“มีเรื่องไม่สบายใจอะไรหรือเปล่าหมิงจู ทำไมวันนี้เจ้าดูเหม่อพิกล” หลัวถิงถิงหันมาถาม
“ที่บ้านของข้าเกิดเรื่องขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก ว่าแต่วันนี้เจ้าว่างหรือไม่ ข้าอยากชวนเจ้าไปรู้จักกับคนคนหนึ่ง” เซี่ยหมิงจูยิ้ม
“เจ้าจะพาข้าไปรู้จักกับใครหรือ?”
“เป็นญาติผู้พี่ของข้าเอง เขาเป็นหมออยู่ที่เซี่ยไห่ถัง”
“เจ้าหมายถึงท่านหมอสือน่ะหรือ” หลัวถิงถิงยิ้มกว้าง “ได้ยินมานานแล้วว่าท่านหมอสือมีความสามารถยิ่งนัก อีกทั้งใบหน้ายังหล่อเหลาอย่างหาใดเปรียบ”
“ญาติผู้พี่ของข้าเป็นเช่นนั้นจริง” เซี่ยหมิงจูหน้าแดงเมื่อนึกไปถึงจุมพิตแสนอ่อนโยนนั้น
“ข้าถามถึงญาติผู้พี่ของเจ้าแค่นี้ ทำไมจู่ๆ เจ้าถึงหน้าแดงขึ้นมาเล่า”
“ไม่มีอะไร คงเพราะวันนี้อากาศค่อนข้างร้อนกระมัง” เซี่ยหมิงจูรีบเปลี่ยนเรื่อง “ไปเถอะ เราไปพบญาติผู้พี่กัน ญาติผู้พี่ของข้าใจดีมาก บางทีเขาอาจจะพาเรานั่งรถม้าไปเที่ยวชมรอบเมือง”
“นั่งรถม้าเที่ยวหรือ? ก็ดีเหมือนกัน ข้าไม่ค่อยมีสหายมากนัก หากได้นั่งรถม้าเที่ยวกับเจ้าและญาติผู้พี่ของเจ้าคงทำให้ข้าหายหงุดหงิดได้” หลัวถิงถิงหันไปเห็นเซี่ยหรงซิ่งเดินออกมาจากสำนักศึกษาพอดี
เซี่ยหรงซิ่งตั้งใจจะเดินไปขึ้นรถม้าที่ท่านแม่จอดรออยู่จึงไม่ได้สนใจกับสหายร่วมสำนักที่ยืนอยู่ประตูทางออกมากนัก จนเมื่อหลัวถิงถิงเดินมาขวางหน้านาง นางถึงได้เห็นว่าคู่อริทั้งสองก็ยืนอยู่ที่นี่ด้วย ทำให้นางเกือบจะชนเข้ากับทั้งสองคนนั้นแล้ว
“เซี่ยหรงซิ่ง! เจ้าไม่มีตาหรือ? เกือบจะเดินมาชนพวกเราเข้าแล้ว” เซี่ยหมิงจูตวาด
“นางคงจงใจจะหาเรื่องเรา เจ้าอย่าได้ลดตัวลงไปยุ่งกับนางเลย” หลัวถิงถิงแสร้งทำเป็นห้ามแต่คำพูดกลับกลายเป็นยุยง
เซี่ยหรงซิ่งกลอกตา นางทนฟังคำกระแนะกระแหนของสองคนนี้มาทั้งวัน คิดว่าเดินออกจากห้องเรียนมาช้าหน่อยคงจะไม่เจอกันแล้ว แต่ใครจะไปคิดว่าสตรีน่ารำคาญทั้งสองกลับยังยืนรอหาเรื่องนางอยู่ “ขออภัย พอดีข้าไม่ทันได้มอง”
“เจ้ายอมรับแล้วใช่หรือไม่ว่าเจ้าตั้งใจเดินมาชนข้า” เซี่ยหมิงจูยังตะโกนต่อ
“ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่ได้ตั้งใจ แต่เรื่องนี้จะโทษข้าคนเดียวก็ไม่ได้ แต่เป็นเจ้าสองคนต่างหากที่มายืนขวางทางเดิน” เซี่ยหรงซิ่งถอนหายใจ “ขอโทษก็ขอโทษไปแล้ว พวกเจ้ายังจะเอาอะไรกับข้าอีก”
“แค่กิจการที่โรงสุราของพวกเจ้าดีขึ้นนิดหน่อยก็ทำให้เจ้าวางท่าเป็นลูกคุณหนูได้แล้วหรือ เชื่อหรือไม่ว่าวันนี้นอกจากคำขอโทษ ข้ายังจะตบสั่งสอนเจ้าด้วย” เซี่ยหมิงจูยังยืนขวางเซี่ยหรงซิ่งอยู่
