จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 52 เรียนรู้การวาดลายเส้น

            “ก่อนอื่นเจ้าต้องเปลี่ยนหยกเทพชูร่าให้กลายเป็นมีดแกะสลักลายเทวะเสียก่อนนี่เป็นวิธีการเปลี่ยนรูปลักษณ์ ส่วนสองรูปแบบนี้คือลายเส้นระดับปราณขั้นหนึ่งเจ้าควรเริ่มเรียนรู้ลายเส้นระดับปราณขั้นหนึ่งจากทั้งสองรูปแบบนี้เสียก่อน”

            เสียงของซีเยว่ดังขึ้นในห้วงความคิดของมู่เฟิง จากนั้นข้อมูลจำนวนหนึ่งก็ได้หลั่งไหลเข้ามาในหัวของเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็ว

            หลังจากที่มู่เฟิงได้ทำความเข้าใจกับข้อมูลเหล่านี้เขาก็เริ่มส่งพลังปราณเข้าไปในหยกเทพชูร่า ฉับพลันนั้นก็มีสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์สีทองปรากฏให้เห็นพร้อมกับตัวหยกที่ยกตัวลอยขึ้นและเปล่งแสงสีโลหิตออกมา จากนั้นรูปลักษณ์ของตัวหยกก็ได้แปรเปลี่ยนไปในทันทีมันกลายเป็นมีดแกะสลักสีแดงโลหิตที่มีความยาวหนึ่งฟุต ปลายมีดของมันแหลมคมอย่างยิ่งส่วนพื้นผิวของด้ามมีดนั้นมีสีทองอร่าม 

            มู่เฟิงหยิบม้วนกระดาษหนังสัตว์ออกมาหนึ่งแผ่นจากนั้นเขาได้จุ่มคมมีดของมีดแกะสลักลงไปในขวดหยกที่บรรจุแก่นหมึกเอาไว้คาดไม่ถึงว่าคมมีดจะสามารถดูดซับแก่นหมึกได้เป็นอย่างดี

            หลังจากดูดซับพลังของแก่นหมึกมายังมีดแกะสลักแล้ว น้ำหมึกสีแดงโลหิตก็ไหลออกมาจากส่วนปลายของคมมีด

            “นับว่าไม่เลวเพียงครั้งแรกก็สามารถทำให้มีดแกะสลักปรากฏน้ำหมึกออกมาได้แล้วดูเหมือนว่าเขาจะมีพรสวรรค์ในการเรียนรู้เรื่องนี้”

            ซีเยว่ที่คอยมองอยู่ด้านข้างลอบพยักหน้ากับตัวเองด้วยความพึงพอใจ

            มู่เฟิงหยิบมีดแกะสลักขึ้นมา ก่อนจะเริ่มวาดลายเส้นลงบนกระดาษหนังสัตว์เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกลายเส้นของเขาจึงค่อนข้างบิดเบี้ยวต่างจากภาพในหัวเล็กน้อยแต่เขายังคงตั้งหน้าตั้งตาวาดลายเส้นตามภาพที่ปรากฏขึ้นในหัวต่อไป 

            ลายเส้นที่เขาแกะสลักออกมาในแผ่นแรกนั้นแน่นอนว่ามันล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัด แต่เด็กหนุ่มยังคงไม่ย่อท้อเขาลงมีดแกะสลักติดต่อกันอีกสามแผ่น ทว่าผลลัพธ์ยังคงเหมือนเดิม ไม่สำเร็จเลยสักแผ่น

            “ไอหยา ช่างโง่เขลานัก เอาอย่างนี้แล้วกันข้าจะเข้าไปในร่างของเจ้าเพื่อควบคุมลายวาด จากนั้นเจ้าก็คอยสังเกตดูว่าข้าวาดมันออกมาอย่างไร”

            ซีเยว่ถอนหายใจออกมาก่อนจะกล่าวขึ้น

            ความจริงแล้วไม่ใช่เพราะมู่เฟิงนั้นโง่เขลา เดิมทีแล้วสำหรับการวาดลายเส้นนั้นหากไม่เคยผ่านการฝึกฝนมานับครั้งไม่ถ้วนย่อมไม่มีทางทำสำเร็จได้โดยง่าย ดังนั้นยิ่งไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงว่านี่คือครั้งแรกของมู่เฟิง

            ทันใดนั้นซีเยว่พลันเปลี่ยนเป็นลำแสงสีทองและพุ่งเข้าสู่จิตวิญญาณของเด็กหนุ่มดวงวิญญาณของนางได้หลอมรวมเป็นหนึ่งกับร่างของมู่เฟิงชั่วคราวต่อจากนั้นนางได้ควบคุมมือของเขาบรรจงวาดลายเส้นลงบนแผ่นกระดาษหนังสัตว์ในทันที

            คมมีดของมีดแกะสลักกรีดตวัดพลิ้วไหวอย่างไหลลื่นราวกับสายน้ำต่างจากสิ่งที่มู่เฟิงทำออกมาเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง!

