ในโรงเตี๊ยมที่ไม่สะดุดตาอันเจิงที่หลับตาพักผ่อนอยู่บนเตียงรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะเปลี่ยนแปลงแผ่นดินเยี่ยนแล้วอันเจิงเป็นเพียงชายหนุ่มที่โตมาจากเทือกเขาที่โสโครกเท่านั้นฉะนั้นจึงไม่มีใครสนใจเขามากนัก แต่เพราะไม่มีใครสนใจ เขาจึงได้สร้างความประหลาดใจให้กับคนอื่นอย่างมากมายอันเจิงกำลังมีความสุขกับชีวิตในแบบที่ไม่มีใครมาใส่ใจ เพราะเขารู้ว่าหากตัวเองกลายเป็นคนที่สำคัญต่อคนอื่นแล้วละก็ไม่ว่าจะเป็นสหายหรือศัตรู การกระทำทุกอย่างคงไม่ง่ายดายเช่นนี้
แอ๊ด!
ประตูถูกเปิดออกจากด้านนอกอันเจิงหันหน้าไปมอง จึงเห็นว่าคนที่เดินเข้ามาคือชวีหลิวซีนั่นเอง
แววตาของหญิงสาวเต็มไปด้วยความกังวลแต่ทว่านางกลับแสร้งทำเหมือนโมโห
อันเจิงยิ้มแห้ง ๆ “เจ้ามาได้อย่างไร?”
ชวีหลิวซีมองไปยังรอบด้าน“นอนที่นี่สบายกว่านอนที่สำนัก?”
อันเจิงส่ายหน้า “ต้องไม่ใช่อยู่แล้ว!”
ท่าทางเช่นนั้นเหมือนหนูน้อยที่เจอแมวไม่มีผิด
เสี่ยวช่านเดินออกมาจากข้างตัวอันเจิงแล้วกระโดดเข้าไปในอ้อมกอดของชวีหลิวซี นางอุ้มเสี่ยวช่านแล้วนั่งลงบนเตียงจากนั้นก็ยื่นมือไปจับข้อมือเขา ผ่านไปครู่หนึ่งนางจึงดูผ่อนคลายขึ้น“กินยามั่วซั่วไปหมด โชคดีที่ยาเหล่านั้นไม่ได้ส่งผลกระทบกับเจ้าไม่อย่างนั้นยิ่งแย่เลย?”
“ข้าไม่เป็นไรข้ารู้ว่ายาเหล่านั้นคือยาอะไรบ้าง เจ้าลืมไปแล้วหรือ เมื่อก่อนข้ารู้เรื่องโอสถวิญญาณมากกว่าเจ้าเยอะเลย...”
ปากของเขาถูกชวีหลิวซียัดยาข้าไป ทำให้ไม่ได้พูดอะไรอีก
อันเจิงกลืนโอสถวิญญาณเข้าไป แล้วก็ทำท่าเหมือนกลืนไม่ลง“ทำไมถึงเป็นรสแอปเปิลล่ะ เจ้าก็รู้ว่าข้าชอบรสสตรอว์เบอร์รี...”
ชวีหลิวซีเขม่นหน้าเขาแวบหนึ่ง“ต้องขับยาที่เจ้ากินมั่วซั่วนั่นออกไปก่อน อีกประเดี๋ยวจะเจ็บเล็กน้อยเมื่อผ่านไปหนึ่งก้านธูปค่อยกินเม็ดที่สอง จากนั้นก็กลับไปกับข้า”
อันเจิงส่ายหน้า “ตอนนี้ยังกลับไปไม่ได้หากข้าออกจากที่นี่ เกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อเสี่ยวชีเต้าและคนอื่น ๆ แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่หรือว่าเจ้าอ้วนนั่นทรยศ?”
“เขากลับสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ก่อนแล้วเอาร่มมาให้ข้า”
อันเจิงถอนหายใจ “รู้อยู่แล้วว่าเขาไม่น่าจะเชื่อฟังขนาดนั้น”
ชวีหลิวซีมองไปยังบาดแผลบนตัวของอันเจิงจากนั้นก็ก้มมองสร้อยลูกประคำโลหิตที่ข้อมือของเขา“หากไม่ใช่เพราะของวิเศษชิ้นนี้ช่วยเจ้าไว้ละก็เจ้าคงสลบเพราะเสียเลือดมากไปนานแล้ว ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมเจ้าใจใหญ่ขนาดนี้จนถึงตอนนี้แล้วยังมาพูดเล่นอีก”
“ผู้เฒ่าฮั่วเคยบอกไว้ว่าข้ามีโชคชะตาที่ดีเหลือเชื่อ”
ชวีหลิวซีเริ่มแก้เสื้อของอันเจิง หน้าเขาจึงแดงขึ้นทันที“คือ...ข้าทำเอง ข้าทำเองก็ได้!”
