Legendary Combination การผสมผสานของตำนาน

    ตอนที่ 85 โจโฉเริ่มเคลื่อนไหว

            ตอนที่85 โจโฉเริ่มเคลื่อนไหว

             

            อาคารกิลAdmiration , เมืองจ้านลู่

             

            หมิงที่เข้าเกมมาก่อนหน้าติ๊กกำลังนั่งอยู่กับกุยแกด้วยท่าทางร้อนใจเพราะตอนนี้เขาได้ยินข่าวร้ายที่มาจากจดหมายในมือของเขา

             

            “ท่านกุนซือ! แล้วเราจะทำยังไงดีครับ พวกพี่ดาร์คจะเป็นอะไรหรือเปล่า”

             

            กุยแกถอนหายใจเฮือกใหญ่เขาบรรจงจิบชาช้าๆ โดยไม่ได้รีบตอบคำถามของหมิงกุยแกนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งเพราะเขาได้ข่าวจากกลุ่มของดาร์คที่ออกเดินทางไปตามหาเคาทู

             

            ดาร์คได้ส่งจดหมายกลับมาหากุยแกโดยใจความในจดหมายนั้นเขียนเอาไว้สั้นๆเพียงหนึ่งประโยคคือ ‘พบมือที่สาม คนแซ่เล่า’นั่นหมายความว่าไม่ได้มีเพียงโจโฉและพวกเขาเท่านั้นที่กำลังตามหาเคาทูแต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งด้วยและคำว่าแซ่เล่าย่อมไม่ใช่ใครนอกจาก ‘เล่าปี่’

             

            “คงเป็นแผนของบังทองที่คิดเหมือนกับข้า...แต่นี่ก็ไม่ถือว่าเลวร้ายเสียทีเดียวอย่างน้อยๆ ข้าก็มั่นใจว่าชาตินี้เคาทูคงไม่ได้กลับไปหาโจโฉได้โดยง่าย”

             

            กุยแกหันมาบอกหมิงด้วยท่าทางสบายๆหมิงที่ได้ยินสิ่งที่กุยแกพูดก็เข้าใจว่าเวลานี้กลุ่มของดาร์คน่าจะยังไม่มีอันตรายเกิดขึ้นเพราะดูไปแล้วเป้าหมายของพวกเขากับเล่าปี่คงเป็นเคาทูเช่นเดียวกัน จึงไม่มีความจำเป็นต้องปะทะกันตั้งแต่ตอนนี้เพียงแต่หมิงก็ยังรู้สึกกังวลอยู่บ้างจึงเอ่ยถามกุยแกไปอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ

             

            “ท่านกุนซือครับเล่าปี่ขึ้นชื่อเรื่องเกลี้ยกล่อมคน...เคาทูคงไม่ไปเข้าร่วมกับทางนั้นใช่มั้ยครับ”

             

            “ข้าเองก็มิอาจคาดเดาได้เช่นกัน และนี่คือเหตุผลที่ข้าเองก็รู้สึกกังวล...เพียงแต่เป้าหมายของพวกเราคือขวางเคาทูไม่ให้กลับไปอยู่กับโจโฉนั่นย่อมถือว่าเป้าหมายบรรลุผลแล้วท่านดาร์คเองเป็นคนฉลาดต้องเข้าใจได้อย่างแน่นอน เพียงแต่ว่า...” กุยแกหยุดพูดไปครู่หนึ่งพร้อมกับทำท่าครุ่นคิด หมิงที่เห็นสีหน้ากังวลของกุยแกเริ่มรู้สึกร้อนใจขึ้นมา

             

            “แต่อะไรหรือครับท่านกุนซือ”

             

            “หากบังทองและเล่าปี่ยังเคลื่อนไหวข้าคิดว่าเจ้านายของเคาทูคงไม่พลาดโอกาสนี้เช่นกันข้ากำลังคิดว่าพวกเราอาจจะกำลังเดินเข้าสู่กับดักที่คนคนนั้นวางเอาไว้” กุยแกพูดในสิ่งที่กังวลออกมาในที่สุด

             

