ยามอรุณรุ่งเหนือเมืองตงหยาง ท้องฟ้ายังคงเป็นสีน้ำเงินเข้มแซมส้มรำไร สายหมอกหนาพัดผ่านถนนลูกรังหน้าจวนกองปราบ เสียงฝีเท้ากะพร่องกะแพร่งของม้าแก่ที่สภาพโรยราพอ ๆ กับเจ้าของ ดังประสานไปกับเสียงไอแห้ง ๆ ของ ลู่ชิง ที่บัดนี้อยู่ในชุดบัณฑิตสีขาวหม่นจนเกือบเป็นสีเทา มีรอยปะชุนทับซ้อนกันจนดูหนาเตอะ แขนเสื้อหลุดลุ่ยเปื้อนคราบเขม่าหมึกและกลิ่นสุราจาง ๆ เขายืนบิดขี้เกียจเสียงดังสนั่นจนกระดูกลั่นกร๊อบพลางขยี้ตาที่แดงก่ำ ท่าทางเหมือนคนอดนอนที่สติยังไม่เข้ารูปเครอยนัก
ลู่ชิงค่อย ๆ เดินจูงม้าพาร่างโอนเอนไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูไม้บานยักษ์ที่มีสัญลักษณ์ตราพยัคฆ์ประทับอยู่ เขาพยายามปรับสีหน้าให้ดูเป็นงานเป็นการพลางตะโกนบอกมือปราบสองคนที่เฝ้ายามด้วยน้ำเสียงซื่อ ๆ
"พี่ชายทั้งสอง ข้าคือบัณฑิตลู่ชิง มีความประสงค์ขอเข้าพบหัวหน้ามือปราบเฉินอี้ พอดีข้ามีธุระสำคัญจะมากล่าวลาท่านก่อนเดินทางกลับบ้านน่ะ รบกวนพวกท่านช่วยเข้าไปแจ้งข้างในสักนิดได้หรือไม่?"
มือปราบเฝ้าประตูร่างกำยำสองคนชะงักกึก ก่อนจะพร้อมใจกันกวาดสายตามองลู่ชิงอย่างจาบจ้วง ตั้งแต่ยอดศีรษะที่มวยผมหลุดรุ่ยไปจนถึงรองเท้าผ้าใบเก่า ๆ ที่แทบเห็นนิ้วเท้า พวกเขาพลันพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหยียดหยามพลางหัวเราะร่วน
"พบท่านหัวหน้าเฉิน? เจ้าเนี่ยนะ!" มือปราบคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางใช้หอกเคาะพื้น
"นี่เจ้าส่องกระจกดูสภาพตัวเองบ้างหรือเปล่าไอ้หนุ่ม บัณฑิตไส้แห้งที่กลิ่นเหล้าคลุ้งประหนึ่งตกไหสุรามาเช่นเจ้าน่ะเรอ? แค่ก้าวขาผ่านธรณีประตูเข้าไปก็ทำเอาที่นี่เสียสง่าราศีหมดแล้ว! ไป ๆ ไปขอทานแถวตลาดโน่นไป๊!"
"แต่นี่ข้ามาลาจริง ๆ นะ..." ลู่ชิงพยายามฝืนยิ้ม ทว่ามือปราบอีกคนกลับใช้ด้ามหอกผลักไหล่เขาจนโซเซ
"อย่ามาทำตัวรุ่มร่ามหน้ากองปราบ ถ้าไม่อยากเข้าไปกินข้าวแดงในคุกก็ไสหัวไปซะ! ข้าจะนับหนึ่งถึงสาม ถ้าเจ้ายังไม่ไป ข้าจะเอาหอกนี่แหละเขี่ยเจ้าออกไปเหมือนเขี่ยกองมูลม้า!"
ในขณะที่มือปราบทั้งสองกำลังสนุกกับการข่มเหงบัณฑิตหนุ่ม เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นแฝงไปด้วยพลังปราณอันแก่กล้าก็ดังสะท้อนออกมาจากด้านหลังบานประตู
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น! พวกเจ้าส่งเสียงโวยวายกันหน้าจวนกองปราบแต่เช้าตรู่ คิดว่าที่นี่เป็นตลาดสดหรืออย่างไร!"