หึ! ชวีหลิวซีเปล่งเสียงที่เย็นยะเยือก“ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้าทำให้เจ้าเสียหน่อย หลายปีมานี้เจ้าบาดเจ็บมากี่ครั้ง? ตอนอยู่โลกมายาที่เจ้าเข้าไปในป่าเพื่อหาสมุนไพรให้ตู้โซ่วโซ่วแล้วกลับมาด้วยร่างกายที่ทรุดโทรม ไม่ใช่ข้าหรือที่คอยเปลี่ยนยาประคบและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เจ้า?ดูท่าทางเจ้าสิ อย่างกับข้าอยากดูเจ้างั้นแหละ”
อันเจิงหน้าแดง ตอนนี้เขายอมนอนนิ่งอยู่บนเตียงแล้ว
ชวีหลิวซีตัดผ้าพันแผลบนตัวของอันเจิงจากนั้นก็ถอดเสื้อที่เปื้อนเลือดออก ขณะที่นางเห็นบาดแผลอันน่ากลัวบนตัวเขา ดวงตาทั้งสองของนางก็แดงขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมได้ถึงแม้นางจะเตรียมใจมาบ้างแล้วก็ตาม
“หากเจ้าเป็นอะไรไปจริง ๆ ข้า...พวกข้าจะทำอย่างไร?”
นางช่วยอันเจิงทำแผลใหม่อย่างระมัดระวังจากนั้นก็นำชุดใหม่ที่เตรียมมาให้เขาใส่ อาจมีเพียงชวีหลิวซีคนเดียวเท่านั้นที่ละเอียดมากเช่นนี้เพราะนางไม่เคยลืมของอะไรเลย รอสวมเสื้อผ้าเสร็จ อันเจิงและชวีหลิวซีก็ถอนหายใจยาวๆ พร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย จากนั้นทั้งสองคนก็สบตาแล้วยิ้มขึ้นพร้อมกัน
ชวีหลิวซีลุกขึ้นแล้วเดินไปด้านนอก“ไม่รู้ว่าโรงเตี๊ยมนี้สะอาดหรือไม่ ช่างเถอะ...ต้มที่นี่เลยแล้วกัน”
จากนั้นนางก็หยิบหงส์ฟ้าหลิวซีออกมา นี่เป็นของวิเศษที่ผู้เฒ่าฮั่วภูมิใจมากที่สุดจากอดีตกาลมาถึงจนปัจจุบัน ผู้เฒ่าฮั่วอาจเป็นปรมาจารย์สร้างของวิเศษที่เก่งกาจที่สุดแล้วเพราะไม่มีใครสามารถสร้างของวิเศษระดับสีม่วงสองชิ้นได้ในชีวิตเดียว หงส์ฟ้าหลิวซีชิ้นนี้อยู่ระดับสูงกว่าตราประทับท้าทายสวรรค์ที่เขาใช้เวลาสร้างกว่าสามสิบปีเสียอีก
ผู้เฒ่าฮั่วก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงสร้างหงส์ฟ้าหลิวซีสำเร็จได้ในครั้งเดียวฉะนั้นเขาจึงโยงเรื่องนี้ไปถึงความโชคดีของอันเจิง
ชวีหลิวซีนำหงส์ฟ้าหลิวซีมาวางไว้ที่กลางอกจากนั้นตัวหงส์ฟ้าหลิวซีก็เปล่งแสงประกายสีม่วงออกมาเป็นระลอกแสงนั่นทำให้คนที่มองรู้สึกสบายขึ้น เฉกเช่นกับเวลาได้ยินเสียงขลุ่ยแล้วทำให้สุขใจ
“เจ้าจะฝึกโอสถที่นี่? รีบเก็บเดี๋ยวนี้!”อันเจิงรีบพูดขึ้นทันที
แต่ทว่าชวีหลิวซีไม่ได้สนใจเขาด้วยซ้ำ นางหยิบเส้นบะหมี่ออกมาใส่ในหงส์ฟ้าหลิวซีแล้วก็เริ่มเติมผัก ไข่ไก่ และผักชี...
