ขณะที่ในห้องหัวเราะร่ากันอย่างสนุกสนานแต่คนที่โดนไล่ออกมาจากห้องนั้นกำลังนั่งอมทุกข์อยู่ที่สวนหย่อมของโรงพยาบาลอวัชและรติมานั่งเงียบไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคำราวกับอยู่ในโลกส่วนตัว
หญิงสาวหันมามองคนข้างกายเมื่อเห็นว่าเขานั่งเงียบไปนานเธอเห็นสภาพเขาแบบนี้แล้วก็อดสงสารไม่ได้ หน้าตาหล่อเหลาสดใสที่กวนหน่อยๆ บัดนี้หมองเศร้าดูอมทุกข์ซึ่งผิดกับนายอวัชที่เธอเคยรู้จักมาตลอดยี่สิบกว่าปี เธอเข้าใจเพราะถ้าเป็เธอเองก็คงทุกข์ใจเช่นกันที่ต้องเลือกระหว่างคนรักกับผู้ให้กำเนิด
“คุณน้าต้องหายและกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมแน่ๆนายอย่ากังวลไปเลยนะ และฉันก็เชื่อว่าคุณน้าไม่มีทางโกรธนายได้นานหรอก”
อวัชเงยหน้ามองคนพูดข้างกายด้วยสีหน้าประหลาดใจเป็ครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่เธอพูดปลอบใจเขาแทนการพูดกระทบกระเทียบหรือแดกดันใส่กันชายหนุ่มสบตาหญิงสาวก่อนจะยิ้มให้น้อยๆ อย่างขอบคุณ เขาถอนหายใจยาว เงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามหม่นที่เหมือนกับใจของเขาตอนนี้แล้วก้มหน้าลงมองพื้นดินไหล่ตกอย่างคนหมดแรง เขาไม่รู้ว่าจะจัดการเื่ที่เกิดขึ้นอย่างไรดี มันมืดแปดด้านไปหมดแล้วและเขาก็ทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดที่จะทำมาก่อนนั่นก็คือการปรึกษาคนที่นั่งอยู่ข้างๆนั่นเอง
“เธอว่าฉันควรจะทำยังไงต่อไปดี”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ฉันเองก็อยากให้นายทำตามใจคุณน้าเหมือนกันนะเพราะฉันสงสารท่านแต่อีกใจหนึ่งก็ไม่อยาก นายเองก็รู้คำตอบดีใช่ไหมว่าเพราะอะไร” แววตาของรติมามีความลังเลใจอย่างที่พูดออกไปจริงๆอวัชพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะถามถึงแผนที่ได้วางกันไว้
“เธอทำสำเร็จไหม”
“ไม่”หญิงสาวตอบเสียงแ่ ใบหน้าเริ่มหมองเศร้าเช่นกันเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ก่อนที่จะมาที่นี่
“สงสัยพวกเราคงต้องทำตามอย่างที่พวกท่าน้าแล้วล่ะ” คำพูดของชายหนุ่มทำให้รติมาหันขวับมามองทันทีอย่างใ
“นายพูดอะไร เป็บ้าไปแล้วหรือไง” หญิงสาวดุเสียงดัง แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนจึงลดเสียงลงเพราะมีทั้งคนไข้คนเฝ้าไข้และพยาบาลอีกหลายคนมองมาทางเธอด้วยสายตาตำหนิ “ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะฉันไม่อยากแต่งงานกับนายนะ อย่าพูดให้ฉันใจคอไม่ดีได้ไหม”
“ฉันไม่ได้บ้า แต่ฉันไม่อยากให้คุณแม่ต้องเสียใจโรคหัวใจนะขมิ้น เธอก็รู้ว่ามีอะไรมากระทบกระเทือนจิตใจเข้าหน่อยก็แย่แล้ว ฉันยังไม่อยากเสียท่านไปตอนนี้”
“อ้าว แล้วฉันล่ะ ฉันไม่ใช่หุ่นยนต์หรือตุ๊กตาของเล่นที่ไม่มีชีวิตจิตใจนะจะบอกให้”
“ขอโทษนะ”
รติมานิ่งอึ้งไปชั่วครู่เมื่อได้ฟังคำขอโทษจากคู่อริเป็ครั้งแรกหรือเปล่านะ ที่เขาเอ่ยปากขอโทษเธออย่างจริงใจจนเธอรู้สึกได้
“ฉันขอโทษที่พูดเหมือนคนเห็นแก่ตัวแต่ว่า....”