            หมิงที่คิดตามก็รู้สึกกังวลมากเช่นกันเขาเข้าใจดีว่ากุยแกหมายถึงอะไร หาก ‘กิลพิชิตนภา’ที่มีเล่าปี่เป็นหัวใหญ่ยังเคลื่อนไหวเหมือนกับพวกเขา ทางด้าน ‘โจโฉ’เองก็คงเคลื่อนไหวเช่นกัน แล้วไม่แน่ว่าอาจจะมีกลุ่มอื่นอีกด้วยซ้ำแต่ประเด็นสำคัญเป็นเหมือนที่กุยแกบอกเอาไว้ ‘ห้ามให้เคาทูกลับไปอยู่กับโจโฉ’ซึ่งเมื่อดูจากสถานการณ์ในตอนนี้เปอร์เซ็นต์ที่เคาทูจะกลับไปอยู่กับโจโฉได้นั้นมีน้อยมากเพราะจะต้องมีกองกำลังใดกองกำลังหนึ่งมาขวางแน่นอน โจโฉเองก็คงพาตัวกลับไปลำบาก

             

            ‘แต่นี่แหละที่น่ากลัว หากเรายังคิดได้แบบนี้ แล้วโจโฉจะคิดไม่ออกเหรอ’หมิงคิดในใจอย่างกังวลโดยเฉพาะกับองค์หญิงผิงหยางที่เดินทางไปกับพวกดาร์คด้วยนั้นไม่สามารถเกิดใหม่ได้หากองค์หญิงผิงหยางต้องเสียชีวิตความเสียหายของกิลแอดมิเรชั่นคงไม่อาจรับไหว

             

            “ท่านหมิงมิต้องกังวลมากไปหรอกขอรับ ข้าคิดว่าท่านดาร์คน่าจะจัดการได้ขอรับ”กุยแก พูดกับหมิงเพื่อเตือนให้หมิงเลิกกังวล

             

            “ครับท่านกุนซืองั้น...ข้าไปช่วยขุนพันธ์ดูสถานที่ในการก่อตั้งหน่วยกองปราบแล้วกันนะครับ”

             

            “ดีๆๆท่านขุนพันธ์เป็นคนที่มีความสามารถมากแล้วหน่วยกองปราบก็ดูน่าสนใจและมีประโยชน์ต่ออนาคตมากเร่งดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนที่สงครามใหญ่จะมาถึงก็ดีขอรับ” กุยแกเอ่ยเห็นด้วยกับหมิง

             

            หลังจากที่หมิงเดินออกจากอาคารกิลไปกุยแกก็หันมายกถ้วยชาขึ้นจิบแล้วเดินไปยังโต๊ะตรงกลางห้องซึ่งบนโต๊ะเป็นภาพของแผนที่ขนาดใหญ่คือแผนที่ของทวีปตะวันออกนั่นเองกุยแกยืนมองแผนที่พร้อมกับคิดแผนการบางอย่างอยู่เงียบๆ คนเดียวต่อไป

             

            .....

             

             

            ร้านคาเฟ่Admiration

             

            ติ๊กที่คุยกับหวานเกี่ยวกับอนาคตของทวีปตะวันตกและทวีปตะวันออกอยู่นานก็พึ่งนึกขึ้นได้ว่าเหตุผลที่เขาเดินลงมาในตอนแรกคือพูดคุยกับหวานเรื่องการขยายสาขาของร้านคาเฟ่

             

            “จริงสิ! หวานมาๆ นั่งก่อนพี่มีเรื่องอยากจะคุยด้วยหน่อย” ติ๊กเรียกหวานให้ไปนั่งที่โต๊ะมุมร้านตัวเดิม

             

            “มีอะไรหรือคะ” หวาน ถาม

             

            “พอดีพี่อยากขยายสาขาของร้านคาเฟ่ เธอพอจะมีไอเดียอะไรหรือเปล่าหรือเราควรจะลอกเลียนแบบร้านนี้ไปเลย” ติ๊ก ถามหวาน

             

            “หือ...เถ้าแก่ไม่อยากทำแฟรนไชส์แล้วเหรอ”

             