หลัวถิงถิงหันไปส่งยิ้มหยันให้เซี่ยหรงซิ่ง “คนบางคนแค่ร่ำรวยขึ้นมาข้ามคืนจากการหลอกลวงขายสุรา นางคงนึกว่าตนเองเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่จริงๆ แล้วกระมังถึงได้กล้าทำตัวอวดดีเช่นนี้ ตระกูลพ่อค้าอย่างไรก็ยังต่ำต้อย จะมาเทียบกับตระกูลขุนนางของข้าได้อย่างไรกัน ข้าขอสั่งให้เจ้าคุกเข่าขอโทษข้าเดี๋ยวนี้”
“ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ไม่ใช่ข้าที่เริ่มก่อน แต่ข้าก็ยังเอ่ยปากขอโทษพวกเจ้า คราวนี้ยังจะให้ข้าคุกเข่าขอโทษอีก มันจะไม่เกินไปหน่อยหรือ ข้าไม่มีวันยอมทำ” เซี่ยหรงซิ่งตอบหลัวถิงถิงก่อนจะหันไปพูดกับเซี่ยหมิงจู “เจ้านี่ก็แปลกนะคุณหนูเซี่ย เจ้ามองนางเป็นสหาย เมื่อเจ้าได้ของดีอะไรมา เจ้าก็มักจะเอามาแบ่งปันกับนาง แต่เจ้าไม่ได้ยินคำพูดของนางเมื่อครู่หรือ นางมองว่าตระกูลพ่อค้าช่างต่ำต้อยติดดิน แม้จะถือรองเท้าให้นางยังไม่คู่ควรเลยกระมัง เจ้าคิดว่านางยินดีที่จะเป็นสหายกับเจ้าจริงหรือนางเพียงแค่คบเจ้าเพื่อผลประโยชน์”
เซี่ยหมิงจูได้ยินอย่างนั้นก็หันไปมองหลัวถิงถิง ก่อนหน้านี้นางไม่ได้คิดอะไรกับคำพูดของสหาย แต่พอได้ยินที่เซี่ยหรงซิ่งเอ่ยเตือน นางถึงได้สะกิดกับคำพูดนั้น
“เจ้าอย่าไปเชื่อคำยุแยงของนางเชียว นางแค่อิจฉาที่เราสองคนสนิทกัน ผิดกับนางที่ไม่มีคนอยากคบหา” หลัวถิงถิงรีบอธิบาย นางจะปล่อยให้เซี่ยหมิงจูเข้าใจผิดไม่ได้ ถึงแม้บิดาของนางจะมีตำแหน่งเป็นถึงรองนายอำเภอ แต่รายได้ของครอบครัวก็มีจำกัด ที่นางมีของดีให้กินให้ใช้ก็เพราะเซี่ยหมิงจูนำมาแบ่งปันกับนางทั้งนั้น
เซี่ยหมิงจูได้ยินคำอธิบายจึงหันไปมองเซี่ยหรงซิ่งอย่างไม่พอใจ “ที่เจ้าพูดมาทั้งหมดก็แค่อิจฉาที่ข้าได้เป็นสหายกับถิงถิงล่ะสิ”
“หรงซิ่งจะอิจฉาเจ้าไปทำไมกัน หรือตำแหน่งของบิดาข้าต่ำกว่าบิดาของหลัวถิงถิง” จูอู๋ท่งเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ เซี่ยหรงซิ่ง
กัวฮุ่ยชิวก็เดินมาเช่นกัน “พวกนางรังแกเจ้าหรือเปล่า?”
“เปล่า พวกนางยังไม่ได้ทำอะไรข้า” เซี่ยหรงซิ่งตอบ
“เจ้าไม่เป็นอะไรก็ดี หากเจ้าได้รับบาดเจ็บ ท่านพ่อคงบ่นข้าจนหูชาหาว่าข้าไม่ดูแลเจ้าแน่” จูอู๋ท่งหันไปถามหลัวถิงถิงอย่างเอาเรื่อง “หลัวถิงถิง ข้าชักจะสงสัยเสียแล้วว่าบิดาของเจ้าไปทำเรื่องไม่ดีลับหลังบิดาของข้าหรือเปล่า เหตุใดเจ้าถึงชอบมาอวดอำนาจต่อหน้าผู้อื่นนัก”
“เจ้า...เจ้าอย่ามาปรักปรำท่านพ่อของข้า ท่านพ่อของข้าไม่เคยทำเรื่องไม่ดี” หลัวถิงถิงรีบปฏิเสธ “ไปเถอะหมิงจู ไม่ใช่ว่าเจ้าจะพาข้าไปรู้จักกับญาติผู้พี่ของเจ้าหรือ?”