“ไม่ต้องพูดแล้ว ฉันเข้าใจถ้าเป็ฉันเองก็อาจจะทำเหมือนนายก็ได้” หญิงสาวเอ่ยขัดขึ้นมาก่อนที่ชายหนุ่มจะพูดจบเธอสบตากับเขาก็เห็นแววตาขอบคุณจากเขา ซึ่งเธอมองได้เพียงครู่ก็ต้องหลบตาไปมองทางอื่นแทนเพราะจู่ๆ ก็เกิดรู้สึกขัดเขินขึ้นมาเสียอย่างนั้น “ไม่ต้องมองฉันด้วยสายตาแบบนั้นหรอกนะเพราะฉันยังไม่ได้ตอบตกลงที่จะช่วย”
“อ้าว”
รติมาเห็นสีหน้าเหลอหลาของอวัชแล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้เธอกลั้นหัวเราะไว้ก่อนจะบอกอีกฝ่ายอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ไปว่า
“ขอฉันคิดดูก่อนนะอืม...สักอาทิตย์หนึ่งก็แล้วกันถึงจะให้คำตอบ”
“ก็ได้ ขอบใจนะ” ชายหนุ่มมีสีหน้าสดชื่นขึ้นกว่าเดิม สายตาที่เคยใช้มองคนตรงหน้าเริ่มเปลี่ยนไป
“ยังไม่ต้องขอบใจฉันหรอก เพราะบางทีฉันอาจไม่ตกลงก็ได้”เธอบอกด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจเอาซะเลย ทว่าถึงเธอจะพูดเช่นนั้นแต่อวัชก็ยังคงยิ้มและมองเธอด้วยสายตาขอบคุณเหมือนเดิมหญิงสาวจึงรู้สึกเคอะเขินทำตัวไม่ถูกไปเลยทีเดียว ก็ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่เคยถูกใครมองอย่างนี้เลยหรอกนะแต่กับคนอื่นเธอก็เฉยๆ ไม่ได้รู้สึกเหมือนกับตอนนี้เลยสักนิดคงอาจเป็เพราะว่านี่เป็ครั้งแรกและไม่คิดว่าจะได้รับจากอีกฝ่ายถึงทำให้เธอรู้สึกขัดเขินได้ถึงเพียงนี้
“ถ้าฉันตกลงขึ้นมา พวกเราคงเป็คู่แต่งงานที่แปลกกว่าคู่อื่นเนอะ”
“ใช่ จะมีใครเหมือนเราสองคนอีกไหมนะ”
หนุ่มสาวมองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมาให้กับโชคชะตาของตัวเองที่เล่นตลกกับชีวิตได้อย่างร้ายกาจนักทว่าในความร้ายกาจก็มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น เพราะทั้งเขาและเธอสามารถพูดคุยกันดีๆได้โดยไม่ต้องทะเลาะกันเหมือนดังเช่นวันที่ผ่านมา
เมื่อวิยดีก้าวลงจากรถก็จัดการปิดประตูรถและล็อกให้เรียบร้อยจากนั้นก็เดินเร่งรีบเข้าไปในอาคารคอนโดมิเนียมสูงระฟ้าซึ่งเป็ที่พักของเธอหญิงสาวเดินตัวสั่นสะท้านด้วยความหนาวไปที่ลิฟต์ เพราะทั้งเนื้อทั้งตัวเปียกฝนไปหมด
“รอด้วยค่ะ!” เธอส่งเสียงบอกออกไปเมื่อเห็นหลังคนไวๆ เข้าไปในลิฟต์และเธอยังอยู่ห่างมากไม่สามารถวิ่งไปได้ทันก่อนที่ลิฟต์จะปิดได้เธอไม่อยากยืนหนาวรอลิฟต์แม้สักวินาทีเดียว โชคดีที่ประตูลิฟต์เปิดอ้าไว้เมื่อเธอไปถึงจึงรีบวิ่งเข้าไปก่อนจะเอ่ยขอบคุณคนในลิฟต์ที่อุตส่าห์กดรอให้
