ภายในห้องศิลาหยางเสี่ยวเอ๋อร์ได้ทำการเปิดผนึกคัมภีร์โอสถโบราณจำลองในทันทีผนึกได้ผนึกไว้ด้วยปราณระดับขุนพลระดับหนึ่งขั้นต้นจึงมิเป็นปัญหาในการเปิดสำหรับผู้ที่มีปราณยุทธเช่นหยางเสี่ยวเอ๋อร์
"แกร๊ก ๆ !!"
ผนึกแตกคลายออก บังเกิดเป็นอักษรสีทองมากมายหลายแถวเกิดขึ้นในอากาศเบื้องหน้า หยางเสี่ยวเอ๋อร์รีบหลับตาสำรวมจิตจดจำเรียนรู้พลังวิญญาณเริ่มแผ่ออกครอบคลุมอักษรทุกตัวทันทีที่พลังวิญญาณได้สัมผัสกับอักษรสีทอง หยางเสี่ยวเอ๋อร์รู้สึกได้ถึงพลังที่ต่อต้านจึงเพิ่มพลังจิตวิญญาณทั้งหมดที่มีเข้าครอบคลุมอักษรทั้งหมด ..
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามขณะนี้ร่างกายของหยางเสี่ยวเอ๋อร์เปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อร่างกายที่นั่งขัดสมาธิเริ่มสั่นสะท้านทันใดนั้นอักษรสีทองได้เริ่มเจือจางลงและจางหายไปในที่สุดหยางเสี่ยวเอ๋อร์ลืมตาขึ้น สายตาคมวาวสาดประกายวูบหนึ่ง พร้อมคำนึงในใจ
"มินึกว่าเพียงแค่คัมภีร์โอสถโบราณจำลอง ก็มีพลังต้านทานสูงถึงเพียงนี้กว่าจะจำได้หมดสิ้นก็กินเวลาไปถึงครึ่งชั่วยามเต็ม ๆถ้าหากช้ากว่านี้อีกนิดเดียวก็มิอาจจดจำได้ทั้งหมดแล้วถ้าเป็นเช่นนั้นคงน่าเสียดายยิ่ง นี่นับเป็นคัมภีร์โอสถที่ลึกล้ำอย่างแท้จริงถึงข้าจะจดจำอักษรได้ทั้งหมดแต่ก็มิอาจเรียนรู้และเข้าใจได้ทั้งหมดในตอนนี้ ตอนนี้สามารถเรียนรู้ได้แค่เพียงน้อยนิด ถ้าหากคิดจะเรียนรู้ให้ได้มากกว่านี้คงต้องใช้เวลาในภายหน้าค่อย ๆเรียนรู้ส่วนที่เหลือแล้ว"
.......................................................................................................................................................................
ส่วนกังหลงเมื่อแยกจากผู้อาวุโสสูงสุดของสมาคมและสตรีงามทั้งสองถึงเวลาพลบค่ำ แสงสุรีเริ่มลาลับขอบฟ้า กังหลงได้เดินทางมุ่งหน้ากลับไปยังโรงเตี๊ยมซึ่งมีระยะทางประมาณสองลี้ กังหลงเดินอย่างมิรีบเร่งผ่านร้านรวงต่าง ๆชมแสงสียามค่ำคืนของเมืองเหอหนานผู้คนต่างออกมาจับจ่ายเที่ยวเตร่กันครึกครื้นเนื่องจากการจัดการทดสอบของสมาคมโอสถได้ทำให้การค้าขายของเมืองเหอหนานเฟื่องฟูต่างจากก่อนหน้านี้อย่างลิบลับ
ฉับพลันกังหลงได้สัมผัสถึงรังสีอำมหิตพุ่งตรงมายังด้านหลังของตนจึงก้าวเบี่ยงไปทางด้านขวาเล็กน้อยบังเกิดเสียงเบาเกิดขึ้นคราหนึ่ง