            เพียงไม่นานกระดาษยันต์แผ่นหนึ่งก็ถูกบรรจงวาดออกมา

            มู่เฟิงหยิบกระดาษยันต์แผ่นนั้นขึ้นมา ก่อนจะถ่ายเทพลังปราณเข้าไปภายในจากนั้นเขาก็โยนมันไปยังมุมห้อง

            บูม…!

            แผ่นยันต์แผ่นนั้นได้ระเบิดออกมาอย่างรุนแรงจนก่อเกิดเสียงดังสนั่นคลื่นพลังระเบิดสีน้ำเงินได้แผ่ขยายออกเป็นวงกลมอานุภาพพลังของมันช่างน่าตกใจอย่างยิ่ง เทียบได้กับพลังโจมตีของผู้ฝึกยุทธ์ระดับจื่อฝู่เลยทีเดียว!

            “สุดยอด”

            มู่เฟิงมองผลลัพธ์ของมันด้วยความตกใจ

            “หึๆ นี่คือลายเส้นระเบิดวารี เป็นลายเส้นพลังปราณชนิดหนึ่งเจ้าเห็นถึงอานุภาพพลังของนักสลักลายเส้นแล้วหรือยังหากในอนาคตเจ้าสามารถบรรจงวาดสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ออกมาได้ แผ่นยันต์เพียงหนึ่งใบก็มีอานุภาพพลังขนาดที่สามารถทำลายดวงดาวได้ทั้งดวง”

            ดวงวิญญาณของซีเยว่ออกจากร่างของมู่เฟิง ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “เอาละ เจ้าจงจดจำความรู้สึกในตอนที่ข้าวาดลายเส้นเอาไว้ให้ดี จากนี้พยายามฝึกฝนให้มาก”

            มู่เฟิงพยักหน้า ก่อนจะหยิบกระดาษหนังสัตว์ออกมาอีกแผ่นเพื่อทำการฝึกฝนต่อแม้ว่าครั้งนี้จะยังไม่สำเร็จ แต่อย่างน้อยเขาก็พัฒนาขึ้นมาก

            หลังจากเขาทำการฝึกฝนหนึ่งครั้ง ซีเยว่ก็จะเข้ามาในร่างของเขาอีกหนึ่งครั้งเช่นกันเพื่อทำการสาธิตการฝึกของมู่เฟิงดำเนินไปเช่นนี้อยู่หลายสิบรอบ กระทั่งกล้ามเนื้อของเขาสามารถจดจำรายละเอียดของการวาดลายเส้นรูปแบบนี้ได้และกลายเป็นสัญชาตญาณไปในที่สุด

            จากม้วนกระดาษหนังสัตว์ทั้งหมดห้าโหล เวลานี้เหลือเพียงเจ็ดแผ่นสุดท้ายกระดาษหนังสัตว์จำนวนห้าโหลที่มีมูลค่าหลายร้อยเหรียญตำลึงทองนอกจากแผ่นที่ซีเยว่เป็นคนบรรจงวาดขึ้นมาแล้วแผ่นอื่นที่มู่เฟิงเป็นคนวาดล้วนเปล่าประโยชน์

            มู่เฟิงยังคงตั้งใจบรรจงวาดลายเส้นขึ้นมาอีกครั้งหลังจากผ่านการฝึกฝนมาหลายสิบครั้ง และด้วยความช่วยเหลือของซีเยว่ทำให้ลายเส้นในครั้งนี้ของเขาดูไหลลื่นขึ้น ขณะบรรจงวาดลายเส้นตามแบบในความทรงจำน้ำหมึกก็เริ่มซึมลึกตามลายเส้นบนแผ่นกระดาษ

            หลังจากจรดคมมีดลงไปในตำแหน่งสุดท้าย เส้นหมึกสีโลหิตบนกระดาษหนังสัตว์พลันเปล่งแสงสีน้ำเงินออกมาทันทีจากนั้นมันได้ซึมลึกเข้าสู่ม้วนกระดาษหนังสัตว์และกลายเป็นแผ่นยันต์ที่สมบูรณ์ในที่สุด

            มู่เฟิงรู้สึกยินดีอย่างมาก “ฮ่าๆ ข้าทำสำเร็จแล้ว ซีเยว่ เจ้าดูสิข้าทำสำเร็จแล้ว”