มือปราบทั้งสองสะดุ้งโหยงจนตัวสั่น รีบหมุนตัวคุกเข่าลงกับพื้นจนเข่ากระแทกดินดังกึก
"เรียนท่านหัวหน้าเฉิน! มีบัณฑิตพเนจรสติไม่สมประกอบท่าทางเหมือนขอทานมาตอแยจะขอนัดพบท่านข้ารับ! พวกข้าเห็นว่าเขาสกปรกและอาจแฝงตัวมาทำมิดีมิร้าย จึงกำลังขับไล่ออกไปขอรับ!"
เฉินอี้ ก้าวพ้นธรณีประตูออกมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ทว่าทันทีที่สายตาของเขาปะทะเข้ากับร่างของบัณฑิตลู่ชิงที่ยืนยิ้มเจื่อน ๆ อยู่ ใบหน้าของหัวหน้ามือปราบพลันเปลี่ยนเป็นขาวซีดราวกับเห็นเทพเจ้าจุติ เขาถลาเข้าไปประคองแขนลู่ชิงด้วยความนอบน้อมทันที
"บัณฑิตลู่! ท่านมาตั้งแต่เมื่อใดกัน!" เฉินอี้เอ่ยเสียงสั่นพลางสำรวจตัวลู่ชิง ก่อนจะหันไปตวาดใส่ลูกน้องเสียงกัมปนาท
"ไอ้พวกคนตาบอด! พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรถึงล่วงเกิน ยอดยุทธ์เช่นนี้!"
ลู่ชิงที่กำลังสะบัดฝุ่นตามตัวถึงกับชะงักกึก เขาทำตาโตพลางหันซ้ายหันขวาเลิ่กลั่ก
"หือ? ยอดยุทธ์? พี่ชายเฉินอี้ ท่านพูดถึงใครกัน? ยอดยุทธ์อยู่ที่ไหนรึ? บนหลังคาหรือว่าแอบอยู่ในถังขยะนั่น? ไหน ๆ ข้าอยากเห็นเป็นบุญตาสักครั้ง!"
เฉินอี้ชะงักไปครู่หนึ่ง เขาลอบยิ้มในใจด้วยความนับถือ 'สมเป็นท่านบัณฑิตลู่ ขนาดตอนนี้ยังแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวเพื่อปกปิดตัวตนได้อย่างแนบเนียนยิ่งนัก' เขาจึงรีบประสานมือกล่าวขอโทษ
"ข้าต้องขออภัยท่านอย่างสูง บัณฑิตลู่ เป็นเพราะลูกน้องข้ามันเขลาเบาปัญญาเห็นคนเพียงเปลือกนอก ข้าจะสั่งโบยพวกมันคนละยี่สิบทีและให้ไปนอนเฝ้าคอกม้าสามเดือน ห้ามก้าวเท้าออกมาจากกองขี้ม้าแม้แต่ก้าวเดียว!"
"โอย... ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกพี่ชาย" ลู่ชิงหัวเราะร่วนพลางตบบ่าเฉินอี้เบา ๆ
"ข้าแค่จะมาลากลับบ้านน่ะ อยู่เมืองตงหยางนาน ๆ ข้าชักจะเริ่มห่วงว่าค่าซาลาเปาจะแพงกว่าค่าตัวบัณฑิตอย่างข้าเสียแล้ว"
ในจังหวะนั้นเอง หูเถียน มือปราบหนุ่มลูกน้องคนสนิทก็วิ่งหน้าตั้งออกมา พอเห็นลู่ชิงเขาก็ถลาเข้ามากอดแข้งกอดขาประหนึ่งสุนัขดีใจเจอเจ้าของ
"บัณฑิตลู่! ท่านจะทิ้งพวกเราไปแล้วจริงๆ รึขอรับ! ใครจะช่วยข้าปราบโจรด้วยฝ่ามืออันอัศจรรย์นั่นอีก! ท่านรู้ไหมว่าทุกวันนี้ข้ายังเอาเรื่องที่ท่านใช้ท่าร่างประหลาดตบโจรป่าจนกลายเป็นกล้วยปิ้งไปเล่าให้ลูกเมียฟังอยู่เลย ท่านคือไอดอลของข้าเลยนะขอรับ!"