            “ใช่ พี่คิดว่าพวกเราเปิดกันเองดีกว่าเงินทุนก็พอมีอยู่บ้างยังไงเสียเราก็น่าจะพอแลกเงินจากในเกมออกมาช่วยได้พี่เลยคิดว่าพวกเราค่อยๆ ขยายสาขาไปทีละสาขาน่าจะดีกว่า” ติ๊กอธิบายความคิดของตัวเอง

             

            “อาจจะช้ากว่าการทำแฟรนไชส์ แต่มั่นคงกว่าเพราะดูแลได้ทั่วถึงและยังเป็นกำไรเข้าบริษัทโดยตรงเพียงแต่เรื่องแลกเงินจากในเกมออกมาฉันคิดว่า...ยังไม่ควรทำนะคะเพราะสงครามกำลังจะมาเมืองที่พวกเราครอบครองเป็นเพียงเมืองขนาดเล็กที่มีทรัพยากรจำกัดเราควรเตรียมเงินไว้ให้พร้อมรับมือกับสงคราม” หวาน อธิบาย

             

            “สงครามจะมาเร็วกว่าที่คิดขนาดนั้นเลยเหรอ” ติ๊ก ถามอย่างกังขา

             

            ติ๊กนั้นพอรู้ว่าการอัปเดตแพทช์กำลังจะมีในอีก2 เดือนข้างหน้า นั่นเท่ากับเวลา 1 ปีในเกม เขาเลยคิดว่าเวลา 1 ปีน่าจะเพียงพอให้ทำอะไรหลายๆอย่างให้มั่นคงและพร้อมรับมือ แต่ดูเหมือนหวานจะไม่คิดแบบนั้น

             

            “ฉันเองก็ยังไม่แน่ใจ...เพียงแต่ดูท่าทีของท่านกุนซือแล้ว...เหมือนสงครามน่าจะเกิดเร็วๆนี้...แล้วยิ่งเห็นการเคลื่อนไหวของพวกทวีปตะวันตกในวันนี้ด้วยแล้วฉันเองก็คิดว่าพวกเราควรเตรียมตัวไว้ดีกว่าโจโฉเองก็คงไม่ด้อยไปกว่าคิงอาเธอร์นักหรอก” หวาน พูดในสิ่งที่เธอคิดออกมา

             

            ติ๊กที่เห็นว่ากุยแกยังคาดการณ์ออกมาแบบนี้จึงตัดสินใจเชื่อคำเตือนของหวานทันทีในเวลานี้เขาไว้ใจกุยแกกับหวานมากที่สุดหากเขาไม่ฟังคำเตือนของสองคนนี้แล้วเกิดผิดพลาดขึ้นมาอาจจะกระทบกับแผนการแก้แค้นของเขาก็ได้แต่ติ๊กก็ยังอยากเปิดสาขาอยู่ดีติ๊กจึงตัดสินใจพูดออกไปตรงๆ ว่า

             

            “หากเปิดก่อนสัก 2 สาขาคงไม่เป็นอะไรมั้งเดี๋ยวพี่เอาเงินส่วนตัวออกไปก่อนยังไม่จำเป็นต้องดึงเงินกิลออกมายังไงซะพวกเราก็ยังไม่ได้ตั้งบริษัทขึ้นมาเอาไว้ก่อตั้งทีมอีสปอร์ตได้สำเร็จถึงเวลานั้นค่อยก่อตั้งบริษัทกันอีกที”

             

            “ถ้าแบบนั้นฉันก็เห็นด้วยพวกเรามีคนไม่พอที่จะคอยดูแลทั้งเรื่องในเกมและนอกเกมด้วย เราต้องหา NPC มาช่วยบริหารเรื่องในเกม”

             

            “เรื่องนั้นพี่รู้อยู่แล้วล่ะ ถึงได้ดึงเอาขุนพันธ์กับข้าวต้มมัดมาไงอย่างน้อยขุนพันธ์ก็ลดภาระเรื่องความปลอดภัยของชาวเมืองไปได้”

             

            “อื้มเป็นความดีความชอบของเถ้าแก่เลยละคะ” หวานพูดพร้อมกับยิ้มให้จนติ๊กถึงกับใจเต้นแรงเพราะเขาไม่เคยเห็นหวานที่เป็นผู้หญิงเก่งและมั่นใจทำท่าทางอ่อนหวานแบบการส่งยิ้มให้แบบนี้มาก่อน

             

            ทั้งคู่นั่งคุยรายละเอียดเกี่ยวกับการเปิดสาขาใหม่และรายละเอียดเกี่ยวกับการก่อตั้งทีมอีสปอร์ตอยู่นานหลายชั่วโมงจนไม่รู้เลยว่าเวลานี้ในเกมกำลังเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นที่ทวีปตะวันออกเข้าแล้ว

             

            …..