"ฟุ่บ"
หันไปมองยังตำแหน่งที่ตนก้าวเบี่ยงออกมาปรากฏประกายสะท้อนแสงอันน้อยนิดยากจะสังเกตุแต่ด้วยระดับปราณยุทธที่แท้จริงของกังหลงระดับพลังจิตวิญญาณในปัจจุบันทุกสิ่งในรัศมีสองลี้ครึ่งมิอาจหลุดรอดจากสัมผัสของตนไปได้กังหลงรับทราบถึงการติดตามของบุคคลลึกลับผู้นี้ตั้งแต่เริ่มออกจากลานประลองการทดสอบโอสถแล้วบุคคลผู้นี้จะเป็นผู้ใดไปมิได้นอกจากผู้ที่สวมใส่ชุดรัดกุมคล้ายทหารรับจ้างผู้นั้นเป็นแน่
กังหลงก้าวเดินจนหลุดพ้นจากการโจมตีที่คล้ายเป็นการบังเอิญ ทำมิสนใจเหมือนมิทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตน และยังก้าวเดินต่อไปจนผู้ที่สวมใส่ชุดรัดกุมคล้ายทหารรับจ้างผู้นั้นแค่นเสียงขึ้นกล่าวกับตัวเองเบา ๆ
" ฮึ!!..นับว่าเจ้าโชคดี โชคช่วยเจ้าไว้แท้ ๆ เจ้าหนุ่ม"
คนผู้นั้นก้าวเดินตามปกติไปจนถึงเส้นทางที่เริ่มห่างจากแสงสีร้านรวงเริ่มเบาบางลง ทางเบื้องหน้าเริ่มสลัวด้วยความมืดที่ปกคลุม กังหลงยังคงเดินอย่างแช่มช้าสบาย ๆ ตามปกติเหมือนมิทราบว่ามีโพยภัยอันร้ายกาจกำลังย่างกรายเข้าสู่ศีรษะตน
ผู้ที่สวมใส่ชุดรัดกุมคล้ายทหารรับจ้างผู้นั้นเห็นเป็นจังหวะที่ปลอดผู้คนจึงนำกระบอกไม้ขนาดหนึ่งฉื่อออกมาจากแหวนสีดำบนนิ้วมือข้างซ้ายแย้มยิ้มมุมปากอย่างเหี้ยมเกรียมแล้วจึงยกกระบอกไม้ไผ่ขนาดเล็กเข้าสู่ปากเล็งปากกระบอกไม้ไผ่ไปยังต้นคอของร่างที่กำลังเดินอย่างมิรู้ชะตากรรมเบื้องหน้าและใช้ลมปราณเป่าอัดจนเกิดเสียงที่เบามากหากมิมีสัมผัสที่ลึกล้ำก็มิอาจสัมผัสได้
"ปุ่"
ฉับพลันเหมือนเจ้าหนุ่มเบื้องหน้าบังเอิญก้มลมเก็บอันใดบนพื้นพร้อมเอ่ยเสียงเบา ๆ ขึ้นการก้มเก็บคราวนี้ถึงกับบังเอิญทำให้รอดพ้นจากการลอบโจมตีจากเบื้องหลังไปได้อย่างหวุดหวิดอีกครา
"นับว่าข้าโชคดีจริง ๆเก็บเงินได้สิบตำลึง มิทราบใครทำตกไว้ ค่ำคืนนี้ข้าได้กินอาหารฟรีถึงสิบตำลึงแล้วฮ่า ๆ"
ผู้ที่สวมใส่ชุดรัดกุมคล้ายทหารรับจ้างผู้นั้นแค่นหัวร่อกับตัวเองพร้อมส่ายหน้านึกในใจว่า
"ช่างเป็นบุรุษหนุ่มที่โชคดีจริง ๆบังเอิญรอดพ้นจากการโจมตีของข้าไปถึงสองครั้งสองครา"
นึกในใจและถลันวูบออกแสดงตัวตรงหน้ากังหลงพร้อมกล่าวด้วยเสียงเหี้ยมเกรียม
"เจ้าโชคดีเก็บเงินได้สิบตำลึงแต่คงมิมีวาสนาได้ดื่มกินแล้วละเจ้าหนุ่มเงินนั่นก็เป็นได้เพียงเหรียญปิดปากผีเท่านั้น เพราะชะตาของเจ้าต้องขาดลงในไม่ช้านี้แล้ว !!"
