คัมภีร์หมัดสยบฟ้า

    ตอนที่ 39 หนึ่งเดือนช่างผ่านไปไวนัก

    เสียงแตรเขาสัตว์ดังก้องกังวานไปทั่วผาอวิ๋นหยาฝู่ เป็นสัญญาณว่าเรือธงของสมาคมไป๋ซางใกล้ออกเดินทางอีกครา 

    เซิ่งมู่กับสุยอู๋ซินจึงพากันเดินกลับด้วยท่าทีสบายๆ ไม่เร่งรีบ 

    สุยอู๋ซินเอ่ยยิ้มๆ “ไว้คุยกันใหม่” 

    เซิ่งมู่พยักหน้ารับ แม้จะรู้ดีว่าการหาเวลาสนทนาอย่างจริงจังกับอีกฝ่ายค่อนข้างยากมากก็ตาม “รักษาตัวด้วย” เซิ่งมู่กล่าวลาก่อนเดินกลับเรือนพักของตน 

    เซิ่งมู่ก้าวไปนั่งขัดสมาธิบนโขดหินก้อนใหญ่ซึ่งตั้งอยู่กลางลาน สายตาหันมองสลับประตูสองห้องที่อยู่ซ้ายขวา 

    ห้องฝั่งขวาเป็นห้องนอนของหลิวจื่ออี้ ประตูหันหน้าเข้าหาห้องของเขาและต้าจิน ห้องฝั่งซ้ายซึ่งดูภายนอกใหญ่กว่าเล็กน้อย เป็นห้องพักที่เขาและต้าจินใช้ร่วมกัน ภายในมีเพียงโต๊ะอ่านตำรา เตียงนอน และภาพวาดม้าวิ่งประดับผนัง ส่วนภายในห้องของหลิวจื่ออี้นั้น เขาไม่เคยเห็นและไม่เคยคิดอยากจะเห็น แต่จากกลิ่นสมุนไพรและกลิ่นการกลั่นโอสถอันเข้มข้นที่ลอยคลุ้งออกมา เซิ่งมู่ก็เดาได้ว่าภายในนั้นคงอัดแน่นไปด้วยพืชพรรณสมุนไพรเป็นแน่

    ขณะที่เขากำลังนั่งเท้าคางคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ประตูห้องทางขวามือก็พลันแง้มเปิดออกช้าๆ กลิ่นสมุนไพรและไอปราณภายในพุ่งทะลักออกมาราวกับมวลน้ำที่พังทลายเขื่อนกั้น 

    เซิ่งมู่หันไปถาม “สำเร็จแล้วหรือ?”

    หลิวจื่ออี้มองขวดโอสถหยกในมือพลางยิ้ม “อื้ม! สำเร็จแล้ว! ดีกว่าที่ข้าคิดไว้นิดหน่อย”

    เซิ่งมู่มองขวดหยกสีเขียวในมือนางแล้วเอ่ยถาม “เจ้าหลอมโอสถอะไรกันแน่? ทำไมถึงต้องรอให้ขึ้นมาถึงผาอวิ๋นหยาฝู่ก่อน”

    หลิวจื่ออี้เอียงคอมองเขาด้วยความฉงน นางยิ้มอ่อนพลางเอ่ย “เจ้าดูออกด้วยหรือ?” 

    เด็กหนุ่มชุดขาวพยักหน้ารับเบาๆ “ชัดเจนเสียขนาดนั้น…”

    นางหัวเราะเบาๆ ก่อนกล่าวไขข้อข้องใจ “มันคือโอสถคืนปราณผลัดกระดูก ปราณในกายข้าซึ่งอยู่เพียงขอบเขตห้า ยังไม่สามารถควบคุมกำลังไฟที่ใช้หลอมโอสถระดับนี้ได้ดีนัก ข้าจึงต้องอาศัยไอปราณอันบริสุทธิ์บนผาอวิ๋นหยาฝู่เป็นตัวช่วยเสริม” 

    เซิ่งมู่ได้ยินก็เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “โอสถคืนปราณผลัดกระดูก… โอสถนภาชั้นห้าอย่างนั้นหรือ?” 