“ขอบคุณนะคะที่กดลิฟต์รอ”
“ไม่เป็ไรหรอกครับ”
“เอ๊ะ ใช่คุณที่มาอยู่ใหม่ใช่ไหมคะ” วิยดีจำได้ว่าเป็เพื่อนบ้านห้องตรงข้ามกับเธอ ธนิกอมยิ้มขันคำเรียกขานของหญิงสาวตรงหน้าเขาจึงแนะนำตัวเองให้เธอรู้จักอย่างเป็ทางการ
“ผมธนิกครับ” เขายื่นมือออกมาทักทาย วิยดียิ้มรับแล้วยื่นมองออกไปััด้วยตามมารยาท
“ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้งค่ะฉันวิยดีหรือจะเรียกสั้นๆ ว่าแพนก็ได้นะคะ”
“ถ้าอย่างนั้นคุณเรียกผมว่านิกนะครับ”
“ค่ะ” วิยดีตอบรับเสียงใส
ความสดใสยิ้มเก่งของเธอถูกใจธนิกเข้าอย่างจังชายหนุ่มลอบมองคนข้างกายที่เปียกปอนไปหมดทั้งตัวอย่างสนใจเป็พิเศษผู้หญิงคนนี้ไม่ได้สวยมากมายอะไรติดจะน่ารักเสียมากกว่าโดยเฉพาะรอยยิ้มและดวงตาแจ่มใสของเธอนั้นทำให้ใจที่สงบของเขาเต้นระรัวได้แล้วความคิดที่อยากจะทำความรู้จักเธอให้มากขึ้นก็ผุดขึ้นมาในหัว ซึ่งเขาก็ไม่รีรอที่จะทำตามความคิด
“คุณแพนพักอยู่ที่นี่นานแล้วหรือครับ”
“ค่ะ ประมาณห้าปีได้แล้วค่ะ”
“ที่นี่คงน่าอยู่มาก คุณแพนถึงได้อยู่นานขนาดนี้”
วิยดีหัวเราะก่อนจะตอบว่า
“น่าอยู่หรือไม่น่าอยู่ คุณนิกก็ย้ายมาอยู่แล้วนี่คะ”
คราวนี้ธนิกเป็ฝ่ายหัวเราะขึ้นมาบ้างทั้งคู่คุยกันอย่างถูกคอจนลิฟต์เปิดเมื่อถึงชั้นที่้า หญิงสาวเดินไปที่ห้องและขณะที่กำลังไขประตูเข้าห้องก็มีเสียงเอ่ยขึ้นทางด้านหลัง
“เข้าห้องแล้วก็อาบน้ำสระผมแล้วเช็ดผมให้แห้งเลยนะครับเดี๋ยวจะไม่สบายเอาก่อนนอนทานยากันไว้ก่อนก็ดีนะครับ”
วิยดีหันมายิ้มให้กับคำเตือนอย่างห่วงใยของเขาก่อนจะเอ่ยแซวว่า
“รับทราบค่ะคุณหมอ”
“คุณรู้ได้ยังไงครับว่าผมเป็หมอผมยังไม่ได้บอกคุณเลยนะ” เขาถามกลับด้วยสีหน้าแปลกใจ
หญิงสาวตาโตแล้วหัวเราะคิกคักออกมา
“เมื่อครู่ฉันแซวเล่นค่ะคุณเป็หมอจริงๆ หรือคะคุณนิก”
ชายหนุ่มลูบท้ายทอยตนเองอย่างเขินจัดที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายแซวเล่น
“ใช่ครับ ถ้าคุณแพนไม่สบายมาเคาะห้องเรียกผมได้ตลอดเวลาเลยนะครับ”
“ขอบคุณนะคะ ฉันคงต้องขอตัวก่อนหนาวจนจะทนไม่ไหวอยู่แล้วค่ะ”เธอบอกปากสั่นตัวสั่นไปหมด
“โอ้ ผมขอโทษจริงๆ มัวชวนคุณคุยอยู่ได้คุณรีบเข้าห้องเถอะครับ”
“คุณไม่ผิดหรอกค่ะแพนขอตัวนะคะ” วิยดียิ้มให้แล้วหันไปเปิดประตูเข้าห้องไป
