มรรคาพลิกฟ้า

    บทที่ 82 ผู้ปองร้าย

            ภายในห้องศิลาหยางเสี่ยวเอ๋อร์ได้ทำการเปิดผนึกคัมภีร์โอสถโบราณจำลองในทันทีผนึกได้ผนึกไว้ด้วยปราณระดับขุนพลระดับหนึ่งขั้นต้นจึงมิเป็นปัญหาในการเปิดสำหรับผู้ที่มีปราณยุทธเช่นหยางเสี่ยวเอ๋อร์  


            "แกร๊ก ๆ !!"


           ผนึกแตกคลายออก  บังเกิดเป็นอักษรสีทองมากมายหลายแถวเกิดขึ้นในอากาศเบื้องหน้า หยางเสี่ยวเอ๋อร์รีบหลับตาสำรวมจิตจดจำเรียนรู้พลังวิญญาณเริ่มแผ่ออกครอบคลุมอักษรทุกตัวทันทีที่พลังวิญญาณได้สัมผัสกับอักษรสีทอง หยางเสี่ยวเอ๋อร์รู้สึกได้ถึงพลังที่ต่อต้านจึงเพิ่มพลังจิตวิญญาณทั้งหมดที่มีเข้าครอบคลุมอักษรทั้งหมด ..


           ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามขณะนี้ร่างกายของหยางเสี่ยวเอ๋อร์เปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อร่างกายที่นั่งขัดสมาธิเริ่มสั่นสะท้านทันใดนั้นอักษรสีทองได้เริ่มเจือจางลงและจางหายไปในที่สุดหยางเสี่ยวเอ๋อร์ลืมตาขึ้น สายตาคมวาวสาดประกายวูบหนึ่ง พร้อมคำนึงในใจ


           "มินึกว่าเพียงแค่คัมภีร์โอสถโบราณจำลอง ก็มีพลังต้านทานสูงถึงเพียงนี้กว่าจะจำได้หมดสิ้นก็กินเวลาไปถึงครึ่งชั่วยามเต็ม ๆถ้าหากช้ากว่านี้อีกนิดเดียวก็มิอาจจดจำได้ทั้งหมดแล้วถ้าเป็นเช่นนั้นคงน่าเสียดายยิ่ง นี่นับเป็นคัมภีร์โอสถที่ลึกล้ำอย่างแท้จริงถึงข้าจะจดจำอักษรได้ทั้งหมดแต่ก็มิอาจเรียนรู้และเข้าใจได้ทั้งหมดในตอนนี้ ตอนนี้สามารถเรียนรู้ได้แค่เพียงน้อยนิด ถ้าหากคิดจะเรียนรู้ให้ได้มากกว่านี้คงต้องใช้เวลาในภายหน้าค่อย ๆเรียนรู้ส่วนที่เหลือแล้ว"

            .......................................................................................................................................................................


            ส่วนกังหลงเมื่อแยกจากผู้อาวุโสสูงสุดของสมาคมและสตรีงามทั้งสองถึงเวลาพลบค่ำ แสงสุรีเริ่มลาลับขอบฟ้า กังหลงได้เดินทางมุ่งหน้ากลับไปยังโรงเตี๊ยมซึ่งมีระยะทางประมาณสองลี้ กังหลงเดินอย่างมิรีบเร่งผ่านร้านรวงต่าง ๆชมแสงสียามค่ำคืนของเมืองเหอหนานผู้คนต่างออกมาจับจ่ายเที่ยวเตร่กันครึกครื้นเนื่องจากการจัดการทดสอบของสมาคมโอสถได้ทำให้การค้าขายของเมืองเหอหนานเฟื่องฟูต่างจากก่อนหน้านี้อย่างลิบลับ

     

           ฉับพลันกังหลงได้สัมผัสถึงรังสีอำมหิตพุ่งตรงมายังด้านหลังของตนจึงก้าวเบี่ยงไปทางด้านขวาเล็กน้อยบังเกิดเสียงเบาเกิดขึ้นคราหนึ่ง

     

           "ฟุ่บ"

     

           หันไปมองยังตำแหน่งที่ตนก้าวเบี่ยงออกมาปรากฏประกายสะท้อนแสงอันน้อยนิดยากจะสังเกตุแต่ด้วยระดับปราณยุทธที่แท้จริงของกังหลงระดับพลังจิตวิญญาณในปัจจุบันทุกสิ่งในรัศมีสองลี้ครึ่งมิอาจหลุดรอดจากสัมผัสของตนไปได้กังหลงรับทราบถึงการติดตามของบุคคลลึกลับผู้นี้ตั้งแต่เริ่มออกจากลานประลองการทดสอบโอสถแล้วบุคคลผู้นี้จะเป็นผู้ใดไปมิได้นอกจากผู้ที่สวมใส่ชุดรัดกุมคล้ายทหารรับจ้างผู้นั้นเป็นแน่ 