    โอสถคืนปราณผลัดกระดูกมีสรรพคุณล้ำเลิศในการรักษาบาดแผล ฟื้นฟูเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ แม้จะประสบเหตุเจียนตาย ตราบใดที่ร่างกายยังมีพลังชีวิตหลงเหลืออยู่ มันก็สามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้ได้อย่างมหาศาล

    โอสถคืนปราณผลัดกระดูกกอปรไปด้วยสมุนไพรหายาก ได้แก่ โสมโลหิตมังกรอายุพันปีขึ้นไป หญ้าวิญญาณหยาดน้ำค้าง และบัวหิมะยอดเขา

    ซึ่งทั้งสามชนิดล้วนมีสรรพคุณโดดเด่นด้านการเยียวยารักษา หลิวจื่ออี้เคยเล่าให้เขาฟังว่า โสมโลหิตมังกรพันปีนั้นนางได้รับเป็นรางวัลจากการประลองหลอมโอสถขั้นนภา ส่วนอีกสองชนิดผู้อาวุโสแห่งตระกูลหลิวคงเป็นผู้มอบให้ 

    ด้วยความหายากและมูลค่าของสมุนไพรทั้งสาม เขาจึงอดเอ่ยถามไม่ได้ “นี่เจ้ามีสมุนไพรเหลือกี่ชุดกัน? คนที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับนักหลอมโอสถชั้นนภาเช่นเจ้า ถึงกล้าหลอมโอสถนภาระดับสูงได้…”

    หลิวจื่ออี้ยิ้มแห้ง เอ่ยตอบ “ข้ามีสมุนไพรอยู่ห้าชุด… เลยหลอมโอสถคืนปราณผลัดกระดูกออกมาได้แค่สามเม็ด คุณภาพก็ถือว่าพอใช้ได้”

    สามเม็ด! โอสถคืนปราณผลัดกระดูกนั้น แม้แต่นักหลอมโอสถขั้นวิญญาณยังหลอมให้สำเร็จได้ยาก แต่นางกลับอาศัยเพียงตบะของผู้ฝึกปราณขอบเขตสร้างแก่นบริสุทธิ์ ผสานกับไอปราณของยอดเขาอวิ๋นหยาฝู่ก็สามารถหลอมสำเร็จได้แล้วหรือ?!

    เซิ่งมู่เผลอหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างนึกขบขันปนยินดี “สวรรค์ช่างลำเอียงเสียจริงๆ…”

    เขาเอ่ยหยอกล้อ แต่พอมองเห็นนางยิ้มเจื่อนท่าทางอ้ำอึ้ง จึงอดถามต่อไม่ได้ “อย่าบอกนะว่ายังมีอีก…”

    หลิวจื่ออี้พยักหน้ารับ ก่อนจะอวดขวดโอสถอีกสามขวดให้ดู “ขวดนี้เป็นโอสถทะลวงเบิกฟ้า… ไว้ใช้ในการฝ่าทะลวงคอขวด ส่วนนี่คือโอสถคุ้มจิตกระจ่างฟ้า ช่วยในการเสริมความมั่นคงของจิตใจ และอันสุดท้ายคือ…”

    นางมองเขาด้วยท่าทีเขินอายเล็กน้อย “โอสถเซียนชำระไขกระดูก…” ทว่าพอเอ่ยจบ ท่าทีขัดเขินนั้นก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความภาคภูมิใจในทันที

    เซิ่งมู่ตาพลันเบิกกว้าง ชี้นิ้วไปยังขวดหยกแก้วซึ่งสลักลวดลายงดงามที่สุด “โอสถเซียนชำระไขกระดูก… ใช่อันเดียวกับที่ข้าคิดหรือไม่?”

    นางพยักหน้าแทนคำตอบ เซิ่งมู่ถึงกับส่ายศีรษะ ปลายนิ้วนวดคลึงจุดไท่หยางอย่างอับจนคำพูด

    โอสถเซียนชำระไขกระดูก… สิ่งนี้ต่อให้ผู้ฝึกปราณขอบเขตพิศเต๋าลงมือหลอมด้วยตนเอง ก็ใช่ว่าจะสำเร็จได้ง่ายๆ…

    เซิ่งมู่หันไปมองสตรีชุดเขียวเบื้องหน้า พลางส่ายหัวเบาๆ ‘อัจฉริยะโดยแท้… ในประวัติศาสตร์หมื่นปีของแคว้นหมิง ไม่เคยมีอัจฉริยะด้านโอสถเช่นนางถือกำเนิดมาก่อน ส่วนทั้งทวีปเชิงซวนนั้น… แม้ข้าจะไม่รู้ว่ามีตัวตนอยู่หรือไม่? แต่หากเอานางไปเทียบ นางก็ยังคงคู่ควรถูกเรียกว่าอัจฉริยะจากสวรรค์อยู่ดี’