เซี่ยหรงซิ่ง จูอู๋ท่ง และกัวฮุ่ยชิว ยืนมองหลัวถิงถิงกับเซี่ยหมิงจูนั่งรถม้าจากไปอย่างเอือมระอา
“ข้าคิดว่าสองคนนี้คงสติไม่ดี พวกนางมักจะมีเรื่องกับคนอื่นเขาไปทั่ว” จูอู๋ท่งพูดขึ้น
“ข้าก็คิดเช่นนั้น พวกนางต้องมีปัญหาทางสมองเป็นแน่ พวกนางจะต้องคอยมาหาเรื่องพวกเรา คงอิจฉาที่หรงซิ่งของเราถูกอาจารย์กล่าวชมในชั้นเรียนทุกวันแน่ๆ” กัวฮุ่ยชิวพูดเสริม
“อย่าเก็บเรื่องของนางมาเป็นอารมณ์เลย ประเดี๋ยวจะหงุดหงิดไปเปล่าๆ พวกเจ้าอยากไปพบพี่สะใภ้ของข้าไม่ใช่หรือ ไปเถอะ...ข้าจะพาพวกเจ้าไปพบนาง” เซี่ยหรงซิ่งชวนสหายทั้งสอง
“ขอโทษนะหมิงจูที่ปล่อยให้เจ้าต้องรอนาน วันนี้มีผู้ป่วยมารับการรักษาหลายคน กว่าข้าจะปลีกตัวมาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” สือต้าเฉียงเดินเข้าห้องพักมาด้วยรอยยิ้ม
“คารวะพี่ต้าเฉียงเจ้าค่ะ วันนี้เป็นข้าต่างหากที่มารบกวนเวลาของท่าน” เซี่ยหมิงจูยิ้ม
“วันนี้เจ้ามาหาข้าด้วยเรื่องใด” สือต้าเฉียงยังพูดจาอ่อนโยนเหมือนเดิม ทั้งเขายังแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นว่ามีหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในห้องด้วย
“ท่านแม่บอกว่าท่านชอบทานขนมดอกกุ้ยฮวา ข้าก็เลยหัดทำมาให้ท่านได้ลองชิมเจ้าค่ะ” เซี่ยหมิงจูผายมือไปที่หลัวถิงถิง “และข้ายังพาสหายสนิทมาแนะนำให้ท่านรู้จักด้วยเจ้าค่ะ นางชื่อหลัวถิงถิง เป็นบุตรสาวของรองนายอำเภอหลัวเจ้าค่ะ”
“คารวะท่านหมอสือเจ้าค่ะ” หลัวถิงถิงโค้งศีรษะทักทาย
“คุณหนูหลัวไม่ต้องมากพิธี ในเมื่อเจ้าเป็นสหายกับหมิงจู เช่นนั้นเจ้าก็เรียกข้าว่าพี่ชายเหมือนกับนางได้” สือต้าเฉียงส่งยิ้มอันมีเสน่ห์ให้หญิงสาวเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นถึงบุตรสาวของรองนายอำเภอ
หลัวถิงถิงเคลิ้มไปกับรอยยิ้มบาดใจนั้นในทันที นางส่งยิ้มกว้างตอบรับ “เช่นนั้นข้าขอเรียกท่านว่าพี่ต้าเฉียงจะได้หรือไม่เจ้าคะ”
สือต้าเฉียงส่งยิ้มเป็นเชิงอนุญาต “เพื่อเป็นการไถ่โทษที่ให้เจ้าทั้งสองรอนาน ข้าจะพาพวกเจ้าไปนั่งรถม้าเล่น และยังจะพาไปทานขนมร้านอร่อยที่เพิ่งมาเปิดใหม่ด้วย ได้ยินว่าร้านขนมแห่งนี้จ้างแม่ครัวมาจากเมืองหลวงเชียวนะ”
“ข้าคงต้องรบกวนพี่ต้าเฉียงแล้วเจ้าค่ะ” หลัวถิงถิงรีบเดินไปหยุดอยู่ข้างชายหนุ่มก่อนที่ทั้งคู่จะเดินเคียงกันออกไป