             

            อ๊ากกกกก!

             

            ย๊ากกกกกก!

             

            ฉัวะ! ฉัวะ!

             

            เคร้ง! เคร้ง!

             

            เสียงของการต่อสู้ดังไปทั่วเมืองขนาดเล็กแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของทวีปตะวันออกเมืองนี้เป็นเมืองที่อยู่ในครอบครองของกิลเล็กๆ กิลหนึ่งซึ่งเป็นกิลที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักเพราะกิลนี้ไม่ได้ติดอยู่บนบอร์ดชื่อเสียงและไม่ค่อยถูกพูดถึงในเว็บบอร์ดสักเท่าไหร่เมืองนี้ก็เป็นเมืองขนาดเล็กที่แทบจะไม่มีทรัพยากรใดๆให้เก็บเกี่ยวเพราะเมืองตั้งอยู่บนทิศเหนือของทวีปซึ่งมีอากาศค่อนข้างเย็นในหน้าฤดูใบไม้ผลิจะมีหิมะตกยาวนานกว่าพื้นที่ปกติอีกด้วยทำให้การเพาะปลูกทำได้ยากกิลใหญ่จึงไม่ให้ความสนใจสักเท่าไหร่สุดท้ายเมืองแบบนี้จึงตกเป็นของกิลเล็กๆเหล่านี้แต่ทว่าเมืองที่สงบสุขมาตลอดเพราะไม่มีใครเหลียวแลเวลานี้กลับตกอยู่ในไฟสงครามกองทัพที่ยกทัพมาบุกนั้นมีจำนวน 2,000 คนพวกเขากำลังโบกธงที่เป็นสัญลักษณ์ของ ‘จักรพรรดิโจโฉ’

             

            หลังจากที่ระบบเกมได้ประกาศถึงการมาของจักรพรรดิโจโฉเวลาพึ่งผ่านไปเพียง 2 วันในเกมเท่านั้นแต่บัดนี้โจโฉกลับออกคำสั่งให้แม่ทัพของเขายกทัพออกจากเมืองหลวงเพื่อโจมตีเมืองแห่งนี้

             

            ความจริงต้องบอกว่าโจโฉสั่งยกทัพออกมาถึง3 กองทัพและตอนนี้กองทัพทั้ง 3 กำลังกระจายตัวเข้าโจมตีเมือง3 เมืองพร้อมๆ กัน

             

            “ฮ่าๆๆ ท่านโจ...ท่านช่างโลภเสียจริงๆ ที่คิดจะยึดเมือง 3 เมืองภายในวันเดียวแบบนี้ แต่ว่า...มันก็ถูกใจข้านัก ฮ่าๆๆๆ” เหลียนปอที่นั่งอยู่ทางด้านขวาของโจโฉหัวเราะอย่างสะใจ

             

            “หืม...ท่านแม่ทัพข้าไม่ใช่คนวางแผนการนี้หรอก...เป็นกุนซือของเราต่างหากที่โลภมากฮ่าๆๆ” โจโฉ พูดแก้ตัวพร้อมกับผายมือไปทางซ้ายของเขา

             

            “ฮ่าๆๆๆ สมกับเป็นท่าน ‘จางเหลียง’ วางแผนการได้สะเทือนฟ้าสะเทือนดินจริงๆ”

             

            “ท่านแม่ทัพเหลียนปออย่าได้ชมข้านักเลยคนเหล่านี้ยังมิอาจนับเป็นศัตรูกับท่านโจได้หากมิใช่ข้าแต่เป็นคนอื่นก็คงทำได้เช่นเดียวกับข้า” จางเหลียง พูดอย่างถ่อมตนแต่ก็แอบแฝงคำพูดยกยอโจโฉเอาไว้เช่นกัน