กังหลงแสร้งแสดงท่าทีตกใจกลัวพร้อมละล่ำละลักกล่าว
"ท่า..น...ท่าน...เป็นใคร ..ออ..ก....ออก มาขวางทางข้าพเจ้าด้วยเจตนาใด เหตุใดถึงมาพูดอัปมงคลแบบนั้น"
"จงทำใจเถิดเจ้าหนุ่มชีวิตเจ้าคงลิขิตมาเพียงแค่นี้ ข้ายอมรับว่าเจ้าโชคดีถึงสามครา โชคดีคราแรกบังเอิญหลบรอดการโจมตีจากเข็มมรณะในชุมชนก่อนหน้านี้ โชคดีคราที่สองยังบังเอิญก้มเก็บเงินจนหลบรอดจากเข็มมรณะของข้าได้อีกแถมโชคดีคราที่สามเก็บเงินได้สิบตำลึงขอให้เจ้าจงภูมิใจในโชคทั้งสามคราของเจ้าก่อนที่ชีวิตจะจบสิ้นไปนับว่าเจ้ายังมีโชคดีก่อนตายถึงสามครา"
กังหลงเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงโบกไม้โบกมือพร้อมถอยหลังแสร้งกล่าวละล่ำละลักด้วยความกลัวว่า
"อ..ย่า อย่า.. ฆ่าข้าเลยท่านผู้กล้า ข้า..ข้ากับท่านมิเคยรู้จักกันท่านจะฆ่าข้าเพราะเหตุอันใด ปล่อ..ย ปล่อยข้าไปเถิดท่าน ข้าเป็นเพียงนักศึกษาอ่อนแอมิอาจเป็นพิษเป็นภัยกับใครได้"
ผู้ที่สวมใส่ชุดรัดกุมคล้ายทหารรับจ้างเก็บกระบอกไม้ไผ่กลับเข้าแหวนที่มือด้านซ้ายพร้อมดึงดาบขนาดใหญ่ออกมาเล่มหนึ่ง แน่นนอนแหวนที่สามารถเก็บสิ่งของได้ย่อมต้องเป็นแหวนมิตินี่นับเป็นคราที่สองที่กังหลงได้เจอแหวนมิติคราแรกในถุงมิติทองคำของตัวเองซึ่งเป็นแหวนมิติของเฒ่าเทียนคงผู้เป็นอาจารย์ของตน กังหลงจึงยิ้มมุมปากด้วยความยินดีขึ้นวูบหนึ่งแต่บุรุษผู้ที่สวมใส่ชุดรัดกุมคล้ายทหารรับจ้างยัฝคงมิทันได้สังเกตุ เพียงสนใจหัวร่อกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างสำราญใจอยู่
ดาบในมือของบุรุษลึกลับที่ส่องประกายวูบพร้อมแผ่รังสีการอันแรงกล้าออกมาได้บ่งบอกถึงอานุภาพอาวุธระดับราชันย์ กังหลงเมื่อสัมผัสกับรังสีของดาบจึงอุทานขึ้น
"งะ ..อาวุธระดับราชันย์ !!"
"เอ๊ะ..!!เจ้าถึงกับรู้จักอาวุธระดับราชันย์ทันทีที่เห็น ไม่เลวนะเจ้าหนุ่มนับว่าเจ้ามีความรอบรู้อยู่บ้าง ฮ่า ๆ ๆแต่เจ้าจงภูมืใจเถิดที่คนระดับปราณยุทธต่ำต้อยเช่นเจ้ามีวาสนาได้สิ้นชีพด้วยอาวุธระดับราชันย์เช่นนี้อาณาจักรของเจ้าคงมิเคยมีอาวุธระดับนี้ปรากฏขึ้นเป็นแน่แท้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
มองดูดาบที่มีลักษณะสันหนา บนสันเจาะรูขนาดเล็กจำนวนเจ็ดรูแต่ละรูประดับด้วยห่วงที่มีสีสันต่างกันสวยงามยิ่งตัวดาบสลักลวดลายมังกรกางกรงเล็บสวยงามยิ่ง พร้อมแผ่พลังอันน่าเกรงขามออกมาจนสัมผัสถึงพลังนี้ได้ด้ามจับสลักด้วยมังกรเงินเลื้อยพันรอบด้าน กังหลงมีความสนใจยิ่งกล่าวขึ้น
"เป็นดาบที่สวยงามยิ่ง มิทราบมีนามอันใดข้าขอดาบเล่มนี้ได้หรือไม่ท่านผู้กล้าข้าเพิ่งออกมาท่องเที่ยวยังมิมีอาวุธใดที่เหมาะมือเลย"
ได้ยินเช่นนั้นบุรุษผู้ที่สวมใส่ชุดรัดกุมคล้ายทหารรับจ้างถึงกับหัวร่อลั่นนึกเหยียดหยามเจ้าหนุ่มเบื้องหน้าที่ระดับปราณยุทธต้อยต่ำเพียงแค่ระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นเก้าแต่คิดจะครอบครองอาวุธระดับราชันย์ช่างโง่เชลามิรู้จักเจียมตัวเสียกระไรนี่ อย่าว่าแต่คิดจะครอบครองอาวุธระดับราชันย์เลยด้วยระดับปราณยุทธเพียงแค่นี้ชีวิตของตัวเองยังมิอาจจะรักษาไว้ได้ไม่เคยเจอผู้ใดที่โง่เขลาเท่าเจ้าหนุ่มคนนี้แล้ว