เมื่อเห็นดังนั้นอันเจิงก็ชะงักไป“เจ้าใช้หงส์ฟ้าหลิวซีต้มบะหมี่...นั่นเป็นเตาที่สามารถฝึกโอสถวิญญาณระดับสีม่วงได้เชียวนะหากคนอื่นรู้ละก็ เจ้าอาจจะถูกพูดว่าใช้ของไม่เป็นก็ได้นะ”
ชวีหลิวซีต้มบะหมี่อย่างตั้งใจพลางก็พูดขึ้นเบา ๆ “ต้มบะหมี่ให้เจ้า สำคัญกว่าฝึกโอสถวิญญาณเสียอีกมันเป็นของวิเศษระดับสีม่วง แต่อย่างไรมันก็เป็นเพียงเตาเท่านั้นส่วนเจ้าไม่เหมือนกัน...เจ้าคือ...”
นางพูดเพียงเท่านี้ ใบหน้าก็เริ่มแดงจนเหมือนผลแอปเปิล
ผ่านไปไม่นาน ชามบะหมี่สีเหลืองร้อน ๆก็ออกมา ชวีหลิวซียกชามบะหมี่เดินไปที่ข้างเตียงอันเจิง อันเจิงลองลุกขึ้นแต่กลับถูกแววตาที่ดุดันของชวีหลิวซีทำให้นอนลงดังเดิมแน่นอนว่าแววตาที่ดุร้ายแบบนั้นเป็นความน่ากลัวในใจของอันเจิงเท่านั้น...หญิงสาวคนหนึ่งทำให้ผู้ดูแลกรมตุลาการกลัวถึงขนาดนี้ คิดแล้วก็ไม่เข้าใจจริง ๆ
ชวีหลิวซีวางชามบะหมี่ลงจากนั้นก็ประคองอันเจิงขึ้นนั่งอย่างช้า ๆ อันเจิงกำลังจะยื่นมือไปหยิบชาม แต่แล้วก็ต้องหดมือกลับเพราะสายตาของนาง
ชวีหลิวซีคีบเส้นบะหมี่ขึ้นแล้วเป่าจากนั้นก็นำเส้นบะหมี่มาทาบที่ริมฝีปากสีชมพูสวยของตัวเอง เมื่อแน่ใจว่าเส้นบะหมี่ไม่ร้อนแล้วนางจึงยื่นไปป้อนอันเจิงอันเจิงอ้าปากดูดเส้นบะหมี่เข้าไป ทำให้น้ำแกงกระเด็นเต็มใบหน้า...ชวีหลิวซีใช้มือเช็ดให้เขาจากนั้นก็ป้อนบะหมี่ให้อีก ก่อนป้อนทุกคำ นางต้องใช้ปากตัวเองมาตรวจสอบความร้อนของบะหมี่ก่อนเพราะกลัวว่าอันเจิงกินแล้วจะรู้สึกไม่สบายท้อง
อันเจิงเพิ่งนึกขึ้นได้...แบบนี้ถือว่าจูบกันทางอ้อมหรือไม่นะ
ทันใดนั้นอันเจิงก็รู้สึกว่าตัวเองชั่วร้ายมาก เขารีบทิ้งความคิดเช่นนั้นไปแต่ทว่าใจก็เต้นเร็วขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมได้
ชวีหลิวซีมีพรสวรรค์ทางด้านการแพทย์มากเพียงแวบเดียวก็รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของอันเจิง นางรีบวางชามบะหมี่ในมือลงจากนั้นก็ยื่นมือไปจับข้อมืออันเจิง “ทำไมจู่ ๆ ใจก็เต้นเร็วขนาดนี้? บอกข้ามาว่าเจ้ามีตรงไหนไม่สบาย?”
อันเจิงเอนตัวลงนอน “ไม่สบายสักที่”
ชวีหลิวซีร้อนรนขึ้นทันทีแววตาก็เปลี่ยนเป็นกังวลขึ้น
อันเจิงยิ้มแล้วพูด“ป้อนไปแค่ครึ่งเดียวก็อิ่มแล้ว แน่นอนว่าแบบนี้ต้องไม่สบายแน่”
ชวีหลิวซีชะงักไปจากนั้นก็มองอันเจิงด้วยแววตาที่ดุดัน แล้วยังคงป้อนบะหมี่อันเจิงต่อ
“ครั้งก่อนที่กลับจากเทือกเขาชางหมานเจ้าก็ป้อนข้าแบบนี้หรือ?”