ธนิกยืนมองตามจนประตูห้องของหญิงสาวปิดสนิทจึงหันมาไขกุญแจเข้าห้องตนเองบ้างอย่างมีความสุข เขาสัญญากับตนเองว่าจะสานต่อความสัมพันธ์ที่ดีนี้กับวิยดีให้มากกว่านี้ให้ได้
ธนิกลังเลใจว่าจะกดกริ่งหน้าประตูห้องวิยดีดีหรือไม่แต่แล้วความอยากพบอยากพูดคุยด้วยก็มีอำนาจมากกว่าทำให้เขาตัดสินใจกดกริ่งเรียกเธอในมือชายหนุ่มมีถุงถืออยู่ใบหนึ่ง ซึ่งเป็ถุงใส่ขนมปังแสนอร่อยของร้านชื่อดังเขาแวะซื้อมาเพื่อจะได้ใช้เป็ข้ออ้างในการพบปะกับเธอเขากดกริ่งอีกสองสามครั้งประตูห้องก็ยังไม่เปิดออกเสียที
‘หรือว่าคุณแพนยังไม่กลับจากทำงานกันนะแต่ว่านี่มันก็สองทุ่มแล้วนี่นา บางทีเธออาจจะยังไม่กลับมาจริงๆ ก็ได้’
ธนิกรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้เจอวิยดีสองวันแล้วที่เขาไม่ได้เจอเธอเลยนับจากวันที่คุยกันที่เธอเปียกปอนฝนกลับมา ชายหนุ่มตัดใจหันหลังกลับจะเข้าห้องทว่าได้ยินเสียงเปิดประตูเสียก่อนจึงรีบหันกลับมาทันทีเขาดีใจจึงร้องถามออกไปจนไม่ได้สังเกตอาการของคนตรงหน้า
“คุณแพนอยู่ในห้องหรือครับ ผมนึกว่ายังไม่กลับจากที่ทำงานเสียอีกคุณแพน!...” ชายหนุ่มร้องเรียกอย่างใเมื่อเห็นหญิงสาวล้มลงไปกองกับพื้นธนิกทิ้งถุงที่ถือมารีบเข้าไปประคองร่างบางที่อ่อนปวกเปียกไว้แนบอก จึงััได้ถึงไอร้อนจัดที่แผ่ซ่านออกมาจากกายเธอเขาจึงรู้ได้ในทันทีว่าเธอโดนไข้หวัดเล่นงานเข้าเสียแล้ว
ชายหนุ่มอุ้มร่างบางขึ้นมาแล้วพาเข้าไปในห้องนอนวางร่างไร้สติลงบนเตียงก่อนจะรีบวิ่งไปยังห้องของตนเองเพื่อหยิบกระเป๋ายามารักษาเธอเขาจัดการรักษาเธอตามวิธีที่ได้ร่ำเรียนมา จากนั้นก็ห่มผ้าและคอยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ตามความเหมาะสมทำที่จะสามารถทำได้
ร่างบางนอนหลับสนิท ลมหายใจติดขัดเล็กน้อยธนิกเก็บอุปกรณ์ใส่กระเป๋าก่อนจะเดินออกมาจากห้องนอนของเธอถุงขนมเค้กที่เขาตั้งใจเอามาฝากเธอวางอยู่บนโต๊ะ แต่ตอนนี้หน้าเค้กคงจะเละไปเสียแล้วไม่น่ากินอีกชายหนุ่มนำมันไปทิ้งถังขยะที่อยู่ในห้องครัวเล็กๆ ของเธอ แล้วเดินมานั่งลงบนโซฟาถือวิสาสะเปิดโทรทัศน์ดูเพราะเขาตั้งใจที่จะอยู่เฝ้าไข้ดูแลเธอ
ธนิกดูหนังเพลินๆก็ได้ยินเสียงกริ่งหน้าประตูห้องดังขึ้น เขาลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นรติมายืนอยู่หน้าห้องเช่นเดียวกันรติมาเองก็แปลกใจที่เห็นชายหนุ่มอยู่ในห้องของเพื่อนตน
