอ้คชาต่างหาก" ภัทรหันมามองเธอ แววตาของเขายามนี้เปลี่ยนเป็จริงจังระคนตึงเครียด "ไอ้คชามันเป็คนเ็า ไม่เคยมีจุดอ่อน ไม่เคยพาผู้หญิงคนไหนออกงานเปิดตัว และไม่เคยให้ใครเข้าไปอยู่ในถิ่นส่วนตัวของมันอย่างเด็ดขาด... แต่กับเธอ มันยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องและแสดงความเป็เ้าของอย่างออกนอกหน้า พวกคู่แข่งธุรกิจของมันถึงได้รู้ว่า 'เธอคือจุดอ่อน' เพียงหนึ่งเดียวของคชา นฤบดินทร์"
คำว่า 'จุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียว' ดังก้องอยู่ในหัวสมองของมิเกล ความรู้สึกซับซ้อนสับสนก่อตัวขึ้นในใจอย่างห้ามไม่ได้ เธอเป็แค่เด็กเอ็นจ้างรายปี เป็คู่นอนและเครื่องบำบัดอาการนอนไม่หลับของเขาเท่านั้น... คชาจะเห็นเธอสำคัญขนาดนั้นเชียวหรือ? หรือเป็เพียงแค่ความหวงก้างและ้าเอาชนะตามประสาไฮโซหนุ่มผู้เย่อหยิ่งเท่านั้น
"พวกมัน้าจับตัวเธอไปเพื่อใช้เป็ข้อต่อรองแบล็กเมล์บีบให้ไอ้คชายอมลงนามในสัญญาโอนหุ้นสัมปทานท่าเรือขนส่งสินค้ามูลค่าหลายพันล้านบาท... ถ้าไม่มีฉัน คืนนี้เธอคงได้ไปอยู่ในนรกของพวกมันแล้ว" ภัทรอธิบายเสียงเรียบ ก่อนจะปรายสายตาลงมองข้อมือของมิเกลที่เสื้อคาร์ดิแกนเลิกขึ้นจนเห็นรอยช้ำชัดเจนอีกครั้ง
คิ้วหนาของภัทรขมวดมุ่น แววตาขี้เล่นหายวับไปทันตา "แล้วรอยช้ำที่ข้อมือนั่น... ฝีมือไอ้คชาเหรอ?"
มิเกลสะดุ้งรีบดึงแขนเสื้อคลุมลงมาปิดข้อมือไว้รวดเร็ว ใบหน้าหวานร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความรู้สึกสับสนปนขัดเขิน "เปล่าค่ะ... ไม่ใช่ฝีมือของคชาหรอกค่ะ เกลแค่..."
"ไม่ต้องมาโกหกฉันหรอกมิเกล" ภัทรเอ่ยขัดเสียงแข็ง ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ความหึงหวงลึก ๆ แล่นพล่านเข้าเกาะกุมหัวใจของชายหนุ่มแบดบอยเช่นกันยามเห็นร่องรอยการตีตราจากชายอื่นบนเรือนร่างที่เขาแอบหมายปอง "ไอ้คชามันมีความเป็เ้าของสูงจนบ้าคลั่ง ใคร ๆ ก็รู้... แต่มันไม่ควรทำรุนแรงกับเธอขนาดนี้"
"เกลบอกว่าไม่ใช่ฝีมือคชาไงคะ! คุณภัทรกรุณาอย่าถามเซ้าซี้เลยค่ะ..." มิเกลตัดบทน้ำเสียงกระชากเล็กน้อยเพื่อปิดบังความจริงอันดำมืดเกี่ยวกับ นพ. ภาคิน
ภัทรลอบมองใบหน้าหวานที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นและเหนื่อยล้า ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกยาวเพื่อระบายอารมณ์คุกรุ่นในอก เขาไม่้าบีบคั้นเธอในสถานการณ์ระทึกขวัญเช่นนี้
"ช่างเถอะ... เอาเป็ว่าตอนนี้ฉันต้องรีบพาเธอไปส่งคืนเ้าของตัวจริงก่อน ก่อนที่ไอ้คชามันจะรู้ข่าวลักพาตัวแล้วสั่งบริวารปิดกรุงเทพฯ ตามล่าเธอจนเมืองพินาศไปข้างหนึ่ง" ภัทรบ่นพึมพำปนเหน็บแนมทว่าั์ตาสะท้อนความห่วงใยจริงใจ "คืนนี้... ฝั่งนฤบดินทร์คงต้องเปิดศึกสายเืกับพวกแก๊งทวีเกียรติอย่างเลี่ยงไม่ได้แน่"