หูเถียนรีบยัดห่อผ้าใบเขื่องใส่ลู่ชิง
"นี่คือเสบียงชั้นดีขอรับ! มีหมูแผ่นอบน้ำผึ้งที่ข้าแย่งซื้อมาได้เป็นคนแรก สุราหมักพิเศษที่ข้าแอบหามาให้ท่าน! และยาสมุนไพรแก้ปวดหลัง เผื่อท่านตกม้าระหว่างทางขอรับ!"
"ขอบใจเจ้ามากหูเถียน แต่ข้าว่าเจ้าควรเก็บยาแก้ปวดหลังไว้ใช้เองเถอะ ท่าทางท่านหัวหน้าเฉินจะจัดหนักให้เจ้าอยู่เหมือนกันนะ" ลู่ชิงยิ้มละไมก่อนจะพยายามปีนขึ้นหลังม้าแก่ด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ จนเกือบจะม้วนตัวตกม้าไปอีกฝั่ง ทำเอาเฉินอี้และหูเถียนต้องรีบเข้าไปพยุงคนละข้างประหนึ่งพยุงฮ่องเต้
เมื่อขึ้นม้าได้แล้ว ลู่ชิงก็โบกมือลาพลางควบม้าแก่ที่ส่งเสียงร้องเหนื่อยหน่ายออกไปช้า ๆ โดยมีชายชราผมขาวดูภูมิฐานและเด็กหนุ่มที่สะพายกระบี่เล่มยาวก้าวตามหลังไป
ทว่า... เพียงอึดใจเดียวที่สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านหอบเอาไอเย็นมาปะทะใบหน้า สายตาของเฉินอี้ที่เคยมองส่งแผ่นหลังโอนเอนของลู่ชิงด้วยความอาลัย พลันเหลือบไปเห็นเงาร่างของชายชราผมขาวที่ควบม้าเดินตามหลังม้าแก่อยู่อย่างเงียบเชียบ
ในวินาทีนั้นเอง กลิ่นอายบางอย่างที่แผ่ออกมาเพียงเบาบางทว่าหนักแน่นประดุจขุนเขาที่ถล่มลงมาทับสัมผัสวิญญาณ ทำให้เฉินอี้ถึงกับตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน หัวใจของเขาเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ใบหน้าที่เคยเข้มแข็งผ่านศึกเหนือเสือใต้มานับไม่ถ้วนพลันซีดเผือดลงจนเขียวคล้ำ เหงื่อกาฬเม็ดโป้งไหลพรากอาบสองแก้มราวกับคนเพิ่งขึ้นจากน้ำ
"หู... หูเถียน..." เขาเค้นเสียงออกมาจากลำคอที่แห้งผากระคายเคืองประดุจมีผงถ่านร้อนๆ บรรจุอยู่
"ขอรับหัวหน้า? ท่านเป็นอะไรไป ท่าทางเหมือนเห็นผีกลางวันแสกๆ เลยนะขอรับ หรือว่าเมื่อคืนท่านนอนตกหมอน?" หูเถียนถามหน้าซื่อพลางมองตามสายตาหัวหน้าไป
"จะ เจ้าเห็นคนสองคนผู้นั้นหรือไม่..." เฉินอี้เอ่ยด้วยเสียงสั่นเทา
"ก็แค่ตาแก่ผมเผ้ารุงรังท่าทางสติไม่สมประกอบ กับเด็กหนุ่มพกกระบี่ท่าทางหยิ่งยโสคนหนึ่งเองนี่นา ดูสิ... เด็กนั่นสะพายกระบี่เล่มยาวเกือบเท่าตัวคน เดินกร่างซะจนม้าของท่านบัณฑิตลู่แทบจะถีบยอดอกอยู่แล้ว!"