“คุณนิก/คุณขมิ้น”
ทั้งคู่เรียกอีกฝ่ายหนึ่งขึ้นมาพร้อมกันก่อนหญิงสาวจะพูดต่อ
“ทำไมคุณนิกถึงมาอยู่ที่ห้องเพื่อนฉันได้ล่ะคะ”
“คุณแพนเป็เพื่อนคุณเหรอครับ”แทนที่จะตอบเขากลับถามแทน
“ใช่ค่ะ”
“โลกกลมจริงๆผมเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่เมื่ออาทิตย์ก่อนครับ อยู่ห้องตรงข้ามคุณแพนนี่เอง คุณขมิ้นเข้ามาก่อนสิครับ” ธนิกเชื้อเชิญให้เข้าห้อง รติมาเดินตามเข้าไปแม้จะยังงุนงงอยู่ก็ตามหญิงสาวนั่งลงบนโซฟาก่อนจะถามหาเพื่อน
“แล้วนี่ยัยแพนไปไหนล่ะคะ”
“คุณแพนไม่สบายครับ นอนอยู่ในห้อง”
“ตายจริง! เป็อะไรมากหรือเปล่าคะ” เธอรีบลุกเดินไปที่ห้องนอนของเพื่อนสาวทันทีด้วยความเป็ห่วง
“เป็ไข้หวัดน่ะครับ ผมฉีดยาให้แล้วอืม...แต่ผมอยากจะรบกวนคุณขมิ้นหน่อยจะได้ไหมครับ”
“อะไรหรือคะ”
“คือผมอยากจะขอให้คุณขมิ้นช่วยเช็ดตัวให้คุณแพนหน่อยเพราะรู้สึกว่าเหงื่อเธอจะออกมากจนเปียกไปหมดทั้งตัวแล้ว”
“อ๋อ ได้ค่ะ”
“ขอบคุณครับ เดี๋ยวผมจะออกไปรอข้างนอกนะครับ” ธนิกเดินออกไปจากห้องพร้อมกับปิดประตูให้รติมาละสายตาจากเขาหันกลับมามองเพื่อนที่นอนหลับสนิทอยู่ ริมฝีปากบางแย้มยิ้มน้อยๆเมื่อเธอััได้ถึงอะไรบางอย่างระหว่างธนิกกับวิยดีสายตาที่ชายหนุ่มมองเพื่อนเธอนั้นมันเกินกว่าคำว่าคนเพิ่งรู้จักกันแน่ๆพรุ่งนี้เถอะ รอให้เพื่อนเธอตื่นขึ้นมาเสียก่อน เธอจะถามเื่ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ให้กระจ่างไปเลย
หญิงสาวลุกเดินไปที่ห้องน้ำ แล้วจัดการหาผ้าและกะละมังใบเล็กมาใส่น้ำเพื่อเช็ดตัวให้วิยดีตามที่ธนิกบอก เมื่อจัดการเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เพื่อนเสร็จแล้วเธอก็ออกมาสมทบกับธนิกที่นั่งรออยู่ด้านนอก
“ฉันต้องขอบคุณคุณนิกมากเลยนะคะที่ช่วยดูแลยัยแพนให้” รติมากล่าวขอบคุณเมื่อเดินมานั่งลงบนโซฟาตัวข้างๆ ธนิก
“ไม่ต้องขอบคุณผมหรอกครับ มันเป็หน้าที่ของผมอยู่แล้ว”
หญิงสาวหัวเราะคิกก่อนจะย้อนถามอย่างมีเลศนัยว่า
“แค่หน้าที่อย่างเดียวเหรอคะ”
ธนิกอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะยิ้มเขินๆไม่ตอบว่าอะไร รติมามองชายตรงหน้าด้วยความขบขันที่เห็นเขาแสดงอาการเขินอาย
‘ผู้ชายตัวโตเวลาเขินก็ดูน่ารักดีเหมือนกันนะ’
