ตอนที่ 142
ในช่วง 4 วันสุดท้ายก่อนการประลอง ซุน ที่หลังจากเข้าประชุมและได้รับข้อมูลของผู้เข้าร่วมการประลองทั้งหมดแววตาก็เปลี่ยนเป็นมุ่งมั่นทันที เพราะเมื่อคิดจะเข้าร่วมการประลองแล้ว ซุนก็อยากจะทำมันอย่างสุดความสามารถ ให้ไม่ต้องมารู้สึกเสียใจในภายหลัง ทุ่มเทเวลา 4วันหลังจากนั้นไปกับการฝึกฝน
โดยคู่ฝึกซ้อมของ ซุน นั้น แน่นอนว่า ซุน ไม่คิดจะดึงเอาผู้เยาว์ในหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์เข้ามาช่วยเหลือเท่าใดนั้นเพราะมันทำให้ ซุน ไม่อาจแสดงศักยภาพสูงสุดออกมาในการฝึกซ้อมได้ ดังนั้นผู้ที่มาเป็นคู่ซ้อมหลักของซุน ก็คือ มู่เจี้ยน...
ซึ่งพอเป็น มู่เจี้ยน ชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุด ก็ทำให้ ซุนระเบิดพลังทั้งหมดออกมาได้อย่างไม่ต้องออมมือ ความแข็งแกร่งของ มู่เจี้ยน มีมากพอจะรับมือพลังทั้งหมดเหล่านั้นได้โดยไม่ยากเย็นแต่มันก็ทำให้ใบหน้าของ มู่เจี้ยม เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความตื่นตะลึงหลายต่อหลายครั้ง
“น่าตกใจจริง ๆ ที่เจ้ามีจิตวิญญาณแห่งศาสตราสิงสถิตตั้งแต่ยังอายุเพียงเท่านี้...ตัวข้าเองยังไม่อาจก่อจิตวิญญาณแห่งกระบี่ได้ด้วยซ้ำ แปลว่าเจ้ามีโชควาสนาบางอย่างจึงได้รับจิตวิญญาณแห่งศาสตราโบราณมางั้นสินะ...” มู่เจี้ยน เอ่ยขึ้นด้วยความยินดีไม่มีแม้แต่ร่องรอยริษยาใด ๆ ปรากฏ
“ข้าได้ยินมาว่า จิตวิญญาณแห่งศาสตราที่ได้รับมอบส่งต่อ จะมีระดับความสัมพันธ์ที่เทียบไม่ได้กับจิตวิญญาณแห่งศาสตราที่ถูกสร้างขึ้นมาเอง...พี่มู่เจี้ยน อยู่ในขั้นก่อรูปจิตวิญญาณแห่งกระบี่บางส่วนขึ้นมาแล้ว หากนับที่ความสามารถข้ายังด้อยกว่าท่านมากมายนัก...”ซุน กล่าวขึ้น
ความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่ต่างพี่น้อง ทั้งที่แรกเริ่มเดิมทีมู่เจี้ยน เพียงทำตามคำสั่งของ เจ้าเมืองฉี เท่านั้น... คาดว่าคงเป็นเพราะอุปนิสัยของทั้งสองที่เข้ากันได้ดีและต่างฝ่ายต่างก็มีพื้นฐานเป็นเด็กกำพร้า ทำให้มีความเข้าใจระหว่างกัน...
ท่านกลางการชี้แนะที่เข้มงวดของ มู่เจี้ยน ทำให้ทักษะของ ซุนพัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ... แน่นอนว่าเมื่อ ซุน เผยความสามารถแท้จริงออกมาทำให้ มู่เจี้ยน จับเค้าโครงได้โดยที่ ซุน ไม่ต้องอธิบาย ว่าพื้นฐานเคล็ดวิชาที่ใช้นั้นล้วนมาจากสำนักสายลมประจิมซึ่ง มู่เจี้ยน ก็พอจะคาดเดาได้อยู่แล้ว จากความสัมพันธ์ของ ซุน และ เตียมู่หยงจึงเลือกที่จะเอ่ยถามอะไรมาก...