            กังหลงก้าวเดินจนหลุดพ้นจากการโจมตีที่คล้ายเป็นการบังเอิญ ทำมิสนใจเหมือนมิทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตน และยังก้าวเดินต่อไปจนผู้ที่สวมใส่ชุดรัดกุมคล้ายทหารรับจ้างผู้นั้นแค่นเสียงขึ้นกล่าวกับตัวเองเบา ๆ 


           " ฮึ!!..นับว่าเจ้าโชคดี โชคช่วยเจ้าไว้แท้ ๆ เจ้าหนุ่ม"


           คนผู้นั้นก้าวเดินตามปกติไปจนถึงเส้นทางที่เริ่มห่างจากแสงสีร้านรวงเริ่มเบาบางลง ทางเบื้องหน้าเริ่มสลัวด้วยความมืดที่ปกคลุม กังหลงยังคงเดินอย่างแช่มช้าสบาย ๆ ตามปกติเหมือนมิทราบว่ามีโพยภัยอันร้ายกาจกำลังย่างกรายเข้าสู่ศีรษะตน 


           ผู้ที่สวมใส่ชุดรัดกุมคล้ายทหารรับจ้างผู้นั้นเห็นเป็นจังหวะที่ปลอดผู้คนจึงนำกระบอกไม้ขนาดหนึ่งฉื่อออกมาจากแหวนสีดำบนนิ้วมือข้างซ้ายแย้มยิ้มมุมปากอย่างเหี้ยมเกรียมแล้วจึงยกกระบอกไม้ไผ่ขนาดเล็กเข้าสู่ปากเล็งปากกระบอกไม้ไผ่ไปยังต้นคอของร่างที่กำลังเดินอย่างมิรู้ชะตากรรมเบื้องหน้าและใช้ลมปราณเป่าอัดจนเกิดเสียงที่เบามากหากมิมีสัมผัสที่ลึกล้ำก็มิอาจสัมผัสได้


           "ปุ่"

     

           ฉับพลันเหมือนเจ้าหนุ่มเบื้องหน้าบังเอิญก้มลมเก็บอันใดบนพื้นพร้อมเอ่ยเสียงเบา ๆ ขึ้นการก้มเก็บคราวนี้ถึงกับบังเอิญทำให้รอดพ้นจากการลอบโจมตีจากเบื้องหลังไปได้อย่างหวุดหวิดอีกครา

     

           "นับว่าข้าโชคดีจริง ๆเก็บเงินได้สิบตำลึง มิทราบใครทำตกไว้ ค่ำคืนนี้ข้าได้กินอาหารฟรีถึงสิบตำลึงแล้วฮ่า ๆ"

     

           ผู้ที่สวมใส่ชุดรัดกุมคล้ายทหารรับจ้างผู้นั้นแค่นหัวร่อกับตัวเองพร้อมส่ายหน้านึกในใจว่า


            "ช่างเป็นบุรุษหนุ่มที่โชคดีจริง ๆบังเอิญรอดพ้นจากการโจมตีของข้าไปถึงสองครั้งสองครา"


           นึกในใจและถลันวูบออกแสดงตัวตรงหน้ากังหลงพร้อมกล่าวด้วยเสียงเหี้ยมเกรียม


            "เจ้าโชคดีเก็บเงินได้สิบตำลึงแต่คงมิมีวาสนาได้ดื่มกินแล้วละเจ้าหนุ่มเงินนั่นก็เป็นได้เพียงเหรียญปิดปากผีเท่านั้น เพราะชะตาของเจ้าต้องขาดลงในไม่ช้านี้แล้ว !!"


           กังหลงแสร้งแสดงท่าทีตกใจกลัวพร้อมละล่ำละลักกล่าว   

     

           "ท่า..น...ท่าน...เป็นใคร  ..ออ..ก....ออก มาขวางทางข้าพเจ้าด้วยเจตนาใด  เหตุใดถึงมาพูดอัปมงคลแบบนั้น"

     

           "จงทำใจเถิดเจ้าหนุ่มชีวิตเจ้าคงลิขิตมาเพียงแค่นี้ ข้ายอมรับว่าเจ้าโชคดีถึงสามครา โชคดีคราแรกบังเอิญหลบรอดการโจมตีจากเข็มมรณะในชุมชนก่อนหน้านี้ โชคดีคราที่สองยังบังเอิญก้มเก็บเงินจนหลบรอดจากเข็มมรณะของข้าได้อีกแถมโชคดีคราที่สามเก็บเงินได้สิบตำลึงขอให้เจ้าจงภูมิใจในโชคทั้งสามคราของเจ้าก่อนที่ชีวิตจะจบสิ้นไปนับว่าเจ้ายังมีโชคดีก่อนตายถึงสามครา" 


           กังหลงเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงโบกไม้โบกมือพร้อมถอยหลังแสร้งกล่าวละล่ำละลักด้วยความกลัวว่า


           "อ..ย่า  อย่า.. ฆ่าข้าเลยท่านผู้กล้า ข้า..ข้ากับท่านมิเคยรู้จักกันท่านจะฆ่าข้าเพราะเหตุอันใด  ปล่อ..ย  ปล่อยข้าไปเถิดท่าน ข้าเป็นเพียงนักศึกษาอ่อนแอมิอาจเป็นพิษเป็นภัยกับใครได้"


           ผู้ที่สวมใส่ชุดรัดกุมคล้ายทหารรับจ้างเก็บกระบอกไม้ไผ่กลับเข้าแหวนที่มือด้านซ้ายพร้อมดึงดาบขนาดใหญ่ออกมาเล่มหนึ่ง แน่นนอนแหวนที่สามารถเก็บสิ่งของได้ย่อมต้องเป็นแหวนมิตินี่นับเป็นคราที่สองที่กังหลงได้เจอแหวนมิติคราแรกในถุงมิติทองคำของตัวเองซึ่งเป็นแหวนมิติของเฒ่าเทียนคงผู้เป็นอาจารย์ของตน กังหลงจึงยิ้มมุมปากด้วยความยินดีขึ้นวูบหนึ่งแต่บุรุษผู้ที่สวมใส่ชุดรัดกุมคล้ายทหารรับจ้างยัฝคงมิทันได้สังเกตุ  เพียงสนใจหัวร่อกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างสำราญใจอยู่


            ดาบในมือของบุรุษลึกลับที่ส่องประกายวูบพร้อมแผ่รังสีการอันแรงกล้าออกมาได้บ่งบอกถึงอานุภาพอาวุธระดับราชันย์ กังหลงเมื่อสัมผัสกับรังสีของดาบจึงอุทานขึ้น


           "งะ ..อาวุธระดับราชันย์ !!"


           "เอ๊ะ..!!เจ้าถึงกับรู้จักอาวุธระดับราชันย์ทันทีที่เห็น ไม่เลวนะเจ้าหนุ่มนับว่าเจ้ามีความรอบรู้อยู่บ้าง  ฮ่า ๆ ๆแต่เจ้าจงภูมืใจเถิดที่คนระดับปราณยุทธต่ำต้อยเช่นเจ้ามีวาสนาได้สิ้นชีพด้วยอาวุธระดับราชันย์เช่นนี้อาณาจักรของเจ้าคงมิเคยมีอาวุธระดับนี้ปรากฏขึ้นเป็นแน่แท้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า"


           มองดูดาบที่มีลักษณะสันหนา บนสันเจาะรูขนาดเล็กจำนวนเจ็ดรูแต่ละรูประดับด้วยห่วงที่มีสีสันต่างกันสวยงามยิ่งตัวดาบสลักลวดลายมังกรกางกรงเล็บสวยงามยิ่ง พร้อมแผ่พลังอันน่าเกรงขามออกมาจนสัมผัสถึงพลังนี้ได้ด้ามจับสลักด้วยมังกรเงินเลื้อยพันรอบด้าน กังหลงมีความสนใจยิ่งกล่าวขึ้น

          

            "เป็นดาบที่สวยงามยิ่ง มิทราบมีนามอันใดข้าขอดาบเล่มนี้ได้หรือไม่ท่านผู้กล้าข้าเพิ่งออกมาท่องเที่ยวยังมิมีอาวุธใดที่เหมาะมือเลย"


           ได้ยินเช่นนั้นบุรุษผู้ที่สวมใส่ชุดรัดกุมคล้ายทหารรับจ้างถึงกับหัวร่อลั่นนึกเหยียดหยามเจ้าหนุ่มเบื้องหน้าที่ระดับปราณยุทธต้อยต่ำเพียงแค่ระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นเก้าแต่คิดจะครอบครองอาวุธระดับราชันย์ช่างโง่เชลามิรู้จักเจียมตัวเสียกระไรนี่ อย่าว่าแต่คิดจะครอบครองอาวุธระดับราชันย์เลยด้วยระดับปราณยุทธเพียงแค่นี้ชีวิตของตัวเองยังมิอาจจะรักษาไว้ได้ไม่เคยเจอผู้ใดที่โง่เขลาเท่าเจ้าหนุ่มคนนี้แล้ว



    คล้ายกับเรื่องมรรคาพลิกฟ้า ที่คุณอ่าน