ทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์]

    ตอนที่82 อาจารย์วิชากลยุทธ์

    48 2-2

    ตอนที่82 อาจารย์วิชากลยุทธ์

    เสมือนดวงใจของฉีหมิงเยว่ถูกเซี่ยถงเขย่าอย่างแรงทั่วทั้งใบหน้าของนางกลายเป็นแดงสดเสมือนกลั่นออกมาเป็นหยดเลือดได้มิปานจับจ้องดวงตาคู่ใสบริสุทธิ์ของเซียถง กะพริบปริบอยู่สองสามครา แต่ในท้ายที่สุด กลับส่ายหัวตอบอย่างแช่มช้า

    เมื่อเห็นฉีหมิงเยว่ส่ายหัวแบบนั้นเซียถงเองก็หยุดพูดต่อเช่นกัน นางไม่ใช่คนที่จะทำอะไรสักอย่างโดยไม่มีเหตุผลจะอย่างไร เห็นอีกฝ่ายเป็นพวกขี้อายแบบนี้ บวกกับนิสัยเป็นมิตรของฉีหมิงเยว่ ลึกๆแล้ว เซียถงเองก็อยากจะช่วยเหลือเช่นกัน เอาเป็นว่ารอจนกว่าอีกฝ่ายจะพร้อมเสียแล้วกัน

    ฉีหมิงเยว่เปลี่ยนชุดเสื้อผ้าเสร็จสรรพจากนั้นก็ออกเดินทางไปเรียนพร้อมกับเซียถงในวันนี้เซียถงจะต้องเข้าเรียนแขนงวิชากลยุทธ์และได้ร่วมชั้นเรียนเดียวกับฉีหมิงเยว่เช่นกัน

    เมื่อเทียบกับแขนงวิชาโอสถจำนวนศิษย์สาวกภายในแขนงวิชากลยุทธ์มีมากกว่าหลายเท่านักและภายในห้องนี้มีผู้หญิงน้อยมาก โดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย ดังนั้นแล้วการที่ฉีหมิงเยว่และเซียถงเดินเข้าไปหาที่นั่งในห้องเรียนแห่งนี้ทั้งคู่จึงกลายมาเป็นจุดสนใจของบรรดาผู้ชายนับไม่ถ้วนทันที

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเซียถงที่ครอบครองอากัปกิริยาแสนเย็นชามาพร้อมกับผ้าคลุมปิดบังใบหน้าที่เพิ่มเสริมความลึกลับน่าค้นหาให้แก่นางอีกมหาศาล

    ทันทีที่พวกเขาทั้งหลายจับจ้องมองมาทางนางทุกคนรู้สึกเสมือนฟ้าดินแห่งหนนี้มีเพียงสตรีเพียงหนึ่ง ร่างอรชรชดช้อยทรวงทรงองเอวโค้งเว้าสมบูรณ์แบบในชุดสีขาว ทรงเสน่ห์อย่างที่สุดในสายตาบุรุษเพศผิวพรรณขาวผ่องประดุจดอกบัวหิมะที่เบ่งบานท่ามกลางหุบเขาน้ำแข็งพอพวกนางเดินเข้ามาในห้องเรียนชายทั้งหลายต่างหยิบพัดคลี่ขึ้นปัดป้องใบหน้าอย่างช่วยมิได้

    “ซุกซ่อนความงดงามถล่มเมืองไว้ใต้ผ้าคลุมผืนหนึ่งมันไม่น่าเสียดายเกินไปหรอกรึ?”

    ชายถือพัดคลี่คนหนึ่งอดใจกล่าวแซวเซียถงมิได้พร้อมหัวเราะคิกคัก

    ชายทุกคนต่างอดจินตนาการมิได้จริงๆว่า ภายใต้ผ้าคลุมผืนนี้ได้แอบซ่อนความงามใดเอาไว้? นั่นจะต้องเป็นรูปโฉมอันงดงามหาที่สิ่งใดพรรณนาได้แน่นอนพอคิดได้ดังนั้น ทุกสายตาจึงจับจ้องไปที่นางพวงแววตาเปี่ยมความหวัง

    พัดคลี่ในมือถูกฟันขาดดังฉับขาดครึ่งในทันใดรอยยิ้มมากตัณหาของชายผู้ถือพัดคนนั้นถึงกับแข็งค้างไปชั่วขณะเหลือบสายตาเคลื่อนลงไปจับจ้องคมมีดสั้นสีเย็นประกายจ่ออยู่ที่คอหอยด้วยความสยดสยองสุดขีดไม่กล้าขยับเขยื้อนร่างกายใดๆ

    สะบัดมือเก็บมีดเข้าใต้แขนเสื้ออย่างว่องไวเซียถงทิ้งทวนรอยแผลบางสีแดงบนคอของอีกฝ่ายให้พึงระลึก และกล่าวว่า