อันเจิงพูดขึ้น“เพียงพริบตาก็ผ่านไปหลายปีแล้ว โซ่วโซ่วก็ตัวใหญ่ขนาดนี้แล้ว...เอพูดแบบนี้ไม่ถูกสิ พูดเหมือนเขาเป็นลูกของเราไม่มีผิด”
ชวีหลิวซีลนลาน “ใครมีลูกกับเจ้า...ไม่ใช่สิข้าเกิดลูกกับเจ้า หา! ไม่ใช่! ข้าไม่เกิดลูกกับเจ้า!”
นางวางชามบะหมี่ลงจากนั้นก็วิ่งไปหลบอยู่ด้านข้าง
อันเจิงยกชามบะหมี่ขึ้นจากนั้นก็ยิ้มไปพลางกินไปด้วย “กินหมดแล้ว...แต่ยังไม่อิ่ม...”
ชวีหลิวซีรวบรวมความกล้าแล้ววิ่งกลับมาข้างเตียงอันเจิงด้วยใบหน้าแดงก่ำจากนั้นก็ใช้มือทั้งสองข้างมาจับหน้าอันเจิง พร้อมทาบริมฝีปากลงไปที่ริมฝีปากของอันเจิงใช่แล้ว นั่นไม่ใช่การจูบ เป็นเพียงการประทับริมฝีปากเท่านั้นแต่อันเจิงกลับรู้สึกว่าผมตัวเองตั้งชี้ขึ้นฟ้า จากนั้นก็เหมือนลมหายใจหยุดลงมันคือครั้งแรกสำหรับชวีหลิวซี แล้วสำหรับอันเจิงไม่ใช่หรือ?
ตอนที่เขาอยู่กรมตุลาการ เวลาส่วนใหญ่ก็ใช้ไปกับการไขคดีและฝึกพลังวัตรเขารู้สึกว่าความรักฉันท์หญิงชายไม่มีความหมายเลยสักนิด เสวี่ยเหมยไต้แห่งตำหนักเทียนห่าวกงตามเขามานานแต่ทว่าเขาไม่เคยรับรักนางเลยสักครั้ง ไม่เพียงแค่เสวี่ยเหมยไต้เท่านั้นหญิงสาวที่อยากแต่งงานกับผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซีมีไม่น้อยเลยสำหรับตู้โซ่วโซ่ว ผู้ดูแลกรมตุลาการเป็นเหมือนวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่ คนในจักรวรรดิต้าซีก็เหมือนกันมีใครไม่คิดว่าฟางเจิงเป็นวีรบุรุษบ้างล่ะ?
ผมของอันเจิงชี้โด่เด่ ส่วนเท้าทั้งสองข้างก็ยืดตรง...
เวลาผ่านไปหลายวินาทีสำหรับพวกเขาทั้งสองมันเป็นเวลาทั้งยาวและสั้นหลังจากชวีหลิวซีรวบรวมความกล้าจูบเขาแล้ว นางก็หมุนตัวหันไปยังด้านนอก มือทั้งสองล้วงกระเป๋าเหมือนไม่ใส่ใจ“เป็นอย่างไรบ้าง ตอนนี้อิ่มรึยัง?”
อันเจิงชะงักไปหลายวินาทีจากนั้นก็ตอบกลับอย่างเป็นทางการ “ยังไม่อิ่ม”
ชวีหลิวซีเดินกลับมาเก็บข้าวของ“แต่ไม่มีแล้ว...ข้าจะกลับไปเก็บของและจัดแจงกู่เชียนเยว่ก่อนข้าออกมาอย่างเร่งรีบจึงไม่ทันได้บอกนาง อีกประเดี๋ยวข้าค่อยกลับมาใหม่ เจ้าพักผ่อนเถอะ...”
อันเจิงอยากลุกขึ้นมากอดนางไว้แต่เพราะร่างกายไม่เอื้ออำนวย
ชวีหลิวซีรีบเก็บของแล้วจากไปเมื่อเดินไปถึงหน้าประตูนางก็กางร่มออก “ข้าจะรีบกลับมา ห้ามเจ้าออกจากที่นี่เด็ดขาด”
อันเจิงพยักหน้า “รู้แล้วจ้าแม่”
ชวีหลิวซีที่หน้าแดงหันมาเขม่นหน้าเขาแวบหนึ่ง จากนั้นก็เปิดประตูจากไป
มองแผ่นหลังของชวีหลิวซีที่จากไปอันเจิงอดคิดไม่ได้ว่าต่อไปบาดเจ็บบ่อย ๆ ดีหรือไม่นะ มีทั้งบะหมี่ให้กิน แล้วยังมี...