"เจ้าโง่! หุบปากเดี๋ยวนี้!" เฉินอี้คำรามเสียงสั่นสะท้านพลางกระชากคอเสื้อแล้วตะครุบปากลูกน้องคนสนิทจนแทบหายใจไม่ออก เขาลากหูเถียนเข้ามาหลบหลังเสาจวนกองปราบด้วยท่าทางลนลาน
"นั่นไม่ใช่แค่คนแก่ธรรมดา! เจ้าจดจำชื่อนี้ไว้ให้มั่น... ชายชราผู้นั้นคือ 'ปรมาจารย์หวังซิว' ยอดยุทธ์ระดับ 'จอมราชันขั้นสูง' ที่เลื่องลือที่สุดในเมืองหลวง! ครั้งหนึ่งข้าเคยเห็นเขาในสมรภูมิชายแดน เพียงแค่เขาสะบัดปลายนิ้ว ปราณกระบี่ไร้สภาพก็กวาดล้างแม่ทัพระดับจอมราชันนับสิบจนกลายเป็นฝุ่นผง! ส่วนเด็กหนุ่มที่สะพายกระบี่เล่มนั้นคือ 'ฉินอวี้' ศิษย์เอกที่ร้ายกาจที่สุดในรุ่น มือกระบี่ที่สังหารคนได้ก่อนที่เหยื่อจะทันเห็นเงากระบี่เสียด้วยซ้ำ!"
หูเถียนฟังจบถึงกับตาเหลือกค้าง ปากอ้ากว้างจนแมลงวันเกือบจะบินเข้าไปทำรังได้จริงๆ
"จอม... จอมราชัน! ระดับที่ฮ่องเต้ยังต้องเกรงใจคนนั้นน่ะรึขอรับ! แล้วทำไม... ทำไมคนระดับที่พลิกฟ้าคว่ำดินได้เพียงฝ่ามือเดียว ถึงได้ยอมเดินก้มหน้าจดบันทึกตามหลังบัณฑิตลู่ ราวกับเป็นข้ารับใช้ที่กำลังเดินตามเจ้านายไปจ่ายตลาดในตอนเช้าเช่นนั้นล่ะขอรับ!"
หูเถียนรู้สึกแข้งขาอ่อนแรงจนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้นหญ้า
"นี่พวกเรา... เผลอไปนับถือพี่น้องกับคนที่มี 'เทพสังหารระดับจอมราชัน' เป็นผู้ติดตามหรือนี่! แล้วเมื่อกี้... เมื่อกี้พวกมือปราบหน้าประตูยังกล้าใช้หอกไล่เขาเหมือนไล่หมาอีก! หัวหน้า... ข้าว่าโทษโบยยี่สิบทีมันน้อยไปนะขอรับ พวกนั้นเกือบทำเอาเมืองตงหยางถูกลบหายไปจากแผนที่เพราะความปากสุนัขแล้ว! ข้าว่าควรจับพวกมันไปขังลืมในบ่อเกรอะสักสิบปีเพื่อล้างซวย!"
เฉินอี้ไม่ได้ฟังคำบ่นของหูเถียน สายตาของเขายังคงจับจ้องไปยังเงาหลังของทั้งสามคนที่ค่อยๆ ลางเลือนหายไปในม่านหมอกสีเงิน เขาสูดลมหายใจเข้าลึกพลางพึมพำออกมาด้วยความเคารพยำเกรงที่แฝงไปด้วยความขบขันในโชคชะตา
"ยามที่มังกรทะยานข้ามเมฆาไปแล้ว ต่อให้เจ้ามีม้าที่เร็วที่สุดในใต้หล้า ก็มิอาจเอื้อมถึงหางของเขาได้... บัณฑิตลู่เอ๋ย แท้จริงแล้วท่านคือตัวตนแบบไหนกันแน่ เป็นเทพเซียนที่มาจุติเพื่อเยาะเย้ยสวรรค์ หรือเป็นเจ้าแห่งโชคชะตาที่กำลังเดินเล่นอยู่บนดินกันแน่..."
เฉินอี้รีบก้มหน้าลงคารวะไปทางทิศที่ลู่ชิงจากไปอีกครั้งอย่างสุดตัว โดยมีหูเถียนที่เริ่มสติแตกพยายามจะคุกเข่าโขกหัวกับพื้นดินเพื่อขอขมาที่ตนเองเคยแอบเอาหมูแผ่นไปยัดมือคนระดับนั้น!