ทว่ามันกลับทำให้ มู่เจี้ยน มองเห็นจุดอ่อนบางอย่าง...
ท่าทีของ มู่เจี้ยน คล้ายขบคิดหนักใจ ที่แม้แต่ ซุนยังรู้สึกได้...
“มีอะไรงั้นหรือ พี่มู่เจี้ยน?!”
“อืม...จะว่ามีมันก็มี จะไม่มีมันก็ไม่มี ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเรียกเป็นจุดอ่อนได้หรือไม่แต่ด้วยพื้นฐานเคล็ดวิชาของเจ้าในตอนนี้หากต้องเผชิญหน้าชนชั้นอัจฉริยะรุ่นเยาว์คงเป็นเรื่องยากในการจะเอาชนะ...” มู่เจี้ยนเอ่ยขึ้นตามตรง
“!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้างในทันที
“หมายความว่ายังไงงั้นหรือ?!”
“เจ้ายังมีจุดอ่อนในเรื่องหนึ่ง... ซึ่งนั่นก็คือ เคล็ดวิชา”มู่เจี้ยน กล่าวขึ้นด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ทำเอา ซุน ถึงกับเผยแววตาสับสนขึ้น ก่อนจะฟังมู่เจี้ยน กล่าวต่อ...
“ซุน... เคล็ดวิชาที่เจ้าแสดงออกมาเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดวิชาเพลงขวานวายุตระกูลซ่งเพลงทวนอัสนีฟ้า หรือแม้แต่เพลงกระบี่วีรชนแดนประจิมสามเคล็ดวิชาโจมตีหลักที่เจ้านำออกมาใช้ ล้วนแล้วแต่เป็นเคล็ดวิชาระดับสูงก็จริง
แต่บรรดาเคล็ดวิชาระดับสูงนั้นตระกูลหรือขุมกำลังใหญ่ล้วนมีใช้กันอย่างแพร่หลาย ถึงจะฝึกได้ยากแต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้หากมีความสามารถมากพอกลุ่มผู้เยาว์ที่เข้าร่วมการประลองทั้ง 32 คน ล้วนแล้วแต่เป็นระดับสุดยอดของรุ่นนี้ทุกคนย่อมต้องใช้เคล็ดวิชาระดับสูงเป็นพื้นฐานการต่อสู้
ทว่า... สำหรับอัจฉริยะผู้เยาว์ทั้ง 7 คน ย่อมแตกต่างออกไป... คนเหล่านี้ล้วนเป็นศิษย์แห่งความภาคภูมิใจระดับสูงสุดของพรรคและสำนักดังนั้นทุกคนย่อมต้องมีสิ่งที่เรียกว่า ท่าไม้ตาย...หรือก็คือ เคล็ดวิชาระดับเฉพาะที่เหนือขึ้นไปกว่าเคล็ดวิชาระดับสูง”
“!!!!!!!!!!!” ซุน ดวงตาเบิกกว้างอีกครั้ง...
“ท่าไม้ตาย? เคล็ดวิชาระดับเฉพาะ?”
มู่เจี้ยน พยักหน้าตอบรับเบา ๆ
“ข้าก็พอจะสัมผัสได้ว่าวิถีบ่มเพาะลมปราณ รวมถึงเคล็ดวิชาตัวเบาที่เจ้าใช้ต่างเป็นเคล็ดวิชาระดับเฉพาะก็จริง ทว่าทั้งสองเคล็ดวิชานั้นก็มิใช่เคล็ดวิชาโจมตีที่จะนำมาเป็นท่าไม้ตายก้นหีบ สำหรับตัวเจ้าได้...