ในขณะนี้เองหน้าต่างก็ถูกเปิดออกจากด้านนอก เฉินเซ่าป๋ายปีนป่ายขึ้นมา “สวรรค์ ข้าอยากจะอาเจียนทำไมไอ้งั่งอย่างเจ้าถึงมีหญิงสาวที่ดีอย่างนี้มาชอบนะ? ความจริงใต้หล้านี้ก็ไม่มีเหตุผลนี่เองข้ารูปงามเช่นนี้ แต่กลับไม่ได้ความรักจากใครเลย”
เขาจับกรอบหน้าต่างด้วยท่าทางเหมือนกำลังเจ็บปวด
“ไสหัวไป!” อันเจิงไล่อย่างไม่ไว้หน้า
เฉินเซ่าป๋ายลงมาจากหน้าต่าง “เจ้าดูสิความจริงข้าดีกับเจ้ามากใช่หรือไม่ เพื่อที่จะไม่ให้สาวน้อยของเจ้าอายข้ายังไม่กล้าโผล่หน้าออกมาแม้แต่น้อย เพื่อให้พวกเจ้าทั้งสองคนไม่ต้องเขินตอนที่นางจูบเจ้าข้ายังไม่ทำเสียงดังสักนิด ข้าคิดว่าการที่ตัวเองทนดูได้นั่นก็คือความยิ่งใหญ่ที่มีต่อเจ้าแล้ว...”
อันเจิงกลอกตา “ข้าไม่อยากเจอเจ้า”
“แต่ข้าอยากเจอเจ้านี่”
อันเจิงเงียบ
เฉินเซ่าป๋ายนั่งลงข้างอันเจิงจากนั้นก็ยกถ้วยเปล่าข้างอันเจิงขึ้น “มา ให้ข้าป้อนเจ้ากินเองกับมือเถอะ”
“เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าจะตายให้เจ้าดูเลย”
เฉินเซ่าป๋ายวางถ้วยลง “ไม่สนุกเลย...ข้ารู้ว่าเจ้ามีเรื่องอยากคุยกับข้ามากมายมาเถอะ ข้าพร้อมที่จะสารภาพกับเจ้าแล้ว”
อันเจิงเขม่นหน้าเขาแล้วถาม “เจ้าเป็นคนฝั่งไหนกันแน่?”
เฉินเซ่าป๋ายยักไหล่ “เจ้านี่อ่อนหัดชะมัดยังมีการแบ่งข้างกันด้วย...เจ้าคิดว่าตอนนี้เหมือนเด็กทะเลาะกันแล้วแบ่งพรรคแบ่งพวกรึ? ข้าไม่ใช่คนข้างไหนทั้งนั้นข้างไหนให้ผลประโยชน์ข้ามากกว่า ข้าก็คือคนของข้างนั้น”
“ฉะนั้นเจ้าเป็นคนที่ไม่มีเส้นตาย?” อันเจิงถาม
“มีอยู่แล้ว ไม่ได้ผลประโยชน์ก็ไม่ทำนั่นแหละคือเส้นตายของข้า อ้อ...ยังมีเจ้าด้วย เส้นตายอีกอย่างก็คือเจ้าห้ามตาย”
อันเจิงถามขึ้นอย่างกะทันหัน “ที่เจ้าช่วยข้าเป็นเพราะของชิ้นนี้ใช่หรือไม่?”
อันเจิงยกมือขึ้น ข้อมือของเขามีสร้อยลูกประคำโลหิตที่กำลังเปล่งประกายอยู่
สีหน้าของเฉินเซ่าป๋ายเปลี่ยนไปทันทีจากนั้นก็ยิ้ม “สวยดีนะ ยังมีลวดลายอีกด้วย ใส่มานานเท่าไหร่แล้วล่ะ?”
“พูดตรง ๆ ได้หรือไม่?”
เฉินเซ่าป๋ายหัวเราะกลบเกลื่อน “ช่างเถอะพูดไปตอนนี้ก็ไม่มีความหมายแล้ว เจ้ารักษาบาดแผลตัวเองให้ดี ๆ เถอะข้าจะออกไปก่อเรื่องในใต้หล้าต่อ ข้าเคยบอกแล้ว เจ้าไม่ต้องสนว่าข้าจะเป็นคนของใครเจ้าจำไว้แค่คำเดียวก็พอ...ข้าอยู่ข้างเจ้า”