“ตกลงครับ” สวีหยางอี้ตอบตกลงอย่างไม่ลังเล ทั้งๆที่รู้ว่านี่เป็นเงื่อนไขที่ตนเสียเปรียบ แต่เพื่อพลังและตบะที่สูงขึ้นเขาจึงตอบตกลง เพราะเขาตระหนักถึงเหตุที่ว่า ‘พลังที่ยิ่งใหญ่มักมากับความเสี่ยงที่ใหญ่ยิ่ง’
“ช่างจิตใจดียิ่งนัก!” ท่านอาวุโสปี้ปัวหัวเราะร่าออกมาเกือบหนึ่งนาทีจากนั้นจึงเอ่ยปากพูด “ในอักษรภาพพวกนี้ มีเบาะแสบางอย่างซ่อนอยู่จริงๆ ...ถึงแม้ไม่ค่อยสมบูรณ์ก็ตาม เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมลายฉลุของมันถึงมีห้ารูแต่กลับมีคนอยู่แค่คนเดียว?”
อาจเป็นเพราะอารมณ์ดี ยังไม่ทันรอให้สวีหยางอี้เอ่ยปากเค้นถามท่านอาวุโสปี้ปัวก็พูดออกมาอย่างไม่เสียดายข้อมูลทันที“เจ้ารู้จักมหาเทพแห่งปัญจธาตุหรือไม่?”
สวีหยางอี้ส่ายหน้า คนอย่างเขาต้องการเพียงผลลัพธ์ แต่ไม่สนใจที่มาที่ไป
“สหาย...” ท่านอาวุโสปี้ปัวระบายยิ้ม“ทฤษฎีเก่าแก่ทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศหวาซย่าตอนนี้ล้วนพัฒนาขึ้นจากหลักการปัญจธาตุทั้งนั้นสิ่งนี้คือรากฐานของโลกผู้ฝึกตนที่มีรากเหง้ามาจาก ‘คัมภีร์อี้จิง’[1]”
“หรืออีกชื่อคือ ‘โจวอี้’ เป็นคัมภีร์ที่ผนวกหลักการของลิทธิขงจื๊อและลัทธิเต๋าเข้าด้วยกัน...เทพแห่งดาวปัญจธาตุ อันได้แก่ ดาวซุ่ยซิง ดาวเจิ้นซิง ดาวหยิงหั่วดาวไท่ไป๋และดาวเฉินซิง... มหาเทพทั้งห้าคือตัวตนที่แท้จริงของทั้งห้ารูนี้!ชื่อเรียกที่แท้จริงของพวกเขาก็คือ... เทพศาสดาแห่งดาวปัญจธาตุ”
“คนที่สลักอยู่บนกล่อง... ไม่สิ เทพเจ้าองค์นี้มีนามว่า ‘ไท่ซุ่ย’!”
“เศียรเสือดาว ร่างมนุษย์ สถิตอยู่หลังอาชาหัวสุกรนี่คือเทพเจ้าดาวอมตะอย่างไม่ต้องสงสัย!”
“จากนี้ไป เจ้าต้องตามหานักสะสมของโบราณจากเผ่ามนุษย์ เพราะพวกมนุษย์มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของแต่ละยุคสมัยมากกว่าพวกเราหาให้เจอว่าสิ่งของลักษณะนี้ปรากฏขึ้นในช่วงราชวงศ์ไหน ฉันมั่นใจว่าในยุคสมัยนั้นจะต้องเป็นยุคสมัยที่ลัทธิเต๋าหรือไม่ก็ลัทธิขงจื๊อรุ่งเรืองอย่างแน่นอนและอาจเป็นเบาะแสสำคัญที่นำไปสู่ตัวจริงของจักรพรรดิที่ตายไปด้วยจิตอาฆาตฉันกล้าพนันเลยว่าเบาะแสของอาวุธจุติราชันย์อีกครึ่งหนึ่งจะต้องอยู่ที่นั่นอย่างแน่นอน!”
“ที่นั่นที่ว่าคือที่ไหนเหรอครับ?” สวีหยางอี้ถามขึ้นทันที
ท่านอาวุโสปี้ปัวระบายยิ้ม “เจ้าคิดว่า... เจ้าจะเอาของของจักรพรรดิที่สิ้นพระชนม์ไปแล้วได้จากที่ไหนล่ะ?”
