หวงเยี่ยเหลือบมองฝูงชนอีกครั้ง เห็นสีหน้าของบางคนเริ่มแสดงความรำคาญ บางรายพยายามแทรกผ่านแต่ก็ถูกผลักกลับมา ทำให้เกิดเสียงโต้เถียงที่ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เหมือนกับว่าพวกเขาพร้อมจะใส่กันในทันที
“สถาบันมังกรศักดิ์สิทธิ์แล้วอย่างไร คิดว่าชื่อเสียงจะทำให้ทำอะไรก็ได้หรือ!”
“สถาบันวิหคเพลิงไม่เคยหวาดกลัวใครอยู่แล้วเว้ย!”
ประกายพลังเริ่มสั่นไหวรอบร่างของบางคน คล้ายพร้อมปะทะกันได้ทุกเมื่อ
“ไอ้พวกบ้านี่..”
หวงเยี่ยถอนหายใจยาวเล็กน้อย พลางก้าวลงจากพาหนะวิญญาณ หมายที่จะเข้าไปจัดการให้สิ้นซาก
ทว่าในขณะที่ตัวของหวงเยี่ยกำลังจะก้าวเท้าเข้าไปจัดการไอ้พวกเวรที่ยืนขวางทางเข้าอยู่นั้น
สายตาของเขายังไม่ทันได้เปล่งประกายคมกริบเต็มที่ กลับมีเงาร่างหนึ่งพุ่งแทรกเข้ามาตรงกลางระหว่างสองกลุ่มเสียก่อน
ชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงจุดศูนย์กลางอย่างโดดเด่นจนผู้คนรอบด้านต้องชะงักงัน ใบหน้าของเขางดงามละมุนละไมเกินกว่าจะมองข้าม โครงหน้าละเอียดอ่อนดุจงานแกะสลัก เส้นผมสีเงินยาวสลวยปลิวไหวตามแรงลม ราวกับเส้นไหมที่ทอด้วยแสงจันทร์
ร่างกายอ้อนแอ้นเพรียวบางประหนึ่งกุลสตรี ไม่ได้มีเค้าโครงแข็งกร้าวของนักล่า หากเปี่ยมด้วยความละเมียดละไมอย่างประหลาด
ตัวของเขาก้าวเข้ามาแทรกกลางระหว่างสองฝ่ายด้วยท่าทีลังเลเล็กน้อย
ดวงตาสีฟ้าครามเปล่งประกาย ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มที่ใครเห็นก็ต้องเผลอหยุดหายใจ
“เอ่อ.. พี่ชายทุกคนครับ”
“อย่าทะเลาะกันเลยนะ!”
“ถ้าทะเลาะกันจะเกิดเรื่องวุ่นวาย เจ็บตัว ข้าวของเสียหาย แถมอาจทำให้คนอื่นๆโดนลูกหลงไปด้วย เพราะงั้นหยุดเถอะนะ”
บรรยากาศในขณะนั้นพลันเงียบสงัดราวกับเวลาถูกตรึงไว้ ทุกสายตาหันมามองร่างบางที่ยืนอยู่กลางวงล้อมอย่างพร้อมเพรียง
ความตะลึงสะท้อนอยู่บนใบหน้าของนักล่ามังกรจำนวนมาก เพราะความงามเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง
ไม่ใช่สตรี แต่เป็นชายหนุ่มที่มีความละมุนล้ำเกินกว่าจะนิยามง่ายๆ เส้นผมสีเงินยาวระยับแสง ร่างกายบอบบางดุจดอกไม้แรกแย้ม นัยน์ตาฟ้าครามลึกซึ้งประหนึ่งมหาสมุทร ขนตางอนเรียวขับให้ใบหน้าดูอ่อนโยนยิ่งขึ้น ราวกับภาพฝันที่หลุดออกมาจากนิทานโบราณ
ทว่าเมื่อสายตาของผู้คนไล่ลงมายังชุดคลุมสีขาวที่เขาสวมอยู่
“นี่มัน..”
ทุกคนต่างสะดุ้งเล็กน้อย สัญลักษณ์บนอกเสื้อคือเครื่องหมายของสถาบันเหนือสวรรค์
เพียงเท่านั้น ทั้งสองสถาบันที่กำลังเผชิญหน้ากันก็ชะงักงันโดยไม่ได้นัดหมาย
สถาบันเหนือสวรรค์
ชื่อที่เปรียบดั่งยอดเขาที่สูงล้ำเกินเอื้อม สถานที่ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นศูนย์รวมของอัจฉริยะอันดับต้นๆของทวีปทางเหนือ
ทว่าความเงียบดำรงอยู่เพียงชั่วอึดใจ ก่อนที่ฝ่ายสถาบันวิหคเพลิงจะมีชายคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า
สีหน้าเองก็เปี่ยมไปด้วยหงุดหงิด ดวงตาเต็มไปด้วยเปลวไฟแห่งอารมณ์
“เจ้าเป็นใคร ถึงกล้ามายุ่งเรื่องของพวกเรา!”