    เขาเอ่ยชมสตรีเบื้องหน้าอยู่ในใจเงียบๆ พรสวรรค์ด้านโอสถของนาง สมควรได้เข้าร่วมกับสำนักอริยะมากกว่าสำนักวสันต์เขียว… แต่ช่างเถอะนางมิใช่คนโง่ นางคงสบายใจที่อยู่ในสำนักวสันต์เขียวมากกว่า 

    เมื่อคิดได้ดังนั้น เซิ่งมู่จึงเพียงมองนางด้วยแววตาชื่นชมโดยไม่ได้เอ่ยอะไรให้มากความ ทว่าจู่ๆ เขาก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ “เดี๋ยวนะ… เจ้าเพิ่งหลอมโอสถนภาสำเร็จครั้งแรกตอนไหนกัน?”

    หลิวจื่ออี้หันมามองเขาด้วยท่าทีสูงส่ง “ปลาย! เดือน! สาม!”

    เซิ่งมู่ถึงกับสำลักไอออกมาไม่หยุด “แต่นี่มันเพิ่งปลายเดือนสี่เองนะ…”

    นางทำหน้าครุ่นคิด “ก็น่าจะใช่กระมัง? ทำไมหรือ?”

    เขาเบิกตากว้างมองนางเขม็ง “ยังมีหน้ามาถามอีก! หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูผู้อื่นเข้า เจ้าต้องโดนจับขังให้อยู่แต่ในห้องหลอมโอสถเป็นร้อยปี ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันเป็นแน่!”

    นางหัวเราะคิกคักไม่หยุด ก่อนตอบกลับด้วยท่าทีขี้เล่น “ก็ลองดูสิ! ข้าอยากรู้นักว่าใครจะกล้าจับข้าขังให้หลอมโอสถทั้งวันทั้งคืน!”

    พอหวนนึกถึงเบื้องลึกเบื้องหลังอันแข็งแกร่งของนาง เซิ่งมู่ก็พลันชะงักไป เขาพึมพำเบาๆ อย่างเห็นด้วย “ก็จริงของเจ้า…”

    ระหว่างที่การสนทนาดำเนินต่อไป เซิ่งมู่ก็เริ่มเล่าถึงทิวทัศน์ของผาอวิ๋นหยาฝู่ให้นางฟัง เขาพรรณนาว่าหมู่บ้านริมผาที่มีเมฆหมอกลอยละล่องผ่านนั้นงดงามเพียงใด ยามที่ยืนอยู่ริมหน้าผาแล้วทอดสายตาออกไป ทะเลเมฆเบื้องหน้าก็ดูตระการตาราวกับเมืองสวรรค์ 

    หลิวจื่ออี้นั่งฟังเขาเล่าอย่างอารมณ์ดี ตั้งแต่เดินทางออกจากเมืองชิงซี โอกาสที่ทั้งสองจะได้มานั่งพูดคุยกันสบายๆ เช่นนี้ช่างหาได้ยากยิ่ง เพราะนางไม่เคยหยุดพักที่จะพัฒนาวิชาหลอมโอสถของตนเองเลยสักวัน 

    ทั้งสองนั่งคุยกันจนตะวันเริ่มคล้อยต่ำ เซิ่งมู่นั่งอยู่บนโขดหินก้อนใหญ่ ส่วนหลิวจื่ออี้ลากเก้าอี้ไม้ไผ่มานั่งเคียงข้าง กระทั่งจู่ๆ ก็มีเสียงเปิดประตูดังมาจากห้องทางทิศตะวันตก 

    ตามมาด้วยเสียงบิดขี้เกียจจนกระดูกลั่นกร๊อบแกร๊บ “พวกเจ้าคุยกันนานจนข้าต้องออกมาดูเลยนะเนี่ย”

    เซิ่งมู่หันไปมองต้าจินแล้วยิ้มทักทาย ก่อนที่รอยยิ้มจะเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจ “นี่เจ้า… ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสี่แล้วหรือ?”