“เมื่อของสองชิ้นกลับมารวมเป็นหนึ่งอีกครั้งเจ้าถึงจะเข้าใจเนื้อความแท้จริงที่อาวุธจุติราชันย์ต้องการจะสื่ออย่างถ่องแท้ ตอนนี้เจ้าอาจจะได้รู้สิ่งที่เจ้าต้องการแล้ว เหอะๆ แต่ว่า...ครึ่งหนึ่งของอาวุธจุติราชันย์เพียงชิ้นเดียวในรอบห้าพันปีจะทิ้งข้อมูลไว้ให้แค่นี้งั้นเหรอ?”
“เนื้อความแท้จริงซุกซ่อนอยู่ในตัวตนอันสมบูรณ์ของมันเท่านั้น และเมื่อใดที่ของสองชิ้นรวมเป็นหนึ่งเมื่อนั้นปริศนาก็จะถูกไข”
บรรยากาศเงียบลง สวีหยางอวี้พยายามตกตะกอนข้อมูลที่ได้มาให้มากที่สุด
จากบทสนทนาอันยืดยาวในค่ำคืนนี้ ในที่สุดปมคาใจของเขาก็คลี่คลายลงเสียที
เพราะไม่งั้นตัวเขาเองคงรู้สึกมีปมบางอย่างติดค้างอยู่ในใจตลอดเวลาที่ฝึกวิชาจากคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ช่วงแรกๆ อาจไม่เป็นปัญหา แต่นานวันไป จากปมธรรมดา ก็เริ่มกลายเป็นความสงสัยลังเลหากยังไม่ได้รับการคลี่คลาย สุดท้ายก็จะเป็นความหวาดระแวง หวั่นหวาดและกลายเป็นจิตอกุศลที่ถูกปรุงแต่งด้วยอารมณ์เหล่านี้ส่งผลให้การเลื่อนตบะหลังจากนี้ของเขายากกว่าเดิมเป็นทวีคูณ
บัดนี้ หมอกควันอันคลุมเครือภายในใจของเขาสลายหายไปจนหมดสิ้นแล้ว
ที่แท้สาเหตุที่ตัวเองถูกตามฆ่า... ก็เป็นเพราะเจ้าสิ่งนี้นี้เอง
เห็นกล่องเล็กจิ๋วแบบนี้ ที่แท้ก็มีภูมิที่ยิ่งใหญ่ไม่เบาเลยนะเรา!
อาวุธราชันย์ที่ถูกอาบด้วยเลือดจักรพรรดิและหอบจิตอาฆาตข้ามผ่านกาลเวลามาเป็นพันๆ ปี หวังว่านายคงจะมีส่วนช่วยให้ฉันฝึกวิชาจากคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์นี้ให้สำเร็จได้นะ
นายอยากให้ฉันทำอะไรให้นาย?
ความเคียดแค้นที่ฝังแน่นเป็นพันๆ ปีของนายแบบนี้แท้จริงแล้วนายกำลังตามไล่ล่าอะไรอยู่กันแน่?
แต่ว่า... ตอนนี้ยังไม่สำคัญ
ขอแค่นายช่วยให้ฉันไปยืนอยู่บนจุดสูงสุด สักวันฉันจะต้องตอบแทนความปรารถนาของนายให้ได้!
“ขอบพระคุณท่านอาวุโสอย่างสูง” สวีหยางอวี้ประสานมือโค้งคำนับแม้ค่ำคืนนี้จะไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันติดมือกลับไป แต่ข้อมูลที่ได้รับส่งผลให้ใจเขาสงบและมีจิตที่เสถียรมากกว่าการเข้าฌานฝึกตนหลายสิบปีเสียอีกเพราะหลังจากนี้ไป ภายในใจเขาก็ปราศจากความขุ่นมัวจากข้อสงสัยตรงนี้แล้ว
เขามองดูนาฬิกา ยังเหลืออีกสิบแปดนาที
“จงจำสัตย์สาบานของพวกเราให้ดี” ดวงตาสีเขียวเรืองรองสั่นไหวอย่างคาดหวังขณะที่ท่านอาวุโสปี้ปัวกำลังจะมุดตัวลงใต้ก้นทะเลสาบ อยู่ๆสวีหยางอวี้ก็เอ่ยปากพูดขึ้น “ยังมีอีกหนึ่งเรื่อง หวังว่าท่านอาวุโสจะช่วยชี้แนะ”
“เรื่องอะไร?” ท่านอาวุโสปี้ปัวไม่คิดเล็กคิดน้อยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หากช่วยได้เขาก็จะช่วย
ตอนนี้เขาอารมณ์ดีเป็นพิเศษ แน่นอนว่าเขารับให้คำปรึกษาและช่วยไขปริศนาก็เพื่อผลประโยชน์บางอย่างใครมันจะไปว่างรับให้คำปรึกษาโดยไม่หวังอะไรเลย?