    “อยู่ให้ห่างจากข้าจะดีกว่า”

    สิ้นเสียงกล่าวจบนางก็หมุนตัวเดินออกมาทิ้งให้คุณชายผู้เปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจคนนั้นนั่งตัวสั่นเทิ้มแฝงร่องรอยความหวั่นเกรงค้างเติ่งในดวงตา

    เซียถงและฉีหมิงเยว่เดินไปนั่งยังแถวสุดท้ายของห้องเรียนภาพฉากการเคลื่อนไหวเมื่อครู่ของเซียถงไม่มีใครในห้องมองทันแม้สักคนส่งผลให้จวบจนตอนนี้ ไม่มีใครกล้าเดินมาคุยกับนางอีกเลยทั้งสองนั่งรอคาบเรียนกลยุทธ์เริ่มขึ้นอย่างเงียบงัน

    หลังจากนั้นไม่นาน ไป๋หลี่เย่ก็เดินเข้ามาในห้องเรียนและทันทีที่ก้าวเท้าขวาเข้ามาในประตูร่างของเขาก็ถึงกับแข็งค้างไปชั่วขณะเมื่อพบกับเซียถงที่นั่งอยู่หลังห้องและนางเองก็สบตาปะทะชนเขาสวนตอบกลับมาเช่นกันสายตาของทั้งคู่เข้าประสานงากันกลางอากาศ บรรยากาศโดยรอบเย็นยะเยือกลงทันที

    ไอความหนาวเหน็บอันไร้ขอบเขตเล็ดลอดออกมาจากคู่สายตาของทั้งเซียถงและไป๋หลี่เย่ทุกคนที่อยู่รอบข้างต่างสัมผัสถึงรัศมีความเป็นศัตรูของกันและกันระหว่างทั้งสองได้ทันทีห้องเรียนเงียบลงชั่วขณะทุกสายตาต่างมุ่งความสนใจอยู่กับท่าทางปฏิกิริยาของทั้งสอง

    “ไฉนองค์รัชทายาทถึงยืนอยู่หน้าประตูเช่นนี้?”

    อาจารย์ที่เพิ่งมาถึงห้องเรียนขมวดคิ้วฉงนใจเล็กน้อยที่เห็นไป๋หลี่เย่ยืนปิดประตูทางเข้าขวางกั้นเอาไว้อยู่ซึ่งคำถามประโยคดังกล่าวได้ทำลายบรรยากาศอันเงียบสงัดทั้งหมดในห้องเรียนลงทันควัน

    “โอ้? ท่านอาจารย์ เชิญเข้าก่อนเลย ข้าจะไปนั่งประจำที่เดี๋ยวนี้”

    ไป๋หลี่เย่หันกลับไปส่งพยักหน้าแก่อาจารย์ท่านดังกล่าวที่เพิ่งมาถึงเล็กน่อยและเดินเข้าห้องเรียนไปเพื่อเข้านั่งเก้าอี้แถวหน้าสุดที่ถูกจองเอาไว้สำหรับเขาตั้งแต่แรก

    ร่างกำยำสูงใหญ่เดินขึ้นมาบนเวทีสอนหน้าห้องเรียนกวาดสายตาอันคมกริบประดุจอินทรี สาดเข้าใส่เหล่าศิษย์สาวกทุกคนภายในห้องและในที่สุดก็หยุดลงตรงใบหน้าของเซียถง ร่องรอยความแค้นอาฆาตฉายแววปะทุเดือดผุดขึ้นจากดวงตาของอาจารย์ท่านนั้นในบัดดล

    เพราะเขายังสลักจำได้อย่างแม่นยำต่อเหตุการณ์ที่บุตรสาวของเขาถูกเซียถงใช้มีดกรีดแทงใบหน้า!

    เซียถงเหมือบสายตามองดูอาจารย์ท่านนั้นที่ก้าวย่างขึ้นบนเวทีสอนนางถึงกับใจหายวาบในทันใด ปรากฏว่า...อาจารย์ที่สอนแขนงวิชากลยุทธ์ก็คือแม่ทัพจางเจิ้งกั๋ว! ทันทีทันใดนางย้อนรำลึกถึงคำกล่าวของไป๋หลี่หานในช่วงเช้าได้ในทันใดที่ว่า‘ข้ามาที่นี่เพื่อรับชมการแสดง’ จู่ๆ ประโยคคำกล่าวนี้ก็เปล่งดังขึ้นภายในใจ!

    นับเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมโดยแท้!