    ต้าจินพยักหน้ารับ “ตอนอยู่บ้าน ท่านพ่อยัดโอสถใส่ปากข้าจนแทบจะหมดเรือน เศษซากพลังตกค้างของโอสถเหล่านั้นยังคงหมุนเวียนอยู่ในร่างข้าตลอด ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ข้าจึงพยายามดูดกลืนพวกมันให้ได้มากที่สุด…”

    หลิวจื่ออี้มองเขาพลางกรอกตา “ทำเช่นนี้ท้ายที่สุดร่างเจ้าจะเป็นพิษ ขึ้นไปได้ไม่กี่ขอบเขตก็กระอักพิษโอสถตาย พ่อเจ้าไม่ผิด… ผิดที่คนตัวโตแต่สมองทื่ออย่างเจ้ารีบร้อนเกินไป!”

    ต้าจินชะงักงัน หน้าถอดสี “เจ้าพูดจริงหรือ?”

    นางพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนเอ่ยต่อช้าๆ “เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะหยุดฝืนเพิ่มตบะไปก่อนสักปีสองปี หันมาขัดเกลาร่างกายให้สมกับชื่อขอบเขตขัดเกลา… แล้วก็…”

    นางโยนขวดโอสถให้เขาขวดหนึ่ง มันคือขวดเดียวกับที่นางเพิ่งยกมาอวดเซิ่งมู่เมื่อครู่ “เอ้า! โอสถคืนปราณผลัดกระดูกขวดนี้ข้าให้เจ้า”

    ต้าจินรับขวดนั้นมาด้วยมือไม้อ่อนแรง เข่าแทบทรุดฮวบลงกับพื้น “นี่เจ้าคิดว่าอาการข้าหนักจนใกล้ตายเลยหรือ…”

    เซิ่งมู่เห็นท่าทีนั้นก็อดหัวเราะเสียงดังออกมาไม่ได้ “ใช่ที่ไหนกันเล่า! โอสถคืนปราณผลัดกระดูกแม้จะมีฤทธิ์หลักในการรักษาบาดแผล แต่ด้วยความสมดุลของหยินหยางภายในเม็ดยา มันจะช่วยชำระล้างสิ่งแปลกปลอมและพิษตกค้างออกจากกายเจ้าได้ ใช่หรือไม่?”

    เขาหันไปถามสตรีข้างกายเพื่อขอคำยืนยัน หลิวจื่ออี้พยักหน้ารับพลางเอ่ยเสริม “ดังที่เซิ่งมู่บอก กลืนมันลงท้องแล้วเดินลมปราณให้พลังโอสถวิ่งไปทั่วร่างซะ เดี๋ยวนี้เลย!”

    ต้าจินไม่รอช้า รีบทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิ ก่อนโยนเม็ดยาสีขาวบริสุทธิ์เข้าปากกลืนลงคอทันที

    พริบตาเดียว รอบกายต้าจินก็ปรากฏไอปราณหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง กลิ่นเหม็นหืนรุนแรงเริ่มกระจายตัวออกมารอบทิศ คราบของเหลวเหนียวหนืดสีดำคล้ำเริ่มขับซึมออกมาตามรูขุมขนบนผิวกาย

    เซิ่งมู่รีบยกมือปิดจมูก ร้องลั่น “บัดซบ! วันนี้เจ้าล้างตัวให้สะอาดเลยนะ แล้วคืนนี้ห้ามเข้ามานอนในห้องเดียวกับข้าเด็ดขาด! เดี๋ยวข้าจะโยนผ้าห่มออกมาให้ นอนมันตรงลานหินนี่แหละ เหม็นบัดซบเลย!”

    หลิวจื่ออี้ซึ่งควักผ้าเช็ดหน้ามาปิดจมูกตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ ยื่นผ้าอีกผืนส่งให้เขาพลางบ่นอุบอิบ “เจ้าบื้อนี่รีบร้อนเกินไปจริงๆ กลิ่นเน่าเหม็นที่ถูกขับออกมานี่ เทียบได้กับคนที่ตกลงไปแช่ในบ่ออาจมนานสิบวันเลยนะเนี่ย”

    ต้าจินหน้าแดงก่ำลามไปจนถึงใบหูด้วยความอับอาย หากเขารู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ เขาคงเข้าไปกลืนในห้องเสียยังดีกว่า… ถึงจะเหม็นแต่ก็ดีกว่าต้องทนนอนตากลมข้างนอก!