“อย่ามาเสนอหน้าถ้าไม่อยากจะเดือดร้อน!”
น้ำเสียงตะโกนแข็งกร้าวดังลั่น ท่าทางของเขาไม่สะทกสะท้านต่อความงามที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“เพราะพวกข้าจะอัดไอ้พวกโง่นั้นให้เละเป็นโจ๊กไปเลย!”
ฝั่งสถาบันมังกรศักดิ์สิทธิ์เมื่อได้ยินดังนั้นก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะ
“อัดพวกข้าให้เละเป็นโจ๊ก?”
“คำพูดไร้สาระชะมัด!”
“ไม่ต้องรอให้ถึงการแข่งขันในวันพรุ่งนี้แล้ว สู้มาตัดสินกันให้ทราบผลแพ้ชนะกันเลยดีกว่า!”
เสียงโห่ร้องดังประสานกันอย่างหงุดหงิด พลังในกายของบางคนเริ่มสั่นสะเทือนอีกครั้ง คลื่นแรงกดดันก่อตัวขึ้นรอบวง
ทั้งสองฝ่ายมองข้ามร่างบางที่ยืนอยู่ตรงกลางไปหมดสิ้น ไม่มีใครสนใจคำเตือนเมื่อครู่เลยซักนิด ทำให้ใบหน้าอันงดงามของเขาพลันเลิ่กลั่กขึ้น จ้องมองไปทางซ้ายที ขวาที ดวงตาฟ้าครามฉายแววหวาดกลัวชัดเจน ลมหายใจถี่เล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวขาวกำชายเสื้อแน่น
“อะ.. อย่าทะเลาะกันเลยนะ”
ต่อให้จะหวาดหวั่น ทว่าชายหนุ่มก็ไม่ได้ก้าวถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว ร่างบางยังคงยืนแทรกกลางระหว่างสองกลุ่มที่พร้อมปะทะกันทุกเมื่อ
หวงเยี่ยซึ่งยืนมองเหตุการณ์อยู่ไม่ไกลก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“คนแบบนี้ก็มีด้วยหรือ?”
“ว่าแต่ชายคนนี้มัน..”
หวงเยี่ยไม่ทันได้พูดจบ สิ่งที่ครุ่นคิดเอาไว้ก็กลายเป็นจริงขึ้นมาในทันที
ในจังหวะที่นักล่ามังกรทั้งสองฝ่ายระเบิดพลังวิญญาณและเจตจำนงออกมาพร้อมกัน คลื่นแรงกดดันพลุ่งพล่านราวกับพายุที่กำลังก่อตัวหมายจะปะทะกันกลางฝูงชน ผู้คนรอบด้านต่างรีบถอยห่างด้วยความแตกตื่น
และในเสี้ยววินาทีที่ทุกอย่างกำลังจะพังทลายลงนั้นเอง
ชายหนุ่มหน้ามลที่ยืนแทรกกลางกลับเงยหน้าขึ้น แววตาฟ้าครามที่เคยสั่นไหวเปลี่ยนเป็นลึกลับอย่างฉับพลัน
“ก็บอกให้หยุดยังไงละ!”
คำพูดสั้นๆเปี่ยมด้วยอารมณ์พลันระเบิดออกในทันที
ทันใดนั้นมวลน้ำสีเงินขนาดมหึมาก็โหมซัดออกมาจากร่างของเขาอย่างฉับพลัน มันไม่ใช่คลื่นน้ำธรรมดา หากเป็นกระแสพลังที่มีประกายเรืองรองดั่งแสงจันทร์สะท้อนผืนน้ำยามราตรี มันพวยพุ่งออกทุกทิศทางอย่างรุนแรง ราวกับคลื่นทะเลที่ถูกปลุกให้คลุ้มคลั่ง
แรงกระแทกอันมหาศาลถาโถมเข้าใส่ทั้งสองกลุ่มในคราวเดียว
“ตู้มมมมมมมมม!”