การประลองใหญ่ครั้งนี้ ไม่มีการจำกัดระดับของศาสตราที่ใช้ ดังนั้นเมื่อในที่มาของอัจฉริยะทุกคนล้วนไม่ธรรมดาหากจะมีอาวุธอักขระระดับสูงปรากฏขึ้นในการประลองก็ไม่ใช่เรื่องแปลกซึ่งข้าก็เห็นแล้วว่า กระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ ของเจ้าน่าจะพอเทียบเคียงได้ในส่วนนี้...แต่หากเจ้าขึ้นประลองโดยไม่มีเคล็ดวิชาระดับเฉพาะล่ะก็เจ้าจะต้องเสียเปรียบคู่ต่อสู้ในด้านเคล็ดวิชาอย่างแน่นอน!!”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นถึงกับสะท้านสะเทือน เผยสีหน้าที่บ่งบอกว่าเข้าใจคำพูดของมู่เจี้ยน เป็นอย่างดี เพราะนอกเหนือจาก วิถีแห่งเซียนเมรัยและวิชาตัวเบาวายุทะยานเหยียบเมฆา ซุน ก็ไม่มีเคล็ดวิชาเฉพาะอื่นอีกแล้วซึ่งทั้งหมดเนื่องด้วย ซุน หรือ เหยาซาน ยังไม่ใช่ศิษย์หลักของสำนักอย่างเต็มตัว!!
สำนักสายลมประจิมเป็นสำนักใหญ่ระดับต้น ๆ ของทวีป ย่อมมีเคล็ดวิชาเฉพาะนอกเหนือจากวายุทะยานเหยียบเมฆา อย่างแน่นอน และเชื่อว่าทั้ง เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอก็คงจะฝึกฝนเคล็ดวิชาเฉพาะที่เหมาะสำหรับตนเอง แต่ ซุน ยังไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้น
ไม่ใช่ว่า ซุน ไร้ความสามารถ... แต่เป็นเพราะทางสำนักมีลำดับขั้นในการเรียนรู้เพียงแค่ ซุน กลายเป็นศิษย์หลัก ทางสำนักสายลมประจิมย่อมไม่มีความตระหนี่ในการศึกษา...ซึ่งการขึ้นเป็นศิษย์หลักย่อมอยู่ในแผนของ ซุน อยู่แล้วน่าเสียดายที่การประลองใหญ่เกิดขึ้นก่อนที่ ซุน จะไปถึงยังจุดนั้น...
มู่เจี้ยน เห็นสีหน้าที่ย่ำแย่ของ ซุน ก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้เผยความลังเลใจคล้ายชั่งน้ำหนักความถูกต้องบางอย่างอยู่ในหัว ก่อนจะทอดถอนหายใจยาวออกมาพรืดหนึ่ง...
“องค์รัชทายาท กล่าวว่ารับเจ้าเป็นสมาชิกพิเศษชั่วคราวของหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์งั้นสินะ...เช่นนั้นหากข้าจะสอนเคล็ดวิชาเฉพาะของหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ให้กับเจ้านางคงไม่ว่ากล่าวอะไรกระมัง...”
“!!!!!!!!!!!” ซุน ตวัดมองมายัง มู่เจี้ยน โดยพลันดวงตาเปล่งประกายขึ้นทันที
“พี่มู่เจี้ยน จะยอมสอนข้างั้นหรือ?!”
มู่เจี้ยน ยังคงกระอักกระอ่วนเล็กน้อย เพราะมันย่อมผิดต่อกฎอย่างแน่นอน...อีกทั้ง ไป๋หู่จิงหรง ออกอาการชัดเจนว่าอยากให้ ซุน เข้าร่วมกับหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ดังนั้นนางอาจใช้เงื่อนไขนี้ดึง ซุน เข้าร่วมหน่วยโดยไม่เต็มใจก็เป็นได้...
“ข้านั้นสอนให้เจ้าได้... แต่เมื่อได้เรียนรู้ไปแล้ว เจ้าพร้อมหรือไม่เล่า? ที่อาจจะต้องถูกองค์รัชทายาท กดดันให้ต้องเข้าร่วมกับหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์?!”