             

            โจโฉยิ้มน้อยๆเขาไม่ปฏิเสธหรือพูดถ่อมตนเพราะตัวเขาเองก็ไม่เห็นกิลที่ครอบครองเมืองทั้ง 3 อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อยความจริงทั่วทั้งทวีปตะวันออกตอนนี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำให้เขารู้สึกกังวลได้โจโฉเงยหน้ามองท้องฟ้าพร้อมกับคิดอย่างอาลัยอาวรณ์ว่า

             

            ‘เล่าปี่มิอาจทำการใหญ่ซุนกวนก็ด่วนจากไป...ดูท่าชีวิตใหม่ของข้าคงจะขาดซึ่งสีสันเสียแล้ว’

             

            จางเหลียงที่กำลังมองโจโฉอยู่คล้ายกับจะเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกเขาถอนหายใจเบาๆแล้วพูดขึ้น

             

            “จงอย่าประมาท สนัขที่จนตรอก”

             

            โจโฉที่ได้ยินคำพูดของจางเหลียงคล้ายกับถูกดึงกลับมายังโลกแห่งความเป็นจริงเขาหันไปหาจางเหลียงแล้วก้มหัวให้เล็กน้อยพร้อมกับพูดขอบคุณ

             

            เหลียนปอเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มขึ้นเล็กน้อยเขาเองเคยเป็นแม่ทัพใหญ่ที่ทำศึกกับแคว้นฉินมานานแสนนานเขาย่อมคิดถึงศัตรูคู่อริในชาติก่อนเหมือนๆ กับโจโฉเมื่อมาเห็นอาการที่โจโฉแสดงออกมาเมื่อสักครู่ก็เห็นใจโจโฉอยู่บ้างความจริงตัวเขาเองก็คล้ายกับจะเหงาอยู่หน่อยๆ เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะเป็น ‘ไป๋ฉี’ หรือ ‘หวังเจี้ยน’ที่เคยเป็นศัตรูกับเขาเมื่อชาติก่อนล้วนแต่ยังไม่ปรากฏตัวออกมา ตอนนี้เหลียนปอจึงจำเป็นต้องแสร้งทำเป็นสนุกที่ได้ทำสงครามทั้งๆที่ตัวเขาไม่ได้รู้สึกสนุกเลยกับศัตรูที่เขาได้เจออยู่ตอนนี้

             

            ‘ไม่มีบ้างเลยหรือ...คนที่จะทำให้ข้าผู้นี้ตื่นเต้นได้’

             

            จางเหลียงที่พึ่งเตือนสติโจโฉที่มัวแต่นึกถึงอดีตไปเมื่อสักครู่ได้แต่ส่ายหัวอย่างเหนื่อยใจเพราะตอนนี้ผู้บัญชาการกองทัพเองก็ดูเหมือนจะเอาแต่นึกถึงอดีตอยู่เช่นกันสุดท้ายเขาจึงลุกขึ้นเดินไปหยิบไหเหล้าขึ้นมาหนึ่งไหพร้อมกับกระดกขึ้นดื่มลงไปหลายอึกก่อนจะส่งต่อให้เหลียนปอผู้ชื่นชอบเหล้าชั้นดี

             

            “ท่านแม่ทัพดื่ม!” จางเหลียง พูดกับเหลียนปอในขณะที่เขายื่นไหไปให้

             

            “ฮ่าๆ ไหนว่าเวลาทำศึกมิควรดื่ม” เหลียนปอถึงจะพูดออกไปแบบนั้นแต่ก็ยังยื่นมือไปหยิบเหล้ามากระดกขึ้นหลายอึก

             

            “ดื่มสุรากับสหายรู้ใจ แม้ดื่มพันจอกก็ไม่เมามาย” จางเหลียงพูดขึ้นพร้อมกับยิ้มให้

             

            ปัง!

