หลิงเทียนที่กำลังงุนงงกับเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเขา ที่แทรกแซงในการประลองครั้งนี้ ทว่าที่เขาสงสัยมากที่สุดก็คือ เหตุใดผู้คุมกฏถึงไม่ยุติการประลองนี้ หรือว่าเขาต้องสู้กับเด็กสาวคนนี้ด้วย ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น
"พรึ่บ!!"
สติของหลิงเทียนก็แทบจะหลุดกระจายไปในทันที เมื่อหญิงสาวพุ่งเข้ามาหาเขาด้วยความเร็วเหนือแสง และสวมกอดเขาแบบไม่ทันตั้งหลัก กลิ่นกายของเด็กสาววัยแรกแย้มนั้นช่างเย้ายวนยิ่งนัก หลิงเทียนเทียนพยายามสะกดกลั้นอารมณ์อย่างถึงขีดสุด ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เบาบาง
"จะ..เจ้า..เป็นใครกัน!!?"
แต่จู่ๆ กลับผิดคาดเมื่อเด็กสาวที่สวมกอดหลิงเทียน ค่อยๆ ผละออกอย่างช้าๆ ก่อนจะเริ่มมีน้ำตาชื้น และมองหลิงเทียน ด้วยแววตาที่ใสซื่อบริสุทธิ์
"ท่านพ่อ จำลูกสาวของท่านไม่ได้หรือคะ!!?"
"ห๊าาา!!?"
ทั้งหลิงเทียนและเหล่าศิษย์ต่างๆ ในสนามประลองที่ได้ยินสิ่งที่เด็กสาววัย 17-18 ที่แทรกแซงเข้ามา เอ่ยว่าเป็นลูกสาวของหลิงเทียน ถึงกับช็อคค้างไปทั้งสนาม
กระทั่งหนิงเอ๋อร์และมู่เยี่ย ที่ในตอนแรกคลั่งจนแทบสติแตก เมื่อเห็นเด็กสาวพุ่งเข้ากอดหลิงเทียน [อิจฉา] แต่พอได้ยินว่าเป็นลูกสาว ถึงกับวิญญาณหลุดออกจากร่างทันที จะมีก็แต่เพียงเซียงเซียงเท่านั้น ที่ยิ้มอย่างมีความสุข หลังจากจับสัมผัสพลังที่คุ้นเคยเคยได้
ทว่าหลิงเทียนที่อยู่ในสนามประลอง ตอนนี้แข็งค้างกลายเป็นรูปปั้นหินไปเรียบร้อยแล้ว ได้แต่ครุ่นคิดจนสติแทบแตกว่าเขาเคยไปไข่เรี่ยราดด้วยหรอ ก่อนจะเริ่มคิดขึ้นได้ และเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เบาบาง
"เหมยลี่ เป็นเจ้าจริงๆหรอนี่!!?"
"ค่ะ" เหมยลี่ยิ้มรับด้วยท่าทีไร้เดียงสา
หลิงเทียนได้แต่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ เพราะหากมีใครรู้ว่าเมื่อครู่ เขานั้นคิดอกุศลกับบุตรสาวแล้วล่ะก็ จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน เพราะเมื่อ 1 ปีก่อนเหมยลี่ยังมีรูปร่างไม่ต่างไปจากเด็กสามขวบ แต่ตอนนี้เรียกได้ว่าสวยกว่าทุกคนในตำหนักเลยก็ว่าได้ ก่อนจะรีบปั้นหน้าและพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามสะกดกลั้นความอาย
"เหมยลี่เจ้ารอพ่ออยู่นี่ เสร็จสิ้นงานประลองพวกเราค่อยพูดคุยกันต่อ"
"ได้ค่ะ"
สิ้นเสียงของเหมยลี่ หลิงเทียนมองไปยังมู่เป่ยที่อยู่ในสนามประลอง ด้วยสายตาที่เย็นชา เพราะหากเขาไม่ได้เหมยลี่มาช่วยจัดการอสูรทั้งสามตัว ผลแพ้ชนะก็ยังไม่อาจคาดเดา แต่ที่แน่ๆ คือแผนสกปรกที่มู่เป่ยใช้นั้น เรียกได้ว่าขี้โกงมาก และเขาเองก็ยอมรับไม่ได้ เพราสำหรับหลิงเทียนแล้ว มีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น ที่สามารถโกงคนอื่นได้ นั่นก็คือตัวเขา