ซุน ปริยิ้มออกมาไร้ความลังเล...
“นั่นมันเรื่องของอนาคต หากถูกกดดันเข้าจริง ๆ ข้าค่อยหาวิธีแก้ตัวหรือหากหาทางแก้ตัวไม่ได้อย่างมากก็ยอมเข้าร่วมหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ซึ่งก็มิได้เสียหายอะไรนักสำหรับข้า...”
มู่เจี้ยน ได้ยินเช่นนั้นก็โล่งใจ อย่างไรเสียหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ในระดับรุ่นเยาว์ก็ไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบใดเป็นหลัก เว้นแต่จะอายุครบ 25 ปี จึงได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ของมือปราบหน่วยพิเศษซุน ยังเยาว์วัยเกินกว่าจะมัวไปกังวลกับเรื่องเช่นนั้น...
“เข้าใจแล้ว... เช่นนั้นข้าจะสอนเคล็ดวิชาเฉพาะให้กับเจ้าทว่าเรามีเวลาฝึกฝนกันเพียงแค่ 4 วันเท่านั้นโอกาสที่เจ้าจะฝึกสำเร็จก่อนขึ้นประลองมีไม่ถึงหนึ่งในหมื่น และยังไม่มีเวลามากพอให้ฝึกถึงขั้นชำนาญการยังคิดที่จะเรียนอยู่หรือไม่?”
ซุน พยักหน้าแน่นหนักครั้งหนึ่ง...
มู่เจี้ยน จึงได้แต่จนใจ...
“เคล็ดวิชาเฉพาะของหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ มีอยู่ไม่น้อยแต่เคล็ดวิชาที่เหมาะกับช่วงวัยของเจ้ามากที่สุดในด้านอำนาจการโจมตี น่าจะมีเพียงแค่2 เคล็ดวิชาเท่านั้น... หนึ่งคือเคล็ดวิชา เทพพยัคฆ์ฝ่าแดนสวรรค์ ซึ่งเคล็ดวิชานี้องค์รัชทายาทไป๋หู่จิวหรง ฝึกสำเร็จไปแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน ข้าไม่มีพรสวรรค์ในเคล็ดวิชาเฉพาะนี้จึงสอนเจ้าไม่ได้...
ส่วนอีกวิชาก็คือ... วังวนกระบี่ไร้สิ้นสุด ซึ่งเคล็ดวิชาระดับเฉพาะนี้แม้แต่องค์รัชทายาทก็ยังฝึกไม่สำเร็จ เพราะนางมีสามารถที่เหมาะกับเทพพยัคฆ์ฝ่าแดนสวรรค์ มากยิ่งกว่า ขึ้นชื่อว่าเคล็ดวิชาระดับเฉพาะ ความเหมาะสมระหว่างเคล็ดวิชากับตัวผู้ฝึกถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด...
โชคดีที่ข้าฝึก วังวนกระบี่ไร้สิ้นสุด สำเร็จตั้งแต่เมื่อ 5 ปีก่อนจึงสามารถที่จะสอนเจ้าได้ ส่วนตัวเจ้าจะฝึกฝนได้แค่ไหนนั้น คงต้องขึ้นอยู่กับความสามารถและความเข้ากันได้กับเคล็ดวิชาของตัวเจ้าเองเป็นหลักอย่าได้คาดหวังมากนักก็แล้วกัน...”
มู่เจี้ยน ชักกระบี่ขึ้นมาเนืองช้า แววตาคมกริบดุจกระบี่มองตรงมายังซุน
“จับตาดูให้ดี... นี่คือเคล็ดวิชา วังวงกระบี่ไร้สิ้นสุด!!”