            มู่เฟิงหยิบกระดาษยันต์แผ่นนั้นขึ้นมาก่อนจะกระโดดโลดเต้นด้วยความตื่นเต้นดีใจ

            “นับว่าทำได้ไม่เลว ในเมื่อสามารถวาดลายเส้นออกมาได้สำเร็จถือว่าขาข้างหนึ่งของเจ้าได้ก้าวเข้าสู่หนทางของนักสลักลายเส้นแล้ว เจ้าจงไปนำอาวุธออกมาจำนวนหนึ่งข้าจะสอนเจ้าวาดลายเส้นอาวุธ คุณสมบัติอย่างหนึ่งของนักสลักลายเส้นนั้นก็คืออย่างน้อยต้องสามารถวาดลายเส้นอาวุธได้”

            ซีเยว่พยักหน้า

            หากคนอื่นได้ทราบถึงเรื่องนี้ ย่อมต้องตกตะลึงอย่างมากเป็นแน่มู่เฟิงใช้เวลาเพียงหนึ่งวันก็สามารถวาดลายเส้นพลังปราณออกมาได้หนึ่งชนิดแล้วหากเปลี่ยนเป็นคนอื่น เกรงว่าคงต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองถึงสามเดือน

            แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อมู่เฟิงมีซีเยว่เป็นอาจารย์ผู้สอนซึ่งนางได้ถ่ายทอดความรู้ให้เขาทั้งคำพูดและการกระทำประกอบกับความสามารถในการทำความเข้าใจของเด็กหนุ่มที่ไม่ธรรมดาดังนั้นผลลัพธ์ที่ได้ย่อมเป็นสิ่งที่เหนือไปจากธรรมชาติของคนปกติ

            มู่เฟิงพยักหน้าจากนั้นเด็กหนุ่มได้บรรจงวาดลายเส้นพลังปราณลงไปบนกระดาษหนังสัตว์ที่เหลืออยู่อีกไม่กี่แผ่นจนกระทั่งถึงแผ่นสุดท้าย แต่ฉับพลันนั้นเขากลับรู้สึกว่าภาพตรงหน้าได้มืดดับลงและในวินาทีต่อมาเด็กหนุ่มก็พลันสลบไสลอยู่ในห้องฝึก

            การแกะสลักลายเส้นนั้นจำเป็นต้องใช้จิตวิญญาณอย่างมากแต่มู่เฟิงกลับสามารถฝึกแกะสลักลายเส้นลงบนแผ่นกระดาษได้ถึงห้าโหลในครั้งเดียวซึ่งการที่เขาสามารถทำเช่นนี้ได้นั้นเป็นเพราะพลังวิญญาณของเขาแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป

            ซีเยว่มองไปยังมู่เฟิงที่นอนหลับใหลไม่ได้สติสีหน้าของนางเผยความอ่อนโยนออกมา

            “ป้าซิน ท่านไม่จำเป็นต้องกังวล ในอนาคตเฟิงจะต้องยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งและขึ้นไปสู่จุดสูงสุดได้อย่างแน่นอน...”

            ในวันถัดมา เมื่อตื่นขึ้นจากการหลับใหลมู่เฟิงก็ลุกบิดขี้เกียจพลังจิตวิญญาณของเขาได้รับการฟื้นฟูกลับมาอย่างเต็มเปี่ยมแล้วหลังออกมาจากห้องฝึกซ้อม เด็กหนุ่มก็มุ่งหน้าไปยังร้านขายอาวุธในเมืองอันหนานทันทีคราวนี้เขาทำการซื้ออาวุธกลับมาหลายสิบชิ้น

            อาวุธหลายสิบชิ้นนี้ใช้เงินเหรียญตำลึงทองเกือบทั้งหมดของเขาเลยทีเดียว

            หลังกลับมาถึงห้องฝึก ซีเยว่ได้เริ่มสอนวิธีการวาดลวดลายลงบนอาวุธให้กับมู่เฟิงในทันที

            ปลายมีดแกะสลักนั้นมีความคมเป็นพิเศษคมมีดของมันสามารถสลักลงบนพื้นผิวของอาวุธได้โดยตรงแก่นหมึกได้ไหลซึมออกมาตามลายเส้น

            หลังจากบรรจงวาดจนเสร็จสิ้น ดาบสีขาวเล่มยาวพลันปรากฏเสียงแตกหักดังออกมาในทันที!