             

            “คำดื่มสุรากับสหายรู้ใจช่างถูกใจยิ่งนัก มา! ข้าขอดื่มด้วยคน” โจโฉลุกขึ้นเดินมาแย่งไหออกจากมือของเหลียนปอพร้อมกับดื่มลงไปหลายอึกเช่นกัน

             

            เมื่อดื่มเสร็จคนทั้งสามประสานสาตาซึ่งกันและกันหลังจากนั้นทั้งสามคนก็หัวเราะเสียงดังจนทหารที่เฝ้ายามอยู่หน้ากระโจมถึงกับสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมเจ้านายของพวกเขาถึงได้อารมณ์ดีแบบนี้

             

            จางเหลียงเห็นอาการของเหลียนปอและโจโฉที่ดูกลับมาเป็นปกติได้แต่แอบยิ้มขึ้นเบาๆพร้อมกับคิดในใจ

             

            ‘ต้องอย่างนี้สิถึงจะดีหากพวกท่านเอาแต่นึกถึงอดีตอยู่แบบนั้นคงไม่แคล้วพลาดท่าให้กับศัตรูอย่างแน่นอน’

             

            ในขณะที่จางเหลียงกับคิดอย่างยินดีทางด้านเหลียนปอและโจโฉเองก็กำลังคิดในใจอยู่เช่นกัน

             

            ‘สมเป็นยอดกุนซือในอดีตใช้คำพูดเพียงประโยคเดียวก็ดึงให้จิตใจของพวกเรากลับมาอยู่ในปัจจุบันได้’

             

            ที่โจโฉและเหลียนปอคิดนั้นถูกต้องแล้วจางเหลียงนั้นไม่ใช่คนที่ชมชอบดื่มสุราแม้แต่น้อยแต่ที่เขาทำทั้งหมดนั่นก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเขาพร้อมที่จะเป็นสหายรู้ใจให้กับทั้งสองคนเป็นการบ่งบอกว่าตัวเขาไม่อยากให้ทั้งสองเอาแต่นึกถึงอดีตอีกต่อไปนั่นเอง

             

            *จางเหลียง หรือเตียวเหลียง เป็นที่ปรึกษาและเสนาธิการคนสำคัญของจักรพรรดิฮั่นเกาจู่ ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตกมาตั้งแต่ช่วงปลายราชวงศ์ฉิน จนถึงสงครามฉู่-ฮั่น ระหว่างหลิวปังและเซี่ยงอวี่ (ฌ้อปาอ๋อง) จนเป็นที่มาของวรรณกรรมจีนอมตะเรื่องไซ่ฮั่น เมื่อหลิวปังได้ชัยชนะเหนือฌ้อป้าอ๋องแล้วและสามารถขึ้นครองราชย์เป็นฮั่นเกาจู่ได้สำเร็จก็ทรงแต่งตั้งจางเหลียงเป็นที่ปรึกษาในพระองค์

            เชื่อกันว่า จางเหลียงได้รับคัมภีร์พิชัยสงครามที่ตกทอดมาจากเจียงไท่กงหรือเจียงจื่อหยางที่ปรึกษาและเสนาธิการคนสำคัญอีกคนหนึ่งในยุคราชวงศ์โจวตอนต้นและเจียงไท่กงผู้นี้ได้ชื่อว่าเป็นกุนซือที่เก่งกาจที่สุดในประวัติศาสตร์จีนจึงทำให้จางเหลียงที่เหมือนจะสืบทอดพิชัยสงครามมาจากเจียงไท่กงนั้นวางแผนไม่เคยผิดพลาด

            ซือหม่าเชียน นักบันทึกประวัติศาสตร์ในยุคจีนโบราณได้บันทึกถึงจางวเหลียงเอาไว้ว่า"เมื่อถึงคราวที่พระเจ้าฮั่นโกโจเผชิญปัญหาหนักหนาถึงขนาดคอขาดบาดตายจางเหลียงผู้นี้มักจะเป็นคนช่วยพระองค์ให้รอดพ้นจากเรื่องเหล่านั้นเสมอ"

            นอกจากนี้แล้วจางเหลียงยังได้รับการกล่าวขานอีกว่า เป็นบุรุษที่มีใบหน้าสวยราวกับอิสตรีคนหนึ่งในประวัติศาสตร์จีนผู้คนหลายคนจึงเข้าใจผิดอยู่บ่อยครั้งว่าเป็นอิสตรี