    หลิวจื่ออี้นั่งทนมองเขาสักพักก่อนจะลุกพรวดขึ้น “ข้าทนดมไม่ไหวแล้ว… ข้าไปนอนละ อย่างน้อยในห้องข้าก็ยังมีกลิ่นสมุนไพรพอจะช่วยดับกลิ่นเจ้าบื้อนี่ได้บ้าง”

    เซิ่งมู่รีบลุกพรวดตามทันที “ข้าก็เข้าห้องแล้วเหมือนกัน…”

    เสียงฝีเท้าสองคู่เดินแยกย้ายกันไปคนละทิศ ไม่นานต้าจินก็ได้ยินเสียงตุบเบาๆ ของก้อนผ้าที่ถูกโยนมากระทบพื้น พร้อมเสียงของสหายสนิท “ผ้านวมของเจ้าข้าโยนมาให้แล้ว… วันนี้ข้าจะปิดห้องนอน วางค่ายกลสังหารไว้ หากเจ้าฝืนเข้ามาแล้วเจ็บเจียนตายข้าไม่รู้ด้วยนะ!”

    ต้าจินที่กำลังนั่งขัดสมาธิหลับตาปี๋อยู่กลางลานกว้าง ถึงกับมีหยดน้ำตาซึมออกมาที่หางตา ‘พวกเจ้ารังเกียจกันเกินไปแล้ว!’

    …

    ภายในห้องนอน เซิ่งมู่ไม่ได้กางค่ายกลจริงๆ อย่างที่ขู่ เขาเพียงแง้มหน้าต่างออกเล็กน้อย ลอบมองต้าจินสลับกับมองไปยังห้องของหลิวจื่ออี้ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ก่อนจะรีบปิดหน้าต่างลงกลอนแน่นหนาเพื่อไม่ให้กลิ่นเหม็นเน่าลอยแทรกเข้ามา

    “หากชีวิตเป็นดังแรกพบได้ก็คงดี…” เขาพึมพำกับตนเองเบาๆ ด้วยรอยยิ้ม

    …

    สามวันผ่านไปนับตั้งแต่ออกจากเมืองอวิ๋นหยาฝู่ เหลือเวลาอีกเพียงแค่วันเดียวก็จะก้าวเข้าสู่เดือนห้าแล้ว…

    เรือธงลำมหึมาของสมาคมไป๋ซางพลันลดระดับความสูง ลอยทะลุผ่านชั้นเมฆลงมาเบื้องล่าง ปรากฏให้เห็นภาพมหานครอวิ๋นสุ่ยสู่สายตา

    เมืองหลวงโบราณที่มีมาตั้งแต่ก่อตั้งแคว้นหมิง ตั้งตระหง่านอย่างยิ่งใหญ่มั่นคงผ่านกาลเวลามากว่าหมื่นปี

    กำแพงเมืองก่อร่างขึ้นจากศิลาดำทะมึน ทั้งหนาทึบและสูงชันกว่าสิบจั้ง ทอดตัวยาวเหยียดโอบล้อมอาณาบริเวณของตัวเมืองเอาไว้จนสุดลูกหูลูกตา แม้เซิ่งมู่จะพยายามทอดสายตามองไล่ไปตามแนวกำแพงยาว ทว่าก็ยังมิอาจมองเห็นจุดสิ้นสุดของมันได้ มันตั้งตระหง่านราวกับปราการยักษ์ที่แบ่งแยกสวรรค์และโลกเบื้องนอกออกจากกันอย่างเด็ดขาด

    เวลานี้เพิ่งจะเข้าสู่ช่วงต้นยามเหม่า ดวงตะวันยังมิทันโผล่พ้นขอบฟ้า ทว่าแสงสลัวจากตะเกียงและโคมไฟวิญญาณเบื้องล่าง กลับเริ่มจุดประกายสว่างไสวขึ้นตามอาคารบ้านเรือนทีละดวงๆ แสงไฟระยิบระยับเหล่านั้นส่องกระทบผืนหลังคากระเบื้องเคลือบและสถาปัตยกรรมอันใหญ่โตโอ่อ่าของเมืองหลวง ช่างเป็นภาพที่งดงามตระการตา แตกต่างจากทุกเมืองที่เขาเคยเห็นมา