รถสปอร์ตคาร์หรูพุ่งทะยานตัดผ่านทางแยกเข้าสู่เขตชานเมือง มุ่งตรงไปยังเซฟเฮาส์ที่มีระบบการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดของคชาทันที
***
'เดอะ การ์เดน เซฟเฮาส์' (The Garden Safe House) เป็คฤหาสน์หรูหราส่วนตัวสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกที่ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนป่าขนาดใหญ่แถบชานเมืองหลวง สถานที่แห่งนี้ถูกติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยอย่างแ่า ทั้งกล้องวงจรปิดรอบทิศทาง รั้วไฟฟ้าแรงสูง และบอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำเข้มติดอาวุธครบมือคอยเดินตรวจตราอย่างเข้มงวดตลอดเวลา
ทันทีที่รถแมคลาเรนสีดำของภัทรขับผ่านประตูกลไกเหล็กกล้าั์เข้ามาจอดสนิทที่ลานหินอ่อนหน้าคฤหาสน์ บานประตูกระจกของเซฟเฮาส์ก็ถูกผลักออกอย่างรุนแรงทันที
ร่างสูงใหญ่กำยำของ 'คชา นฤบดินทร์' ก้าวเดินกึ่งวิ่งออกมาจากตัวบ้าน ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มบัดนี้ไร้ซึ่งความเยือกเย็นใด ๆ หลงเหลืออยู่ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ร้อนรนกระวนกระวาย และความโกรธเกรี้ยวราวกับูเาไฟที่พร้อมจะะเิ ทันทีที่เขาได้รับสายรายงานจากสายข่าวของภัทรว่ามิเกลถูกลักพาตัวและภัทรเข้าช่วยเหลือไว้ได้ โลกทั้งใบของชายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลก็แทบถล่มทลายลงตรงหน้า
ประตูฝั่งผู้โดยสารเปิดออกช้า ๆ มิเกลก้าวเท้าสั่นเทาลงมาจากรถ ร่างบางดูเหนื่อยอ่อน ผมยาวดัดลอนยุ่งเหยิงเล็กน้อย เสื้อคาร์ดิแกนตัวหนามีรอยเปื้อนฝุ่นจากการยื้อยุดฉุดกระชากกับคนร้าย
"มิเกล!"
เสียงทุ้มต่ำตวาดเรียกชื่อเธอด้วยความรู้สึกอันท่วมท้น คชาไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป ชายหนุ่มพุ่งตัวเข้าหาร่างบางทันที วงแขนแกร่งกว้างโอบรัดรอบร่างของมิเกลเข้าสู่อ้อมอกอย่างรวดเร็วและรุนแรง แรงปะทะทำให้มิเกลต้องเซถอยหลังไปซบกับอกกว้างอันอบอุ่นของเขา
คชากอดเธอแน่น... แน่นจนมิเกลแทบหายใจไม่ออก แขนแกร่งของเขาโอบรัดเอวบางและไหล่ลาดไว้ราวกับจะหลอมรวมเธอเข้าเป็ส่วนหนึ่งของร่างกาย ชายหนุ่มซบใบหน้าลงกับกลุ่มผมนุ่มสีคาราเมล สูดดมกลิ่นหอมของวานิลลาที่ผสมกลิ่นเหงื่อจาง ๆ เพื่อยืนยันว่าเธอปลอดภัยและยังคงอยู่เคียงข้างเขาจริง ๆ ร่างกายสูงใหญ่กำยำของไฮโซหนุ่มผู้เคยเ็ากลับสั่นเทาน้อย ๆ ด้วยความโล่งอกอย่างที่เขาไม่เคยเป็มาก่อนในชีวิต
"เธอปลอดภัย... ปลอดภัยดีใช่ไหมมิเกล? ฉันขอโทษ... ฉันดูแลเธอไม่ดีเอง..." คชาพึมพำเสียงพร่าต่ำอยู่ข้างหูของเธอ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเ็ปและเกรี้ยวกราดในคราวเดียวกัน "พวกมันแตะต้องตัวเธอตรงไหนบ้าง? บอกฉันมา... ฉันจะฆ่าพวกมันให้หมด!"