ร่างนักล่ามังกรจำนวนมากปลิวกระเด็นออกไปคนละทิศละทาง กระแสน้ำสีเงินพาดผ่านร่างกายราวกับสายน้ำแห่งการพิพากษา
ใบหน้าของแต่ละคนเบิกกว้างจนแทบถลน ดวงตาฉายความตกตะลึงอย่างไม่อาจปกปิด พลังที่พุ่งออกมานั้นได้บดขยี้แขนขาของบางคนจนหักงอผิดรูป ผิวหนังแทบจะแตกร้าวเป็นเสี่ยงๆ เสื้อผ้าถึงกับฉีกขาด ลมหายใจสะดุดเพราะแรงดันอัดมหาศาล
ร่างหนึ่งกระเด็นไปชนเสาโลหะจนทรุดฮวบ
อีกคนไถลไปกับพื้นหินจนเกิดรอยลึกยาว ทั่วบริเวณเต็มไปด้วยเสียงร้องครวญครางและความโกลาหล
นักล่ามังกรที่ยืนล้อมดูเหตุการณ์ก่อนหน้าบัดนี้ต่างแข็งค้างราวกับถูกสาปให้หยุดนิ่ง ไม่มีใครคาดคิดว่าแรงระเบิดเมื่อครู่จะรุนแรงถึงเพียงนี้
หวงเยี่ยเองก็หรี่ตาลงเล็กน้อย ประกายคมวาบผ่านม่านตา
“เป็นอย่างที่คิดจริงๆด้วย!”
【โฮสต์เห็นหรือยังคะ หัวใจบางครั้งก็มีเขี้ยวเล็บที่น่าสะพรึงกลัว】
【แล้วชายคนนี้ก็เป็นถึงนักล่ามังกรระดับหกที่ครอบครองเจตจำนงธาตุน้ำระดับเทพ!】
ชายหนุ่มหน้ามลยังคงยืนอยู่ในจุดเดิม ร่างบางเปียกชื้นเล็กน้อยจากไอพลังที่พวยพุ่งออกมา เส้นผมสีเงินสะบัดปลิวท่ามกลางละอองน้ำที่ยังลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ดวงตาฟ้าครามในยามนี้ไม่ได้หวาดกลัวอีกต่อไป หากลึกซึ้งและเย็นเยียบเป็นอย่างมาก
กระแสน้ำสีเงินยังคงหมุนวนรอบกายเขาอย่างเชื่องช้า ราวกับวงแหวนแห่งดวงจันทร์ที่ปกป้องเทพผู้ครอบครอง
เสียงอุทานหนึ่งดังขึ้นจากกลุ่มผู้คน
“มะ.. มวลน้ำสีเงิน?!”
“งั้นหมายความว่าเขาคือไป๋หลัวถง… ผู้ครอบครองเจตจำนงธาตุน้ำระดับเทพ… รูปแบบเทพคลื่นจันทรานิรันดร์?!”
ชื่อไป๋หลัวถงเปรียบดั่งตำนานที่เพิ่งถูกยืนยันต่อสายตาทุกคน
อันดับหนึ่งที่แข็งแกร่งมากที่สุดของสถาบันเหนือสวรรค์ อัจฉริยะผู้ควบคุมเจตจำนงธาตุน้ำระดับเทพที่ยิ่งใหญ่มากที่สุด
“บอกแล้วว่าอย่าทะเลาะกัน!”
ไป๋หลัวถงกล่าวจบก็สลายพลังของตนเอง ละอองน้ำสีเงินจางหายไป ทิ้งไว้เพียงพื้นหินแตกร้าวและร่างนักล่ามังกรที่กระจัดกระจาย
หวงเยี่ยมองภาพตรงหน้าอย่างสนใจ พร้อมกับมุมปากที่ยกยิ้มขึ้น
“จากดอกไม้ท่ามกลางพายุ”
“กลับกลายเป็นพายุเสียเอง!”
【โฮสต์.. ระวังจะเผลอชอบเข้านะคะ】
คำกล่าวของระบบทำให้หวงเยี่ยต้องสำลักในทันที รีบพูดขึ้นภายในใจอย่างเกรี้ยวกราด
“พะ.. พูดอะไรไร้สาระกัน!”
“นั่นผู้ชายนะว้อยคนสวย!”
“เหมือนเช่นไอ้อัครสาวกมังกรพฤกษาแห่งลัทธิศักดิ์สิทธิ์บูชามังกร จูหนานเจียงนั่นละ”
“แล้วข้าเองก็ไม่ได้พิษสวาทอะไรต่อไอ้พวกบ้านี้ด้วย!”
..
55555+