    คล้อยหลังสงบสติอารมณ์ลงได้แล้วนางก็สบสายตาแม่ทัพจางเจิ้งกั๋วที่จับจ้องตนเขม็งกลับไปอย่างสงบนิ่งเซียถงไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด นับประสาอะไรกับแม่ทัพจางเจิ้งกั๋วล่ะ? คราวที่แล้วนางก็พร้อมสัประยุทธ์เดือดกับเขาเช่นกัน

    พอไป๋หลี่เย่เสาะเห็นแววแค้นอาฆาตสาดสะท้อนผ่านแววตาหม่นประกายมืดทมิฬของแม่ทัพจางเจิ้งกั๋วร่องรอยความเย้ยเยาะพลันเชิดปรากฏขึ้นบนมุมปากของเขาทันที เซียถงเจ้าคงภาคภูมิใจในตัวเองมากนักใช่หรือไม่?ถึงเวลาที่เจ้าต้องพานพบกับความลำบากแล้ว กล้ากระตุกหนวดเสือยั่วยุแม่ทัพจางเจิ้งกั๋วข้าไม่เชื่อว่าความแกร่งกล้าของเจ้าจะสามารถเอาชนะจำนวนกองทหารนับหมื่นแสนของอีกฝ่ายได้!

    “เซียถงเหตุใดเมื่อวานเจ้าถึงโดดเรียน?”

    แม่ทัพจางเจิ้งกั๋วเลิกคิ้วมองเซียถงสายตาคู่นั้นประดุจพญาเสือจ้องเหยื่อ และเปิดฉากเริ่มสร้างปัญหาแก่นางในทันที

    “เมื่อวานข้าไม่สบายจึงได้ขอลาหยุดกับท่านอาจารย์หยุนซีเอาไว้แล้วต้องกลับบ้านกะทันหันเพื่อเข้าพบหมอ”

    เซียถงผลักภาระความรับผิดชอบทั้งหมดให้แก่หยุนซีโดยตรงสันนิษฐานได้ว่า พวกกล้าได้กล้าชนเฉกเช่นหยุนซีต่อให้เป็นนายพลจางเจิ้งกั๋วก็ไม่น่าจะกล้ายั่วยุนางได้โดยง่าย

    “มันไม่สำคัญหรอกว่าเจ้าจะขอลากับใครเอาไว้แต่การที่เจ้ามีเจตนาโดดเรียนวิชาของข้านับว่ามีความผิดแล้วแม่ทัพผู้นี้จะลงโทษเจ้า! ตลอดหนึ่งสัปดาห์หลังจากนี้ เจ้าจะต้องแบกถังน้ำไว้บนหลังตลอดห้ามวาง!”

    พอได้ยินเซียถงกล่าวถึงหยุนซีจู่ๆ แม่ทัพจางเจิ้งกั๋วก็ยิ่งเกรี้ยวกราดขึ้นเป็นทวีจนทั่วทั้งใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความพิโรธยกฝ่ามือแผ่นใหญ่ตบโต๊ะเสียงดังปังจ้องไปที่นางตาเขม็งราวกับจะพ่นไฟออกมาได้อย่างงั้น

    “แม่ทัพจางเจิ้งกั๋วกับอาจารย์หยุนซีเกลียดขี้หน้ากันมาก”

    กระตุกแขนเสื้อเซียถงเล็กน้อยเพื่อเรียกฉีหมิงเยว่เอ่ยกระซิบเสียงต่ำอยู่ข้างๆ

    เซียถงที่ได้ฟังดังนั้นถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่กับตัวเองอย่างลับๆความผิดพลาดคราวนี้นับว่าราดน้ำมันบนกองไฟโดยแท้

    แต่....

    เสี้ยวอึดใจต่อมา เซียถงทอประกายตาออกมาวาบหนึ่งมุมปากกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้ามองไปทางแม่ทัพจางจิ้งกั๋วและเอ่ยถามสวนกลับไปว่า

    “ที่มาลงโทษกันเช่นนี้มิใช่ว่าแม่ทัพมีความแค้นส่วนตัวกระมัง?ท่านอาจารย์หยุนซีกับศิษย์คนนี้นับว่ามีความสัมพันธ์อันดีต่อกันพอท่านทราบก็เลยพยายามก่อร่างสร้างปัญหาแก่ศิษย์แล้ว? ในความเห็นของศิษย์กลับไม่จำเป็นต้องทำให้เรื่องมันยุ่งยากซับซ้อนเพราะหากท่านแม่ทัพมีความสามารถจริงๆก็ควรไปสะสางปัญหากับท่านอาจารย์หยุนซีด้วยตัวเองมิใช่ระบายอารมณ์ลงกับเด็กน้อยคนหนึ่งอย่างศิษย์จริงหรือไม่? หากเรื่องในวันนี้แพร่กระจายออกไปทม่านแม่ทัพอาจกลายมาเป็นขี้ปากของทุกคนในสถานศึกษา หาว่ามีดีแค่รังแกเด็กคนหนึ่ง”

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์] ที่คุณอ่าน