    สายธารเส้นใหญ่ของแม่น้ำหลงชวนไหลพาดผ่านกลางตัวเมือง คอยหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตนับไม่ถ้วนในเมืองหลวง รอบนอกกำแพงเมืองก็มีหมู่บ้านใหญ่น้อยตั้งเรียงราย ทุ่งนาและสวนไร่นาของชาวบ้านล้วนเขียวขจีอุดมสมบูรณ์

    ทุกสรรพสิ่งในเมืองหลวงช่างดูสวยงามและน่าตื่นตาตื่นใจ ทว่าสิ่งที่ทำให้เซิ่งมู่รู้สึกตื่นเต้นมากที่สุด กลับเป็นภาพของเหล่าผู้ฝึกตนที่เหาะเหินบินว่อนกันไปทั่วทั้งเมือง

    เรือเซียนขนาดน้อยใหญ่หลายลำลอยล่องอยู่บนฟ้าอย่างเงียบเชียบ ส่วนเหล่าผู้บำเพ็ญก็บินลดระดับต่ำลงมาหนึ่งระดับ

    เซิ่งมู่ยืนเกาะราวระเบียงบนดาดฟ้าเรือ ทอดสายตามองภาพเบื้องหน้าด้วยความตื่นเต้น ไม่ใช่เพียงแค่เขา ทว่ารวมถึงอู๋ซือหยวน โจวจิ่ง และบรรดาผู้ฝึกตนหนุ่มสาวคนอื่นๆ บนเรือ ต่างก็พากันออกมายืนชมทิวทัศน์อันยิ่งใหญ่ของเมืองหลวงพร้อมๆ กัน

    ต้าจินกับหลิวจื่ออี้ก็ยืนขนาบอยู่ข้างกายเขาเช่นกัน และในตอนนั้นเอง เซิ่งมู่ก็ได้ยินเสียงคุ้นเคยดังขึ้นเบาๆ ข้างหู “ไม่ว่าจะมองกี่ครั้งก็ยังคงงดงามจริงๆ”

    เซิ่งมู่หันไปมอง จึงพบกับไป๋เซียวเฟิงที่กำลังโบกพัดเล่มเดิม ยืนทอดสายตาชมเมืองอยู่ข้างเขา

    เซิ่งมู่พยักหน้าตอบรับ “งดงามมากจริงๆ…”

    ไป๋เซียวเฟิงเหลือบมองเขาครู่หนึ่งแล้วเผยรอยยิ้ม ก่อนที่จมูกของเขาก็เริ่มขยับ “กลิ่นเหม็นเน่าอะไรกัน? พวกเจ้าได้กลิ่นหรือไม่?”

    เมื่อได้ยินคำถามนั้น เซิ่งมู่กับหลิวจื่ออี้ก็พลันระเบิดเสียงหัวเราะพรวดออกมาจนน้ำตาเล็ด ส่วนต้าจินกลับยืนจับราวรั้วแน่นจนนิ้วซีดขาว ไม่ยอมปริปากเอ่ยคำใด 

    เซิ่งมู่จึงกระซิบบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ไป๋เซียวเฟิงฟังเบาๆ ก่อนที่ไป๋เซียวเฟิงจะหันขวับมามองหนุ่มร่างกำยำที่ยืนห่างออกไปราวครึ่งจั้ง

    ไป๋เซียวเฟิงเดินเข้าไปใกล้ต้าจินพลางยกมือขึ้นปิดจมูก ก่อนจะยื่นขวดแก้วใบจิ๋วให้เขาขวดหนึ่ง “นี่เป็นน้ำหอมที่ข้าได้มาจากแม่นางคนหนึ่งที่วิ่งตามข้า เจ้าเอาไปใช้เถอะ… หยดเดียวส่งกลิ่นหอมไปได้หลายสิบวัน… แต่เจ้าคงต้องใช้เยอะๆ หน่อยนะ”

    ได้ยินเช่นนั้นเขากับหลิวจื่ออี้จึงอดกุมท้องหัวเราะออกมาไม่ได้ จังหวะเดียวกันนั้นเอง 

    เฉินจื้อเยว่ หลี่ซิ่ว และสมาชิกรุ่นเยาว์ของตระกูลเฉินบางส่วนก็เดินเข้ามารวมกลุ่มกับพวกเขา

    หลี่ซิ่วเห็นพวกเขาจึงเอ่ยถามอย่างสงสัย “พวกเจ้าหัวเราะเรื่องอะไรกัน?”