เซี่ยหมิงจูขมวดคิ้วเดินตามหลัง ปกติแล้วญาติผู้พี่ของนางจะไม่เข้าใกล้ผู้อื่นหากไม่จำเป็น มีเพียงการจับชีพจรเพื่อตรวจคนไข้เท่านั้นที่เขาจะยอมสัมผัสกับร่างกายผู้อื่น แต่เวลานี้เขากลับยอมให้หลัวถิงถิงจับแขน เซี่ยหมิงจูรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที
“พี่สะใภ้ ข้าพาสหายมารบกวนท่านแล้วเจ้าค่ะ”
เซี่ยหรงซิ่งลงจากรถม้าก็เดินไปหาหลี่เหิงเยว่ทันทีที่เห็นพี่สะใภ้ยืนอยู่หน้าโรงหมอ
“ข้ามายืนรอพวกเจ้าอยู่นานแล้ว ทำไมถึงได้มาช้านักเล่า” หลี่เหิงเยว่ถามน้องสามี “ไม่ได้เกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างทางกระมัง”
“เรื่องระหว่างทางไม่มีอะไรเจ้าค่ะ พวกเราแค่ทะเลาะกับคนหน้ารำคาญที่หน้าสถานศึกษา จึงทำให้มาพบท่านล่าช้า” จูอู๋ท่งยิ้มให้หลี่เหิงเยว่ “ข้าชื่อจูอู๋ท่ง พี่ชายของข้าคือจูอู๋เซินเจ้าค่ะ”
“ข้าชื่อกัวฮุ่ยชิว เป็นน้องสาวของกัวฮุ่ยหลิงเจ้าค่ะ” กัวฮุ่ยชิวแนะนำตัว
“ข้าพอจะรู้แล้วว่าทำไมพวกเจ้าสามคนถึงสนิทสนมกันเร็วนัก ทั้งๆ ที่เพิ่งเปิดเรียนได้ไม่นาน พวกเจ้าก็เหมือนกับพี่ชายของพวกเจ้านั่นล่ะ คนนิสัยคล้ายกันย่อมดึงดูดซึ่งกันและกัน” หลี่เหิงเยว่หัวเราะเบาๆ “เข้าไปข้างในกันก่อนเถอะ ข้าเตรียมของว่างอร่อยๆ ไว้รอพวกเจ้าแล้ว”
“ขอบคุณพี่สะใภ้เจ้าค่ะ” จูอู๋ท่งยิ้มกว้างเมื่อได้ยินว่าตนเองจะได้กินของอร่อย
“เรื่องกินต้องยกให้นางเจ้าค่ะ” กัวฮุ่ยชิวบอกหลี่เหิงเยว่
แต่ก่อนที่ทั้งหมดจะเดินเข้าด้านใน พวกนางก็เห็นสือต้าเฉียง เซี่ยหมิงจู และหลัวถิงถิงเดินออกมาจากโรงหมอฝั่งตรงข้าม ท่าทีของทั้งสามคนคล้ายกับคุณชายผู้อ่อนโยนที่พาอนุภรรยาตัวน้อยทั้งสองมาจับจ่ายใช้สอยอย่างไรอย่างนั้น
สือต้าเฉียงก็มองมาที่อบอุ่นการแพทย์เช่นกัน ก่อนหน้านี้เขารู้มาว่าหลี่เหิงเยว่ถูกเรียกว่าหญิงอัปลักษณ์ เป็นเพราะใบหน้าของนางถูกพิษจนเกิดเป็นตุ่มหนอง แต่หลังจากที่นางรักษาใบหน้าจนหายดี นางจึงไม่จำเป็นต้องสวมผ้าคลุมหน้าอีก เผยให้เห็นใบหน้าสวยงามและดวงตาคมเข้มนั้น
แต่เพราะหลี่เหิงเยว่แต่งงานมีสามีแล้ว สือต้าเฉียงที่ชมชอบสตรีสะอาดบริสุทธิ์จึงไม่ได้สนใจหลี่เหิงเยว่อีกต่อไป แต่เวลานี้สายตาของเขากลับไปตกอยู่ที่เซี่ยหรงซิ่งแทน เพราะเซี่ยหรงซิ่งมีใบหน้าสวยงามอ่อนหวาน ทั้งมีรอยยิ้มที่ดูสดใส ชวนให้อบอุ่นใจเวลาที่ได้มอง