และตอนนี้เองตบะของตัวเขาก็ดำเนินมาถึงจุดที่ต้องทะลวงทัณฑ์อุปสรรคหากไม่มีวาสนาอันยิ่งใหญ่เข้ามาช่วย ก็คงทะลวงผ่านไปไม่ได้ ดังนั้น เขาจึงคิดวิธีตกปลานี้ขึ้นมาใช้ความรู้และประสบการณ์เป็นพันๆ ปีของตัวเองเป็นเหยื่อล่อเพื่อดึงดูดวาสนาเข้าหาตัวเอง
หนึ่งร้อยปีผ่านไป... สองร้อยปีผ่านพัน... สามร้อยปีเลยผ่านในที่สุดก็ถึงวันนี้เสียที!
ค่าตอบแทนวันนี้ มากพอจะชดเชยเวลาที่เสียไปสามร้อยปีอย่างเหลือเฟือ!ไหนจะความอดทนที่เสียไปความอดทนที่ต้องคอยสะกดความขยะแขยงที่มีต่อพวกมนุษย์มดปลวกพวกนี้!
นี่... เป็นอาวุธจุติราชันย์เพียงชิ้นเดียวในรอบห้าพันปี...ถือกำเนิดจากจักรพรรดิหวาซย่าเป็นร้อยพระองค์เชียวนะ! หนึ่งในร้อยในรอบห้าพันปี!ใครไม่ดีใจก็บ้าแล้ว!
ท่านอาวุโสปี้ปัวคลี่ยิ้มอยู่ท่ามกลางหมอกหนาเขาไม่รู้ว่าจักรพรรดิองค์ไหน...ที่มีความเคียดแค้นอันรุนแรงเช่นนี้เป็นเจตจำนงอันกล้าแกร่งเหนือกว่าผู้คนนับหมื่นและผู้ที่เป็นจักรพรรดิเหมือนกันเสียอีกยิ่งไปกว่านั้นยังสร้างสิ่งของในตำนานชิ้นนี้ขึ้นมาอีกเห็นได้ชัดว่าจิตอาฆาตพันปีของจักรพรรดิองค์นี้มีความสัมพันธ์กับโลกผู้ฝึกตนโดยเฉพาะ...สิ่งของที่ดึงดูดการสังหารจากกระบี่เซวียนหยวนแบบนี้ตัวเขาเองไม่กล้าที่จะแบกรับผลกรรมของมันหรอก! ใครจะไปกล้า! แต่ว่ายิ่งผลกรรมบาปหนามากเท่าไหร่โอกาสและวาสนาก็จะมากขึ้นเท่านั้น!
ผลกรรมหนักหนาขนาดนี้ อาจตายได้ตลอดเวลา ดังนั้นให้เจ้าผู้ฝึกตนหน้าโง่คนนี้แบกรับไว้เองคนเดียวเถอะ!
“ตบะของท่านอาวุโส น่าจะเพ่งจิตสำรวจภายในได้อย่างไม่มีปัญหาคือหลังจากผมได้อาวุธราชันย์นี้มา ภายในร่างกายผมก็เกิดความผิดปกติบางอย่างขึ้นรบกวนท่านอาวุโสช่วยคลี่คลายข้อสงสัยนี้ให้ผมด้วยครับ”
สีหน้าของท่านอาวุโสปี้ปัวเคร่งขรึมลงทันที เพราะก่อนหน้าเจ้าหนูคนนี้จะค้นพบความลับอีกครึ่งหนึ่งของอาวุธราชันย์ชิ้นนี้เขาห้ามตายเด็ดขาด
“ได้” ท่านอาวุโสปี้ปัวตอบกลับเสียงเรียบ สวีหยางอวี้เสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันทีราวกับมีดวงตาคู่หนึ่งปรากฏขึ้นมาในร่างกายเขาและกำลังสำรวจความลับทั้งหมดในร่างกายเขาอยู่
ข้อสันนิษฐานเรื่องระดับตบะของท่านอาวุโสปี้ปัวตอนนี้สูงขึ้นไปอีกขั้น
“ไม่มีปัญหาอะไร... รอหน่อยแล้วกัน”ท่านอาวุโสปี้ปัวส่องดูทุกซอกทุกมุมภายในร่างกายสวีหยางอวี้อย่างละเอียดก็ไม่เห็นความผิดปกติใดๆ จนกระทั่งไล่มาถึงทะเลลมปราณ ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรแต่ขณะที่กำลังถอดสายตาออกมาดูเหมือนเขาจะเห็นอะไรบางอย่างลอยอยู่ท่ามกลางทะเลลมปราณที่เดือดผุดๆ
“ฉันขอดูละเอียดกว่านี้หน่อย” เขาหรี่ตาลง วินาทีต่อมาเขาก็เห็นมันอย่างชัดเจนเต็มตา!