    เฉินจื้อเยว่เดินเข้ามาใกล้พลางขมวดคิ้ว “ทำไมแถวนี้มีกลิ่นแปลกๆ พวกเจ้าได้กลิ่นกันหรือไม่?”

    เซิ่งมู่อมยิ้มกริ่ม รีบกระซิบอธิบายสาเหตุให้พวกนางฟัง เมื่อฟังจบหลี่ซิ่วก็ถึงกับต้องยกมือขึ้นปิดปากกลั้นหัวเราะ 

    ส่วนเฉินจื้อเยว่นั้นล้วงเอาขวดแก้วใสหน้าตาคล้ายคลึงกับของไป๋เซียวเฟิงขึ้นมา ยื่นส่งให้หลี่ซิ่วพร้อมกับกระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง 

    หลี่ซิ่วพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ต้าจิน แล้วยื่นขวดแก้วส่งให้เขาห่างๆ “นี่เป็นน้ำหอมที่จื้อเยว่ชอบใช้ หยดเดียวส่งกลิ่นหอมไปเกือบเดือน… แต่เจ้าคงต้องใช้หลายหยดหน่อย…”

    คราวนี้ทั้งเซิ่งมู่ หลิวจื่ออี้ และไป๋เซียวเฟิงถึงกับกุมท้องขำก๊ากออกมา ไป๋เซียวเฟิงยังไม่วายเอ่ยหยอกล้อ “น้องต้าจิน วันนี้มีสาวงามให้ขวดน้ำหอมเจ้าแล้วนะ… เจ้านี่เสน่ห์แรงใช้ได้!”

    ต้าจินหน้าแดงแปร๊ดด้วยความอับอายสุดขีด ก่อนระเบิดเสียงออกมา “พวกเจ้า! ข้าจะให้พวกเจ้าติดกลิ่นข้าให้หมดเสียเลย!” 

    สิ้นคำ ต้าจินก็ระเบิดพลังปราณของขอบเขตสี่ออกมาเต็มกำลัง พุ่งพรวดเดียวเข้าไปประชิดตัวไป๋เซียวเฟิงแล้วคว้าหมับ กอดคอเขาเอาไว้แน่น “พี่ไป๋! ท่านก็มาร่วมชะตากรรมเดียวกับข้าเสียเถอะ!”

    เห็นดังนั้นพวกเขาทุกคนจึงพลันหุบยิ้ม เฉินจื้อเยว่ร้อนรนจนพูดออกมาตะกุกตะกัก “ขะ เขาบ้าไปแล้ว! อู๋ซือหยวนกันเขาไว้!”

    ทว่าอู๋ซือหยวนกลับรีบยกมือปิดจมูกแน่น ก่อนจะถีบเท้าถอยหนีไปไกล “ขอโทษด้วยคุณหนู ข้าสู้เพื่อชีวิตของท่านได้… แต่กลิ่นนี่ข้าสู้ไม่ไหวจริงๆ”

    …

    ไป๋เซียวเฟิงที่พรมกลิ่นน้ำหอมจนฉุนยืนพิงราวดาดฟ้าอย่างเหนื่อยล้า “ข้าเกือบเน่าตายแล้ว…”

    เซิ่งมู่หัวเราะหึๆ ออกมาไม่เอ่ยอะไร ก่อนเหลือบมองต้าจินที่เดินหลังตรง ส่งกลิ่นน้ำหอมหลายชนิดผสมปนเปกันลอยฟุ้งไปทั่วดาดฟ้าเรือ

    เซิ่งมู่ทอดสายตามองไปยังเมืองหลวงที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ “ข้าคงจดจำภาพความวุ่นวายในวันนี้ไปตลอดชีวิตเป็นแน่”

    ไป๋เซียวเฟิงยิ้มอ่อน ก่อนจะพลิกกายหันกลับไปชมเมืองหลวงตามสายตาของเขา “หากเข้าเมืองหลวงไปแล้ว… โอกาสที่เราจะได้มารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตาเช่นนี้ คงยากยิ่งขึ้น…”

    เซิ่งมู่เอ่ยเสียงเรียบ “ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา… ข้าสนุกมากเลยล่ะ”

    ไป๋เซียวเฟิงยกมือตบไหล่เซิ่งมู่เบาๆ สองที “ชีวิตผู้บำเพ็ญเพียรเช่นพวกเรา ยืนยาวอยู่ได้นับร้อยปี ในภายภาคหน้ายังมีเรื่องสนุกรออยู่อีกมาก”