เพียงแค่ มู่เจี้ยน โคจรเคล็ดวิชา บรรยากาศโดยรอบราวกับส่งเสียงกรีดร้องกระบี่ในมือสั่นไหวไม่แน่ยิ่ง แผ่ซ่านไปด้วยปราณกระบี่คณานับ ก่อเกิดเป็นวังวนกระแสกระบี่หมุนวนอย่างรุนแรงเหนือศีรษะพลานุภาพที่สยบสั่นสะท้านพื้นดินและผืนฟ้า
ซุน ถึงกับสูดลมหายใจดังเฮือกขึ้น จดจ้องทุกการเคลื่อนไหวไม่กล้ากะพริบตา...
................................................
ไม่นานวันเวลาก็ผ่านไป จนถึงวันงาน... แน่นอนว่างานอภิเษกที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ย่อมจัดติดต่อกันไปหลายวัน หรืออาจจะหลายสิบวันสำหรับงานเลี้ยง... แต่สำหรับการประลองยุทธรุ่นเยาว์ที่จะเกิดขึ้นนั้นจัดเพียงแค่ช่วง 3 วันแรกเท่านั้น เพื่อสร้างความบันเทิงให้กับแขกจากทั่วสารทิศตลอดทั้ง4 ทวีปที่เดินทางมา...
ในส่วนของงานพิธีงานอภิเษก ซุน ไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมใด ๆ เห็นก็แต่แขกเหรื่อจากตำแหน่งที่ไกลๆ เดินทางเข้ามาในวังอย่างไม่ขาดสาย... และแน่นอนว่า ซุน ในตอนนี้ ก็ไม่มีสมาธิที่จะมัวไปสนใจเกี่ยวกับงานอภิเษกในวังเพราะต้องตั้งสมาธิทั้งหมดไปที่การประลอง ซึ่งใกล้ที่จะประกาศสายการประลองทั้งหมดออกมาแล้ว...
ซุน ก้าวเดินออกจากหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ไปพร้อมกับ ไป๋หู่จิวหรงเปียวเฟิงหง จ้านเซี่ยวหลง และ กงซุนฉี ทั้งห้าคนมุ่งหน้าไปยัง แผนกส่วนกลางของการประลอง...เมื่อไปถึงย่อมต้องมีการยืนยันตัวตนที่ถูกต้อง โดยมีแผ่นศิลาอักขระ ที่เพียงแค่ทาบมือก็จะปรากฎอายุที่แท้จริงของคนๆ นั้น ซึ่งไม่อาจคดโกงได้ ยืนยันว่าอายุต้องยังไม่ถึง 21 ปี ตามที่กฎระเบียบกำหนด
อาภรณ์เครื่องแบบของผู้เข้าร่วมการประลอง ยังถูกจัดไว้ให้เหมือนกันทั้ง32 คน การทำเช่นนี้ก็เพราะต้องการให้ไม่มีใครคดโกงโดยนำอาภรณ์ที่มีอักขระอาคมเสริมการป้องกันมาใช้งานอาภรณ์ทั้งหมดล้วนเป็นสีแดงมงคลของงานอภิเษก จะมีก็แต่หมายเลขประลองกำกับที่แตกต่างบนหน้าอกซึ่งตัวของ ซุน ที่มารายงานตัวเป็นคนสุดท้ายย่อมหนีไม่พ้นหมายเลข 32
ยุทธภัณฑ์ระดับสูงที่ได้รับอนุญาตให้นำขึ้นประลอง ยังต้องมีระเบียบความเข้มงวดถูกกำหนดไว้อนุญาตให้ใช้เพียงแค่สองชิ้นต่อหนึ่งคนเท่านั้น ซึ่งตัวของ ซุน ก็ได้เลือกเอา กระบี่พันชั่งและ กระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ ขึ้นประลอง ยังดีที่ขวานศิลาถือเป็นอุปกรณ์ระดับต่ำที่ไม่ถูกจำกัดจึงได้รับอนุญาตให้นำไปใช้งานได้เช่นกัน
ที่ต้องกำหนดไว้เช่นนี้ เพราะผู้เข้าประลองบางคนถนัดใช้อาวุธลับเกาทัณฑ์ หรือมีดสั้นขว้างปา ทุกอย่างสามารถใช้ได้ตามความชำนาญ อุปกรณ์ระดับต่ำจึงไม่ถูกกำหนดในด้านจำนวน...แต่ในส่วนของยุทธภัณฑ์ระดับสูงที่ต้องกำหนดนั้น เนื่องด้วยหากไม่มีการกำหนดชัดเจนไว้อาจจะเห็นบางคนสวมเกราะโลหะรอบกายขึ้นประลองเลยก็เป็นได้
โดยมากแล้ว ยุทธภัณฑ์สองชิ้นตามกฎ ผู้เข้าประลองนิยมจะเลือกอาวุธประจำกายหนึ่งชิ้นและเครื่องป้องกันระดับสูงอีกหนึ่งชิ้นเป็นหลักเสียมากกว่า... มีผู้เข้าร่วมประลองเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เลือกเป็นอาวุธทั้งสองชิ้นเช่นเดียวกันกับ ซุน...