พลันสายตาไปหยุดอยู่ที่มู่เยี่ย ที่กำลังนั่งอยู่ในส่วนของศิษย์สายนอก บนสนามประลอง จึงฉุกคิดขึ้นได้และยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจ ก่อนจะพุ่งเข้าจู่โจมมู่เป่ยที่ยืนนิ่งอยู่ในทันที
มู่เป่ยที่ยังตกตะลึงไม่หาย แต่เมื่อเห็นหลิงเทียนพุ่งเข้ามา ปฏิกริยาตอบสนองของเขาถือว่าดีเยี่ยม จึงรับมือการจู่โจมได้ทันท่วงที แม้พละกำลังของมู่เป่ยจะเหนือกว่า ทว่าทักษะวิชาและความเร็วหลิงเทียนเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด ไม่นานนักมู่เป่ยก็ถูกหลิงเทียน จู่โจมอย่างต่อเนื่องจนไม่อาจตั้งรับได้
สุดท้ายก็ไม่ต่างไปจากการโดนกระทืบอยู่ฝ่ายเดียว ซ้ำร้ายหลิงเทียนยังไม่เปิดโอกาสให้มู่เป่ย ได้เอ่ยขอยอมแพ้อีกด้วย เพราะทันทีที่หลิงเทียนเห็นการเปลี่ยนแปลงว่าปากของมู่เป่ยเริ่มจะขยับ เขาก็จะสาวหมัดเข้าไปที่ใบหน้าทันที เพื่อไม่ให้พูดอะไรออกมาได้
ผ่านไปราวสามสิบลมหายใจ เซียงเซียงมองเห็นสายตาของมู่เยี่ยที่มองมาทางหลิงเทียนและมู่เป่ย ก็อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้ เพราะนั่นไม่ใช่สายตาที่เป็นห่วงพี่ชายแต่อย่างใด ทว่ากลับเป็นสายตาที่ชมชอบซะมากกว่า สำหรับนางแล้ว เข้าใจในเหตุผลที่หลิงเทียนไม่ยอมจบการต่อสู้ในรอบนี้
ถึงแม้ว่าหลิงเทียนจะฉลาดและเก่งกาจในหลายๆ ด้าน แต่มีเพียงอย่างเดียวที่โง่ที่สุดก็คือ ซื่อบื้อในเรื่องของหญิงสาว ก่อนที่สายตาจะไปหยุดทางหนิงเอ๋อร์ จึงได้แต่ส่ายหัวเบาๆ เพราะนางเองก็ไม่รู้ว่าวันดีคืนดี หลิงเทียนจะไปพลาดท่าให้กับผู้หญิงคนไหนอีก นางจึงได้แต่ถอนหายใจอย่างเพลียๆ
กลับมาที่สนามประลอง หลิงเทียนที่จู่โจมมู่เป่ยอยู่ฝ่ายเดียวนั้น [กระทืบ] เริ่มรู้สึกปวดเมื่อยไปหมด เพราะร่างกายของมู่เป่ยนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก และในการประลองรอบนี้เขาไม่อาจใช้พลังปราณได้ จนในที่สุดเขาก็เลือกโจมตีโดยการเตะส่งร่างของมู่เป่ยไปนอกสนามประลองทันที
"ตู้มมมมม!!?"
"แฮ่ก แฮ่ก!! นี่ตรูเตะกระสอบทรายอยู่หรือไงว่ะ!!" หลิงเทียนที่เหนื่อยหอบจากการต่อสู้โดยใช้แต่เพียงร่างกายล้วนๆ บ่นขึ้น
เมื่อมู่เป่ยเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปแล้ว ผู้คุมกฏอี้หลินก็ลงมาทำหน้าที่ต่อทันที และประกาศให้หลิงเทียนเป็นฝ่ายชนะ ก่อนจะเริ่มเรียกชื่อศิษย์หลักอีก 9 อันดับที่เหลือขึ้นมา แต่ทุกคนล้วนแต่ขอผ่านทั้งสิ้น และแต่ละคนก็มีเหตุผลที่ต่างกันออกไป ก่อนที่.....