ความอบอุ่นจากอ้อมกอดแกร่งและกระแสความห่วงใยอันเปี่ยมล้นปนบ้าคลั่งของคชา ทำลายกำแพงความเข้มแข็งที่มิเกลพยายามสร้างขึ้นมาจนหมดสิ้น หญิงสาวซบหน้าลงกับอกแกร่งของเขาร้องไห้โฮออกมาสะอื้นตัวโยน สองมือเรียวบางขยับขึ้นกุมเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แน่นคล้าย้าหาที่พึ่งพิงสุดท้ายในชีวิต
"เกลกลัว... คชา... เกลกลัวมากจริงๆ ฮึก... พวกมันจะจับเกลไป..." มิเกลร้องไห้ละล่ำละลัก อารมณ์หวาดกลัวสะกดกั้นที่อดทนมาตลอดทางะเิออกหมดเปลือก
"ชู่ว์... ไม่เป็ไรแล้วนะคนดี ฉันอยู่นี่แล้ว... ไม่มีใครหน้าไหนจะทำร้ายเธอได้อีก ฉันสัญญาด้วยชีวิตของฉัน" คชาเอ่ยปลอบเสียงนุ่มนวลทว่าแฝงกระแสความเด็ดขาดน่ากลัว มือหนายกขึ้นลูบเส้นผมลอนนุ่มปลอบประโลมระคนหวงแหนสุดหัวใจ
ภัทรดนัยก้าวเดินลงมาจากรถสปอร์ตคาร์ยืนพิงประตูรถกอดอกมองภาพคนทั้งสองตรงหน้าด้วยแววตาที่ซับซ้อน รอยยิ้มมุมปากของเขายามนี้ดูฝืดเฝื่อนและแฝงความขมขื่นบางอย่าง ทว่าเขาก็เก็บงำอารมณ์เ่าั้ไว้ภายใต้หน้ากากเพลย์บอยตามเดิม
"หมดหน้าที่ของกูแล้วนะไอ้คชา... คราวนี้มึงเป็หนี้ชีวิตกูครั้งใหญ่เลยล่ะ" ภัทรเอ่ยปากแซวเสียงดังขึ้นหวังทำลายบรรยากาศดราม่า
คชาค่อย ๆ คลายอ้อมกอดออกจากร่างบางของมิเกลช้า ๆ ทว่ามือหนายังคงประคองไหล่บางของเธอไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ชายหนุ่มหันหน้าไปมองเพื่อนสนิทและคู่แข่งทางธุรกิจด้วยแววตาจริงจังและซาบซึ้งใจ
"เออ... ขอบใจมึงมากภัทร หนี้ครั้งนี้กูไม่ลืมแน่" คชาเอ่ยตอบน้ำเสียงหนักแน่นเป็ทางการ "แล้วพวกที่จู่โจม... มึงจัดการยังไง?"
"คนของกูเคลียร์พื้นที่ลานจอดรถและลากคอพวกมันส่งไปที่โกดินใต้ดินเรียบร้อยแล้ว คืนนี้พวกเราคงมีข้อมูลเด็ด ๆ ของไอ้พวกทวีเกียรติมาเค้นถามแน่" ภัทรบอกน้ำเสียงราบเรียบแต่ดวงตาคมกริบฉายประกายโเี้ตามประสานักธุรกิจสายมืด "แต่กูเตือนมึงไว้อย่างนะคชา... คราวนี้พวกมันรู้แล้วว่ามิเกลคือจุดอ่อนของมึง พวกมันเอาจริงแน่ และโรงพยาบาลหรือสถานที่สาธารณะจะไม่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงของมึงอีกต่อไป"
คชาได้ยินคำเตือนดังนั้น ดวงตาคมกริบก็ฉายประกายเย็นะเืและโกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที ชายหนุ่มก้มลงมองใบหน้าหวานซีดเซียวของมิเกลที่ยังมีคราบน้ำตาเปรอะเปื้อนแก้มใส ความคิดเด็ดขาดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัวสมองของเขาในทันทีเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้หญิงที่เขารักและหวงแหนสุดชีวิต
"ฉันรู้แล้ว... ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องเธอได้อีกแม้แต่ปลายก้อย" คชาเอ่ยเสียงเรียบเด็ดขาด ก่อนจะหันมาสั่งบอดี้การ์ดคนสนิทที่ยืนคุ้มกันอยู่รอบข้าง "เตรียมเรือยอชต์ 'Ocean Serenade' ของฉันให้พร้อมด่วนที่สุด ฉันจะพามิเกลออกเดินทางไปกบดานและหลบภัยกลางอ่าวไทยคืนนี้ทันที!"
คำสั่งเด็ดขาดของคชาทำให้มิเกลชะงักเงยหน้ามองเขาด้วยความสับสนและตื่นตระหนก ทว่าแววตาที่เต็มไปด้วยอำนาจและความ้าปกป้องสุดชีวิตของชายหนุ่มตรงหน้าก็ทำให้เธอได้รู้ว่า... โลกของเธอนับจากนี้ได้ถลำลึกลงสู่มรสุมความรักและความแค้นของเหล่าไฮโซหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลอย่างไม่มีวันกลับคืนได้อีกแล้ว...
ภัทรมองดูคนทั้งสองเดินโอบกอดประคองกันเข้าไปในตัวคฤหาสน์หรูด้วยสายตาเงียบงัน ชายหนุ่มแบดบอยยกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองพลางพึมพำเสียงแ่เบาเล็ดลอดออกมากับสายลมยามบ่าย
"ดูแลเธอให้ดีล่ะไอ้คชา... เพราะถ้ามึงทำเธอหลุดมือเมื่อไหร่ กูจะเข้าเสียบแทนทันทีโดยไม่ลังเลเลยสักวินาทีเดียว..."
สายลมยามบ่ายพัดผ่านโชยพาเอากลิ่นอายาระหว่างสองตระกูลใหญ่และพายุอารมณ์ความหึงหวงโกรธเกรี้ยวที่กำลังจะปะทุขึ้นกลางทะเลกว้าง... รอคอยการเดินทางในบทต่อไปที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างใจจดใจจ่อ...