นั่นคือเมล็ดบางอย่างคล้ายก้อนหิน
ซึ่งเขารู้จักเมล็ดที่ว่านี้!
มิหนำซ้ำ... ชื่อของมันยังทำให้ปีศาจชั่วร้ายหวาดหวั่นได้เลยทีเดียว!
“ผะ... ผะ... ผะ... ผลึกผนึกเทพ!” ประหนึ่งบังเกิดคลื่นสมุทรเชี่ยวกราดถาโถมขึ้นภายในใจของเขา“เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! แบบนี้ มันเป็นไปไม่ได้!ของแบบนี้มัน...ของแบบนี้...”
“ฉันเข้าใจแล้ว... เข้าใจแล้วจริง! ที่แท้เป็นแบบนี้นี่เอง! !”
“ซู่!” มวลน้ำในทะเลสาบพุ่งสูงขึ้นขดเคี้ยวกลายเป็นคลื่นยักษ์สูงหลายสิบเมตร!ดวงตาทั้งสองข้างของท่านอาวุโสปี้ปัวสั่นไหวอยู่ตลอด ใครๆ ก็ดูออกว่าตอนนี้เขากำลังหวาดกลัวอยู่!
สวีหยางอวี้เคร่งขรึมลงทันทีนี่เป็นสิ่งที่โผล่ขึ้นมาหลังจากบรรลุปฐมบทบทแรกของคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์แต่ตัวเขากลับไม่รู้ว่ามันคืออะไร
“นี่มัน...” เสินหมิงที่อยู่ด้านนอก ตาเบิกกว้างขึ้นฉับพลันเขาจ้องมองหมอกหนาอย่างอึ้งงัน เพราะหมอกหนาตรงหน้ากำลังจะหายไป!
“ทำให้... ท่านอาวุโสปี้ปัวรู้สึกหวาดหวั่นได้งั้นเหรอ? แต่เป็นไปได้อย่างไร? อีกฝ่ายเป็นแค่ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ธรรมดาๆเองไม่ใช่เหรอ?”
ท่ามกลางหมู่ดาวแพรวพราวบนท้องฟ้า ทันใดนั้นดาวดวงแรกที่ชื่อว่าดาวเทียนซูของกลุ่มเจ็ดดาวเป่ยโต้วก็สว่างเสียดตาขึ้นฉับพลัน!
ขณะท่านอาวุโสปี้ปัวกำลังหวาดกลัวตัวสั่นอยู่นั้นทันใดนั้นก็เงยหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้า ก่อนตะโกนขึ้นอย่างโมโหทันที “ฉันไม่ยอม!!!”
“ฉันก็แค่ดูแค่แวบเดียว! แค่แวบเดียวเท่านั้นเอง! แล้วทำไม! แล้วแกถือสิทธิ์อะไรมาฆ่าเจินเหรินอย่างฉัน!”
“แกเป็นพระเจ้าผู้กำหนดชะตากรรมรึไง? ! หึ!ใครใช้ให้แกมาสังหารเจินเหรินอย่างฉัน!”
เจินเหริน!
สวีหยางอวี้กับหมิงเสินต่างก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว
สถานการณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินไป!
ท่านอาวุโสปี้ปัว... ไม่สิ ต้องเรียกว่าปี้ปัวเจินเหริน อยู่ๆ ก็คุ้มคลั่งและเป็นครั้งแรกที่เรียกสรรพนามแทนตบะของตัวเองออกมา!
เจินเหริน! จินตันเจินเหริน! ถ้าไม่ใช่ขั้นจินตันก็คงไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเจินเหรินหรอก!
แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลที่สวีหยางอวี้ตกตะลึง เพราะเหตุผลที่แท้จริงก็คือ...
มีคน... กำลังสังหารเขาอยู่เหรอ?