ศิษย์หลักอันดับ 1 ชางเยว่ ศิษย์หลักอันดับ 2 หย่งคัง และศิษย์หลักอันดับ 3 หวังเย่อิง ก้าวขึ้นมาสู่สนามประลองพร้อมๆ กัน ท่ามกลางความตกตะลึกของบรรดาเหล่าศิษย์ต่างๆ เป็นชางเยว่กล่าวขึ้น
"ข้ายอมรับเจ้า เพียงเพราะว่าเจ้าเป็นสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ก็เท่านั้น แต่ในเรื่องของฝีมือที่แท้จริง ข้ามิอาจยอมรับได้ ฉะนั้นอีกสี่เดือนข้างหน้า เจ้าจงเตรียมตัวให้พร้อมและเข้าร่วมการประลองจัดอันดับศิษย์หลัก ข้าต้องการรู้ว่าเจ้านั้นคู่ควรกับสายเลือดศักดิ์สิทธิ์หรือไม่!!?"
สิ้นเสียงของชางเยว่นางก็เดินจากไป สายตาของหลิงเทียนจับจ้องนางอย่างไม่วางตา เพราะนางเป็นคนแรกในรุ่นเดียวกัน ที่ให้ความรู้สึกกับคำว่ายอดฝีมือที่แท้จริง และหันไปทางหย่งคังที่มองเขาด้วยสายตาที่รังเกียจอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่หย่งคังจะเดินมากระซิบที่ข้างหูของเขา
"หากไม่ใช่อีกสี่เดือนข้างหน้า มีการประลองศิษย์หลักของแต่ละตำหนัก วันนี้แกคงได้ตายด้วยน้ำมือของข้าไปแล้ว!!?"
"อ้อเหรอ!! ไม่ยักรู้นะเนี่ย!!?" หลิงเทียนเอ่ยตอบ และยักไหล่อย่างไม่สนใจในสิ่งที่หย่งคังกล่าว
"รอถึงการประลองในอีกสี่เดือนข้างหน้า ข้าจะเป็นคนเด็ดหัวเจ้าเอง!!"
"จะรอก็แล้วกันนะ!!"
สิ้นเสียงการปะทะฝีปากของทั้งสอง หย่งคังก็ยกยิ้มขึ้นอย่างเย็นชา ก่อนจะผละตัวออกไป ส่วนหวังเย่อิงนั้นพูดแค่เพียงสั้นๆ แล้วก็จากไป
"ถือว่าเจ้าโชคดีไป ที่เลือกท้าประลองในช่วงเวลานี้!!?"
หลิงเทียนได้แต่งงๆ เขารู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองทำอะไรผิดไปอย่างนั้นแหละ ทั้งๆ ที่เขาสามารถสู้ต่อได้เรื่อยๆ แต่เป็นบรรดาศิษย์หลักเองต่างหาก ที่เลือกจะไม่ประลองกับเขา แถมยังมาพูดจาแดกดันเขาอีก หากเป็นในอดีตนั้นเขาคงไม่สนใจเรื่องไร้สาระพรรค์นี้ ทว่า.....
"ถึงเหล่าศิษย์หลักทุกคน อีกสี่เดือนหลังจากนี้ ข้าหลิงเทียน จะสยบทุกคนให้ยอมรับความจริง!!"