    เขาหันไปมองหน้าบัณฑิตชุดขาว ก่อนจะพยักหน้ารับช้าๆ

    ขณะเดียวกันนั้น เรือเซียนลำยักษ์ก็แล่นผ่านแนวกำแพงเมืองเข้ามาได้อย่างราบรื่น

    ยามที่เรือค่อยๆ ลดความเร็วลงเพื่อเตรียมเข้าเทียบท่าเรือเซียน สายตาของเซิ่งมู่ก็พลันสะดุดเข้ากับพระราชวังอันโอ่อ่าที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลลิบ แม้จะมองเห็นรายละเอียดไม่ชัดเจนนัก ทว่าสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขากลับไม่ใช่ตัวพระราชวัง แต่กลับเป็นภูเขาขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลังพระราชวังของราชวงศ์ชิง มันสูงเสียดฟ้า ตั้งตระหง่านใหญ่โตเสียจนบดบังทัศนียภาพเบื้องหลังพระราชวังได้มิดทั้งหลัง ช่างเป็นสิ่งปลูกสร้างตามธรรมชาติที่ดูผิดแผกและไม่สมควรจะมาตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงได้เลยแม้แต่น้อย

    ไป๋เซียวเฟิงมองตามสายตาของเขาไป ก่อนจะเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “นั่นคือที่ตั้งของสำนักชิงอวิ๋น… สำนักที่ได้ชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งของทั้งอาณาจักรชิงอวิ๋นและแคว้นหมิง…”

    เซิ่งมู่พยักหน้ารับ สายตายังคงจับจ้องทะลุผ่านหมู่เมฆ พยายามสอดส่ายสายตามองหาสิ่งปลูกสร้างบนยอดเขานั้น “ช่างใหญ่โตและสูงมาก… มากเกินไปเสียจริง…”

    จู่ๆ ก็มีอีกเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาข้างกาย “แต่ก่อนภูเขานี้ไม่เคยมีอยู่ กระทั่งราชวงศ์ชิงปกครอง สำนักชิงอวิ๋นจึงลากภูเขานี้มาวางไว้กลางเมืองหลวง… คงตั้งใจแสดงถึงอำนาจบารมีกระมัง?”

    เซิ่งมู่หันไปเอ่ยถามสุยอู๋ซิน “แล้วทางฝั่งสำนักอริยะเล่า? พวกเขาไม่รู้สึกว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการท้าทายอำนาจหรอกหรือ?”

    สุยอู๋ซินส่ายหน้าช้าๆ “สำนักอริยะสนใจเพียงแค่การรักษาสมดุลของฟ้าดินและปกป้องผู้คนในแคว้น พวกเขาไม่ใส่ใจเรื่องการแย่งชิงอำนาจจอมปลอมพวกนี้หรอก… โดยเฉพาะสำนักอริยะหมิงของเรา ยิ่งขึ้นชื่อเรื่องไม่สนสิ่งใด…”

    คราวนี้เป็นไป๋เซียวเฟิงที่เอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกระซิบ “หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะ… แท้จริงแล้ว ‘ชิง’ และ ‘หมิง’ อาจเป็นขุมกำลังที่มาจากรากเหง้าเดียวกัน…”

    เซิ่งมู่พลันหันขวับไปอย่างตกใจ ไป๋เซียวเฟิงทำเพียงส่งยิ้มบางๆ ให้เขา “เป็นเพียงข่าวโคมลอยน่ะ… ทว่าหากลองคิดดูดีๆ ในแคว้นอื่น หากมีสำนักใดกล้ากำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ ก็คงถูกสำนักอริยะกวาดล้างหรือเข้าควบคุมไปนานแล้ว แต่สำนักชิงอวิ๋นกลับยังคงหยัดยืนอยู่รอดมาได้ ซ้ำยังไม่เคยคิดจะปกปิดความทะเยอทะยานที่จะรวบอำนาจครองแคว้นแม้แต่น้อย…”
    เซิ่งมู่พึมพำเสียงค่อย แววตาเต็มไปด้วยความครุ่นคิด “หากเป็นเช่นนั้นจริง… เบื้องหลังของพวกเขาก็ต้องน่ากลัวมากทีเดียว…”

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์หมัดสยบฟ้า ที่คุณอ่าน