“ผมจัดยาให้คุณแพนไว้แล้วนะครับอยู่บนโต๊ะข้างเตียงของเธอ ให้คุณแพนทานยาให้ครบนะครับ”
“ขอบคุณค่ะ แต่ดูท่าจะยาก”
ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นสูงด้วยความสงสัยกับประโยคที่ได้ยินหญิงสาวจึงเฉลยให้ฟังเสียงกลั้วหัวเราะ
“ก็ยัยแพนไม่ชอบกินยาน่ะสิคะถ้ากินยาง่ายๆ คงไม่มานอนซมอยู่แบบนี้”
สีหน้าของหมอหนุ่มมีแววกังวลและห่วงใยอย่างเห็นได้ชัดทำให้รติมายิ่งแน่ใจกับสิ่งที่ตนเองคิดมากขึ้น ถ้าธนิกชอบวิยดีจริงเธอก็จะดีใจมากและสนับสนุนให้ทั้งสองรักกันเพราะเท่าที่เธอรู้จักธนิกมาแม้จะผิวเผินก็ตาม แต่ก็มั่นใจว่าเขาเป็คนดีจะไม่ทำให้เพื่อนเธอเสียใจแน่นอน
“ตัวฉันเองก็คงจะอยู่ดูแลยัยแพนไม่ได้ทั้งวันทั้งคืนเหมือนกัน” หญิงสาวตัดสินใจโกหกความจริงเธอจะอยู่ดูแลวิยดีโดยการนอนค้างที่นี่จนกว่าเพื่อนจะหายดีก็ทำได้ แต่เพราะอยากให้ธนิกและเพื่อนได้ใกล้ชิดสนิทสนมกันมากขึ้นจึงคิดว่าจะให้เขาเป็คนดูแลวิยดีแทน ซึ่งเธอมั่นใจว่าเขาจะไม่ล่วงเกินเพื่อนเธออย่างแน่นอน
“ยังไงฉันก็ขอฝากคุณนิกช่วยดูแลเพื่อนฉันด้วยก็แล้วกันนะคะถ้าวันไหนฉันมาไม่ได้”
“ได้สิครับ คุณขมิ้นไม่ต้องเป็ห่วงผมจะดูแลคุณแพนเป็อย่างดี” ธนิกรับปากอย่างไม่อิดออดรติมายิ้มให้อย่างพอใจก่อนจะตัดสินใจตัดบทจบการสนทนาเสียที เพราะว่านี่มันก็ดึกมากแล้ว
“ขอบคุณมากๆเลยนะคะสำหรับวันนี้ ถ้าไม่ได้คุณนิก ยัยแพนคงแย่ พรุ่งนี้ถ้ายัยแพนตื่นมาฉันจะบอกให้นะคะว่าคุณดูแลเขาและเป็ห่วงเขามาก” หญิงสาวจงใจเน้นเสียงในท้ายของประโยค
“ครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับถ้ามีอะไรไปเรียกผมที่ห้องได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”
“ค่ะ ไม่เกรงใจอยู่แล้ว เพราะอาจมีเื่ให้คุณนิกช่วย”
“ยินดีรับใช้ครับ” หนุ่มสาวหัวเราะให้กัน
รติมาเดินไปส่งธนิกที่หน้าประตู แล้วก็ต้องหัวเราะด้วยความขบขันออกมาอีกรอบเมื่อชายหนุ่มหันกลับมาพูดย้ำประโยคเดิมอีกครั้ง ว่าถ้า้าความช่วยเหลือให้ไปเรียกเขาได้ตลอดเวลา
เมื่อธนิกออกไปแล้ว หญิงสาวก็ปิดประตูล็อกห้องให้เรียบร้อยจากนั้นก็เดินไปดูเพื่อนที่ยังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง เธอดึงผ้าห่มมาปิดให้ถึงระดับคอเพื่อความอบอุ่นก่อนจะพึมพำปนเสียงหัวเราะออกมาว่า
“ยัยแพนเอ๋ย ท่าแกจะได้แฟนเป็หมอเสียแล้วล่ะแล้วคนไม่ชอบกินยาอย่างแกจะทำยังไงล่ะเนี่ย”