หลังจากได้รับการยืนยันขั้นตอนทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อย ทั้ง 32 คนจะถูกกักตัวไว้ให้เฝ้ารอยังสถานที่ปิด ซึ่งทางแผนกสวนกลางได้กำหนดพื้นนี้เหล่านั้นเอาไว้แล้วไม่อนุญาตให้ติดต่อกับผู้คนด้านนอก เว้นเสียแต่การประลองในวันแรกนี้จะจบลง เพื่อป้องกันการสลับตัวผู้เข้าประลองหรือกลวิธีคดโกงต่างๆ หลังยืนยันตัวตนเสร็จสิ้น...
นับเป็นความเข้มงวดที่ถูกดูแลโดย 2 ขุมกำลังอันยิ่งใหญ่อย่างราชวงศ์ไป๋หู่ และ สมาพันทำเนียบยุทธภพ จึงแทบจะไร้ช่องโหว่ใด ๆ สร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกขุมกำลังที่ส่งผู้เยาว์เข้ามาด้วยความคาดหวัง...
ซุน ได้เข้ามารวมกับผู้เข้าร่วมประลองคนอื่นในสถานที่ปิด ซึ่งมีอยู่สามคนที่ซุน คุ้นหน้าคุ้นตาดี... นั่นคือ ลั่วชิงเหอ และ ซวงฉวี่ เพราะเมื่อไม่นานก่อนหน้านี้ทั้งสามยังเคยเปรียบวัดฝีมือกันมาแล้วคนละหนึ่งกระบวนท่ายังไม่ได้รับผลชี้ขาด…
ส่วนอีกคนก็คือ เกาทงหลิน ที่เวลานี้คล้ายว่าอีกฝ่ายยังมองไม่เห็นการมาของซุน...
บรรยากาศภายในสถานที่ปิดทึมแห่งนี้ ภายใต้การร่วมตัวของเหล่าผู้เยาว์ที่ถูกเลือกล้วนเต็มไปด้วยความอึมครึม ซุน ยังโชคดีที่ ซุน ได้ยืนร่วมตัวกับกลุ่มของไป๋หู่จิวหรง จนทำให้หลายคนนึกว่า ซุน เป็นสมาชิกของหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ ดังนั้นจึงยังไม่สะดุดตาคนอื่นๆ เท่าใดนัก...
ไม่นานก็มีคนจากสมาพันทำเนียบยุทธ สวมชุดคลุมสีขาวก้าวเดินเข้ามา...ทุกสายตาล้วนจับจ้อง เพราะเข้าใจความหมายของการมาครั้งนี้เป็นอย่างดี เนื่องจากมันสามารถเป็นตัวชี้วัดผลการประลองของแต่ละคนในครั้งนี้ได้เลย...
“เอาล่ะ... ต่อไปจะประกาศสายการประลองอย่างเป็นทางการ...” คนของสมาพันฯกล่าวขึ้น
......................................................