สังหารปีศาจ
สังหารปีศาจอาวุโสเนี่ยนะ?
ใครบังอาจทำเช่นนี้?!
ไร้เสียงตอบรับจากท้องนภา ต่อมาบังเกิดแสงสว่างปกคลุม ดาวเทียนเสวียนดาวเทียนจี ดาวเทียนเฉวียน ดาวอวี้เหิง ดาวคายหยาง และดาวหยากวงทั้งหกดวงส่องสว่างนวลตาคล้ายแสงจันทร์ขึ้นอย่างฉับพลัน!
“วิชาปีศาจสวรรค์... เกราะพญาเต่างู!”
ความเป็นความตายมาเยือนปี้ปัวเจินเหรินอย่างไม่ทันตั้งตัว! นาทีนี้เขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้น หลังจากร่ายคาถาปลดปล่อยพลังดังลั่นมวลพลังปราณมหาศาลก็ระเบิดออกมาในบัดดล!
“ตู้ม...” บังเกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั่วภูเขาไปเหล่าเฉยซานแห่งนี้ทันที!
“ซู่ ซ่า!” บัดนี้ น้ำในบึงบงกชจตุทิศพุ่งกระจายขึ้นกลางอากาศ... เผยให้เห็นก้นทะเลสาบที่อยู่ลึกพันกว่าเมตร!
สวีหยางอวี้เพ่งสายตามองไป เหมือนเขาจะเห็นครีบขนาดใหญ่ซึ่งน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของร่างท่านอาวุโสปี้ปัว
“คิดจะสังหารเจินเหรินอย่างฉัน! มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก!!!” ท่านอาวุโสปี้ปัวตะโกนขึ้นอย่างโมโหเสียงตะโกนอันโมโหแฝงด้วยเสียงหัเราะอันบ้าคลั่ง “วิชาปีศาจสวรรค์! ปีศาจโคจรสมุทร!!!”
มวลน้ำทั้งทะเลสาบลอยจับตัวขึ้นเหนือฟ้าจากนั้นก็กลายเป็นเกราะสีฟ้าคล้ายเกล็ดปลาเรียงทับซ้อนกันกลางอากาศ!
มวลน้ำจากทะเลสาบที่กลายสภาพเป็นเกราะเกล็ดปลาห่อปกคลุมทั่วพื้นที่แห่งนี้ทั้งหมด!
สวีหยางอวี้รีบถอยหลังอย่างรวดเร็ว เสินหมิงเองก็ไม่ต่างกัน
มีใครบางคน...บางคนที่กล้าลงมือกับปีศาจอาวุโสขั้นจินตันที่มีอายุมากว่าหนึ่งพันปีท่านนี้!
แต่ว่าดวงตาทั้งสองคนกลับสะท้อนเปลวไฟอันเร่าร้อนออกมาอย่างเด่นชัด!
แบบนี้สิ... คือพลังที่แท้จริงของจินตันเจินเหริน!
เพียงขยับก็กระเพื่อมไปทั้งมหาสมุทร!
ทะเลสาบลึกเป็นพันเมตรข้างล่างพุ่งกระเซ็นขึ้นกลางอากาศอย่างรุนแรง!
ด้วยอิทธิฤทธิ์จากพลังเวทของปีศาจอาวุโสพันปีท่านนี้ทำให้มวลน้ำหลายหมื่นตันลอยตัวขึ้นกลางอากาศ!
กลุ่มเจ็ดดาวเป่ยโต้วสว่างพรึบขึ้นพร้อมกัน! เจ็ดดาวมฤตยูสังหาร... มีใครบางคนกำลังสังหารปีศาจตัวนี้ข้ามมิติแห่งกาลเวลาและข้ามระยะทางอันไกลโผน!
“แบบนี้สิ ถึงจะเป็นพลังที่แท้จริงของผู้ฝึกตน!”
“ชีวิตผู้ฝึกตนของฉันควรเป็นแบบนี้!”
สวีหยางอวี้มองดูนาฬิกาตัวเอง ตอนนี้เข็มนาฬิกาเดินมาถึงนาทีที่ห้าสิบสอง
เขาอยู่ที่แห่งนี้มาแล้วเป็นเวลา... หนึ่งชั่วโมงห้าสิบสองนาที
--------------------------------------------------------------------------------
[1] คัมภีร์อี้จิง หรือ โจวอี้ คือคัมภีร์ที่บันทึกหลักแห่งการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งบนโลก