            เห็นได้ชัดว่าการสลักลายเส้นในครั้งแรกของเขานั้นล้มเหลว

            ดวงวิญญาณของซีเยว่เข้าสู่ร่างของมู่เฟิงอีกครั้งเพื่อสอนวิธีการวาดลายเส้นลงบนอาวุธขั้นแรกของการวาดลายเส้นอาวุธสิ่งสำคัญคือช่วงความกว้างของการบรรจุคลื่นพลังปราณเมื่อส่งพลังปราณเข้าสู่อาวุธย่อมทำให้ผลลัพธ์ของการโจมตีทรงพลังขึ้น

            หลังจากเวลาล่วงเลยผ่านไป อาวุธชิ้นแล้วชิ้นเล่าล้วนถูกมู่เฟิงทำเสียเปล่าแต่เด็กหนุ่มยังคงไม่ยอมแพ้ เขาพยายามบรรจงวาดลายเส้นต่อไปและหากเมื่อใดที่ร่างกายของเขาทนไม่ไหวเขาจะหยุดพักชั่วครู่เพื่อฟื้นฟูพลังจิตวิญญาณจากนั้นเขาก็จะบรรจงวาดลายเส้นใหม่อีกครั้ง

            ณ เวลาเดียวกันนั้น ร้านค้าอาวุธของตระกูลมู่ภายในเมืองอันหนาน

            “ไอหยา ข้าว่าตระกูลมู่ของพวกเจ้าต้องมีปัญหาแน่ ครั้งก่อนเหล่าจือ*มาสั่งทำอาวุธ กระทั่งเงินมัดจำก็ให้ไปแล้วแต่รอจนถึงตอนนี้อาวุธก็ยังไม่ได้ เช่นนี้เงินมัดจำของพวกข้าไม่เสียเปล่าหรอกรึคืนเงินพวกข้ามาเลย คืนเงินมา!”

            (*คำเรียกตัวเองเวลายกตนเหนือคนอื่น)

            เวลานี้บริเวณหน้าร้านขายอาวุธของตระกูลมู่ได้มีคนกลุ่มใหญ่มารวมตัวกันส่งเสียงโวยวายไม่หยุด

            “ต้องขออภัยทุกท่านด้วย พวกท่านจะได้รับอาวุธที่สั่งทำอย่างแน่นอนเพียงแต่ช่วยยืดเวลาให้อีกสองสามวันได้หรือไม่ อีกเพียงสองสามวันเท่านั้น”

            ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีเทากล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม

            “ยืดเวลาทวดเจ้าสิ ข้ารอมานานกว่าครึ่งเดือนแล้ว ทำไมตระกูลมู่ของพวกเจ้าคิดจะอมเงินมัดจำของเรารึ? จงรีบคืนเงินมาเสียคืนเงินมา”

            ชายร่างกำยำผู้หนึ่งคว้าคอเสื้อของหลงจู๊*วัยกลางคนพร้อมตะโกนเสียงดังด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง

            (*ผู้จัดการดูแลร้าน)

            “คืนเงินมา คืนเงินมาเสีย!”

            ส่วนคนอื่นต่างตระโกนขึ้นเป็นเสียงเดียวกัน

            ภายในห้องส่วนตัวบนชั้นสองของโรงน้ำชาแห่งหนึ่งเด็กหนุ่มแขนเดียวกำลังมองฉากนี้ด้วยความเย้ยหยันขณะที่แขนข้างหนึ่งของเขากำลังโอบกอดหญิงงามเอาไว้

            “ตระกูลมู่ พวกเจ้าอย่าได้คิดว่าตระกูลหวงของข้าจะไม่มีวิธีจัดการกับพวกเจ้าข้าจะทำให้พวกเจ้าตระกูลมู่ไม่อาจทำอันใดในเมืองอันหนานได้อีกให้พวกเจ้าได้รู้ซึ้งถึงความผิดที่บังอาจทำให้ตระกูลหวงของข้าต้องขุ่นเคือง”

            เด็กหนุ่มกล่าวขึ้นอย่างเย้ยหยัน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความคิดชั่วร้าย

            ในขณะเดียวกันนั้น หน้าร้านขายยาของตระกูลมู่ก็ได้เกิดข้อพิพาทในเรื่องนี้ขึ้นเช่นกัน

            “ฮึ่ม ข้าให้เวลาพวกเจ้าช้าสุดสามวัน หากว่าข้ายังไม่เห็นอาวุธของข้าอีกเหล่าจือจะทุบทำลายร้านของพวกเจ้าให้ย่อยยับ!”

            หลังจากคนกลุ่มนั้นได้ระบายความโกรธแล้วพวกเขาก็เดินจากไปหลงจู๊วัยกลางคนจัดระเบียบเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

            “หากอาวุธยังไม่มาอีกเกรงว่าชื่อเสียงของตระกูลมู่ในเมืองอันหนานคงถูกทำลายจนย่อยยับเป็นแน่แล้ว”