จู่ๆ หลิงเทียนก็ปลดปล่อยออร่าพลังออกมาอย่างรุนแรง ก่อนจะใช้เท้ากระแทกพื้น จนสนามประลองที่ถูกห่อหุ้มด้วยพลังปราณอย่างหนาแน่น ถึงกับแตกออกเป็นสี่ส่วน
กระทั่งเหล่าอาวุโสในตำหนักยังตกตะลึง เพราะพลังปราณระดับนี้เทียบเท่าได้กับ ศิษย์หลักสามอันดับแรก หรืออาจจะเทียบเท่าได้กับชางเยว่ที่เป็นสายเลือดศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์ ที่แข็งแกร่งที่สุดก็ว่าได้
การกระทำที่หลิงเทียนแสดงออกนั้น หมายความว่าเขาได้ประกาศสงครามกับเหล่าศิษย์หลัก ในตำหนักที่ไม่ยอมรับเขาทุกคน และคำว่าสยบทุกคนก็มีอีกความหมายนึง นั่นคือชนะเหล่าศิษย์หลักทุกตำหนักนั่นเอง ที่ผ่านมานั้นชางเยว่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุด ก็ยังมิอาจเอาชนะศิษย์หลักอันดับ 1 และ 2 ของตำหนักเพลิงโลกันต์ได้เลย แต่หลิงเทียนกลับกล้าพูดจาโอหังเช่นนี้ ทำให้มีหลายคนไม่พอใจ
ทว่าเหล่าศิษย์ต่างๆ ก็แทบจะไม่กล้าพูดอะไรออกมาเลย เมื่อเจอระดับลมปราณที่แท้จริงของหลิงเทียน แต่กับศิษย์หลักใน 5 อันดับแรกนั้นหาได้สนใจในคำพูดของหลิงเทียน จะมีก็แต่เจ้าตำหนักที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เท่านั้น เมื่อรู้ว่าหลิงเทียนจะยอมเข้าร่วมการประลองศิษย์หลักของแต่ละตำหนัก ในอีกสี่เดือนข้างหน้า เพราะอย่างน้อยหากหลิงเทียนทำได้อย่างที่พูดจริง ตำหนักเหมันต์จันทรา จะกลายมาเป็นอันดับ 1 ทันที
หลังจากนั้นไม่นานผู้คุมกฏก็ประกาศอย่างเป็นทางการว่า หลิงเทียนผ่านการคัดเลือกเป็นศิษย์หลักโดยตรง แม้จะมีหลายคนไม่พอใจ หากศิษย์หลักทั้งสามลงประลอง ก็ไม่แน่ว่าศิษย์ใหม่อย่างหลิงเทียน จะสามารถผ่านการคัดเลือกได้ แต่พวกเขาก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก เพราะรู้ว่าการประลองที่ถูกจัดขึ้นในอีกสี่เดือนข้างหน้านั้น มีความสำคัญอย่างไรต่อตำหนัก
เมื่อการประลองเข้าร่วมเป็นศิษย์หลักโดยตรงของหลิงเทียนจบลง ก็มีอาวุโสคนนึง มาพาหลิงเทียนไปยังตำหนักส่วนตัว พร้อมมอบชุดของศิษย์หลัก ตราประจำตัวของศิษย์หลัก และทรัพยากรในการบ่มเพาะพลังส่วนหนึ่ง จากนั้นจึงเริ่มอธิบายถึงกฏเกณฑ์ต่างๆ ของศิษย์หลัก
หลิงเทียนที่รับทราบถึงกฏต่างๆ ของตำหนักแล้ว จึงเข้าไปยังตำหนักเพื่อที่จะพักผ่อน และพูดคุยกับเหมยลี่พร้อมๆ กับกลุ่มของเขา ถึงกำหนดการเดินทางออกจากตำหนักเพื่อไปทำภารกิจในครั้งนี้ โดยมีกำหนดการเดินทางในอีก 3 วันข้างหน้า เมื่อทุกคนเข้าใจแล้วต่างก็แยกย้ายกันไป
จะมีก็แต่เซียงเซียง และเหมยลี่เท่านั้นที่อยู่คุยกันต่อเพราะพวกนางไม่ได้เจอกันมานาน ส่วนหลิงเทียนที่มองสองแม่ลูกคุยกัน ถึงกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่เลยทีเดียว เพราะแค่เพียงเวลา 1 ปีเหมยลี่ก็โตจนดูเหมือนกับสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเซียงเซียง และที่สำคัญนั้นเหมยลี่ก็ดันเลือกที่จะนอนกับเขาเหมือนสมัยก่อน ทว่าสิ่งที่หน้าหนักใจกว่านั้นคือ เซียงเซียงก็ดันไม่ยอมกลับตำหนักของนาง แต่กลับขอนอนค้างด้วย หลิงเทียนจึงได้แต่ถอนหายใจอย่างเซงๆ พลางบ่นกับตัวเองในใจ
"เจ้ามังกรน้อย ถ้าคืนนี้แกกล้าผงาดขึ้นมาล่ะก็ พ่อจะจับหักคอเลยทีเดียวเชียว!!"